ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัฒนธรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัฒนธรรม แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

พระเมตไตรย

            ลักษณะอย่างหนึ่งในวัฒนธรรมจีนที่น่ารัก คือ การทำให้ตำนานที่ขรึมขลังต่างๆ ลงมาชิดใกล้กับผู้คนธรรมดาสามัญทั่วไป พระ และเทพต่างๆ ที่ชาวจีนนับถือ จึงมีภาพลักษณ์ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียว และดูกลมกลืนกับความเป็นมนุษย์เป็นอย่างมาก
            เจ้าแม่กวนอิม, จี้กง, โป๊ยเซียน, พระสังกัจจาย (พระศรีอารยเมตไตรย) ฯลฯ ล้วนแต่มีความเป็นมนุษย์สูง ยิ่งความเชื่อที่ว่า สิ่งมีชีวิตทั้งหลายล้วนมีจิตแห่งพุทธะอยู่ในตัว ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า เราท่านต่างสามารถบรรลุสู่ความเป็นพุทธะด้วยกันทุกคน

            จีนเชื่อพุทธศาสนาสายปฏิบัติ ทั้งนี้ อาจเป็นผลเนื่องมาจากความเชื่อเดิมในสายเต๋าที่มุ่งเน้นการปฏิบัติเช่นกัน เมื่อความคิดแบบพุทธเข้าไปทำปฏิสัมพันธ์กับความคิดเต๋า ซึ่งมีอยู่เดิมในแผ่นดินจีน จึงเกิดลักษณะผสมผสานกัน ตำนานความเชื่อของฝ่ายหนึ่ง จึงเข้าไปผสมปนเปอยู่ในความเชื่ออีกฝ่ายหนึ่งอย่างยากจะหลีกเลี่ยงได้
            โดยเฉพาะความเชื่อเรื่องโพธิสัตว์
            โพธิสัตว์ คือผู้ที่ยินดีช่วยให้สัตว์โลกพ้นทุกข์จนสิ้น แล้วตนจึงเข้าสู่ภาวะบรรลุอรหันตผลเป็นคนสุดท้าย ด้วยความเชื่อเช่นนี้เอง เทพ หรือเซียนของจีนจึงมักแปลงกายลงมาช่วยมนุษย์โลกในร่างต่างๆ เสมอๆ
            เทพ และเซียนทั้งฝ่ายพุทธ และฝ่ายเต๋า จึงอยู่ในตำนานอันผสมปนเปกันในการช่วยเหลือมนุษย์

            พระสังกัจจาย หรือพระศรีอารยเมตไตรย ตามคติพุทธเชื่อว่า จะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปที่จะมาตรัสรู้ เมื่อสิ้นสุดศาสนาของพระสมณะโคดมแล้ว คติมหายานถือว่าพระเมตไตรยโพธิสัตว์ ดำรงฐานะอยู่ในตำแหน่งสูงสุดองค์หนึ่ง จีนนิยมสร้างพุทธศิลป์เกี่ยวกับท่านมาก
            รูปพระโพธิสัตว์เมตไตรย หรือพระสังกัจจาย มักสร้างเป็นพระพุงพลุ้ย หน้าตายิ้มแย้มเบิกบาน
            เนื่องจากรูปพระเมตไตรยพุงพลุ้ยหน้าตายิ้มแย้มอารมณ์ดี จึงมีบทกลอนอันเป็นเสมือนโศลกธรรมบรรยายถึงตัวท่านว่า
            "พุงพลุ้ยสามารถบรรจุเก็บรับไว้ได้
          บรรจุเก็บรับเรื่องอันยากจะรับได้ในโลก
          เมตตาหัวร่อเบิกบาน
          หัวร่อผู้คนอันน่าหัวร่อในโลก"

            นี่คือจิตใจอันเมตตาและปล่อยวาง เป็นหลักธรรมอันใกล้ชิดกับชีวิตของผู้คนเป็นอย่างยิ่ง
            พระเมตไตรยพุงพลุ้ยหน้าตายิ้มแย้มของจีน มีอิริยาบถต่างๆ กัน มีทั้งที่นอนหนุนถุงผ้าหัวเราะอารมณ์ดี และมีที่เดินแบกถุงผ้าท่องไปอย่างสบายอารมณ์ จุดร่วมคือใบหน้ายิ้มแย้ม ท่าทางผ่อนคลาย เป็นสัญลักษณ์ของการไม่ถูกรัดรึงด้วยพันธนาการต่างๆ นานา
            รูปปั้นจีนที่อยู่ในอิริยาบถผ่อนคลาย ไม่ถูกควบคุมด้วยกฎเกณฑ์ ไม่ได้มีเฉพาะพระเมตไตรย รูปปั้นจี้กง และรูปปั้นหานซาน, เส่อเต๋อ, ก็มีลักษณะนุ่งเสื้อผ้ารุ่ยร่าย กิริยาอาการไม่สำรวมเคร่งครึม นั่นคือสัญลักษณ์ของปรัชญาแห่งการปล่อยวาง

            การปล่อยวางคือการไปพ้นแบบแผนเคร่งครัดตายตัว เป็นการอยู่เหนือพ้นลัทธิคัมภีร์ เป็นการปฏิบัติแบบ 'ถือแก่นทิ้งกาก' ซึ่งท้าทายความคิดแบบตื้นเขินเคร่งแต่รูปแบบ
            รูปปั้นพระเมตไตรย หรือพระสังกัจจายแบบจีน มีลักษณะเฉพาะ ถือเป็นเทพแห่งความเมตตา รูปปั้นพระเมตไตรยแบกถุงผ้าหรือนอนหนุนถุงผ้า ถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า 'บรรพชิตถุงผ้า' (bu dai he Shang : ปู้ ไต้ เหอ ซ่าง)

