ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มังกรซ่อนลาย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มังกรซ่อนลาย แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2556

แดง ทอง เสียง สี กลิ่น รส มังกรลายกนก ส่องกระจกกรอบลายนาคา


สีแดงและสีทองแต้มแต่งถนนเยาวราชและถนนเจริญกรุงให้คึกคักสดใส บรรยากาศตรุษจีนกำลังมาเยือน ถนนเยาวราชและถนนเจริญกรุงไม่เคยเงียบเหงา ปลายปีตามปฏิทินสุริยคติและปลายปีตามจันทรคติล้วนแต่เป็นช่วงเวลาเดียวกัน คาบเกี่ยวเหลื่อมซ้อน เป็นจุดปลายและรอยเริ่มต่อเชื่อมเกยทับ
ตะวันออกและตะวันตกสัมพันธ์แนบแน่นในชีวิตยุคใหม่ จะลงตัวไม่ลงตัวอย่างไร ขึ้นกับเงื่อนไขหลากหลายของโลกภายในและโลกภายนอกของแต่ละคน
ขนมเค้ก กระดาษกลอนคู่สีแดง (ตุ้ยเหลียน) ปฏิทินเล่มใหญ่แบบฉีกเป็นรายวัน มีวันเดือนปีแบบไทย จีน ฝรั่ง พรั่งพร้อม สุราจีน ทองคำ ซองอั่งเปา ขนมและผลไม้จีน ลานตาพรั่งพร้อมทั้งที่ในร้านและตามแผงลอยริมทาง

สัมผัสบรรยากาศแบบจีนเคล้าไทยให้ได้สีสัน ควรจะเดินไปด้วยเท้า เวลาช่วงบ่ายคล้อยเย็นต่อไปจนถึงมืดค่ำ บรรยากาศคึกคัก ท้องถนนรถมาก แต่ก็เคลื่อนตัวไปได้ ที่จอดรถหายากและค่าจอดแพง เยาวราชวันนี้เสียงมีสีสัน เพลงงิ้วแต้จิ๋วอยู่ในตลับเทปคาสเส็ทและม้วนวิดีโอนิ่งเงียบบนแผงขาย รอคนนำไปเปิดเสียงเจื้อยแจ้วสู่หูของญาติผู้ใหญ่ที่บ้าน ที่ดังลอยมาจากแผงเทปมักเป็นเพลงไทย เพลงฝรั่ง และเพลงภาษาจีนกลาง
โรงภาพยนตร์ถูกทุบทิ้งไปแล้วหลายโรง ตึกใหม่งอกขึ้นมาแทนพร้อมกับธุรกิจแบบใหม่ โรงงิ้วเยาวราชไม่มีงิ้วมาแสดงแล้ว กลายเป็นโรงภาพยนตร์ชั้นสอง ภาพยนตร์จีนเสียงในฟิล์มเลือนหายไปจากถนนเยาวราชและเจริญกรุง ยุคสมัยเปลี่ยนไป เทพนิยายจีนไม่ค่อยคุ้นเคยกับลูกหลานมังกรแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยานัก แต่ไม่เป็นไร ศาลเจ้ายังคงคึกคักในช่วงตรุษจีน เจ้าแม่กวนอิมยังเป็นที่เคารพเลื่อมใส การุณยธรรมยังคงรินไหลอ่อนโยนอยู่ในจิตวิญญาณ
ผ่านจากโรงภาพยนตร์นิวโอเดี้ยน (ปัจจุบันถูกทุบทิ้ง สร้างเป็นตึกสูงไปแล้ว) เดินเลียบไปบนทางเท้า สินค้าจีนยังวางเรียงรายอยู่ในร้านค้า สุราโหงวเกียพ้วยในกระปุกกระเบื้อง สุราเขียวใบไผ่ที่ชื่อคุ้นหูจากวรรณกรรมกำลังภายใน ผู้อยากลิ้มรสควรซื้อกลับไปละเลียดดื่มที่บ้านในคืนที่อากาศหนาว หากว่ามิได้ร่ำดื่มกับญาติมิตรหลายคน ควรหาป้านสุรากระเบื้องตวงแบ่งเท่าปริมาณที่ต้องการ แล้วนำป้านสุราไปนึ่งให้ร้อน สุราจีนหลายประเภทจะให้กลิ่นรสลึกซึ้งหากผ่านความร้อน จอกสุราจีนควรเป็นจอกกระเบื้องเคลือบขาวด้านใน ใบน้อยพอให้ดื่มอย่างคว่ำจอกได้ ละเลียดดื่มอย่างมีสติ ถือกันว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพกาย สนทนากับเพื่อนผู้รู้รสนิยมในยามร่ำดื่มนั้น ก็ให้ความแช่มชื่นต่อจิตใจ

แต่หากไม่มีสุราก็ไม่เป็นไร ปราชญ์โบราณเอื้อนเอ่ยวจีลึกซึ้งไว้ว่า “ยามไร้ดื่มชาทดแทนสุรา” ชาจีนในป้านดินเผาให้กลิ่นรสนุ่มนวลละเมียด จะเป็นป้านขนาดกี่จอก ขึ้นอยู่กับเพื่อนร่วมวงชาว่ามีกี่คน ป้านสองจอก ป้านสามจอก ป้านสี่จอก หรือห้าหกจอก ล้วนแต่ขนาดไม่เกินกำปั้น ต้มน้ำให้เดือด ลดไฟอ่อนหลังจากน้ำเดือนพลุ่งพล่าน หากมีเตาตะเกียงจะยิ่งสะดวกกับการชงชาน้ำถัดๆ ไป น้ำร้อนอุณหภูมิราว 90 องศาเซลเซียส คือน้ำที่เหมาะสำหรับชงชา น้ำแรกนั้นนิยมรินรดเพื่ออุ่นภาชนะ รินน้ำใส่เพียงครู่ก็รินออกรดไปตามถ้วยแต่ละใบ เป็นการล้างฝุ่นผงที่ใบชา และอุ่นกาและถ้วยให้พร้อมขับกลิ่นรสของชา รินชาใส่ถ้วยเวียนทวนเข็มนาฬิกา ให้ชาได้รสเท่ากันทุกถ้วย ไม่ใช่รินไปจนเต็มทีละถ้วย ภาชนะบางชุดมีเหยือกพักชา น้ำชาที่เหลือในป้านให้รินใส่เหยือก แล้วรินดื่มจากเหยือกพักอีกที ไม่นิยมแช่น้ำร้อนในป้านชานานเกินควร เพราะจะเข้มข้นเกินไป และทำให้ใบชาจืดเร็ว
“ยามไร้ดื่มชาทดแทนสุรา” นั้น หมายถึงไม่อาจหาสุรามาร่ำดื่มกับมิตรสหายได้ทันต้องการ ใบชาเลิศรสนั้นหากมิได้ปลูกเอง ราคามิได้ย่อมเยาเลย ชาใบสองหรือชาใบสามที่เก็บก่อนรุ่งอรุณยามวสันต์ฤดูนั้น ว่ากันว่ารสเลิศสมกับราคาชั่งละเรือนหมื่นเรือนแสน ถนนเยาวราชคงหาชาระดับนี้ลิ้มลองได้ยาก นักเลงชาพึงเสาะหาเอาจากแผ่นดินมังกร

