ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตำนาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตำนาน แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

พระเมตไตรย

            ลักษณะอย่างหนึ่งในวัฒนธรรมจีนที่น่ารัก คือ การทำให้ตำนานที่ขรึมขลังต่างๆ ลงมาชิดใกล้กับผู้คนธรรมดาสามัญทั่วไป พระ และเทพต่างๆ ที่ชาวจีนนับถือ จึงมีภาพลักษณ์ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียว และดูกลมกลืนกับความเป็นมนุษย์เป็นอย่างมาก
            เจ้าแม่กวนอิม, จี้กง, โป๊ยเซียน, พระสังกัจจาย (พระศรีอารยเมตไตรย) ฯลฯ ล้วนแต่มีความเป็นมนุษย์สูง ยิ่งความเชื่อที่ว่า สิ่งมีชีวิตทั้งหลายล้วนมีจิตแห่งพุทธะอยู่ในตัว ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า เราท่านต่างสามารถบรรลุสู่ความเป็นพุทธะด้วยกันทุกคน

            จีนเชื่อพุทธศาสนาสายปฏิบัติ ทั้งนี้ อาจเป็นผลเนื่องมาจากความเชื่อเดิมในสายเต๋าที่มุ่งเน้นการปฏิบัติเช่นกัน เมื่อความคิดแบบพุทธเข้าไปทำปฏิสัมพันธ์กับความคิดเต๋า ซึ่งมีอยู่เดิมในแผ่นดินจีน จึงเกิดลักษณะผสมผสานกัน ตำนานความเชื่อของฝ่ายหนึ่ง จึงเข้าไปผสมปนเปอยู่ในความเชื่ออีกฝ่ายหนึ่งอย่างยากจะหลีกเลี่ยงได้
            โดยเฉพาะความเชื่อเรื่องโพธิสัตว์
            โพธิสัตว์ คือผู้ที่ยินดีช่วยให้สัตว์โลกพ้นทุกข์จนสิ้น แล้วตนจึงเข้าสู่ภาวะบรรลุอรหันตผลเป็นคนสุดท้าย ด้วยความเชื่อเช่นนี้เอง เทพ หรือเซียนของจีนจึงมักแปลงกายลงมาช่วยมนุษย์โลกในร่างต่างๆ เสมอๆ
            เทพ และเซียนทั้งฝ่ายพุทธ และฝ่ายเต๋า จึงอยู่ในตำนานอันผสมปนเปกันในการช่วยเหลือมนุษย์

            พระสังกัจจาย หรือพระศรีอารยเมตไตรย ตามคติพุทธเชื่อว่า จะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปที่จะมาตรัสรู้ เมื่อสิ้นสุดศาสนาของพระสมณะโคดมแล้ว คติมหายานถือว่าพระเมตไตรยโพธิสัตว์ ดำรงฐานะอยู่ในตำแหน่งสูงสุดองค์หนึ่ง จีนนิยมสร้างพุทธศิลป์เกี่ยวกับท่านมาก
            รูปพระโพธิสัตว์เมตไตรย หรือพระสังกัจจาย มักสร้างเป็นพระพุงพลุ้ย หน้าตายิ้มแย้มเบิกบาน
            เนื่องจากรูปพระเมตไตรยพุงพลุ้ยหน้าตายิ้มแย้มอารมณ์ดี จึงมีบทกลอนอันเป็นเสมือนโศลกธรรมบรรยายถึงตัวท่านว่า
            "พุงพลุ้ยสามารถบรรจุเก็บรับไว้ได้
          บรรจุเก็บรับเรื่องอันยากจะรับได้ในโลก
          เมตตาหัวร่อเบิกบาน
          หัวร่อผู้คนอันน่าหัวร่อในโลก"