          เกี่ยวกับบรรพชิตถุงผ้า หรือพระสงฆ์ถุงผ้านี้ มีตำนานบอกเล่าที่ไม่เหมือนกัน
            ตำนานหนึ่ง เล่าว่า สมัยเหลียงหลังสมัย 5 ราชวงศ์ (ค.ศ.907-960) ที่เมืองเพิ่งฮว่า มณฑลเจ้อเจียง มีพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อ ชี่ฉื่อ ชี่ฉื่อเป็นคนอ้วนเตี้ยพุงพลุ้ย เขามักจะแบกถุงผ้าเดินบิณฑบาตไปทั่วเมือง ลักษณะการพูดจาของเขาแปลกประหลาด สามารถพยากรณ์ดินฟ้าอากาศแม่นยำ และมักมีคำสอนให้คนพ้นจากเรื่องร้ายได้ พระภิกษุชี่จื่อมีนิสัยแปลก คือ ชอบนอนไปตามที่ต่างๆ ทั่วเมือง มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่ว
            ชี่ฉื่อเป็นพระแปลก แม้ยามมรณภาพก็ยังพิเศษกว่าผู้อื่น ท่านมรณภาพในขณะท่องโศลกอยู่บนแผ่นหินว่า
            เมตไตรยเมตไตรยแท้ เปลี่ยนรูปกายหลากหลายนัก
          ปรากฏกายต่อผู้คนอยู่เสมอ หากแต่คนไม่รู้จัก

            ท่องโศลกนี้จบแล้วท่านก็มรณภาพ ผู้คนจึงได้รู้ว่าท่านคือพระเมตไตรยที่แปลงร่างมา

            อีกตำนานหนึ่ง เป็นข้ออ้างของพวกลัทธิบัวขาว (bai lian jiao) ในสมัยซูสีไทเฮา (ci xi tai hou) อ้างพระเมตไตรยเพื่อก่อการปฏิวัติ โดยอ้างว่าชี่ฉื่อ เป็นตัวแทนของพระเมตไตรยที่ลุกขึ้นนำการก่อการพื้นที่บริเวณเจียงหนาน บางครั้งก็เรียกพระเมตไตรยว่า พระโพธิสัตว์ฮาลา (ha la pu sa)


เรืองรอง รุ่งรัศมี


ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "สายลมในกิ่งหลิว" เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 637

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ผมเปีย

คนจีนไว้ผมเปียตั้งแต่เมื่อไร ?      
พูดให้ชัดไปกว่านั้น คือ ผู้ชายจีนไว้ผมถักเปียตั้งแต่เมื่อไร ?
ค้นหาข้อมูลย้อนไปในประวัติศาสตร์จีน พบว่าประวัติศาสตร์วัฒนธรรมการแต่งกายโบราณของจีนนั้นไล่ย้อนกลับไปได้ไกลมาก รูปปั้นในสุสานฉิน และรูปวาดโบราณอื่นๆ อีกมากมาย เป็นหลักฐานยืนยันว่าเดิมนั้นคนจีนใส่เสื้อผ้าแบบหลวมๆ ไม่รัดตัว แขนเสื้อกว้าง ทั้งหญิงและชายล้วนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ไม่รัดรูป ผมของคนทั้งสองเพศมีการเกล้าเป็นมุ่นมวย แต่ไม่มีการถักเป็นเปีย แม้แต่เด็กก็ไม่ถักเปีย
มีเอกสารข้อมูลบันทึก  ภาพวาด  รูปปั้น  ยืนยันข้อมูลนี้ได้อย่างชัดเจน

การโกนผมครึ่งหัวและถักผมเปียเป็นวัฒนธรรมของแมนจู  
วันที่ 22 เดือน 4 ปี 1644 กองทัพชิงรุกเข้ายึดเมือง วันที่ 15 เดือน 8 ปี 1644 มีคำสั่งอย่างเป็นทางการจากราชสำนักชิงให้ชายจีน ไม่ว่าจะเป็น ขุนนาง, ทหาร, และประชาชนทั่วไป โกนหัวครึ่งหัวและผูกผมเปียตามอย่างวัฒนธรรมแมนจู คำสั่งให้ปฏิบัติตามใน 10 วัน ผู้ใดขัดขืนคำสั่งนี้ถือเป็นขบถ
อันที่จริงแล้วการถักผมเปียและสวมใส่เสื้อผ้ารัดรูป เป็นวัฒนธรรมร่วมของชนเผ่าร่อนเร่ ที่เลี้ยงชีพด้วยการเลี้ยงสัตว์แบบร่อนเร่ในท้องทุ่งกว้าง ชนเผ่าที่ทำปศุสัตว์ทางเหนือของแผ่นดินชาวฮั่นแต่งตัวคล้ายกัน การสวมใส่เสื้อผ้ารัดรูปสะดวกต่อการใช้ชีวิตบนหลังม้าในทุ่งกว้าง
นอกจากชาวปศุสัตว์ที่ใส่เสื้อผ้ารัดรูปแล้ว พวกมีอาชีพหาปลาก็สวมใส่เสื้อผ้ารัดรูปด้วยเช่นกัน
คนแมนจูในยุคเจงกีสข่าน (1162/1/7 - 1227/8/25) ก็โกนผมครึ่งหัวและถักผมเปีย ญี่ปุ่นก่อนสมัยเมจิก็มีทรงผมคล้ายกัน ในเอเชียอาคเนย์ก็ไว้ทรงผมคล้ายคลึงแบบนี้

ทรงผมโกนครึ่งหัวของแมนจู กำหนดโดยใช้ด้ายพาดจากมุมหน้าผากหนึ่งพาดไปยังอีกด้าน โกนหัวส่วนนั้นไปตามรอยด้ายที่พาด ด้านหลังไว้ผมยาวถักเป็นเปีย ทรงผมนี้เป็นลักษณะเฉพาะในยุคที่แมนจูครองจีน กินเวลาจากปี 1644  - 10 / 10 /1911 ที่คณะก่อการปฏิวัติของหมอซุนยัตเซน ทำการปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาลชิงสำเร็จ และสถาปนาสาธารรัฐจีนขึ้นได้
น่าสนใจว่าในช่วงปี 1644 นั้น ชาวจีน(ชาวฮั่น) มีประชาการราว 3 ร้อย - 4 ร้อยล้านคน แต่คนแมนจูมีประชากรเพียงราว 1 ล้านคน  ทว่า แมนจูเป็นชนเผ่าที่รบเก่ง ผู้นำของแมนจูในเวลานั้นคือ อ้าย ซิน เจวี๋ย ลว๋อ (AISIN  GIORO ) นำทัพบุกยึดเมืองหลวงได้
คำว่า อ้ายซินเจวี๋ยลว๋อ (AISIN GIORO) เป็นภาษาหนวี่เจิน (女贞)
AISIN แปลว่า ทอง GIORO แปลว่า แดนไกล  
ทายาทของอ้ายซินเจวี๋ยลว๋อสืบทอดอำนาจราชชิงต่อเนื่องมา 267 ปี จนถึงสมัยของปูยี ( 溥仪) เป็นกษัตริย์คนสุดท้ายของราชวงค์ชิง. ทว่าว่ากันตามข้อมูลแล้ว ปูยียังไม่ใช่กษัตริย์คนสุดท้ายของจีน เพราะยังมี หยวนซื่อไข่ (袁世凯) สถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์อีกคนเป็นเวลาสั้นๆ