แวะไหว้เจ้าแม่กวนอิมที่มูลนิธิเทียนฟ้า ซึมซับน้ำใจเมตตาและหลักแห่งการุณยธรรมของโพธิสัตว์กวนอิมเข้าไว้ในจิตวิญญาณ รักสัตว์โลกรักชีวิต จึงไม่เบียดเบียนทำร้าย ผู้เลื่อมใสบูชาโพธิสัตว์กวนอิม นอกจากจะงดเว้นการรับประทานเนื้อโค กระบือแล้ว ยังพึงปฏิบัติตนในศีลในธรรม พุทธองค์สอนให้กระทำความดี ละเว้นความชั่ว และรักษาจิตให้สะอาดบริสุทธิ์ โพธิสัตว์กวนอิมก็ปรารถนาให้ผู้คนครองธรรมเช่นนั้น
โน่นแน่ะ สีแดง สีทองลานตา ซองอั่งเปาใส่เงินให้ญาติผู้ใหญ่หรือให้ลูกหลานในวันตรุษจีน ประเพณีที่สอนให้รู้จักการให้แนบเนียนลึกซึ้ง ให้เพื่อแสดงความคารวะ ความขอบคุณ และความเอื้ออาทรต่อผู้อาวุโส ให้เพื่อสอนให้รู้ถึงคุณค่าการเก็บออม ให้รู้จักวางแผนการใช้ชีวิต ให้รู้จักหลักเศรษฐศาสตร์สำหรับผู้เยาว์ ให้เพื่อเกื้อกูลแก่ผู้ขาดแคลน โดยผู้รับไม่ต้องกังวลกับการต้องรีบชดใช้ ซองแดงอั่งเปาบรรจุไว้ มิได้เพียงธนบัตร หากแต่ยังมีปรัชญาลึกซึ้งในการครองเรือน ยังคือหลักสังคมวิทยา เศรษฐศาสตร์ จิตวิทยา มานุษยวิทยา และศิลปะแห่งชีวิตอันรื่นรมย์ร่วมกัน
สายสร้อยทอง กำไลข้อมือ แหวน หรือเครื่องประดับทองที่มอบให้เป็นของกำนัลให้ยามตรุษจีนก็มีนัยเช่นนี้ การคล้องสายสร้อยทองคำให้อาก๋งเพื่อนบ้าน บางครั้งก็เผื่อให้ลูกหลานอาก๋งได้แก้ขัดเมื่อยามขัดสน กำไลข้อมือข้อเท้าที่สวมรับขวัญหนูน้อย อาจเพื่อเป็นทุนเมื่อไอ้หนูคิดจะตั้งตัว หรือเพื่อเป็นสินสอดเมื่ออีหนูจะออกเรือนไป

สนใจตุ๊กตากระเบื้องเหล่านั้นไหม ทั้งฮก ลก ซิ่ว หรือเทพแห่งความดีอื่นๆ กวนอู เทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ จี้กงสอนให้ไปให้เหนือพ้นจากเปลือกของรูปแบบภายนอก ม้านั้นปราดเปรียวย่อมไม่เงื่องหงอยจับเจ่า โผนทะยานไปข้างหน้า นั่นย่อมนำพาชีวิตไปสู่จุดหมายที่ดี
ซื้อผ้าสักชิ้นเพื่อตัดเสื้อผ้าชุดใหม่ในขวบปีใหม่ เอาเครื่องสมุนไพรไปทำอาหารบำรุงร่างกาย ซองแดงสักจำนวนหนึ่ง ทองคำแท้หรือทองอันวาววามจากเครื่องมงคล กลิ่น เสียง สี รส สะท้อนภาพเงาทั้งที่กระจกมีรูป และกระจกไร้รูป กระจกกรอบลายนาคามังกรเลื้อยผ่าน
แว่วดังมาจากหนใดหนอ เสียงกลอง เรือมังกร และคลื่นอันกระฉอกฉานแห่งแม่น้ำเหลือง แม่น้ำฉางเจียง


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มังกรซ่อนลาย แพรวสำนักพิมพ์ พ.ศ.2541

วันอังคารที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2556

จีนวิทยา : อักษรจีน จากการคลี่คลายตัวถึงเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์


ความรู้ด้านจีนวิทยาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสาขาความรู้สังคมศาสตร์ ศิลปะศาสตร์ ปรัชญา อักษรศาสตร์ ภาษาและนิรุกติศาสตร์นั้น ถือได้ว่าเป็นส่วนที่นักจีนวิทยา (Sinology) โดยทั่วไปให้ความสนใจและร่วมสนุกด้วยมากที่สุด
ครั้งหนึ่งก่อนที่คอมพิวเตอร์จะเฟื่องฟูและนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน เคยมีนักวิชาการท่านหนึ่งจุดประเด็นเรื่องคอมพิวเตอร์ภาษาจีนขึ้นมา จากนั้นประเด็นเรื่องคอมพิวเตอร์กับภาษาจีนก็เริ่มแตกขยายตัว กลายเป็นวิวาทะครั้งใหญ่ในนิตยสารภาษาจีน แพร่จากฉบับหนึ่งไปสู่อีกฉบับหนึ่ง ถกเถียง อภิปราย ยืนยันหลักการ อ้างอิงข้อมูลและทฤษฎีกันอย่างมีแง่มุมหลากหลาย
เมื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ถือกันว่าก้าวหน้าและซับซ้อน ต้องมาบรรจบพบกับภาษาอันเก่าแก่ที่ตกทอดกันมายาวนาน แง่มุมและทฤษฎีจึงถูกเสนอถูกอภิปรายกันอย่างคึกคัก

ก่อนสู่วิวาทะเรื่องคอมพิวเตอร์ภาษาจีนนั้น ก็เคยมีวิวาทะครั้งใหญ่เรื่องภาษาจีนควรคลี่คลายพัฒนาไปอย่างไร เป็นประเด็นที่นักจีนวิทยาทั่วโลก ถกเถียง อภิปรายกันผ่านหน้าหนังสือจีน
ตัวอักษรจีนที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้นแยกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้ คือ ตัวอักษรแบบ “ตัวเต็ม” (แบบตัวเก่าซึ่งคลี่คลายตัวมาจากครั้งการปฏิวัติและจัดระบบอักษรจีนในยุคจิ๋นซีฮ่องเต้) ตัวเต็มนี้ ภาษาจีนกลางเรียกว่า “ฝานถี่จื้อ” อีกแบบหนึ่งคืออักษรจีนที่ย่อและลดขีดให้ซับซ้อนน้อยลง เรียกว่า “ตัวย่อ” หรือ “เจี๋ยนถี่จื้อ”
ปัจจุบันนี้หนังสือที่พิมพ์ในไต้หวันทุกเล่มจะใช้อักษรจีนแบบตัวเต็ม หรือฝานถี่จื้อ ส่วนหนังสือจีนที่พิมพ์ในจีนแผ่นดินใหญ่ทุกเล่มจะใช้อักษรจีนแบบตัวย่อหรือเจี๋ยนถี่จื้อ
ส่วนหนังสือจีนที่พิมพ์ในที่อื่นๆ นั้น บางเล่มใช้ตัวเต็ม บางเล่มก็ใช้ตัวย่อ

หนังสือภาษาจีนในเมืองไทยที่เป็นหนังสือเล่มนั้น มักใช้อักษรแบบตัวเต็มกันเกือบทุกเล่ม ส่วนในหนังสือพิมพ์รายวันบางเล่มใช้ตัวเต็มบางเล่มใช้ตัวย่อ ถ้าดูโดยสัดส่วนแล้ว หนังสือภาษาจีนที่พิมพ์ในเมืองไทยจะใช้อักษรตัวเต็มมากกว่าตัวย่อ
หนังสือจีนในฮ่องกงก็มีทั้งส่วนที่พิมพ์ด้วยตัวเต็มและตัวย่อเช่นกัน สังเกตดูแล้ว ดูเหมือนหนังสือเล่มส่วนใหญ่ของฮ่องกงจะใช้ตัวเต็มเป็นหลัก นิตยสารและหนังสือพิมพ์รายวันนั้นมีทั้งที่เป็นตัวย่อและตัวเต็ม
ในสิงคโปร์ หนังสือจีนใช้อักษรจีนตัวย่อมากกว่า ทั้งในนิตยสารและหนังสือเล่ม แต่เล่มที่ใช้อักษรจีนตัวเต็มก็มี
ในมาเลเซีย ส่วนที่เป็นนิตยสารและหนังสือพิมพ์ มีทั้งใช้อักษรจีนตัวย่อและตัวเต็ม ส่วนหนังสือเล่ม ผู้เขียนยังสัมผัสมาน้อย คือไม่มีข้อมูลพอที่จะสรุปลงไปในข้อเขียนชิ้นนี้
หนังสือจีนที่พิมพ์ในประเทศตะวันตก ดูเหมือนว่าจะนิยมใช้อักษรจีนเต็มตัวกันเป็นส่วนใหญ่
การที่หนังสือจีนในพื้นที่ต่างๆ เลือกใช้ตัวอักษรแบบตัวย่อหรือตัวเต็มนั้น ย่อมมีเหตุผลพื้นฐานรองรับ ส่วนหนึ่งคำนึงถึงฐานการตลาด เพราะหนังสือภาษาจีนสามารถส่งขายได้ทั่วโลก แต่อีกส่วนหนึ่งนั้นเป็นเรื่องการแสดงสถานะของตนเองทางด้านสังคมและการเมือง