            นี่คือจิตใจอันเมตตาและปล่อยวาง เป็นหลักธรรมอันใกล้ชิดกับชีวิตของผู้คนเป็นอย่างยิ่ง
            พระเมตไตรยพุงพลุ้ยหน้าตายิ้มแย้มของจีน มีอิริยาบถต่างๆ กัน มีทั้งที่นอนหนุนถุงผ้าหัวเราะอารมณ์ดี และมีที่เดินแบกถุงผ้าท่องไปอย่างสบายอารมณ์ จุดร่วมคือใบหน้ายิ้มแย้ม ท่าทางผ่อนคลาย เป็นสัญลักษณ์ของการไม่ถูกรัดรึงด้วยพันธนาการต่างๆ นานา
            รูปปั้นจีนที่อยู่ในอิริยาบถผ่อนคลาย ไม่ถูกควบคุมด้วยกฎเกณฑ์ ไม่ได้มีเฉพาะพระเมตไตรย รูปปั้นจี้กง และรูปปั้นหานซาน, เส่อเต๋อ, ก็มีลักษณะนุ่งเสื้อผ้ารุ่ยร่าย กิริยาอาการไม่สำรวมเคร่งครึม นั่นคือสัญลักษณ์ของปรัชญาแห่งการปล่อยวาง

            การปล่อยวางคือการไปพ้นแบบแผนเคร่งครัดตายตัว เป็นการอยู่เหนือพ้นลัทธิคัมภีร์ เป็นการปฏิบัติแบบ 'ถือแก่นทิ้งกาก' ซึ่งท้าทายความคิดแบบตื้นเขินเคร่งแต่รูปแบบ
            รูปปั้นพระเมตไตรย หรือพระสังกัจจายแบบจีน มีลักษณะเฉพาะ ถือเป็นเทพแห่งความเมตตา รูปปั้นพระเมตไตรยแบกถุงผ้าหรือนอนหนุนถุงผ้า ถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า 'บรรพชิตถุงผ้า' (bu dai he Shang : ปู้ ไต้ เหอ ซ่าง)

          เกี่ยวกับบรรพชิตถุงผ้า หรือพระสงฆ์ถุงผ้านี้ มีตำนานบอกเล่าที่ไม่เหมือนกัน
            ตำนานหนึ่ง เล่าว่า สมัยเหลียงหลังสมัย 5 ราชวงศ์ (ค.ศ.907-960) ที่เมืองเพิ่งฮว่า มณฑลเจ้อเจียง มีพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อ ชี่ฉื่อ ชี่ฉื่อเป็นคนอ้วนเตี้ยพุงพลุ้ย เขามักจะแบกถุงผ้าเดินบิณฑบาตไปทั่วเมือง ลักษณะการพูดจาของเขาแปลกประหลาด สามารถพยากรณ์ดินฟ้าอากาศแม่นยำ และมักมีคำสอนให้คนพ้นจากเรื่องร้ายได้ พระภิกษุชี่จื่อมีนิสัยแปลก คือ ชอบนอนไปตามที่ต่างๆ ทั่วเมือง มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่ว
            ชี่ฉื่อเป็นพระแปลก แม้ยามมรณภาพก็ยังพิเศษกว่าผู้อื่น ท่านมรณภาพในขณะท่องโศลกอยู่บนแผ่นหินว่า
            เมตไตรยเมตไตรยแท้ เปลี่ยนรูปกายหลากหลายนัก
          ปรากฏกายต่อผู้คนอยู่เสมอ หากแต่คนไม่รู้จัก

            ท่องโศลกนี้จบแล้วท่านก็มรณภาพ ผู้คนจึงได้รู้ว่าท่านคือพระเมตไตรยที่แปลงร่างมา

            อีกตำนานหนึ่ง เป็นข้ออ้างของพวกลัทธิบัวขาว (bai lian jiao) ในสมัยซูสีไทเฮา (ci xi tai hou) อ้างพระเมตไตรยเพื่อก่อการปฏิวัติ โดยอ้างว่าชี่ฉื่อ เป็นตัวแทนของพระเมตไตรยที่ลุกขึ้นนำการก่อการพื้นที่บริเวณเจียงหนาน บางครั้งก็เรียกพระเมตไตรยว่า พระโพธิสัตว์ฮาลา (ha la pu sa)


เรืองรอง รุ่งรัศมี


ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "สายลมในกิ่งหลิว" เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 637

วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

จีนสยามและใต้บรรทัด


ชาวจีนที่อพยพเข้ามาสู่ประเทศไทยตั้งแต่ดั้งเดิม มีทั้งคนที่พูดภาษาแต้จิ๋ว, แคะ (ฮากกา), กวางตุ้ง, ไหหลำ, ฮกเกี้ยน ภาษาจีนหลักๆ ที่ใช้แพร่หลายในสยามและอุษาคเนย์แต่เดิม คือ ภาษาจีนเหล่านี้ ในเมืองไทยกลุ่มคนจีนที่ใช้ภาษาแต้จิ๋วมีมากที่สุด ในมาเลเซีย และสิงคโปร์ก็มีจีนแต้จิ๋วอยู่ไม่น้อย ความจริงแล้วคนจีนครั้งอดีตยังเข้าไปตั้งรกรากอยู่ในอินโดนีเซีย, บูรไน และ ฟิลิปปินส์ และก็มีจำนวนคนไม่น้อย แต่เรามักละเลยข้อมูลเหล่านั้น
สิ่งหนึ่งที่ต่างกันระหว่างในกรุงเทพกับในมาเลเซียและสิงคโปร์ หรือกระทั่งในอินโดนีเซีย บรูไน และฟิลิปปินส์ คือ ในพื้นที่เหล่านั้น ครอบครัวจีนยังสื่อสารกันเองด้วยภาษาจีนของตนอยู่ แต่กรุงเทพ และประเทศไทย ภายในเวลาไม่ถึง 100 ปี การสื่อสารกันเองภายในชุมชนจีนด้วยภาษาจีนได้ถดถอยลงอย่างรวดเร็ว จนปัจจุบันมีน้อยอย่างยิ่งที่ครอบครัวจีนจะสื่อสารกันเองในชุมชนด้วยภาษาจีน
อะไรเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้น นี่เป็นเรื่องน่าพิจารณา

อ้างอิงกันต่อๆ กันมาว่า ชาวจีนที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยส่วนใหญ่ มาอย่างเสื่อผืน หมอนใบ และเป็นคนใช้แรงงานมากกว่าคนมีวิชาความรู้ แต่เมื่อพิจารณาหนังสือเก่าๆ จำพวกพงศาวดารจีน. และไล่เลียงรายชื่อ ความเป็นมาของขุนนางเก่าๆ จะเห็น "ร่องรอย" ข้อมูลอีกด้านอย่างชัดเจน
หนังสือพงศาวดารจีนที่แปลเป็นภาษาไทยอย่างเรื่องประเภท สามก๊ก, ไคเภ็ก, ไซฮั่น ฯลฯ ในยุคเก่านั้น ไม่ใช่ภาษาจีนระดับพื้นๆ ที่คนเรียน ป.3 ป.4 ก็อ่านได้. แม้ว่าจะแปลโดยมีอารักษ์คอยจด มีผู้อื่นคอยเรียบเรียงสำนวนไทย ก็ยังไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ง่ายๆ. จำนวนพงศาวดารมากมายเหล่านั้นคือร่องรอยว่า คนจีนยุคแรกๆ ที่มาสู่แผ่นดินสยาม มีเป็นจำนวนไม่น้อยที่เป็นคนมีวิชาความรู้สูง ยิ่งเมื่อพิจารณาที่ขุนนางที่ทำงานให้ทางการในหน้าที่ต่างๆ ที่ต่อมาได้เป็นขุน เป็นพระ เป็นพระยา ก็จะเห็นได้ว่า หน้าที่การงาน ความรับผิดชอบเหล่านั้นต้องใช้ "องค์ความรู้" และ "วิชาหนังสือ"อยู่มาก

