ค้นหาบทความ

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เดินเดี่ยว



ถ้าไม่กล้าไปไหนคนเดียว ชีวิตจะไปข้างหน้าได้อย่างไร ?

แม้จะเดินทางไปกับมิตรสหาย แต่บางเวลา เราก็แยกตัวออกไปจากกลุ่ม
มิตรสหายของข้าพเจ้าล้วนน่ารัก แน่นอน... คนที่รู้สึกว่าไม่น่ารัก ข้าพเจ้าย่อมไม่คบหาเป็นมิตรสหาย
มิตรสหาย คือ เพื่อน ไม่ได้เป็นเพียงคนรู้จัก หรือคนคุ้นหน้า
ในความเป็นมิตรสหาย เรามีความห่วงใยกัน เคารพในความเป็นอิสระของกันและกัน และให้ความสำคัญต่ออารมณ์ความรู้สึกด้านลึกของแต่ละคน
เดินทางไปด้วยกัน ความเป็นเราแต่ละคน ทำให้รายละเอียดบนเส้นทางของเรานั้นต่างกัน นั่นคือต้นทุนและการเติบโตที่แตกต่างกัน
เดินคนเดียว เป็นเรื่องจำเป็นที่คนต้องเรียนรู้
ไม่ว่ากับมิตรสหาย ครอบครัว คนรัก หรือใครๆ ย่อมมีเวลาที่เราต้องเดินคนเดียวด้วยกันทั้งนั้น
วุฒิภาวะ คือ การเติบโต ทำให้เราเรียนรู้ที่จะเคารพการเดินเดี่ยวของผู้คน


เรืองรอง  รุ่งรัศมี 


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “โลกกว้างได้เท่ากับครอบฟ้า” ปาจารยสาร ฉบับที่ 5 ปีที่ 33 พฤศจิกายน – ธันวาคม 2552

ยามเย็น

















บทกวีโบราณวรรคหนึ่งของ หลี่ ซาง อิ่น 李商隐 ในสมัยถาง 唐 กล่าวไว้ว่า
夕阳无限好,只是近黄昏。
ทิวทัศน์ยามเย็นงดงามเหลือคณา,
เพียงน่าเสียดายว่านี่ใกล้เวลาพลบค่ำแล้ว.

บทกวีวรรคนี้ ทอดถอนใจให้กับแสงแดดสุดท้ายที่อาบตีนฟ้าให้เกิดแสงสีหลากหลายสวยงาม แต่ทว่าเป็นไปในเวลาแสนสั้น ด้วยว่าค่ำคืนมืดค่ำกำลังคืบคลานเข้ามาแทนที่ในเวลาอันรวดเร็ว
ท้องฟ้ายามเย็นมักทำให้ผู้คนรู้สึกเคว้งคว้าง
มองดูตะวันยามเย็นลับฟ้านานๆ มักทำให้คนรู้สึกเคว้งคว้างในใจ

ปี 1997 ข้าพเจ้าไปเช่าหอพักอยู่อาศัยใกล้ทะเลเป็นเวลา 2-3 ปี ช่วงเวลานั้นข้าพเจ้าอยากหลบออกไปจากเมืองใหญ่ มีความคิดว่าอยากจะใช้ช่วงเวลาหนึ่งพิสูจน์ตัวเองกับสิ่งที่คิดฝันอยู่ในใจ
ห้องเช่าที่เช่าอยู่ราคาไม่แพง สภาพแวดล้อมค่อนข้างเหมาะกับการใช้ชีวิตเงียบๆ บรรยากาศผ่อนคลาย ค่าครองชีพไม่แพง มีหอสมุดให้อาศัยอ่านหนังสือ และอาศัยรับลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศ นั่นเป็นเงื่อนไขเหมาะสมที่จะทดลองทำในสิ่งฝัน