แน่นอนว่าจีนแผ่นดินใหญ่ต้องใช้อักษรจีนแบบตัวย่อ เพราะการปฏิวัติอักษรจีนครั้งมโหฬารเกิดขึ้นในยุคของเหมาเจ๋อตง โดยมีเหตุผลและทฤษฎีพื้นฐานรองรับการปฏิวัติอักษรจีนว่า เพื่อให้เขียนง่าย จำง่าย ลดความยุ่งยาก เพื่อให้ภาษาสามารถเป็นที่เรียนรู้ของมวลชนวงกว้างได้ง่ายและรวดเร็ว หากจีนแผ่นดินใหญ่ยอมใช้ระบบอักษรตัวเต็มในหนังสือที่ตนพิมพ์ก็เท่ากับเป็นการเพลี่ยงพล้ำทางการเมืองว่า ทฤษฎีพื้นฐานของตนผิดพลาด จะเป็นที่อับอายต่อสังคมวิชาการและสังคมการเมืองไปทั่วโลก
ทางด้านไต้หวันยืนยันใช้อักษรจีนแบบตัวเต็ม เหตุผลหนึ่งนั้นเพราะอักษรจีนแบบตัวเต็มได้ใช้สืบต่อกันมายาวนานนับพันปี มีผู้ที่อ่านเขียนภาษาจีนอักษรตัวเต็มอย่างคุ้นเคยอยู่แล้วอย่างกว้างขวางลึกซึ้ง ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งก็เป็นเครื่องมือแสดงจุดยืนทางการเมืองเช่นกันว่า มีความเป็นตัวของตัวเอง มีจุดยืนที่มั่นคง เพราะหากยอมรับว่าทฤษฎีอักษรตัวย่อถูก ก็เท่ากับเป็นการเพลี่ยงพล้ำและเสียหน้าทางการเมือง
ส่วนในประเทศอื่นๆ ที่มีใช้ทั้งอักษรตัวเต็มและอักษรตัวย่อ เพราะแต่ละอย่างก็มีจุดเด่นจุดด้อยในตัวเอง อีกทั้งในด้านการตลาดก็มีผล หากคนในท้องถิ่นนั้นคุ้นกับอักษรจีนแบบไหน ต้องเลือกแบบนั้น และนี่ก็มีผลให้คนเลือกพิมพ์หนังสือด้วยอักษรจีนเต็มตัวมากกว่า เพราะคำนึงถึงผู้อ่านซึ่งเรียนภาษาจีนมาในระบบเก่า คนรุ่นอายุมาก และการเชื่อมโยงไปอ่านหนังสือยุคเก่า ซึ่งล้วนแต่ใช้ตัวอักษรจีนแบบตัวเต็ม ซึ่งนั่นเท่ากับว่าตลาดการขายของหนังสือจีนที่พิมพ์ด้วยตัวอักษรแบบตัวเต็มจนถึงปัจจุบันนั้น จะมีโอกาสทำกำไรเป็นเม็ดเงินที่มากกว่า เนื่องจากคนนอกดินแดนจีนแผ่นดินใหญ่โดยทั่วไป ยังคุ้นกับอักษรจีนแบบตัวเต็มมากกว่าตัวย่อ และหนังสือที่พิมพ์ขายนอกดินแดนจีนแผ่นดินใหญ่ก็ตั้งราคาขายได้สูงกว่าในดินแดนจีนแผ่นดินใหญ่ เพราะสัมพันธ์กับต้นทุนและกำลังซื้อ ซึ่งนั่นย่อมสัมพันธ์กับผลกำไรตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แบบทุนนิยม

การวิวาทะเรื่องการคลี่คลายตัวของอักษรจีน การพัฒนาอักษรจีนสัมพันธ์ไปถึงทฤษฎีทางภาษาศาสตร์และนิรุกติศาสตร์ ทั้งสิ่งเหล่านี้ยังถูกผูกโยงกับความคิดเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ภาษาจีนอีกทีหนึ่ง ว่าใครจะสามารถพัฒนาไปได้เร็วกว่า ก้าวหน้ากว่า สมบูรณ์ลึกซึ้งกว่า
ใครที่ไปถึงหลักชัยได้โดยสมบูรณ์ ก็จะได้ทั้งชื่อเสียง หน้าตา ผลประโยชน์ เงินทอง ความก้าวหน้าทางวิชาการ ตลอดจนสถานะในสังคมวิชาการ และสถานะในสังคมโลกในอีกหลายๆ ด้าน

ปัจจุบัน คอมพิวเตอร์ภาษาจีนมีทั้งระบบอักษรตัวเต็มและอักษรตัวย่อ โดยทั่วไปแล้วโปรแกรมคอมพิวเตอร์ภาษาจีนมักออกแบบให้ผู้ใช้มีสิทธิ์เลือกใช้อักษร ในรูปแบบที่ตนคุ้นเคยและถนัดได้ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ภาษาจีนพัฒนาไปอย่างรวดเร็วและไม่หยุดยั้ง การครอบครองส่วนแบ่งตลาดและความก้าวหน้าทางวิชาการทางวิชาการสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง
จากการคลี่คลายและพัฒนาตัวของทฤษฎีตัวอักษรจีน ปลายด้านหนึ่งนั้นผูกโยงกับความรู้ทางภาษาศาสตร์ อักษรศาสตร์ และนิรุกติศาสตร์ ขณะที่ปลายอีกด้านหนึ่งมาสัมพันธ์กับทฤษฎีคอมพิวเตอร์ ทั้งหลายทั้งปวงนี้ล้วนต้องยืนอยู่บนรากแก้วที่สำคัญยิ่ง คือความรู้พื้นฐานภาษาจีน
นี่ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความรู้จีนวิทยา ซึ่งผูกโยงสัมพันธ์กับชีวิตตั้งแต่ยุคโบราณยันยุคเทคโนโลยีอวกาศในวันนี้


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มังกรซ่อนลาย แพรวสำนักพิมพ์ พ.ศ.2541

วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เพลงเรือของจิตรกร


พู่กันแตะสีบนจานสีเก่าคร่ำเหมือนไม่ต้องใช้ความครุ่นคิดพิจารณา ครั้งแล้วครั้งเล่า ปลายพู่กันสะบัดเบาๆ สีหยดลงไปบนกระดาษเป็นดอกเป็นดวง กระดาษเริ่มพราวด้วยสี เป็นหยาด เป็นแต้ม เป็นรอย เรายังอ่านไม่ออกว่าสีเหล่านี้จะก่อตัวเป็นรูปเช่นไร
สีบนจานสีเหล็กดูเก่าเกรอะกรัง ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อพู่กันชุ่มน้ำแตะแต้มลงไป กลุ่มสีที่ปรากฏบนกระดาษกลับสะอาดสดใส จานสีเหล็กเก่าคร่ำและบรรดาสีที่บีบไว้เหมือนเลอะเทอะนั้นเปล่งอานุภาพของมัน มือของผู้อาวุโสเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ สะบัดธงสีเหลืองพลิ้วไปตามแรงลม เค้าโครงของกลุ่มเรือเริ่มปรากฏทีละน้อยๆ
เมื่อเส้นถูกเติมเพิ่มมากเข้าจากปลายพู่กัน ภาพบนกระดาษก็เหมือนงอกงามขึ้นมาเอง เหมือนจะไม่ใช่การวาดรูปอีกแล้ว หากแต่เรือบนกระดาษกำลังก่อตัวขึ้นมา เสา ประทุน กราบเรือ เคลื่อนไหว กลุ่มเรือตรงเบื้องหน้าบางลำไปจากที่เดิม เรือบนกระดาษเคลื่อนไหวตัวเอง เป็นเรือที่มิได้ลอยลำอยู่แน่นิ่ง หากแต่เคลื่อนไหวได้เหมือนผืนน้ำตรงนั้นมีคลื่นโยนเรือไปมา