หากพิจารณาจากข้อมูลประวัติศาสตร์ชาวจีนโพ้นทะเลในเอเชียอาคเนย์  จะพบว่าครั้งอดีตนั้น ชาวจีนในพื้นที่เหล่านี้อพยพมาจากท้องถิ่นแผ่นดินจีนเดียวกัน  แต่เมื่อไปสู่แผ่นดินใหม่แล้วจึงได้รกรากปักฐานในระยะยาวตามเหตุปัจจัยของแต่ละคน
ถ้าสืบค้นไปที่ความสัมพันธ์ของครอบครัวจีนในเอเชียอาคเนย์ พบว่ามีลักษณะเครือญาติข้ามแผ่นดินใหม่ที่ตั้งรกรากในภายหลัง. เช่น ครอบครัวจีนที่นครสวรรค์ บางครอบครัวมีญาติใกล้ชิดตั้งรกรากอยู่ในมาเลเซียหรือสิงคโปร์. บางครอบครัวมีญาติอยู่ที่บรูไน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ หรือฮ่องกง. เพียงแต่ต่อมาขาดการติดต่อสัมพันธ์กัน
เรื่องชาวจีนในแผ่นดินไทยดูเสมือนจะเป็นเรื่องใกล้ตัว. แต่ในเชิงข้อมูลเชิงลึกและเชิงสถิติแล้วดูจะมิได้มีเป็นระบบเป็นแก่นเป็นสารมากนัก ผิดกับในสิงคโปร์ และมาเลเซียที่มีหลักฐานข้อมูลแน่นหนาและเป็นเรื่องเป็นราวมากกว่า

เรื่องราวเกี่ยวกับชาวจีนในแผ่นดินสยามมีความเป็นตำนานบอกเล่าสูง ขณะที่มีลักษณะบันทึกอย่างเป็นทางการน้อย. ข้อมูลทั้งภาษาไทยและภาษาจีนมีลักษณะขาดเป็นห้วงๆ ไม่เป็นระบบ และต่อไม่ค่อยติด. ปรากฏการณ์นี้ไม่น่าจะเป็นไปโดยธรรมชาติ. หากแต่มีการ "จัดการ" ให้เป็นไปเช่นนี้ทั้งโดยทางตรงและโดยอ้อมตั้งแต่อดีตจนแม้กระทั่งในปัจจุบัน
ข้อมูลพื้นฐานบางอย่างสูญหายไปกับวันเวลา  ประวัติศาสตร์สิ่งพิมพ์ภาษาจีนในแผ่นดินสยามยาวนานกว่า 100 ปีไปมาก. และสิ่งพิมพ์ภาษาจีนในสยามยุคเริ่มแรกก็ไม่ใช่เรื่องสายลมแสงแดด หากแต่มีเนื้อสารอันเข้มข้น. สิ่งนี้ปรากฏร่องรายในงานศึกษาวิจัยของต่างชาติ ทว่าเอกสารสำคัญที่เป็นเอกสารภาษาจีนเหล่านี้หาได้น้อยมากในสมุดในแผ่นดินสยาม. นี่ก็เป็นข้อบ่งชี้หนึ่งว่า "เรื่องเล่า" เกี่ยวกับจีนในสยามนี้มีเรื่อง "ใต้บรรทัด" ที่ต้องพิจารณา

เรืองรอง  รุ่งรัศมี
26/6/2012


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “Dragon Square” นิตยสาร Mix เดือนกรกฎาคม 2012

วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ตำนานการรับรองอาคันตุกะด้วยน้ำชา

ชา : สีอะคริล บนแคนวาส 

การต้อนรับอาคันตุกะ หรือแขกผู้มาเยือนด้วยน้ำชานั้น มีหลักฐานบันทึกมาเนิ่นนาน อย่างน้อยในสมัยจิ้นตะวันออก (ค.ศ.314-420) มีบทกวีบทหนึ่งของหวางเหมิงระบุอย่างชัดเจนว่า ใช้น้ำชาคารวะอาคันตุกะผู้มาเยี่ยมเยือน
สมัยราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ.960-1279) มีบทกวีวรรคหนึ่งที่เลื่องลือของตู้ไหล ซึ่งมักนำมาอ้างอิงเสมอ เมื่อพูดถึงมิตรสหาย น้ำชา และสุรา ความว่า
“ในคืนหนาวเหน็บ อาคันตุกะมาเยือน ให้น้ำชาต้อนรับแทนสุรา เตาไฟน้ำเดือด ไฟเริ่มแดง”