สองสามปีนั้นข้าพเจ้าหายไปจากแวดวงสังคม กลายเป็นแปลกหน้าในอีกสถานที่หนึ่ง
ไปอยู่ใหม่ๆ บางคนเข้าใจว่าข้าพเจ้าเป็นครูอาจารย์ เพราะข้าพเจ้าใช้ชีวิตอยู่รอบๆ มหาวิทยาลัย บางวันเข้าไปกินข้าวในโรงอาหาร บางวันไปนั่งแช่อยู่ในหอสมุด เตร่ไปเตร่มาอยู่เช่นนี้ระยะหนึ่งก็เริ่มคบหาสนิทสนมกับนักศึกษาบางคนที่อยู่ห้องเช่าใกล้กัน เด็กหนุ่มเด็กสาวที่คบหาสมาคมส่วนใหญ่เรียนศิลปะ ทำให้มีโอกาสนั่งดูพวกเขาทำงานจิตรกรรม ได้ความรู้เหมือนได้เดินเข้าไปในห้องเรียนศิลปะ ได้ความสนุกสนานจากการพูดคุยเฮฮา และเฝ้าดูผลงานของพวกเขาค่อยๆ ก่อรูปขึ้นมาจากเฟรมเปล่าๆ ได้เห็นพลังของคนมีฝัน
หัวค่ำบางคืน พวกเขาหลายคนเริ่มต้นขึ้นรูปงานขนาดราว 2 เมตร จากผืนผ้าขาวๆ เส้นและสีค่อยๆ ก่อรูปขึ้นมาจากภาพร่างของแต่ละคน บางคืนข้าพเจ้าอยู่กับพวกเขาจนดึก มองดูพวกเขาทำงานกันอย่างมีชีวิตชีวา
ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ได้เห็นรูปเขียนเสร็จใหม่ๆ ของพวกเขา บางคนพัฒนาตนเองไปอย่างรวดเร็ว บางคนก้าวไปเรื่อยๆ ช่วงเวลาปีสองปีก็เห็นพัฒนาการในเชิงช่าง พวกเขามีความจัดเจนในการใช้สี ใช้เส้น และการวาดองค์ประกอบเพิ่มขึ้น แต่ในเชิงภูมิปัญญาและพัฒนาการเชิงความคิด เห็นไม่ชัดเจนนัก
สรวลเสเฮฮากับนักศึกษาศิลปะกลุ่มนี้ สลับกับการค้นคว้าและลงมือทำตามโครงการที่วางไว้ในใจเงียบๆ ข้าพเจ้าถ่ายเอกสาร เก็บข้อมูล ตระเตรียมแฟ้ม และเริ่มต้นลงมือทำต้นฉบับหนังสือที่คาดหวังในใจกับตนเอง เป็นโครงการส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางจิตรกรรมเลย
แฟ้มของข้าพเจ้าหนาขึ้น แต่งานก็ยังอยู่ห่างไกลกับความสำเร็จอีกไกลลิบลิ่ว ข้าพเจ้าพยายามเตือนตัวเองให้พิสูจน์ความฝันของตน อย่าได้เหลวไหล บ่อยครั้งที่ภาพมิตรสหายรุ่นเยาว์ของข้าพเจ้าที่สู้กับผืนผ้าใบขนาดมหึมาเตือนสติ ยามข้าพเจ้าเบื่อหน่ายและเหลวไหลกับงานของตน ภาพที่พวกเขานอนกองหลับอยู่ข้างเฟรมภาพที่เขียนจวนเสร็จ ส่งผ่านพลังมาถึงตัวข้าพเจ้าหลายครั้ง
พวกเขาไม่รู้หรอกว่า ข้าพเจ้ามองดูพวกเขาเหมือนหนึ่งกำลังเดินอยู่ในอุทยานที่มีทั้งไม้ดอกไม้ผล ทำให้อิ่มใจอิ่มกาย

ไม่นานต่อมาข้าพเจ้าเลิกเช่าห้องเช่าที่ริมทะเล เก็บโครงการคิดฝันที่ทำไม่สำเร็จกลับมาอยู่ในเมืองใหญ่อีกครั้ง โดยคาดหวังว่าจะทำแฟ้มที่ค้างให้เสร็จ
หลายปีแล้วที่ข้าพเจ้ากลับมาอยู่ในเมืองใหญ่ แฟ้มความฝันที่ทำไม่สำเร็จยังอยู่ในตู้ บางวันข้าพเจ้านำมันมาพลิกดู

รู้สึกเหมือนกำลังนั่งชมแสงสนธยาอยู่ริมทะเล
รู้สึกว่าร่างกายของตนเล็กลง เล็กลง...
และฟ้าค่อยๆ มืดลง มืดลง...