ยุคสมัยของปูยี เป็นวันเวลาช่วงเดียวกับซูสีไทเฮา และเป็นช่วงเวลาเดียวกับการเคลื่อนไหวความคิดปฏิวัติของหมอซุนยัตเซน
ช่วงคาบเกี่ยวจากปลาย 1800 - ต้น 1900 โลกกำลังเคลื่อนไปสู่ความเป็นสมัยใหม่ วิทยาการด้านต่างๆ กำลังเคลื่อนไปข้างหน้า มีเครื่องจักรใหม่ๆถูกผลิตขึ้นมา มีกล้องถ่ายรูป กล้องถ่ายหนัง ระบบการผลิตแบบสายพาน ความคิดเรื่องเสมอภาค ภราดรภาพ โลกไม่อาจปฏิเสธพัฒนาการแห่งความก้าวหน้าได้อีกต่อไป ความเชื่อที่ว่าคนเราล้วนเท่ากันนั้นได้สถาปนาแน่นหนาถาวรในใจของมนุษย์ทั่วโลกแล้ว

วันที่ 10 ตุลาคม 1911 การเคลื่อนไหวปฏิวัติของหมอซุนยัตเซนก็ประสบผลสำเร็จจนสามารถสถาปนาประเทศสาธารณรัฐขึ้นได้
ระบบกษัตริย์ถูกยกเลิก  มีการประกาศให้ใช้ปีคริสตศักราชในการระบุวันเวลาอย่างเป็นทางการ  รัฐบาลประชาธิปไตยมีคำสั่งให้ตัดผมเปีย พลพรรคนักปฏิวัติที่มีความคิดก้าวหน้าส่วนหนึ่งได้ตัดผมเปียของตนออกไปตั้งแต่ในยุคกษัตริย์แล้ว เป็นการแสดงออกถึงการต่อต้านอำนาจกษัตริย์ที่เปิดเผย ชัดเจน แม้ว่าการตัดผมเปียจะมีโทษถึงตัดหัวก็ตาม

วันที่ 2 พฤษภาคม 1922 หนังสือพิมพ์ "เซินเป้า" (申报) ลงข่าวว่า "ปูยีได้ตัดผมเปียแล้วเมื่อวานนี้"
ในที่สุดกษัตริย์จากสกุลที่สั่งให้ชายจีนโกนผมครึ่งหัวและถักเปีย ก็ต้องทำตนเยี่ยงเดียวกับชายจีนทั่วไป  
เปียนามธรรมของความเป็นทาสยังติดอยู่บนหัวของใคร ?

เรืองรอง  รุ่งรัศมี
5/10/2012



พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “Dragon Square” นิตยสาร Mix เดือนพฤศจิกายน 2012

วันพุธที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2556

แดง ทอง เสียง สี กลิ่น รส มังกรลายกนก ส่องกระจกกรอบลายนาคา


สีแดงและสีทองแต้มแต่งถนนเยาวราชและถนนเจริญกรุงให้คึกคักสดใส บรรยากาศตรุษจีนกำลังมาเยือน ถนนเยาวราชและถนนเจริญกรุงไม่เคยเงียบเหงา ปลายปีตามปฏิทินสุริยคติและปลายปีตามจันทรคติล้วนแต่เป็นช่วงเวลาเดียวกัน คาบเกี่ยวเหลื่อมซ้อน เป็นจุดปลายและรอยเริ่มต่อเชื่อมเกยทับ
ตะวันออกและตะวันตกสัมพันธ์แนบแน่นในชีวิตยุคใหม่ จะลงตัวไม่ลงตัวอย่างไร ขึ้นกับเงื่อนไขหลากหลายของโลกภายในและโลกภายนอกของแต่ละคน
ขนมเค้ก กระดาษกลอนคู่สีแดง (ตุ้ยเหลียน) ปฏิทินเล่มใหญ่แบบฉีกเป็นรายวัน มีวันเดือนปีแบบไทย จีน ฝรั่ง พรั่งพร้อม สุราจีน ทองคำ ซองอั่งเปา ขนมและผลไม้จีน ลานตาพรั่งพร้อมทั้งที่ในร้านและตามแผงลอยริมทาง

สัมผัสบรรยากาศแบบจีนเคล้าไทยให้ได้สีสัน ควรจะเดินไปด้วยเท้า เวลาช่วงบ่ายคล้อยเย็นต่อไปจนถึงมืดค่ำ บรรยากาศคึกคัก ท้องถนนรถมาก แต่ก็เคลื่อนตัวไปได้ ที่จอดรถหายากและค่าจอดแพง เยาวราชวันนี้เสียงมีสีสัน เพลงงิ้วแต้จิ๋วอยู่ในตลับเทปคาสเส็ทและม้วนวิดีโอนิ่งเงียบบนแผงขาย รอคนนำไปเปิดเสียงเจื้อยแจ้วสู่หูของญาติผู้ใหญ่ที่บ้าน ที่ดังลอยมาจากแผงเทปมักเป็นเพลงไทย เพลงฝรั่ง และเพลงภาษาจีนกลาง
โรงภาพยนตร์ถูกทุบทิ้งไปแล้วหลายโรง ตึกใหม่งอกขึ้นมาแทนพร้อมกับธุรกิจแบบใหม่ โรงงิ้วเยาวราชไม่มีงิ้วมาแสดงแล้ว กลายเป็นโรงภาพยนตร์ชั้นสอง ภาพยนตร์จีนเสียงในฟิล์มเลือนหายไปจากถนนเยาวราชและเจริญกรุง ยุคสมัยเปลี่ยนไป เทพนิยายจีนไม่ค่อยคุ้นเคยกับลูกหลานมังกรแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยานัก แต่ไม่เป็นไร ศาลเจ้ายังคงคึกคักในช่วงตรุษจีน เจ้าแม่กวนอิมยังเป็นที่เคารพเลื่อมใส การุณยธรรมยังคงรินไหลอ่อนโยนอยู่ในจิตวิญญาณ
ผ่านจากโรงภาพยนตร์นิวโอเดี้ยน (ปัจจุบันถูกทุบทิ้ง สร้างเป็นตึกสูงไปแล้ว) เดินเลียบไปบนทางเท้า สินค้าจีนยังวางเรียงรายอยู่ในร้านค้า สุราโหงวเกียพ้วยในกระปุกกระเบื้อง สุราเขียวใบไผ่ที่ชื่อคุ้นหูจากวรรณกรรมกำลังภายใน ผู้อยากลิ้มรสควรซื้อกลับไปละเลียดดื่มที่บ้านในคืนที่อากาศหนาว หากว่ามิได้ร่ำดื่มกับญาติมิตรหลายคน ควรหาป้านสุรากระเบื้องตวงแบ่งเท่าปริมาณที่ต้องการ แล้วนำป้านสุราไปนึ่งให้ร้อน สุราจีนหลายประเภทจะให้กลิ่นรสลึกซึ้งหากผ่านความร้อน จอกสุราจีนควรเป็นจอกกระเบื้องเคลือบขาวด้านใน ใบน้อยพอให้ดื่มอย่างคว่ำจอกได้ ละเลียดดื่มอย่างมีสติ ถือกันว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพกาย สนทนากับเพื่อนผู้รู้รสนิยมในยามร่ำดื่มนั้น ก็ให้ความแช่มชื่นต่อจิตใจ