สมัยราชวงศ์ชิง (ค.ศ.1644-1911) เจิ้งชิงได้เขียนบทกวีเกี่ยวกับการใช้น้ำชาต้อนรับแขก เป็นบทกวีวรรคหนึ่งที่ไพเราะและให้ภาพงดงาม
“น้ำค้างวสันต์จอกหนึ่งรั้งอาคันตุกะไว้ได้อีกชั่วครู่
ใต้สองแขนลมเย็นโชยผ่านดั่งว่าเป็นเซียนเหินบินไป”

การต้อนรับแขกผู้มาเยือนด้วยน้ำชานี้ หากสืบสาวข้อมูลย้อนกลับไปจะพบว่า เริ่มตั้งแต่ปลายสมัยสามก๊ก (ค.ศ.220-280) ซึ่งมีเรื่องเล่าดังนี้
ตั้งแต่สมัยที่ตู้คังรู้จักการทำสุรา การต้อนรับแขกทั้งในราชสำนัก ในสังคมชั้นสูง และในหมู่ประชาชนทั่วไป ล้วนแต่ใช้สุราเป็นเครื่องดื่มรับรอง แสดงการให้เกียรติของเจ้าภาพทั้งสิ้น
ในสมัยสามก๊ก กษัตริย์ซุนฮ่าวซึ่งเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของอู๋กว๋อ เป็นกษัตริย์ผู้โง่เขลาเบาปัญญา ไม่สนใจกิจบ้านงานเมือง รู้จักแต่หาความสำราญใส่ตัว ลุ่มหลงในสุรานารี เพื่อความเบิกบานสำราญใจ จึงมักจัดงานเลี้ยงเหล่าขุนนางข้าราชบริพารเป็นประจำ โดยการจัดงานเลี้ยงแต่ละครั้ง มักจะดื่มกินกันอย่างฟุ่มเฟือยจากเช้าจรดค่ำ มีนางสนมกำนัลในและนางระบำรำฟ้อนร่วมอยู่ในงานเสมอ สิ่งหนึ่งที่กษัตริย์ซุนฮ่าวชอบทำเสมอก็คือ การมอมสุราผู้มาร่วมงานให้เมามาย
มีขุนนางใหญ่คนหนึ่งชื่อเหวยจาง เป็นคนดื่มสุราได้น้อย เพียงดื่มแค่ 2 จอกก็เกิดอาการเมามายแล้ว ครั้งหนึ่งในงานเลี้ยง การดื่มสุราเวียนมาถึงรอบที่ 3 กษัตริย์ซุนฮ่าวสนุกกับการดื่มครั้งนี้เป็นอย่างมาก จึงสั่งให้ขุนนางข้าราชบริพารดื่มสุราของตนติดต่อกัน 3 จอก
เหวยจาวดื่มสุราเข้าไป 2 จอกแล้ว กำลังอยู่ในอาการเมามาย ครั้นได้ยินบัญชาให้ดื่มสุราจอกที่ 3 จึงตกใจมาก ครั้นจะไม่ดื่มก็เกรงจะมีความผิด จึงตัดสินใจยกสุราจอกที่ 3 แล้วกลั้นใจดื่ม ยังไม่ทันวางจอกลงก็มีอาการทรงตัวไม่อยู่ ล้มลงกับพื้นทันที เป็นอันว่างานเลี้ยงต้องเลิกล้มไปโดยปริยาย จากการเมามายจนทรงตัวไม่อยู่ของเหวยจาวนี่เอง
เวลาล่วงเข้าเดือนสิบฤดูชิวเทียน ดอกไม้นานาพรรณในอุทยานพากันเบ่งบ่านอวดโฉมงดงาม เหวยจาวกำลังดื่มน้ำชา ชมดอกไม้ เป็นเพื่อนกษัตริย์ซุนฮ่าว
ขณะหนึ่ง กษัตริย์ซุนฮ่าว ถามว่า “ทำไมความสามารถในการดื่มสุราของท่านจึงไม่พัฒนาขึ้นเลย”