เรืองรอง รุ่งรัศมี
2004


ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "สายลมในกิ่งหลิว" เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 625 วันที่24-30 พฤษภาคม 2547

คนช่างกังวล

            แคว้นฉีกว๋อมีชายช่างกังวลอยู่คนหนึ่ง เขาเฝ้าแต่กลุ้มกังวลไปเสียทุกเรื่อง ประเดี๋ยวเกรงว่าฟ้าจะถล่มลงมา ประเดี๋ยวเกรงว่าแผ่นดินจะทลายลงไป และเขาเฝ้าแต่กลัดกลุ้มกังวลว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ตนเองก็จะไม่มีที่หลบซ่อนตัวเสียให้พ้นภัย กระทั่งเป็นเหตุให้เขาถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ ตกอยู่ในความคิดฟุ้งซ่านอย่างกลุ้มกังวล
            มีชายอีกผู้หนึ่ง ซึ่งเฝ้ามองพฤติกรรมของชายช่างกังวลนี้อยู่ด้วยความห่วงใย ดังนั้น เขาจึงได้ไปว่ากล่าวตักเตือนด้วยความปรารถนาดี
            “นี่แน่ะท่าน ท่านเป็นอะไรไปหรือ ? ลองแหงนมองดูท้องฟ้านั้นสิ ท้องฟ้าน่ะ เป็นเพียงอากาศธาตุที่รวมตัวกันอยู่ เจ้าสิ่งนี้น่ะ จับเอาที่ไหนก็ได้ มันก็เหมือนกับร่างกายของเรา บัดเดี๋ยวหดตัว บัดเดี๋ยวยืดตัว ประเดี๋ยวสูดลมหายใจเข้า และอีกประเดี๋ยวหนึ่งปล่อยลมหายใจออก อากัปกิริยาอันเรากระทำอยู่ทั้งวันนี้ ทั้งท้องฟ้าและแผ่นดินต่างก็กระทำอยู่ทั้งวันเช่นเดียวกัน ที่ท่านเฝ้าแต่กลุ้มกังวลกับเรื่องจำพวกที่ว่าฟ้าจะถล่มลงมานั้น ไยจะมิใช่เรื่องอันชวนขันหรอกหรือ ?”
            ชายผู้ปรารถนาดีอธิบายยืดยาว หากแต่ชายช่างกังวลก็ยังคงมีเรื่องอันน่ากังวลของเขาอีก
            ถึงท้องฟ้าจะเป็นอากาศธาตุที่รวมตัวกันก็เถอะ แล้วดวงอาทิตย์เอย ดวงจันทร์เอย กระทั่งดวงดาวที่แขวนอยู่บนท้องฟ้าเอย สิ่งอันแขวนลอยอยู่บนท้องฟ้าเหล่านี้ จะไม่รู้จักร่วงหล่นลงมาบ้างเลยเชียวหรือ ?”
            “เอาละ... ไม่ว่าจะเป็นดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว สิ่งเหล่านี้ต่างก็ยังคงเป็นการรวมตัวกันของอากาศธาตุเหมือนกัน มันเพียงแต่สามารถเปล่งแสงสว่างออกมาได้ก็เท่านั้น เอาละ... ถึงว่าสิ่งเหล่านี้จะร่วงหล่นลงมา แต่ก็จะไม่สามารถทำอันตรายต่อเราแม้เพียงปลายขน”
“ถ้างั้น แล้วถ้าแผ่นดินทลายลงไปบ้างล่ะ จะทำยังไง ?” ชายช่างกังวลยังไม่คลายสิ้นซึ่งความกังวล
“แผ่นดินหรือ ? แผ่นดินก็คือการรวมตัวกันของก้อนดินเท่านั้น ก้อนดินเหล่านั้นอุดช่องว่างทุกด้านเสียจนสนิทแน่น ท่านมองดูสิ ทุกหนทุกแห่งมิใช่เต็มไปด้วยก้อนดินหรอกหรือ ? นี่ก็เปรียบได้กับเรา ซึ่งบัดเดี๋ยวหนึ่งก้าวเดิน บัดเดี๋ยวหนึ่งกระโดดตัวลอย เรานั้นทำอากัปกิริยาเช่นนี้อยู่ตลอดทั้งวัน แผ่นดินก็ทำอยู่เช่นเดียวกัน ที่ท่านเฝ้าแต่กลุ้มกังวลกับเรื่องจำพวกที่ว่าแผ่นดินจะทลายลงไปนั้น ไยจะมิใช่เรื่องอันชวนขันหรอกหรือ ?”
ชายช่างกังวลคนนั้น เมื่อได้ฟังคำอธิบายเช่นนี้แล้วก็รู้สึกรื่นเริงขึ้นมา ชายผู้มาชี้ถึงเหตุผลด้วยความปรารถนาดีผู้นั้น เมื่อพบว่าตนสามารถขจัดความกลุ้มกังวลในใจของอีกฝ่ายหนึ่งได้ก็รู้สึกยินดีอยู่ในใจเช่นกัน