แต่หากไม่มีสุราก็ไม่เป็นไร ปราชญ์โบราณเอื้อนเอ่ยวจีลึกซึ้งไว้ว่า “ยามไร้ดื่มชาทดแทนสุรา” ชาจีนในป้านดินเผาให้กลิ่นรสนุ่มนวลละเมียด จะเป็นป้านขนาดกี่จอก ขึ้นอยู่กับเพื่อนร่วมวงชาว่ามีกี่คน ป้านสองจอก ป้านสามจอก ป้านสี่จอก หรือห้าหกจอก ล้วนแต่ขนาดไม่เกินกำปั้น ต้มน้ำให้เดือด ลดไฟอ่อนหลังจากน้ำเดือนพลุ่งพล่าน หากมีเตาตะเกียงจะยิ่งสะดวกกับการชงชาน้ำถัดๆ ไป น้ำร้อนอุณหภูมิราว 90 องศาเซลเซียส คือน้ำที่เหมาะสำหรับชงชา น้ำแรกนั้นนิยมรินรดเพื่ออุ่นภาชนะ รินน้ำใส่เพียงครู่ก็รินออกรดไปตามถ้วยแต่ละใบ เป็นการล้างฝุ่นผงที่ใบชา และอุ่นกาและถ้วยให้พร้อมขับกลิ่นรสของชา รินชาใส่ถ้วยเวียนทวนเข็มนาฬิกา ให้ชาได้รสเท่ากันทุกถ้วย ไม่ใช่รินไปจนเต็มทีละถ้วย ภาชนะบางชุดมีเหยือกพักชา น้ำชาที่เหลือในป้านให้รินใส่เหยือก แล้วรินดื่มจากเหยือกพักอีกที ไม่นิยมแช่น้ำร้อนในป้านชานานเกินควร เพราะจะเข้มข้นเกินไป และทำให้ใบชาจืดเร็ว
“ยามไร้ดื่มชาทดแทนสุรา” นั้น หมายถึงไม่อาจหาสุรามาร่ำดื่มกับมิตรสหายได้ทันต้องการ ใบชาเลิศรสนั้นหากมิได้ปลูกเอง ราคามิได้ย่อมเยาเลย ชาใบสองหรือชาใบสามที่เก็บก่อนรุ่งอรุณยามวสันต์ฤดูนั้น ว่ากันว่ารสเลิศสมกับราคาชั่งละเรือนหมื่นเรือนแสน ถนนเยาวราชคงหาชาระดับนี้ลิ้มลองได้ยาก นักเลงชาพึงเสาะหาเอาจากแผ่นดินมังกร

แวะไหว้เจ้าแม่กวนอิมที่มูลนิธิเทียนฟ้า ซึมซับน้ำใจเมตตาและหลักแห่งการุณยธรรมของโพธิสัตว์กวนอิมเข้าไว้ในจิตวิญญาณ รักสัตว์โลกรักชีวิต จึงไม่เบียดเบียนทำร้าย ผู้เลื่อมใสบูชาโพธิสัตว์กวนอิม นอกจากจะงดเว้นการรับประทานเนื้อโค กระบือแล้ว ยังพึงปฏิบัติตนในศีลในธรรม พุทธองค์สอนให้กระทำความดี ละเว้นความชั่ว และรักษาจิตให้สะอาดบริสุทธิ์ โพธิสัตว์กวนอิมก็ปรารถนาให้ผู้คนครองธรรมเช่นนั้น
โน่นแน่ะ สีแดง สีทองลานตา ซองอั่งเปาใส่เงินให้ญาติผู้ใหญ่หรือให้ลูกหลานในวันตรุษจีน ประเพณีที่สอนให้รู้จักการให้แนบเนียนลึกซึ้ง ให้เพื่อแสดงความคารวะ ความขอบคุณ และความเอื้ออาทรต่อผู้อาวุโส ให้เพื่อสอนให้รู้ถึงคุณค่าการเก็บออม ให้รู้จักวางแผนการใช้ชีวิต ให้รู้จักหลักเศรษฐศาสตร์สำหรับผู้เยาว์ ให้เพื่อเกื้อกูลแก่ผู้ขาดแคลน โดยผู้รับไม่ต้องกังวลกับการต้องรีบชดใช้ ซองแดงอั่งเปาบรรจุไว้ มิได้เพียงธนบัตร หากแต่ยังมีปรัชญาลึกซึ้งในการครองเรือน ยังคือหลักสังคมวิทยา เศรษฐศาสตร์ จิตวิทยา มานุษยวิทยา และศิลปะแห่งชีวิตอันรื่นรมย์ร่วมกัน
สายสร้อยทอง กำไลข้อมือ แหวน หรือเครื่องประดับทองที่มอบให้เป็นของกำนัลให้ยามตรุษจีนก็มีนัยเช่นนี้ การคล้องสายสร้อยทองคำให้อาก๋งเพื่อนบ้าน บางครั้งก็เผื่อให้ลูกหลานอาก๋งได้แก้ขัดเมื่อยามขัดสน กำไลข้อมือข้อเท้าที่สวมรับขวัญหนูน้อย อาจเพื่อเป็นทุนเมื่อไอ้หนูคิดจะตั้งตัว หรือเพื่อเป็นสินสอดเมื่ออีหนูจะออกเรือนไป