“ผมตั้งชื่อภาพนี้ว่าเพลงเรือ”
ผู้อาวุโสบอก เพลงเรือของผู้อาวุโสมิใช่บทเพลงแห่งความเปลี่ยวเหงา หากแต่คือเพลงชีวิตอันมีพลัง
กลุ่มเรือลอยลำสง่าอยู่บนกระดาษขณะคล้อยสนธยา ภาพของชายอาวุโสที่ยืนโยนสายเบ็ดโดยไม่ใช้คันเบ็ดเมื่อตอนกลางวัน ไม่ใช่ชายที่เปลี่ยวเหงาในความรู้สึกอีกต่อไป
สีสันและเส้นสายที่เหมือนยุ่งเหยิงวางจังหวะตัวเองอย่างเหมาะสม เสมือนตัวโน๊ตแต่ละตัวเกาะเกี่ยวร้อยเป็นบทเพลง
เหมือนการแต่งเพลงที่เริ่มจากโน้ตตัวหนึ่ง แล้วอีกตัวหนึ่ง อย่างช้าๆ ตัวโน๊ตค่อยๆ สอดประสานกัน ภาพเรือของผู้อาวุโสก็เป็นเช่นนี้ ไหลรินออกมาปรากฏตัวเองบนแผ่นกระดาษ แล้วเพลงเรือนั้นก็เปล่งท่วงทำนองไพเราะออกมา

ภาพที่เขียนเสร็จแล้วถูกนำมาวางเรียงกันทีละรูป ทีละรูป วันเวลาที่ชายอาวุโสผู้นี้เรียนรู้ จากทะเลมิใช่เพียงสีของน้ำ การสั่นระริกของสายเบ็ด การโยนตัวของเรือ ความเปลี่ยนแปลงของเมฆ และสีของฟ้า ความพลิ้วสะบัดของสายลม ผืนน้ำใสกระจ่าง เมฆยามลมฝนกรรโชก สะพานปลาที่ทอดตัวอยู่โดดเดี่ยว สายตาที่เพ่งมอง ฤดูกาลและความเป็นไปของชีวิตเหล่านี้ค่อยๆ ผ่านเข้าสู่ชีวิตกับวันเวลา
ผ่านการเขียนภาพ ผ่านสายเบ็ด ผ่านปลายพู่กัน ผ่านสายลมแรง ผ่านแสงแดดกล้า ผ่านการเรียนรู้ครุ่นคิด ชายอาวุโสที่ไม่มีมาดผิดแปลกจากผู้คนสามัญธรรมดาสามัญทั่วไป มีความสงบ มีความเคลื่อนไหว มีความผ่อนคลาย มีความจริงจัง มีความธรรมดาในความไม่ธรรมดา และมีความไม่ธรรมดาในความธรรมดาสามัญ ทะเลของเขาบอกเล่าเรื่องราวมากมายให้ตามเรียนรู้ค้นหา
ค่ำคืน ท้องทะเลก็เปลี่ยนไปอีก เรือเหล็กลำโตที่ทอดสมออยู่กลืนหายไปในความมืด กลายเป็นกลุ่มแสงสว่างเรื่อเรืองลิบๆ เหมือนเส้นขอบฟ้าขึงด้วยกลุ่มดาวสีทอง เมื่อหรี่ตามอง ลำแสงนั้นก็พุ่งเป็นลำ งดงาม ลึกลับและมีเสน่ห์ชวนค้นหา

มิติลึกล้ำบางอย่างของชีวิตเริ่มแสดงตัวบนกระดาษอีกครั้ง จากเส้นที่ร่างบนกระดาษอย่างรวดเร็ว พู่กันชุ่มน้ำแตะสีและปาดระบาย กระดาษขาวเริ่มเผยมุมหนึ่งของโลก สีอันชวนให้ฉงนค้นหาชวนให้ชีวิตเดินทางตามติดสู่ท้องทะเลมืด กลุ่มดาวสีทองตรงเส้นขอบฟ้านั้นคือแสงฝันอันอยู่แสนไกลใช่ไหม
ในความมืดนั้น สำเภาดวงดาวลอยโดดเด่นลำหนึ่ง เหมือนว่าอยู่ใกล้ และก็เหมือนอยู่แสนไกล ล่องลอย โดดเดี่ยว เย้ายวน ชักชวนและรอคอย

ท่องไปในคืนมืดบนสำเภาดวงดาวนั้นช่างเปล่าเปลี่ยว แต่เราก็เพียรที่จะโดยสารสำเภาดวงดาวลำนี้ กลางท้องทะเลดำเวิ้งว้าง สิ่งใดหนอที่ทำให้เราเหมือนถูกดึงดูดสู่ความเปล่าเปลี่ยวนี้ด้วยความรู้สึกยินดี เป็นความเอิบอิ่มในความอ้างว้าง เป็นการเลือกที่เหมือนกับไม่อาจต้านทานขัดขืน
ล่องไปเดียวดายกลางทะเลในสำเภาดวงดาว สง่า ทระนง เอิบอิ่ม อ้างว้าง ว่าเปล่า
สำเภาดวงดาวลอยตัวลิบๆ ตรงนั้น แสงฝันตรงเส้นขอบฟ้าพร่างพราวหนาวเหน็บในความฝัน หรือว่าอบอุ่นในความฝันใฝ่ ผู้ใดแยกแยะมันได้ชัดเจน
สำเภาดวงดาวลอยตัวลิบๆ อยู่ในค่ำคืน ทะเลนั้นช่างกว้างใหญ่ แสงฝันตรงเส้นขอบฟ้าพร่างพราย
แสงฟ้าพร่างพราวของผู้อาวุโสบรรเลงเพลงลึกลับ หากแต่อบอุ่นอ่อนโยน เหตุใดหนอสำเภาดวงดาวของข้าพเจ้าจึงช่างอ้างว้าง และทะเลมืดจึงช่างเปล่าเปลี่ยว


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มังกรซ่อนลาย แพรวสำนักพิมพ์ พ.ศ.2541

วันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ไฟฝันหรี่โรยกับกาลเวลา

บทกวี : สีอะคริลิค บนแคนวาส

สิบกว่าปีก่อนที่ธนาคารศรีนครสำนักงานใหญ่ตรงสวนมะลิ มีห้องสมุดศรีนครที่เปิดให้ประชาชนเข้าไปใช้บริการได้ เป็นห้องสมุดที่เงียบสงบและเย็นสบายจากเครื่องปรับอากาศ ช่วงเวลานั้นการงานของข้าพเจ้ายังไม่มีอะไรแน่นอน มีเวลาว่างอยู่ค่อนข้างมาก จึงทำให้ใช้เวลากับการนั่งอ่านหนังสือที่ห้องสมุดแห่งนั้นอยู่บ่อยๆ
ห้องสมุดตั้งอยู่บนชั้นห้าหรือชั้นหกของตึกก็จำไม่ได้แน่ชัดแล้ว ข้าพเจ้ามักใช้ช่วงเวลาสายๆ ของวันนั่งอ่านหนังสือเล่มหรือนิตยสารไปเงียบๆ ผู้คนที่มาใช้ห้องสมุดนี้มีไม่มาก จึงมีมุมที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวให้เลือกนั่งได้อย่างสบาย พอหิวก็ขึ้นไปซื้ออาหารกินอีกชั้นหนึ่งของตึกเดียวกัน นอกห้องสมุดก็มีโทรศัพท์สาธารณะให้ใช้ นับว่าเป็นบรรยากาศสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับพักผ่อนและอ่านหนังสือ ที่สำคัญคือ ไม่สิ้นเปลืองเงินทอง ห้องสมุดนั้นเปิดให้ใช้ฟรี มีเพียงค่าบัตรอาหารและค่ารถไปกลับเท่านั้นที่ต้องเสียเงิน ทั้งหนังสือก็ยืมไปอ่านที่บ้านได้อีกด้วย
ข้าพเจ้าวนเวียนไปใช้ห้องสมุดอยู่เป็นปี อ่านทั้งหนังสือภาษาไทยในห้องสมุดแผนกหนังสือไทย และอ่านหนังสือภาษาจีนจากห้องสมุดแผนกภาษาจีน
ธรรมดาห้องสมุดแผนกภาษาไทยก็มีคนใช้บริการไม่มากอยู่แล้ว ห้องสมุดแผนกภาษาจีนยิ่งเป็นห้องที่เงียบสงบ บางวันมีเพียงบรรณารักษ์และผู้อ่านอีกคนสองคนเท่านั้นที่นั่งกันอยู่เงียบๆ คนละมุม ดูเหมือนข้าพเจ้าจะเป็นคนอายุน้อยที่สุดที่ไปใช้ห้องสมุดแผนกภาษาจีน

ช่วงต้นทศวรรษที่ ๑๙๘๐ คนสนใจเรียนภาษาจีนอย่างจริงจังยังมีอยู่ไม่มาก ทั้งนี้อาจเป็นผลสืบเนื่องจากนโยบายปิดกั้นของรัฐในช่วงก่อนหน้านั้น คนรู้ภาษาจีนระดับอ่านออกเขียนได้จำนวนหนึ่งคือผู้ที่อพยพมาจากจีนในช่วงสงคราม อีกส่วนหนึ่งเป็นลูกหลานจีนที่เรียนรู้ภาษาจีนนอกระบบการศึกษาปกติ
เวลานั้นแม้จะมีโรงเรียนประถมอยู่หลายแห่งที่สอนภาษาจีน แต่ก็เป็นการสอนนอกเวลาเรียนปกติ อีกทั้งทางการก็ยังอนุญาตให้เปิดสอนแต่เพียงระดับนักเรียนประถมต้น ภาษาจีนสำหรับเด็กๆ ในสภาวะเช่นนั้นถือเป็นยาขมหม้อใหญ่ ความรู้กระท่อนกระแท่นที่รับมาภายหลังจากภาวะร่างกายและสมองที่เหนื่อยล้ากับการเรียนมาทั้งวัน จึงหล่นหายไปตามรายทางอย่างรวดเร็ว
ไม่แปลกเลยที่หลายคนเขียนไม่ได้แม้กระทั่งชื่อภาษาจีนของตนเอง ภายหลังออกมาจากโรงเรียนมาเพียงไม่กี่ปี ข้าพเจ้าเองที่สามารถอ่านภาษาจีนได้ในช่วงนั้นเพราะได้ไปเริ่มต้นเรียนใหม่อย่างจริงจังเมื่อโตแล้ว
หลังจากเรียนภาษาจีนพออ่านออกเขียนได้ ความมุ่งมาดปรารถนาอยู่ในใจลึกๆ อย่างหนึ่งคือ อยากศึกษาวรรณกรรมจีนในประเทศไทย

ก่อนจะอ่านภาษาจีนได้รู้เรื่องด้วยตัวเอง ข้าพเจ้าเคยได้รับรู้ผ่านข้อมูลภาษาไทยว่า มีสายวรรณกรรมอีกสายหนึ่งในประเทศไทย เป็นวรรณกรรมที่เขียนด้วยภาษาจีน โดยคนเขียนหนังสือที่อยู่ในเมืองไทย ทั้งเรื่องราวที่เขียนก็เป็นเรื่องของชีวิตในเมืองไทย นอกจากนี้ยังมีนักแปลท่านหนึ่งที่ทุ่มเทพลังกายพลังใจแปลวรรณกรรมไทยออกเป็นภาษาจีนเผยแพร่ไปยังต่างประเทศ ถ้าความจำของข้าพเจ้าไม่คลาดเคลื่อน เขาชื่อ วิวัฒน์ รุ่งวรรธนวงศ์ (ถ้าความจำของข้าพเจ้าคลาดเคลื่อนก็ขอภัยด้วย และหวังว่าท่านผู้รู้จะให้ข้อมูลที่ถูกต้องมาด้วย จะเป็นพระคุณยิ่ง) ดูเหมือนจะเคยอ่านบทความที่เขียนถึงคุณวิวัฒน์ในหน้าวรรณกรรมของนิตยสาร “แมน” ซึ่งคึกคักอยู่เมื่อช่วงสิบกว่าปีก่อน
ที่ห้องสมุดภาษาจีนของธนาคารศรีนครสำนักงานใหญ่นี้เองที่ข้าพเจ้าได้อ่านวรรณกรรมจีนในประเทศไทยอยู่หลายเล่ม น่าเสียดายที่ชีวิตของข้าพเจ้าไม่ราบรื่น ต้องย้ายที่อยู่ไปมาอยู่หลายแห่ง สมุดบันทึกที่จดข้อความจากการอ่านหนังสือในห้องสมุดได้สูญหายไปกับการย้ายบ้านครั้งแล้วครั้งเล่านั่นเอง
นอกจากวรรณกรรมที่เขียนด้วยภาษาจีนแล้ว ยังมีงานภาษาจีนที่แปลจากวรรณกรรมไทยอีกจำนวนหนึ่ง เล่มหนึ่งที่ข้าพเจ้ายังนึกเค้าออกได้รางๆ เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นแนวเพื่อชีวิต ในจำนวนนั้นมีเรื่องสั้นของเจญ เจตนธรรม และเรื่องสั้นชื่อ “พบศรีประชาที่ปักกิ่ง” รวมอยู่ด้วย ข้าพเจ้านั่งอ่านวรรณกรรมทั้งที่แปลจากภาษาไทยและที่เขียนขึ้นด้วยภาษาจีนด้วยความตื่นตาตื่นใจ และแอบตั้งความหวังว่าคงได้มีโอกาสศึกษาวรรณกรรมสายนี้ กระทั่งสามารถแปลออกเผยแพร่เป็นภาษาไทยในโอกาสหนึ่งโอกาสใด