เมื่อ “จั่งหลูจื่อ” ได้ฟังเรื่องราวเช่นนี้ จึงได้พูดขึ้นว่า
“สายรุ้ง เมฆหมอก ลม และฝน ต่างก็คือการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล ต่างก็คืออากาศธาตุอันรวมตัวซ้อนทับกันและแสดงตัวออกมาบนท้องฟ้า บรรดาภูเขา แม่น้ำ กระทั่งถึงทะเล โลหะ ก้อนหิน ไฟ และไม้ ต่างคือ “รูปทรง” อันรวมตัวกันและแสดงตัวออกมาบนพื้นดิน ถ้าจะกล่าวว่า ท้องฟ้าและแผ่นดินคือการรวมตัวกันของอากาศธาตุและดินแล้วไซร้ ไยจึงสรุปไปอย่างเด็ดขาดว่า มันจะไม่มีการพินาศสลายด้วยเล่า แน่นอนว่าท้องฟ้าและแผ่นดินเป็นเพียงธุลีอันน้อยนิด ซึ่งดำรงอยู่ในอวกาศอันมิรู้สิ้น ในบรรดาสิ่งอันมีรูปทรงนั้น น่าจะเป็นสิ่งที่ใหญ่ที่สุด ดังนั้น มันจึงยากที่จะสิ้นสุด และยากที่จะหยั่งรู้ และมันจำเป็นที่จกต้องเป็นไปเช่นนี้ การที่มัวแต่กลัดกลุ้มกังวลว่ามันจะพินาศสลายหรือไม่เสียแต่บัดนี้ น่าจะเป็นการกังวลที่มากเกินไป ทว่า... การจะสรุปลงไปเด็ดขาดว่า มันจะไม่รู้จักพินาศสลายนั้น ก็น่าจะไม่ถูกต้องนัก ในเมื่อท้องฟ้าและแผ่นดินอาจพินาศสลายได้ ก็ย่อมจะมีสักวันหนึ่งที่มันจะเสื่อมสลายลงไป เมื่อมีจุดเริ่มย่อมมีจุดจบ เมื่อมีรูปทรงก็ย่อมมีการเสื่อมสลาย เมื่อคิดว่าย่อมจะมีวันเช่นนั้น ไยจะไม่ยอมให้มีความกลัดกลุ้มกังวลบ้างเล่า ?”