สนใจตุ๊กตากระเบื้องเหล่านั้นไหม ทั้งฮก ลก ซิ่ว หรือเทพแห่งความดีอื่นๆ กวนอู เทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ จี้กงสอนให้ไปให้เหนือพ้นจากเปลือกของรูปแบบภายนอก ม้านั้นปราดเปรียวย่อมไม่เงื่องหงอยจับเจ่า โผนทะยานไปข้างหน้า นั่นย่อมนำพาชีวิตไปสู่จุดหมายที่ดี
ซื้อผ้าสักชิ้นเพื่อตัดเสื้อผ้าชุดใหม่ในขวบปีใหม่ เอาเครื่องสมุนไพรไปทำอาหารบำรุงร่างกาย ซองแดงสักจำนวนหนึ่ง ทองคำแท้หรือทองอันวาววามจากเครื่องมงคล กลิ่น เสียง สี รส สะท้อนภาพเงาทั้งที่กระจกมีรูป และกระจกไร้รูป กระจกกรอบลายนาคามังกรเลื้อยผ่าน
แว่วดังมาจากหนใดหนอ เสียงกลอง เรือมังกร และคลื่นอันกระฉอกฉานแห่งแม่น้ำเหลือง แม่น้ำฉางเจียง


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มังกรซ่อนลาย แพรวสำนักพิมพ์ พ.ศ.2541

วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2556

การคลี่คลายตัวของภาพยนตร์จีนแผ่นใหญ่




ประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์จีนแผ่นดินใหญ่มีมายาวนานถึง 90 ปี แต่ยุคสมัยอันสำคัญมีอยู่ 2 ช่วง คือ ราวทศวรรษ 1930-1940 ถือเป็นยุคที่มีความสำคัญในฐานะที่สามารถสถาปนาอาณาจักรแห่งภาพยนตร์ลงในแผ่นดินใหญ่ได้มั่นคง ถือเป็นการเบิกยุคใหม่ของศิลปาการด้านภาพยนตร์อย่างมีสุนทรียศาสตร์ จนทำให้ภาพยนตร์จีนเป็นที่ยอมรับทั่วไปในประเทศจีน

อีกยุคที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง คือ ช่วงทศวรรษ 1980 จนถึงปัจจุบัน เป็นช่วงเวลาที่ผู้กำกับร่วมสมัยคนแล้วคนเล่าของจีน สามารถสถาปนาอาณาจักรของภาพยนตร์จีนได้อย่างมั่นคงในกระแสภาพยนตร์โลก ภาพยนตร์จีนร่วมสมัยเรื่องแล้วเรื่องเล่าไปได้รางวัลในการประกวดภาพยนตร์ตามประเทศต่างๆ จนทำให้ภาพยนตร์จีนสามารถเปิดประตูสู่โลกภายนอกอย่างมีศักดิ์ศรี
การที่ภาพยนตร์จีนยุคใหม่มีพัฒนาการจนก่อให้เกิดคุณภาพใหม่ มิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยบังเอิญ ฐานรากที่สำคัญอย่างยิ่งน่าจะมาจากการมีสถาบันที่สอนวิชาการทางด้านภาพยนตร์อย่างเป็นทางการและสืบเนื่องต่อกันมายาวนาน
การมีสถาบันการศึกษาด้านภาพยนตร์โดยตรง นอกจากทำให้มีการถ่ายทอดความรู้ในแขนงศิลปะการภาพยนตร์ได้อย่างเป็นระบบ และมีหลักวิชาการแล้ว ยังทำให้สถาบันการศึกษาด้านภาพยนตร์กลายเป็นแหล่งสะสมข้อมูลเกี่ยวกับภาพยนตร์จีนไปด้วยพร้อมกัน
จากการมี “ราก” ทางวิชาการและข้อมูลเช่นนี้เอง ที่ทำให้ศิลปะแขนงนี้สามารถเติบโตแข็งแรงขึ้นทีละน้อย กระทั่งสามารถกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงา

นอกจากการมีสถาบันการเรียนการสอนทางด้านภาพยนตร์อย่างเป็นทางการแล้ว การคลี่คลายตัวทางการเมืองก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้วัฒนธรรมหนังจีนมีโอกาสเจริญเติบโต
ประเทศจีนเริ่มตั้งโรงถ่ายภาพยนตร์โดยรัฐตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของการเป็นประเทศสังคมนิยม เนื่องจากเห็นความสำคัญของแนวรบด้านวัฒนธรรม จากหลักคิดเช่นนี้เองที่ทำให้รัฐยื่นมือเข้ามาก่อตั้งและดูแลโรงถ่ายภาพยนตร์ ภาพยนตร์นอกจากให้ความบันเทิงต่อมวลชนผู้ชมทั่วไปแล้ว ยังทำหน้าที่ปลุกเร้า โฆษณา และยกระดับความคิดของผู้คนโดยทั่วไป
การดูแลชี้นำแนวทางการทำงานศิลปะโดยรัฐและพรรคนี้พัฒนามาจนถึงจุดสูงสุด และกลายเป็นจุดอับของวงการศิลปะในยุคซ้ายจัดของแก๊งสี่คน การควบคุมชี้นำจนเกินพอดี กลายเป็นการควบคุมและจำกัดเสรีภาพทางความคิดทั้งในรูปแบบและเนื้อหา และนั่นนำพาศิลปะวิทยาการแขนงต่างๆ ไปสู่จุดเสื่อมในที่สุด
แต่ใช่ว่าการที่รัฐและพรรคเข้ามาเกี่ยวข้องผูกพันกับองค์กรศิลปวัฒนธรรมจะเป็นแต่ด้านร้ายเพียงด้านเดียว ในด้านดี คือ ทำให้องค์กรมั่นคง แข็งแรง และไม่ต้องประสบปัญหาทางด้านการเงินบ่อยๆ ประกอบกับที่นอกจากมีโรงถ่ายแล้ว จีนยังเปิดให้มีสถาบันทางการศึกษาทางด้านภาพยนตร์ขึ้นด้วย และนั่นนำมาซึ่งการเติบโตทางวิชาการ ทำให้ผู้เรียนผู้สอนมีโอกาสศึกษาค้นคว้าวิจัยวิชาความรู้ทางด้านนี้ได้อย่างสะดวกขึ้น แม้จะไม่มีเสรีภาพอย่างเต็มที่ แต่ก็ถือได้ว่ามีเสรีภาพในระดับหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ ส่งผลสะเทือนในระดับลึกต่อแวดวงภาพยนตร์จีนมาตลอดเส้นทางเติบโตของศิลปะแขนงนี้