ในวัยสามสิบต้นๆ ข้าพเจ้าเคยฝันสวยขนาดว่า วันหนึ่งข้างหน้าจะมีสาขาวิชาประวัติวรรณกรรมภาษาจีนในประเทศไทยเปิดสอนในมหาวิทยาลัย
ผู้เยาว์วัยที่ภาระรับผิดชอบยังไม่มากมักจะฝันได้สวยงามเช่นนี้เสมอ แต่วันเวลาที่นั่งอ่านหนังสืออย่างสงบและตั้งความฝันสวยงามของข้าพเจ้าก็เริ่มถูกสำนึกความรับผิดชอบต่อรายรับรายจ่ายของตนเองรบกวน กระทั่งไม่สามารถนั่งนิ่งเพื่ออ่านหนังสือในห้องสมุดอย่างยาวนาน
ช่วงทศวรรษที่ ๑๙๘๐ นักเขียนงานแปลที่เกี่ยวข้องกับจีนได้ขาดช่วงไปจากแวดวงหนังสือไทยเป็นระยะเวลาหนึ่ง ผลงานเก่าๆ ไม่ได้รับการตีพิมพ์ใหม่ ผลงานใหม่ๆ ไม่มีใครสร้างออกมา ข้าพเจ้าเป็นเพียงคนรู้ภาษาจีนระดับพื้นฐาน นามปากกาไม่เป็นที่ยอมรับเชื่อถือ ชื่อขายไม่ได้ แม้จะพยายามแปลวรรณกรรมสมัยใหม่จากภาษาจีนออกมาบ้าง แต่ก็ได้รับการตีพิมพ์น้อยเต็มที
ความมุ่งมั่นจากการนั่งอ่านนั่งจดหนังสือภาษาจีนต่างๆ จากห้องสมุดภาษาจีนจากธนาคารศรีนครค่อยๆ กลายเป็นความร้อนรนลังเล นานวันเข้าข้าพเจ้าเริ่มจมอยู่ในความหม่นหมอง ตั้งคำถามและเย้ยหยันตัวเองว่าจะเอากำลังที่ไหนไปหาญแบกรับภารกิจที่ตั้งไว้เลิศลอยนี้ได้
เพียงแค่คิดแปลเรื่องสั้นบางเรื่อง ข้าพเจ้าในเวลานั้นยังไม่สามารถผ่านอุปสรรคด้านภาษาจีนที่ปนคำแต้จิ๋วเข้าไว้ในประโยคได้เลย จะตั้งความหวังไว้สูงๆ ได้อย่างไรกัน บางครั้งเรื่องที่แปลร่วมสมัยของไต้หวันออกมา ก็พบคำปฏิเสธของบรรณาธิการนิตยสารว่าคนอ่านเขาไม่รู้จัก

ค่าเรื่องที่ได้น้อยนิดทำให้ข้าพเจ้าไม่สามารถทำตัวเป็นนักเขียนนักแปลอิสระได้อย่างสะดวกใจ ความมุ่งมั่นต่อวรรณกรรมภาษาจีนในประเทศไทยค่อยๆ เฉื่อยชาลง พร้อมๆ กับที่พบว่า พื้นฐานความรู้ทางภาษาและความเข้าใจทางวัฒนธรรมจีนของตนเองยังอ่อนด้อยอย่างยิ่ง ความจำเป็นทางการเงินทำให้ข้าพเจ้าหันรีหันขวาง ความอ่อนด้อยทางความรู้และภาษาทำให้ข้าพเจ้าอึดอัดคับข้อง ข้าพเจ้าหาลู่ทางสร้างรายได้ไปตามสภาพความเป็นไปได้ของตนในเวลานั้น รับจ้างทำหนังสือไป อ่านและแปลตามมีตามเกิด ชีวิตยุ่งเหยิงพัลวันอยู่อย่างนี้  จนวันหนึ่ง ข้าพเจ้าพบว่าตนเองเลิกอ่านงานวรรณกรรมภาษาจีนในประเทศไทยที่ห้องสมุดธนาคารศรีนครอีกแล้ว อีกทั้งความฝันสวยงามที่เกี่ยวกับวิชาประวัติวรรณกรรมภาษาจีนในประเทศไทยก็เป็นเพียงฟองอากาศที่แตกสลายไปโดยข้าพเจ้าไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว
บางครั้งที่ไปเดินดูหนังสือจีนแถวเยาวราช ข้าพเจ้าพบหนังสือวรรณกรรมภาษาจีนในประเทศไทยเล่มใหม่ๆ วางขายอยู่บนชั้นหนังสือ ข้าพเจ้าพบว่าตนเองมิได้กระตือรือร้นที่จะซื้อหามาเก็บสะสมไว้ทุกเล่มดังเช่นครั้งก่อน จะเพราะว่าคนเราเมื่ออายุมากขึ้นแล้วจะฝันน้อยลงหรือเพราะยอมรับกับสภาพความเป็นจริงตรงหน้า หรือเพราะว่าข้าพเจ้าเหนื่อยล้าเกินไปก็ไม่รู้ได้

ความมุ่งมั่นที่ลดลงไปแล้วเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า ไฟฝันของชีวิตอ่อนล้า และข้าพเจ้าร่วงโรยสู่วัยชราเสียแล้วกระมัง
ข้าพเจ้ายังอยู่ในช่วงต้นวัยสี่สิบอยู่เลย ไฉนจึงรู้สึกชราอ่อนล้าถึงเพียงนี้แล้ว
ไฟฝันหรี่โรยเต็มที เพียงลมอ่อนๆ พัดมาก็พร้อมจะดับ ข้าพเจ้าจะทำสิ่งใดได้อีกเพียงไหน


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มังกรซ่อนลาย แพรวสำนักพิมพ์ พ.ศ.2541

วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ก่อนงิ้วลาโรง


้


ก่อนงิ้วลาโรง
สนธยากาลของอีกส่วนเสี้ยว
วัฒนธรรมจีนในไทย


เสียงกลองล่อโก๊ะที่ดังระรัวเร้าเร่งเลือนหายไปจากความทรงจำครั้งสุดท้ายตั้งแต่เมื่อไร ข้าพเจ้านึกไม่ออก จนเย็นย่ำวันหนึ่งที่ชีวิตเหนื่อยล้าและเบื่อหน่าย ขณะเดินเตร็ดเตร่ไปตามบาทวิถีที่คุ้นเคย เสียงนั้นจึงได้ดังแว่วเข้ามาในจินตนาการ
เดินผ่านโรงงิ้วยามสนธยาตรงศาลเจ้าที่คุ้นเคย แผงขายอาหารเจเริ่มคึกคักด้วยจำนวนผู้ซื้อและผู้ขาย โรงงิ้วภายในศาลเจ้าเงื่องหงอยซึมเซายิ่งขึ้นทุกปี ยิ่งเข้าสู่กาลโพล้เพล้พลบค่ำเช่นนี้ ยิ่งชวนให้รู้สึกหมองเศร้าอ้างว้าง
ผู้คนที่มาไหว้เจ้าต่างนุ่งห่มกันด้วยชุดขาว แม้จะไม่บางตาจนชวนให้หมองหม่นเช่นโรงงิ้ว แต่ก็มิได้คึกคักสดใส แน่นอนว่าการมาไหว้เจ้ายังศาลเจ้านั้นต้องการความสงบสำรวม แต่ก็น่าจะสำรวมโดยแฝงความสดใสแห่งพลังชีวิตได้มากกว่านี้
อาจเป็นเพราะคนที่มาไหว้เจ้าส่วนใหญ่เป็นคนเลยวัยกลางคนที่มากันคนเดียวกระมัง ที่ทำให้เกิดความรู้สึกเช่นนี้ขึ้นภายในใจ ไม่มีภาพของการอุ้มลูกจูงหลาน ไม่มีคนวัยหนุ่มสาวประคองพยุงคนแก่ ไม่มีความสนุกซุกซนของเด็กๆ ไม่มีเสียงร้องไห้โยเยที่ไม่ได้ดั่งใจของเจ้าหนูตัวน้อย สิ่งเหล่านี้ทำให้รู้สึกเหมือนอากาศตรงศาลเจ้าแห่งนี้เปลี่ยนไป เหมือนจะทำให้หายใจได้ไม่เต็มปอด เหมือนจะทำให้รู้สึกโหวงๆ ภายใน ยิ่งเมื่อหันมามองแสงไฟหมองหม่นที่โรงงิ้วยามเย็นที่ยังคงเงียบงัน ทั้งที่ควรจะเป็นเวลากระหน่ำย่ำกลองตูมๆ เป็นสัญญาณโหมโรงบอกให้รู้ว่า อีกสักครู่ใหญ่จะมีมหรสพที่ตรงนี้ ความรู้สึกเหมือนยิ่งเดินพลัดหลงไปในสนธยากาลโดดเดี่ยว