เมื่อ “เลี่ยจื่อ” ได้ฟังคำกล่าวนี้ จึงได้กล่าวว่า
“การกล่าวว่า ท้องฟ้าและแผ่นดินนั้นพินาศสลายลงได้ เป็นสิ่งที่ผิด การกล่าวว่าท้องฟ้าและแผ่นดินนั้นจะไม่พินาศสลาย ก็เป็นสิ่งที่ผิด หากกล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว การที่มันจะพินาศสลายหรือไม่นั้น เป็นสิ่งซึ่งเราไม่อาจรู้ได้ การอยากรู้ว่ามันจะพินาศสลายก็ดี หรือไม่พินาศสลายก็ดี เกี่ยวอะไรกับเราด้วยเล่า เรื่องพวกนี้ต่างก็เป็นเรื่องที่ค่อยมาว่ากันเมื่อเหตุการณ์มาถึงทั้งนั้น หากมันไม่พินาศสลาย มันก็จะอยู่ร่วมกับมนุษย์ต่อไปโดยสมบูรณ์ และหากว่ามันจะพินาศสลาย มนุษย์ก็จะพินาศสลายไปพร้อมกับมัน เมื่อมีชีวิตอยู่นั้น ก็ไม่ควรที่จะไปกลุ้มกังวลถึงยามตายไป และเมื่อตายไปก็ไม่ควรจะมัวอาลัยอยู่กับยามที่ชีวิตยังมีอยู่ เมื่อเกิดมาในโลกนี้แล้วก็ให้มันเกิดเถิด เมื่อจากโลกนี้ไปแล้วก็ให้มันจากไปเสียเถิด กลุ้มกังวลอันใดกับการที่ท้องฟ้าและแผ่นดินจะพินาศสลายหรือไม่ไยเล่า...”


เลี่ยจื่อ


เรืองรอง  รุ่งรัศมี  แปล
1987

พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มณีปัญญา ปรัชญานิพนธ์จีนโบราณ กรกฎาคม พ.ศ.2530

วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ตำนานการรับรองอาคันตุกะด้วยน้ำชา

ชา : สีอะคริล บนแคนวาส 

การต้อนรับอาคันตุกะ หรือแขกผู้มาเยือนด้วยน้ำชานั้น มีหลักฐานบันทึกมาเนิ่นนาน อย่างน้อยในสมัยจิ้นตะวันออก (ค.ศ.314-420) มีบทกวีบทหนึ่งของหวางเหมิงระบุอย่างชัดเจนว่า ใช้น้ำชาคารวะอาคันตุกะผู้มาเยี่ยมเยือน
สมัยราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ.960-1279) มีบทกวีวรรคหนึ่งที่เลื่องลือของตู้ไหล ซึ่งมักนำมาอ้างอิงเสมอ เมื่อพูดถึงมิตรสหาย น้ำชา และสุรา ความว่า
“ในคืนหนาวเหน็บ อาคันตุกะมาเยือน ให้น้ำชาต้อนรับแทนสุรา เตาไฟน้ำเดือด ไฟเริ่มแดง”

สมัยราชวงศ์ชิง (ค.ศ.1644-1911) เจิ้งชิงได้เขียนบทกวีเกี่ยวกับการใช้น้ำชาต้อนรับแขก เป็นบทกวีวรรคหนึ่งที่ไพเราะและให้ภาพงดงาม
“น้ำค้างวสันต์จอกหนึ่งรั้งอาคันตุกะไว้ได้อีกชั่วครู่
ใต้สองแขนลมเย็นโชยผ่านดั่งว่าเป็นเซียนเหินบินไป”