ยุคทศวรรษ 1980-1990 เป็นช่วงเวลาแห่งการฟื้นคืนชีพใหม่ของภาพยนตร์จีนแผ่นดินใหญ่ ภายหลังประสบกับภาวะอับเฉารกร้างจากผลพวงช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม แต่สิ่งเหล่านี้ก็กลับกลายเป็น “ประเด็น” และ “วัตถุดิบ” สำหรับผู้กำกับหลายๆ คนในเวลาต่อมาด้วย
ช่วงระหว่าง ค.ศ.1966-1976 เป็นช่วงเวลาที่จีนเดินแนวทางซ้ายจัด การกระทำใดๆ ล้วนมีเข็มมุ่งไปที่การปฏิวัติวัฒนธรรมและการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ ความคับแคบตายด้านของวิธีคิดกลายเป็นกรอบพันธนาการ แต่พออำนาจของแก๊งสี่คนเสื่อมลง พื้นที่แห่งการสร้างสรรค์ก็ขยายตัวออกไป พอถึงปลายทศวรรษ 1980 นโยบายการคลี่คลายตัวทางเศรษฐกิจก็ปรากฏชัดขึ้น พร้อมๆ กับนโยบายเศรษฐกิจสังคมนิยมแบบการตลาด การจะควบคุมทุกอย่างเอาไว้ในมือของรัฐอย่างสิ้นเชิงก็เป็นสิ่งที่มิใช่จะกระทำได้ง่ายๆ อีกแล้ว
เมื่อประตูถูกเปิด การไหลเข้าและไหลออกของวัฒนธรรมและความคิดเป็นไปอย่างรวดเร็ว เงินทุนไหลเข้ามา ผลงานสร้างสรรค์ชิ้นใหม่ไหลออกไป และเมื่อพรมแดนทางศิลปะเปิดกว้างขึ้น พรมแดนแห่งการสร้างสรรค์ก็ขยายตัวตามไป แล้วจากนั้นภาพยนตร์จีนเรื่องแล้วเรื่องเล่าก็ไปปรากฏต่อสายตาชาวโลก ไม่เฉพาะเพียงภาพยนตร์ที่สร้างใหม่ ภาพยนตร์เรื่องเก่าๆ ยุคทศวรรษ 1930, 1940 และอื่นๆ ก็ได้รับความสนใจ และในที่สุด สุภาษิตจีนที่ว่า “ทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟ” ก็พิสูจน์คุณภาพของภาพยนตร์จีนให้เป็นที่ยอมรับของชาวโลกในเวลาไม่นานต่อมา
ค.ศ.1978 รัฐบาลจีนเริ่มเดินแนวทางเปิดกว้างทางการเมือง พอถึงปี ค.ศ.1984 ก็เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบการตลาดอย่างเต็มตัว ค.ศ.1992 เป็นต้นมา ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมการตลาดก็ลงรากปักฐานในจีนอย่างมั่นคง สินค้าทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะด้านภาพยนตร์ กลายเป็นตลาดใหญ่ที่มีผู้ต้องการซื้อขึ้นมา และนั่นทำให้ผู้สร้างสรรค์งานด้านนี้ต้องรับแรงปะทะนี้ ทำให้พวกเขาพากันปรับกระบวนการสร้างสรรค์ ไม่ว่าระบบเศรษฐกิจการตลาดแบบสังคมนิยมจะก่อผลในด้านอื่นเช่นไร แต่สำหรับภาพยนตร์แล้ว มันได้กลายเป็นตะแกรงร่อนอันหนึ่ง ที่มีส่วนคัดเลือกและพิสูจน์คุณภาพของหนังจีนอย่างเลี่ยงไม่พ้น ประกอบกับความเข้มแข็งในแง่หลักวิชาการ ภาพยนตร์จีนส่วนหนึ่งก็สามารถผ่านการพิสูจน์ของตะแกรงร่อนอันนี้ กระบวนการผลิตภาพยนตร์เรื่องหนึ่งๆ กลายเป็นศิลปะไปด้วย และผู้มีฝีมือก็มีสนามให้พิสูจน์ต่อผู้ชมทั่วไปในช่วงต้น

ในช่วงแรกที่ภาพยนตร์จีนยุคใหม่ออกมาพิสูจน์ต่อผู้ชมทั่วไปในช่วงต้นทศวรรษ 1980 เรื่องที่นำมาสร้างมักผูกพันกับงานวรรณกรรม ภาพยนตร์ดีๆ หลายเรื่องล้วนแต่อิงอยู่กับวรรณกรรมที่ดี
ภาพยนตร์อย่างเรื่อง “จวี๋โต้ว” (JU DOU, 1990), “โคมแดงแขวนเอาไว้สูงๆ” (RAISE THE RED LANTERN, 1991), “แป้งฝุ่นแดง” (BLUSH : HONG FEN) และ “เอ้อ ม่อ” (ER MO) ล้วนแต่สร้างมาจากวรรณกรรมที่ดี กระแสการสร้างภาพยนตร์จากงานวรรณกรรมที่ดียังคงดำเนินสืบเนื่องต่อมาจนปัจจุบัน
แม้ว่าหนังที่ดีอีกจำนวนหนึ่งจะเขียนเรื่องขึ้นมาเอง แต่คติที่ว่า “ท่านไม่สามารถสร้างภาพยนตร์ที่ดีขึ้นมาจากบทภาพยนตร์ที่เลวได้” ก็ถูกยึดถืออย่างเคร่งครัด ความคิดที่ “ไม่มั่ว” และ “ไม่ใช่มวยวัด” เช่นนี้เอง ที่มีส่วนสำคัญต่อการเติบโตและพัฒนาการของหนังจีนยุคใหม่
มองอย่างผิวเผิน เราอาจรู้สึกว่าหนังจีนยุคใหม่ที่ดี ล้วนเป็นผลงานของผู้กำกับรุ่นที่ 5 แต่ความจริงแล้ว ยังมีผู้กำกับในวัยอื่นๆ ที่ทำงานดีๆ ออกมาตลอดเวลา ไม่เพียงแต่กลุ่มที่ถูกเรียกว่า ผู้กำกับรุ่นที่ 4 รุ่นก่อนไปจากนั้น หรือรุ่นหลังจากรุ่นที่ 5 ก็กำลังสร้างสรรค์งานดีๆ ออกมาเรื่อยๆ เช่นกัน
ปัจจุบันดูเหมือนกลุ่มผู้กำกับที่มีบทบาทที่สุดในแวดวงภาพยนตร์จีน คือกลุ่มที่ถูกเรียกขานว่า รุ่นที่ 4 รุ่นที่ 5 และรุ่นที่ 6 และหลายๆ คนในกลุ่มเหล่านี้ ทำงานคาบเกี่ยวเกยทับระหว่างรุ่นต่อรุ่นเช่นกัน
การคลี่คลายตัวและพัฒนาการของหนังจีนแผ่นดินใหญ่ ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องมิได้หยุดนิ่ง จางอี้โหมว หนึ่งในผู้กำกับรุ่น 5 ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ก็มีผลงานหนังใหม่ชื่อ “มีอะไรพูดกันดีๆ ก็ได้” (หยิ่วฮว่าหาวห่าวซวอ หรือ KEEP COOL) ภาพยนตร์เรื่องนี้จางอี้โหมวสามารถหลุดพ้นไปจากการใช้ฉากในชนบท หรือการอิงเรื่องราวในอดีต มาสู่การพูดถึงเรื่องราวในชีวิตปัจจุบัน นี่คงเป็นพัฒนาการและการคลี่คลายตัวของผู้กำกับคนดังที่น่าจับตามอง