ใต้โรงงิ้ว นักแสดงเริ่มพอกแป้งแต่งหน้ากันบ้างแล้ว แสงไฟมอซอซึมเซาเช่นเดียวกับโรงงิ้วที่ฉากงดงามยังไม่กางลงมา ระหว่างแผงขายอาหารเจ ริมบาทวิถีหน้าศาลเจ้าและโรงงิ้วในศาลเจ้า เหมือนมีฉากนามธรรมคั่นแบ่งโลกทั้งสองออกจากกัน โลกของการทรุดโทรมและโลกของการเติบโต
หลายปีมานี้ผู้คนรับรู้ถึงคุณค่าของอาหารจากพืชผักจนเป็นกระแสนิยม ความรู้เรื่องการรับประทานอาหารแบบแมคโครไบโอติกส์เป็นที่กล่าวขวัญและปฏิบัติตามอย่างแพร่หลาย การรับประทานอาหารมังสวิรัติกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นในหมู่คนรุ่นใหม่ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้แผงอาหารเจ ร้านอาหารเจ ภัตตาคารอาหารเจ มีลูกค้าที่แน่นอน และมีแนวโน้มเป็นธุรกิจที่เติบโตทำกำไรไม่น้อย คนกินอาหารเจรุ่นหนุ่มสาวมีมากขึ้นพร้อมๆ กับที่อากง อาม่า อาเจ็ก อาแปะ ร่วงโรยไปดุจดั่งใบไม้ร่วงโรยจากต้นในยามชิวเทียนอ้างว้าง
การกินเจเพื่อสุขภาพกับการถือศีลกิน เจทดแทนตำแหน่งกันได้ไหม คุณค่าเป็นเช่นเดียวกันหรือไม่ อาหารเจที่แสนอร่อย ซื้อหาสะดวก กับอาหารเจที่ค่อยๆ เคี่ยวค่อยๆ ต้มด้วยไฟอ่อนจากฝีมืออาม่า อาอี๊ที่บ้าน คุณค่าทางใจต่างกันแค่ไหน ยุคสมัยอันเร่งรีบและสังคมเงินตราเหลือหัวใจละเอียดอ่อนของคนให้รับรู้ได้ไหม การกินอาหารเจสำเร็จรูปกับการปรุงอาหารพิเศษด้วยความตั้งใจ ย่อมไม่ใช่สิ่งเดียวกันอย่างแน่นอน หากแต่ใครจะรู้สึกรับรู้

เดินย่ำไปในสนธยากาลโดดเดี่ยว ข้าพเจ้าย่ำไปริมบาทวิถีจากศาลเจ้าแรกไปตามย่านคนจีน ตะวันคล้อยดวงลงทุกที สินค้าในร้านและวัฒนธรรมการกินอยู่ของพวกเขาแปลกแยกกับอากง อาม่าของเขามากขึ้นทุกที
ข้าพเจ้ามองดูแผงอาหารเจ ศาลเจ้า โรงงิ้ว และผู้คนที่มาไหว้เจ้าในยามสนธยกาลด้วยความรู้สึกหลากหลาย ข้าพเจ้านิ่งมองดูคนและเห็นหลืบเงาชีวิตทางวัฒนธรรมของสังคมที่กำลังเปลี่ยนไป
โลกยุคใหม่แล้ว อะไรๆ ก็ต้องเปลี่ยนแปลง อะไรๆ ก็ต้องพัฒนาหาสิ่งที่ก้าวหน้ากว่า ฝีเท้าต้องเร่งให้เร็ว มุ่งไปข้างหน้า เงานั้นมักเป็นสิ่งที่ทอดอยู่ข้างหลัง จึงไม่มีเวลาเหลียวหลังไปมอง ใจไม่ว่างพอที่จะเอาใจใส่ แสงวิทยาศาสตร์ที่สว่างไสวบางครั้งก็ทำให้เราลืมว่า เงาเป็นสิ่งที่มีอยู่คู่กันของความสว่าง การลืมเลือน ละเลย หลายครั้งแปลว่าคือว่าไม่มีความไม่รู้ หลายครั้งก็แปลความหมายได้ว่าคือการไม่มีเช่นกัน

ยามสนธยากาลโพล้เพล้ของยุคสมัย โลกกำลังหมุนไปสู่ยุคที่ไร้เงา มีเพียงแต่แสงสว่างที่หมุนรอบตัวเองเร็วขึ้นทุกที เร็วจนผู้คนรู้สึกไม่ว่างพอที่จะมีความรู้สึกตัวในชีวิต
ย่ำเดินไปถึงอีกศาลเจ้าหนึ่งขณะแสงแดดค่อยๆ อ่อนแรง ถัดจากยามพลบก็จะล่วงสู่เวลาค่ำคืน
แสงไฟของโรงงิ้วที่ศาลเจ้านี้สว่างไสวขึ้นแล้ว ม่านสีแดงปักเลื่อมล้อแสงวูบวาบ ลานหน้าโรงงิ้วกว้างขวางกว่าที่ศาลเจ้าแห่งแรกมาก เก้าอี้เปล่าตั้งอยู่เรียงราย เกือบหนึ่งทุ่มแล้ว เสียงกลองโหมโรงของโรงงิ้วยังมิได้แว่วมา แผงขายอาหาร แผงขายขนม แผงขายข้าวโพดปิ้ง ติดไฟวอมแวม ผู้คนแวะรับประทานอาหารคนแล้วคนเล่า แต่กลองโรงงิ้วก็ยังมิได้กระหน่ำโหมโรง ไม่มีใครไปจับจองที่นั่งรอคอยการแสดงของงิ้วคืนนี้เสียแต่เนิ่นๆ เก้าอี้ว่างเปล่าตั้งอยู่เรียงราย
งิ้วไม่ใช่มหรสพที่น่าตื่นเต้นอีกแล้วเมื่อทุกครอบครัวมีโทรทัศน์มีวีดิโอเป็นโรงหนังส่วนตัวที่บ้าน เมื่อไม่มีคนฟังมันรู้เรื่อง และมีคนเข้าถึงลีลางดงามของมันน้อยลงทุกที มันจึงกลายเป็นความเคยชิน ประเพณี พิธีกรรม และหน้าตา แทนที่จะเป็นมหรสพความบันเทิงอย่างที่เคยเป็นและควรจะเป็น
รอคอยเวลางิ้วจะเริ่มแสดงอยู่ที่ศาลเจ้า ข้าพเจ้าพบว่าคนที่มาไหว้เจ้ามิได้มากันเป็นกลุ่ม ผู้คนต่างคนต่างมาเสียเป็นส่วนใหญ่ น้อยรายที่ผู้อาวุโสจะมีลูกหลานล้อมหน้าล้อมหลัง ข้าพเจ้าสัมผัสถึงความเคว้งคว้างในแววตาและท่าทางของผู้เฒ่าบางคน ข้าพเจ้ารู้สึกเคว้งคว้างอยู่ภายในใจของตน