การต้อนรับแขกผู้มาเยือนด้วยน้ำชานี้ หากสืบสาวข้อมูลย้อนกลับไปจะพบว่า เริ่มตั้งแต่ปลายสมัยสามก๊ก (ค.ศ.220-280) ซึ่งมีเรื่องเล่าดังนี้
ตั้งแต่สมัยที่ตู้คังรู้จักการทำสุรา การต้อนรับแขกทั้งในราชสำนัก ในสังคมชั้นสูง และในหมู่ประชาชนทั่วไป ล้วนแต่ใช้สุราเป็นเครื่องดื่มรับรอง แสดงการให้เกียรติของเจ้าภาพทั้งสิ้น
ในสมัยสามก๊ก กษัตริย์ซุนฮ่าวซึ่งเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของอู๋กว๋อ เป็นกษัตริย์ผู้โง่เขลาเบาปัญญา ไม่สนใจกิจบ้านงานเมือง รู้จักแต่หาความสำราญใส่ตัว ลุ่มหลงในสุรานารี เพื่อความเบิกบานสำราญใจ จึงมักจัดงานเลี้ยงเหล่าขุนนางข้าราชบริพารเป็นประจำ โดยการจัดงานเลี้ยงแต่ละครั้ง มักจะดื่มกินกันอย่างฟุ่มเฟือยจากเช้าจรดค่ำ มีนางสนมกำนัลในและนางระบำรำฟ้อนร่วมอยู่ในงานเสมอ สิ่งหนึ่งที่กษัตริย์ซุนฮ่าวชอบทำเสมอก็คือ การมอมสุราผู้มาร่วมงานให้เมามาย
มีขุนนางใหญ่คนหนึ่งชื่อเหวยจาง เป็นคนดื่มสุราได้น้อย เพียงดื่มแค่ 2 จอกก็เกิดอาการเมามายแล้ว ครั้งหนึ่งในงานเลี้ยง การดื่มสุราเวียนมาถึงรอบที่ 3 กษัตริย์ซุนฮ่าวสนุกกับการดื่มครั้งนี้เป็นอย่างมาก จึงสั่งให้ขุนนางข้าราชบริพารดื่มสุราของตนติดต่อกัน 3 จอก
เหวยจาวดื่มสุราเข้าไป 2 จอกแล้ว กำลังอยู่ในอาการเมามาย ครั้นได้ยินบัญชาให้ดื่มสุราจอกที่ 3 จึงตกใจมาก ครั้นจะไม่ดื่มก็เกรงจะมีความผิด จึงตัดสินใจยกสุราจอกที่ 3 แล้วกลั้นใจดื่ม ยังไม่ทันวางจอกลงก็มีอาการทรงตัวไม่อยู่ ล้มลงกับพื้นทันที เป็นอันว่างานเลี้ยงต้องเลิกล้มไปโดยปริยาย จากการเมามายจนทรงตัวไม่อยู่ของเหวยจาวนี่เอง
เวลาล่วงเข้าเดือนสิบฤดูชิวเทียน ดอกไม้นานาพรรณในอุทยานพากันเบ่งบ่านอวดโฉมงดงาม เหวยจาวกำลังดื่มน้ำชา ชมดอกไม้ เป็นเพื่อนกษัตริย์ซุนฮ่าว
ขณะหนึ่ง กษัตริย์ซุนฮ่าว ถามว่า “ทำไมความสามารถในการดื่มสุราของท่านจึงไม่พัฒนาขึ้นเลย”
เหวยจาวตอบว่า “ตั้งแต่เมามายครั้งนั้นแล้ว เมื่ออยู่ที่บ้านข้าก็หมั่นเพียรฝึกฝนดื่มสุราอยู่เป็นนิจ แต่ละมื้ออาหารข้าล้วนดื่มสุราไปด้วย แต่ทำอย่างไรก็ไม่อาจดื่มให้มากกว่าเดิมได้ ดูท่าชะตากำหนดให้ข้าดื่มสุราได้เพียงสองจอกกระมัง”
กษัตริย์ซุนฮ่าวได้ฟังดังนั้นจึงส่ายหน้าด้วยความระอา พลางว่า “เป็นถึงขุนนางอำมาตย์ระดับผู้ใหญ่ แต่ความสามารถในการดื่มกินมีน้อยถึงเพียงนี้ ช่างใช้ไม่ได้เอาเสียเลย”
เหวยจาวยกจอกน้ำชาขึ้นพลางกล่าวว่า
“ภาษิตชาวบ้านกล่าวไว้ดีนัก กบไสไม้นั้นเหมาะกับการใช้ไสไม้ให้เรียบ ส่วนเลื่อยนั้นเหมาะกับการใช้ตัดไม้ออกเป็นท่อน แต่ละสิ่งแต่ละอย่างล้วนมีข้อเด่นของตนเอง ไม่อาจนำมาใช้แทนกันได้ ข้าผู้น้อยนั้น แม้ว่าจะดื่มสุราได้เพียงน้อยนิด แต่หากให้ดื่มน้ำชาละก็ แต่ละครั้งข้าสามารถดื่มชาป้านใหญ่ๆ ได้เป็นจำนวนหลายป้านเลยทีเดียว หากไม่เชื่อ ข้าจะพิสูจน์ให้ท่านดูให้ประจักษ์ตา”
ว่าแล้วเหวยจาวก็ยกป้านน้ำชาขึ้นดื่มติดต่อกันทีเดียว 3 ป้าน
กษัตริย์ซุนฮ่าวเห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า
“ความสามารถในการดื่มชาของท่านนั้นสูงล้ำ นับแต่นี้ไปในงานเลี้ยงสุราทุกครั้ง ข้าอนุญาตให้ท่านดื่มชาแทนสุราได้ แต่เรื่องนี้ไม่ควรแพร่งพรายออกไปภายนอก มิฉะนั้นแล้วขุนนางอำมาตย์ท่านอื่นจะเอาเป็นเยี่ยงอย่างได้”
เหวยจาวยินดียิ่งนัก จึงค้อมคารวะแสดงความขอบคุณ
ต่อมา กษัตริย์ซุนฮ่าวจัดงานเลี้ยงเหล่าขุนนางชั้นสูงในราชสำนัก มีบัญชาให้ขันทีเตรียมน้ำชาสำหรับเหวยจาว 2 ป้าน เมื่อพระองค์และเหล่าขุนนางอำมาตย์ดื่มสุราจอกหนึ่ง เหวยจาวก็ดื่มน้ำชาจอกหนึ่ง ดื่มกันจากเช้าจนเที่ยง ขุนนางใหญ่หลายคนเมามายล้มฟุบกับโต๊ะแล้ว แต่เหวยจางยังคงกระปรี้กระเปร่า ชักชวนให้ผู้อื่นดื่มกินต่อไป กระทั่งทุกคนในงานเลี้ยงล้วนเมามาย มีเหวยจาวเพียงผู้เดียวที่ยังครองสติได้อยู่
เมื่อข่าวคราวเรื่องนี้แพร่กระจายออกไป ภายในราชสำนักและในหมู่ประชาชนทั่วไปจึงหันมานิยมใช้น้ำชาแทนสุราในการรับรองอาคันตุกะ และกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในวงกว้างจวบถึงปัจจุบัน