เรืองรอง รุ่งรัศมี


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกใน “เดือน... ดาว... ในเงาฟิล์ม” แพรวเอนเตอร์เทน พ.ศ.2542

วันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ก๋วยเตี๋ยว


พูดถึงสิ่งที่เกี่ยวกับจีน มีหลายเรื่องที่คนจะนึกถึงขึ้นมาทันที
อาหาร / การแพทย์จีน - สมุนไพรจีน - การฝังเข็ม / ภาษาจีน / คนจีน / ฯลฯ
ดูผิวเผินแล้วเราเหมือนคุ้นเคยและรู้จักสิ่งเหล่านี้ดี แต่พอลงรายลละเอียด ก็เริ่มมีประเด็นคำถาม
อาหารจีนกินกันทั่วไปในเมืองไทย  ร้านอาหารตามสั่ง ร้านข้าวแกง ร้านก๋วยเตี๋ยว ล้วนแต่มีอาหารจีนอยู่ในนั้น
พวกผัดพวกต้มต่างๆ ในร้านอาหารตามสั่งนั้น เป็นวัฒนธรรมการทำอาหารแบบจีนค่อนข้างมาก ที่เป็นวัฒนธรรมการกินของวัฒนธรรมอื่นอย่างฝรั่งหรือแขกดูจะมีค่อนข้างน้อย  วัฒนธรรมอาหารของไทยเองส่วนที่เป็นผัด เป็นต้ม ได้มาจากจีนกับแขกอินเดียอยู่ไม่น้อย

นอกจากจะกิน “ข้าว” แล้วเรายังคุ้นเคยกับการกิน “ก๋วยเตี๋ยว” 
ในเมืองไทยเราจะพูดกันว่า “ไปกินก๋วยเตี๋ยว” แต่ในสังคมที่ใช้ภาษาจีน เขาจะพูดว่า “ไปกินหมี่”
พอพูดถึงก๋วยเตี๋ยว เราจะรู้สึกว่ารู้จักคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี อาหารจำพวกเส้นนี่เราคุ้นเคยกับมันมาก
ก๋วยเตี๋ยวน้ำ - ก๋วยเตี๋ยวแห้ง - เส้นเล็ก - เส้นใหญ่ - เส้นหมี่ - บะหมี่ - ลาดหน้า - ผัดซีอิ๊ว - โกยซีหมี่ .........
ส่วนใหญ่แล้วอาหารเส้นที่เรากินจะค่อนไปทางเส้นแป้งสีขาวเสียเยอะ จนเรารู้สึกเหมือนว่าคนจีนทั่วไปในเมืองจีนคงกินก๋วยเตี๋ยวแบบเรากินกันทั้งบ้านทั้งเมือง
แต่พอใครได้ไปจีนแผ่นดินใหญ่ - ฮ่องกง - มาเก๊า - ไต้หวัน จะเริ่มรู้สึกว่าไม่ได้เห็นเส้นแป้งสีขาวในร้านก๋วยเตี๋ยวมากอย่างที่เราเห็นในเมืองไทย
ที่เราเห็นกลับเป็นเส้นสีเหลืองที่เราเรียกกันติดปากว่า “บะหมี่” หรือ “หมี่เหลือง”

“หมี่” 面 -麵 mianˋ - เมี่ยน ในจินตภาพของคนจีนคือเส้นแป้งสีเหลือง จะเป็น หมี่ดึง (ลา เมง) 拉麵 -拉面 la mianˋ- ลาเมี่ยน- / หมี่เหลา 刀削麵  - 刀削面 - dao xiao mianˋ - ตาวเซียวเมี่ยน -/ หมี่สั่ว (หมี่ซั่ว) 麵線 面线 mianˋxianˋ- เมี่ยนเสี้ยน –ที่บางครั้งก็เรียกว่า "หมี่สั่ว" บางครั้งก็เรียกว่า "หมี่เตี๊ยว” -麵條 - 面条 mianˋtiaoˊ- เมี่ยนเถียว ก็ล้วนแต่เส้น เส้นแป้งสีเหลืองทั้งสิ้น
เส้นแป้งสีขาวอย่างที่เราเรียก “ก๋วยเตี๋ยว” 粿條 - 粿条 - guoˇtiaoˊ- กว่อเถียว- เป็นอาหารท้องถิ่นของจีนทางใต้ โดยเฉพาะแต้จิ๋วกับฮกเกี้ยนจะกินก๋วยเตี๋ยวแพร่หลายกว่าจีนวัฒนธรรมอื่น
เส้นแป้งสีขาวที่เราเรียกว่า “ก๋วยเตี๋ยว” นี้นอกจากเห็นในร้านก๋วยเตี๋ยวในไทยอย่างแพร่หลายแล้ว เห็นจะมีทางมาเลเซียที่จะหาก๋วยเตี๋ยวได้ง่าย  เพราะว่าที่มาเลเซียมีคนจีนแต้จิ๋วและฮกเกี้ยนอยู่กันแน่นหนาเช่นเดียวกับประเทศไทย