เหวยจาวตอบว่า “ตั้งแต่เมามายครั้งนั้นแล้ว เมื่ออยู่ที่บ้านข้าก็หมั่นเพียรฝึกฝนดื่มสุราอยู่เป็นนิจ แต่ละมื้ออาหารข้าล้วนดื่มสุราไปด้วย แต่ทำอย่างไรก็ไม่อาจดื่มให้มากกว่าเดิมได้ ดูท่าชะตากำหนดให้ข้าดื่มสุราได้เพียงสองจอกกระมัง”
กษัตริย์ซุนฮ่าวได้ฟังดังนั้นจึงส่ายหน้าด้วยความระอา พลางว่า “เป็นถึงขุนนางอำมาตย์ระดับผู้ใหญ่ แต่ความสามารถในการดื่มกินมีน้อยถึงเพียงนี้ ช่างใช้ไม่ได้เอาเสียเลย”
เหวยจาวยกจอกน้ำชาขึ้นพลางกล่าวว่า
“ภาษิตชาวบ้านกล่าวไว้ดีนัก กบไสไม้นั้นเหมาะกับการใช้ไสไม้ให้เรียบ ส่วนเลื่อยนั้นเหมาะกับการใช้ตัดไม้ออกเป็นท่อน แต่ละสิ่งแต่ละอย่างล้วนมีข้อเด่นของตนเอง ไม่อาจนำมาใช้แทนกันได้ ข้าผู้น้อยนั้น แม้ว่าจะดื่มสุราได้เพียงน้อยนิด แต่หากให้ดื่มน้ำชาละก็ แต่ละครั้งข้าสามารถดื่มชาป้านใหญ่ๆ ได้เป็นจำนวนหลายป้านเลยทีเดียว หากไม่เชื่อ ข้าจะพิสูจน์ให้ท่านดูให้ประจักษ์ตา”
ว่าแล้วเหวยจาวก็ยกป้านน้ำชาขึ้นดื่มติดต่อกันทีเดียว 3 ป้าน
กษัตริย์ซุนฮ่าวเห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า
“ความสามารถในการดื่มชาของท่านนั้นสูงล้ำ นับแต่นี้ไปในงานเลี้ยงสุราทุกครั้ง ข้าอนุญาตให้ท่านดื่มชาแทนสุราได้ แต่เรื่องนี้ไม่ควรแพร่งพรายออกไปภายนอก มิฉะนั้นแล้วขุนนางอำมาตย์ท่านอื่นจะเอาเป็นเยี่ยงอย่างได้”
เหวยจาวยินดียิ่งนัก จึงค้อมคารวะแสดงความขอบคุณ
ต่อมา กษัตริย์ซุนฮ่าวจัดงานเลี้ยงเหล่าขุนนางชั้นสูงในราชสำนัก มีบัญชาให้ขันทีเตรียมน้ำชาสำหรับเหวยจาว 2 ป้าน เมื่อพระองค์และเหล่าขุนนางอำมาตย์ดื่มสุราจอกหนึ่ง เหวยจาวก็ดื่มน้ำชาจอกหนึ่ง ดื่มกันจากเช้าจนเที่ยง ขุนนางใหญ่หลายคนเมามายล้มฟุบกับโต๊ะแล้ว แต่เหวยจางยังคงกระปรี้กระเปร่า ชักชวนให้ผู้อื่นดื่มกินต่อไป กระทั่งทุกคนในงานเลี้ยงล้วนเมามาย มีเหวยจาวเพียงผู้เดียวที่ยังครองสติได้อยู่
เมื่อข่าวคราวเรื่องนี้แพร่กระจายออกไป ภายในราชสำนักและในหมู่ประชาชนทั่วไปจึงหันมานิยมใช้น้ำชาแทนสุราในการรับรองอาคันตุกะ และกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในวงกว้างจวบถึงปัจจุบัน


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ รวยรินกลิ่นชา ฉบับพิมพ์ครั้งแรก แพรวสำนักพิมพ์ พ.ศ.2543