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ รวยรินกลิ่นชา ฉบับพิมพ์ครั้งแรก แพรวสำนักพิมพ์ พ.ศ.2543

ภาพของฉัน ฝันของใคร


















ต้นไม้อย่างนั้นเหมือนเคยเห็น รอยยิ้มอย่างนั้นเหมือนคุ้นเคย อารมณ์อย่างนั้นก็เคยมี ภาพถ่ายอย่างนั้น เวลาที่เห็น ทำไมคล้ายว่าเป็นของเรา
กล้องถ่ายรูปของเราก็มี แต่ไม่ได้เอาออกมาใช้บ่อยนัก เรารู้สึกว่าเราไม่มีเวลา กระดาษ พู่กัน ยิ่งห่างเหิน แล้วอัลบั้มภาพถ่ายล่ะ ? แล้ววิทยุของเรา อารมณ์ของเรา จินตนาการของเรา ตัวตนของเรา ความฝันของเรา....
เราไปอยู่ที่ไหนแล้ว ?!?!
เราอีกคนหนึ่งที่มีชีวิต มีอารมณ์ มีความฝัน เราที่เดินไปกลับด้วยเท้าของเราเอง รู้กลิ่นหอมของโลกรอบข้างด้วยจมูกของเราเอง
เราวางตัวเราคนหนึ่งลง สลับเป็นตัวเราอีกคนหนึ่ง แล้วก็วางตัวเราอีกคนหนึ่งอีกครั้ง แล้วกลับไปรับผิดชอบตัวเราภาคอื่นๆ ทุกๆ ภาค
เราเห็นภาพหลายภาพ เรารู้รับผิดชอบ เรารู้การปล่อยวาง เราเดินไปในความจริง และเราโบยบินสู่ฟากฟ้า
ภาพของฉัน ภาพของเธอ ภาพของเรา
เวลาของฉัน เวลาของเธอ เวลาของเรา
ความฝันของฉัน ความจริงของเธอ อยู่ไม่ไกลกันหรอก
หล่อเลี้ยงความฝันของเราไว้ วางบางอย่างลงบ้าง เมื่อบ่าเบาลง ความฝันจะเป็นนกที่บินไปเกาะบนบ่า กลายเป็นปีกพาเราเหินไปสู่ฟ้ากว้าง
เรายังบินได้ไหว ถ้าเรากล้าจะบิน


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ ภาพของฉัน ฝันของใคร สำนักพิมพ์ไปทำไม พ.ศ.2548