คนจีนทางใต้อพยพออกจากประเทศจีนไปทำมาหากินต่างแดนมานานแล้ว สายวัฒนธรรมเยว่粤 yue ประกอบด้วยวัฒนธรรมย่อยหลายวัฒนธรรม คือ กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน แต้จิ๋ว... ในที่นี้เราจะไม่ลงรายละเอียดนี้มาก เพื่อไม่ให้ประเด็นขยายออกไปมาก 
เนื่องจากพื้นที่ของเยว่ อยู่ใกล้ทะเล  ดังนั้น คนเยว่จึงเดินทางออกสู่โลกภายนอกในสมัยการคมนาคมใช้เรือโดยสารได้สะดวกกว่า และมากกว่า ประกอบกับพื้นที่นี้อยู่ห่างไกลอำนาจรัฐส่วนกลาง เวลาประสบเหตุการณ์ต่างๆ ต้องพึ่งพาตัวเองมาก เหตุผลหลายๆ อย่างประกอบกันทำให้ชนกลุ่มนี้คุ้นกับความคิด “ออกไปข้างนอก” ตั้งแต่ในยุคประวัติศาสตร์
เมื่อคนอพยพใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่ใดนาน ความเคยชินเดิมของตนก็ทำให้ต้องปรับตัวประยุกต์สิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่นใหม่ที่อยู่อาศัยเข้ากับวิถีชีวิตแต่ดั้งเดิมของตน  ส่วนจะปรับมากหรือปรับน้อยนั้นความเป็นท้องถิ่นและสิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่นใหม่ทั้งสิ่งที่เป็นรูปธรรมหรือนามธรรมล้วนมีส่วนสำคัญที่ทำให้เป็นไปเช่นนั้น

หน้าตาและรสชาติของก๋วยเตี๋ยวเส้นสีขาวในไทยกับมาเลเซียมีรายละเอียดแตกต่างกัน ในไทยเราจะกินก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กกันอย่างแพร่หลาย แต่ในมาเลเซียจะเห็นก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่เป็นหลัก
ในด้านวิธีปรุงก็มีรายละเอียดที่ต่างกัน  ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟในไทยกับในมาเลเซียยังจัดอยู่ในกลุ่มรสชาติและหน้าตาที่ใกล้กันมาก แต่ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ใครไปเที่ยวที่ปีนังลองหาร้านก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟของเขากินกันดูก็เป็นเรื่องน่าสนใจ
ก๋วยเตี๋ยวน้ำเป็นก๋วยเตี๋ยวที่กินกันในหมู่คนจีนโดยทั่วไป (วงกว้างกินหมี่) วิธีปรุงก๋วยเตี๋ยวและหมี่ของจีนนั้นมีหลากหลายมาก ในมาเลเซียเราจะเห็นความหลากหลายนี้ได้จากแผงและร้านขายหมี่ (และก๋วยเตี๋ยว) วัฒนธรรมจีนท้องถิ่นเดิมในมาเลเซียเข้มแข็งกว่าในไทยมาก ทั้งๆ ที่ชาวจีนที่อพยพมาแถบเอเชียอาคเนย์มาจากคนกลุ่มเดียวกัน ระดับเศรษฐกิจเดิมครั้งอยู่เมืองจีนก่อนอพยพมาก็อยู่ในฐานเดียวกัน
ถ้าเป็นในเมืองจีน ไต้หวัน ฮ่องกง มาเก๊า ร้านขายข้าวจะเปิดขายตามเวลามื้ออาหาร แต่ร้านหมี่เปิดขายทั้งวัน เวลาหิวนอกมื้ออาหารจึงต้องหาร้านหมี่ หมี่เป็นอาหารหลักที่กินสลับกับข้าว คนจีนมองดูหมี่เป็นอาหารที่เรียบง่ายไม่ยุ่งยาก ทำเส้นให้นุ่ม เติมน้ำซุปเข้าไป เติมเครื่องปรุงอีกนิดหน่อย ก็กลายเป็นอาหารจานด่วนที่กินอิ่มและมีคุณค่าทางอาหารแล้ว

ก๋วยเตี๋ยวแห้ง (รวมหมี่แห้ง) ในไทยเราจะเจอก๋วยเตี๋ยวผัดแบบผัดซีอิ๊วเป็นหลัก ผัดซีอิ๊วที่เรากินกันทั่วไปเป็นอาหารแบบจีนแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยนก็กินก๋วยเตี๋ยวผัดแบบนี้ แต่จีนอื่นๆ ดูจะกินผัดหมี่สั่วมากกว่า
ก๋วยเตี๋ยวแห้งแบบที่เราไม่ค่อยเห็นในไทยคือชนิดที่เอาเส้นคลุกกับเครื่องต่างๆ  (คล้ายที่เราทำยำมาม่า) คนจีนทำหมี่แห้งแบบนี้คล้ายที่ญี่ปุ่นทำหมี่เย็น ดูเหมือนเกาหลีกับญี่ปุ่น จะร่วมวัฒนธรรมหมี่แห้งแบบนี้กับจีนมากกว่าแถบเอเชียอาคเนย์
หมี่แห้งแบบจีนจะชามขนาดย่อมกว่าหมี่น้ำ นี่แสดงว่าเขามองหมี่คลุกแบบนี้ว่าใช้กินเล่น กินคั่นจังหวะหิวก่อนเวลากินมื้อหลัก. หมี่คลุกที่เคยกินล้วนแต่ทำจากเส้นสีเหลือง  มีผักอะไรใส่ไปนิดหน่อย ปรุงด้วยน้ำซอสบ้าง เต้าเจี้ยวแบบพิเศษบ้าง เวลาเบื่ออาหารหรือไม่อยากกินอะไรที่มันเลี่ยนหมี่คลุก ( 拌麵-拌面 -banˋmianˋ- ป้าน เมี่ยน - หมี่แห้งแบบคลุก) เป็นอาหารที่คนจีนเลือกกินพอๆ กับพวกขนมเปี๊ยะ - เปา- เกี๊ยว
เราเหมือนจะคุ้นเคยกับการกินก๋วยเตี๋ยว กินหมี่ กินอาหารเส้นกันมาก. แต่พอลงรายละเอียดแล้ว เราเหมือนจะไม่รู้จักอาหารเส้นที่เรากินสักกี่มากน้อยเลย

 เรืองรอง  รุ่งรัศมี
1/6/2012


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “Dragon Square” นิตยสาร Mix เดือนกรกฎาคม 2012