ล่วงสู่ยามค่ำแล้วจริงๆ แสงธูปเรื่อๆ และแสงเทียนวูบไหวในศาลเจ้าจะส่องสว่างได้สักเพียงใด ทั่วทุกหนแห่งแสงกล้าของวิทยากรใหม่สาดสว่างจ้า การจัดตำแหน่งแสงไฟยุคใหม่ลบเงาที่อาจเกิดขึ้นเสียด้วยการเพิ่มตำแหน่งดวงไฟ
รอคอยอยู่ที่ม้านั่งยาวริมผนังของศาลเจ้า รอคอยเวลาที่งิ้วตรงลานกว้างฝั่งตรงข้ามเริ่มการแสดง สายตามองไปที่สาธุชนมาจุดธูปไหว้เจ้าอย่างไม่ตั้งใจ
คนแล้วคนเล่า คนแล้วคนเล่า พวกเขามักมาคนเดียว มักจะเป็นคนเลยวัยกลางคน เขาพากันจัดของไหว้ที่โต๊ะเงียบๆ รินเติมน้ำมันที่ตะเกียงศาลเจ้า จุดธูปกำหนึ่ง ปักเรียงไปทีละกระถาง ไหว้และก้มกราบ ข้าพเจ้าสัมผัสได้ถึงช่องว่างระหว่างผู้คนกับผู้คน
หญิงสาวคนหนึ่งจุดธูปอยู่ตรงตะเกียง เธอถามชายอาวุโสว่าจะต้องใช้ธูปกี่ดอก ชายอาวุโสซึ่งเป็นคนแปลกหน้าที่อยู่ใกล้บอกว่าต้องใช้ธูป 29 ดอก ปักเรียงไปทีละกระถาง จากทางนั้นถึงทางนี้ เธอนับกำธูปที่เธอกำลังจ่อไฟอยู่ที่ตะเกียง
เด็กชายจุดธูปกำหนึ่ง เขาไม่ได้นับจำนวน คนฟังภาษาจีนแต้จิ๋วที่ชายอาวุโสสอนบอกหญิงสาวไม่ออก เขาคงเป็นลูกหลานที่มากับผู้ใหญ่คนใดคนหนึ่ง เด็กชายจุดธูปเสร็จก็เดินไปปักธูปจากกระถางธูปหนึ่งสู่อีกกระถามธูปหนึ่ง เขาปักธูปไปตามวิถีของเขา ยกมือไหว้และก้มกราบไปตามเรื่องตามราวของเขา มิได้สนใจจะปฏิบัติตามผู้คนรอบข้างแต่อย่างใด

เกือบสองทุ่ม เสียงกลองโหมโรงของโรงงิ้วถึงได้ดังขึ้น เสียงกลองมิได้เร้ารัวคึกคักชวน ให้ตื่นเต้น ย่ำกลองเพียงประเดี๋ยวเดียว งิ้วก็ชักฉากเปิดการแสดง
เก้าอี้ว่างที่หน้าโรงงิ้ว ผู้คนทยอยกันมาจับจอง ล้วนแต่เป็นผู้คนในวัยล่วงสนธยาจนถึงล่วงสู่ปัจฉิมวัย ผู้เฒ่าที่เฝ้าคอยดูงิ้วมีน้อยลงทุกปีไปตามธรรมชาติสังขาร คนรุ่นหลังมิได้มาสัมผัสทดแทน ข้าพเจ้าคะเนดู พบว่าคนที่ดูงิ้วอยู่นี้เลยวัยหกสิบเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ที่อาวุโสจนเลยวัยเจ็ดสิบมีน้อยเหลือเกิน ที่ต่ำกว่าห้าสิบก็มีน้อยรายที่ตั้งใจดูงิ้วเพื่อความเพลิดเพลิน คนต่ำกว่าสามสิบมาเมียงมองครู่หนึ่งแล้วก็จากไป อาจไปแวะหาอาหารมารับประทานที่แผงริมบาทวิถี หรือมิฉะนั้นก็เดินลับหายไปในราตรีกาล
การแสดงงิ้วในคืนสุดท้ายของเทศกาลกินเจที่ศาลเจ้าแห่งนี้ ผู้แสดงค่อนข้างตั้งใจ จับเรื่องความรัก ความสมหวัง ความผิดหวัง และการฆาตกรรม เป็นแกนเรื่องที่แสดง น้ำเสียง ลีลา และฉาก ต่างก็งดงามสดใส ข้าพเจ้าเฝ้าจับสังเกตลีลาการวาดมือวาดเท้าของนักแสดง อยากรู้ว่าที่เขาเอาคนพูดจีนไม่ได้มาแสดงงิ้ว ผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นไร แต่ตัวแสดงหลักทุกตัวที่ข้าพเจ้าเห็นล้วนแต่เปล่งเสียงและมีลีลาแสดงอย่างคนที่ผ่านการฝึกฝนพื้นฐานในศิลปะด้านนี้มาพอสมควร ข้าพเจ้าดูออกว่าตัวแสดงหลักทุกตัวรู้และเข้าใจในทุกประโยคคำพูดที่เขาเอื้อนเอ่ย พวกเขาอาจเป็นนักแสดงสุดท้ายที่รู้ เข้าใจ และฝึกพื้นฐานของศิลปะการแสดงแขนงนี้มาอย่างตั้งใจ
เรื่องราวของงิ้วดำเนินต่อไป ตัวผู้ร้ายเกิดพลั้งมือสังหารตัวแสดงฝ่ายดีเข้าคนหนึ่ง ถึงตอนนี้ตัวแสดงอย่างที่เรียกในศัพท์การแสดงว่า “พวกทหารเลว” จะต้องออกมาร่วมอยู่ในฉาก และข้าพเจ้าพบความไม่กลมกลืนของตัวทหารเลวและตัวแสดงหลักในฉากการแสดงนับตั้งแต่นี้
ไม่ว่าการเดินเหิน หรือลีลาการวาดมือ ทหารเลวทกตัวไม่มีลีลาสิ่งใดของศิลปะการแสดงงิ้วปรากฏให้รู้ ว่ามีพื้นฐานอยู่เลย มันคงเป็นแต่เพียง “งานอาชีพ” ของผู้คนจำนวนหนึ่ง มันคงเป็นแต่เพียง “การทำงาน” ของคนบางคน ทำไปตามที่สั่ง ทำไปตามที่สอน ไม่ใช่การเข้าถึงบทบาทและจิตวิญญาณในฐานะนักแสดงและการแสดง
ขณะที่ยืนอยู่ในฉากเดียวกัน ในขณะที่ตัวแสดงหลักแสดงให้เห็นถึงลีลาท่าทางอันงามสง่า ทหารเลวยืนทื่อ ขยับมือขยับเท้าด้วยท่าทางเก้งก้างแข็งกระด้าง อย่างไม่เข้าใจในบทบาทด้านลึกของตน เป็นความไม่กลมกลืนที่ไม่ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้เรื่องงิ้วมากมายก็สัมผัสได้

ดึกขึ้นทุกที ตัวทหารเลวต้องทำหน้าที่ของเขาถี่ขึ้น ผู้คนที่หน้าโรงต่างก็นั่งชมอยู่ที่ม้านั่งของตน คนที่ชมทยอยจากไป คนที่นั่งเป็นกลุ่มพูดคุยกันพลางชมการแสดงไปพลางเริ่มแยกย้ายกันกลับ เหลือผู้คนในวัยเกินหกสิบเสียเป็นส่วนใหญ่ที่เฝ้าติดตามบทบาทบนเวทีด้วยความเพลิดเพลิน
เด็กๆ กลับไปแล้ว คนวัยกลางคนส่วนใหญ่กลับไปแล้ว ทหารเลวเหลือบทบาทหน้าที่ในเรื่องน้อยลง ตัวแสดงหลักต้องแสดงลีลาการแสดงบทบาทของเขาอยู่บนโรงงิ้ว แผงขายอาหารค่อยๆ คลายความคึกคักลง เป็นคืนสุดท้ายที่งิ้วจะแสดงในเทศกาลกินเจของปีนี้ พรุ่งนี้แม่ค้าต้องกลับไปขายอาหารคาวอีก
ข้าพเจ้าเดินออกจากลานกว้างบริเวณโรงงิ้วด้วยความรู้สึกเหงาๆ ค่ำคืนนี้ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้โรงงิ้วก็จะต้องถูกรื้อถอนออกไป ลานกว้างแห่งนี้ใช้จอดรถได้หลายสิบคัน
ค่ำคืนนี้ดึกมากแล้ว ไม่นานงิ้วก็จะแสดงถึงฉากสุดท้าย ข้าพเจ้าเดินจากโรงงิ้วมาเงียบๆ ก่อนที่การแสดงจะถึงฉากสุดท้าย เดินหายไปในราตรีกาลของยุคสมัย


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มังกรซ่อนลาย แพรวสำนักพิมพ์ พ.ศ.2541