ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิถี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิถี แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

50

 อายุน้อยๆ ข้าพเจ้าเคยคิดว่าคนอายุเกิน 40 นั้นเป็นผู้ใหญ่ แล้วพออายุเข้า 50 ก็แก่ แล้วคนแก่นั้นก็ต้องใช้ชีวิตไปตามประสาแก่
ไม่เคยคิดเลยว่า ประเดี๋ยวเดียวข้าพเจ้าก็อายุ 50 ยังไม่ทันรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้ใหญ่พอ ยิ่งไม่ยอมรับว่าอารมณ์ความรู้สึกของตนจะ "แก่"
ก็ข้าพเจ้ายังเป็นผู้ชายที่ชอบใส่กำไลเงินที่ข้อมือ และออกจะสนับสนุนให้เด็กหนุ่มไว้ผมยาว เด็กสาวซอยผมสั้น หากว่าเขาและเธอรู้สึกว่าการทำเช่นนั้นทำให้ดูดี และเป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของชีวิต
ข้าพเจ้ารู้สึกว่านั่นก็ไม่ต่างกับการที่เด็กเล็กชอบไอศครีม ผู้ใหญ่ชอบดื่มเหล้า เบียร์ บางคนชอบนั่งสมาธิ บางคนชอบเข้าวัด ทั้งหมดนั้นล้วนแต่คือความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของชีวิตทั้งนั้น. หากไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าตนเป็นผู้มีทัศนะที่ถูกต้องที่สุดในโลก

แต่โลกก็มักไม่ใช่โลกที่สมบูรณ์แบบเช่นนั้นเสมอ
ในวัยห้าสิบ ข้าพเจ้าพูดคุยกับมิตรสหายบางคน และพบว่าเราต่างยังมีอารมณ์ความรู้สึกของเด็กหนุ่มเด็กสาวอยู่ในตัว. เรากลับมาค้นพบความจริงว่าคนในวัยอย่างเรา หรือคนในวัยที่แก่กว่าเรามากๆ ก็ยัง "ตกหลุมรัก" คนได้
เวลาที่เห็นผู้ชายผู้หญิงอายุต่างกันมากๆ อยู่ด้วยกัน ข้าพเจ้าไม่รีบคิดว่าเป็นเรื่องของ "โคแก่หญ้าอ่อน" หรือ "ไก่แก่แม่ปลาช่อน" อีกต่อไป.
สารภาพด้วยความจริงใจว่าข้าพเจ้าออกจะคารวะหัวใจของพวกเขา และรู้สึกขอบคุณโลกที่ได้นำชีวิตด้านที่อ่อนโยน และเอื้ออาทรมาให้กับชีวิตของคนที่เดินทางระหกระเหิน ไม่ให้ต้องโดดเดี่ยว และหนาวเย็นเกินไป

แต่โลกก็มิได้สมบูรณ์แบบ
ไม่ใช่คนทุกคนที่ยอมมองดูและค้นให้พบด้านที่อ่อนโยนงดงามของชีวิต แม้กระทั่งผู้ชายและผู้หญิงที่อยู่ด้วยกัน ก็มิได้มีแต่ด้านดีงามทุกคู่
การเสแสร้งหลอกลวงนั้น ก็เป็นความจริงของชีวิต
หรือแม้จะจริงใจกันก็เถิด เมื่อถึงยามที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดต้องจากไป ทั้งจากเป็นหรือจากตาย โลกภายหลังจากนั้นก็ไม่ใช่โลกอันสมบูรณ์แบบอยู่ดี
แต่จะทำอย่างไรได้อีกล่ะ
ชีวิตก็เป็นเช่นนี้เอง


เรืองรอง รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “สายลมในกิ่งหลิว” เนชั่นสุดสัปดาห์

วันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2556

จากปรัชญานิพนธ์เลี่ยจื่อ


ภูเลี่ยกูเย่อยู่บนพื้นดินที่เป็นรอยต่อระหว่างแม่น้ำและทะเล
บนภูมีผู้เป็นเทพ
ดูดซับสายลม ร่ำดื่มน้ำค้าง ไม่รับประทานธัญพืชทั้งห้า
ปณิธานแห่งจิตใจเป็นดั่งน้ำใสในธารลึก
ลักษณะอ่อนโยนสงบดั่งดรุณีน้อย มิอิงแอบลุ่มหลง
ถือเอาการมีอายุยืนยาวดุจเซียน
และการมีคุณธรรมกระจ่างจ้าเป็นอำมาตย์บริวาร
ไม่วิตกหวาดกลัว ไม่มีโมโหโทโส
ถือเอาความจริงใจถ้วนถี่เป็นข้ารับใช้
มิบริจาคถือเป็นบุญคุณ
หากทว่าสิ่งทั้งหลาย (อันอยู่นอกกาย) นั้น มีเพียงพอแก่อัตภาพ
ไม่เบียดเบียนสะสม
หากแต่ตนนั้นมิได้อยู่ในความขาดแคลน
อินและหยางอยู่ในสมดุลเป็นนิจศีล
ตะวันจันทราส่องสว่างอยู่โดยสม่ำเสมอ
กาลทั้งสี่ราบรื่นอยู่ตลอดเวลา
ลมและฝนสมดุลเพียงพอ
สัตว์เลี้ยงแพร่พันธุ์เติบโตเป็นปกติ
การเก็บเกี่ยวพืชผลอุดมสมบูรณ์ทุกปี
แผ่นดินมิได้มีความวิปริตป่วยไข้
ผู้คนมิได้ป่วยเจ็บล้มตายแต่อายุยังน้อย
เมื่อสรรพสิ่งทั้งหลายมิได้ป่วยเจ็บ
ผีร้ายก็มิมีปรากฏการณ์ประหลาดแสดงให้เห็น

เลี่ยจื่อ
ปรัชญานิพนธ์เต๋าสมัยราชวงศ์โจว (1066-256 B.C.)


คัมภีร์เลี่ยจื่อ หากจะนับโดยอายุ สันนิษฐานว่าเก่าแก่มากกว่า 2,000 ปี เพียงแต่หลักฐานบันทึกโบราณยังมิอาจสรุปชี้ชัดลงได้อย่างแน่นอนว่า เลี่ยจื่อ คือใคร
ปราชญ์แห่งลัทธิเต๋าทั้งเหลาจื่อ และจวงจื่อนั้น มีหลักฐานบันทึกประวัติเป็นลายลักษณ์อักษร อยู่ในหนังสือ “บันทึกประวัติศาสตร์” (สื่อจี้) อันเป็นหนังสือบันทึกประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการเล่มแรกของจีน ที่เรียบเรียงขึ้นโดยซือหม่าเชียน (145-87 ปีก่อน ค.ศ.)
หากแต่ซือหม่าเชียนมิได้เขียนประวัติของเลี่ยจื่อบันทึกไว้ในสื่อจี้เป็นหลักฐาน
แม้กระนั้น จากหลักฐานข้อมูลอื่นๆ ก็ยังสามารถสันนิษฐานว่า เลี่ยจื่อน่าจะเป็นบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง และคัมภีร์เลี่ยจื่อนั้น มีเอกสารหลักฐานตกทอดกันมายาวนาน
ทั้งในคัมภีร์เต้าเต๋อจิง (เต๋าเต๊กเก็ง) ของเหลาจื่อ และคัมภีร์จวงจื่อ โดยจวงจื่อ ล้วนมีส่วนที่อ้างอิงหรือกล่าวโยงไปถึงเลี่ยจื่ออย่างชัดเจนหลายแห่ง โดยเฉพาะในปรัชญานิพนธ์จวงจื่อ มีอยู่หลายบทที่เป็นข้อความเดียวกับคัมภีร์เลี่ยจื่อ

นอกจากในฐานะคัมภีร์ปรัชญาแล้ว เนี้อหาในคัมภีร์เลี่ยจื่อยังมีลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งแปลกไปจากคัมภีร์เต้าเต๋อจิง คือ มีลักษณะเขียนคล้ายการเสนอวิถีแห่งการดำเนินชีวิต ลักษณะเช่นนี้มีปรากฏอยู่ในคัมภีร์จวงจื่อเช่นกัน ทว่ามิได้เรียบง่ายและมิได้มีจำนวนมากเท่าคัมภีร์เลี่ยจื่อ
แม้ว่าคัมภีร์เต๋าทั้ง 3 เล่มนี้ จะมีเนื้อหาส่วนที่เป็นลักษณะอภิปรัชญาทุกเล่ม แต่คัมภีร์เต้าเต๋อจิงซึ่งมีเพียง 81 บท และบันทึกลงด้วยถ้อยคำน้อยที่สุด กลับเป็นเล่มที่มีลักษณะอภิปรัชญาสูงสุด ขณะที่คัมภีร์จวงจื่อมีลักษณะเชิงอภิปรัชญารองลงมา และคัมภีร์เลี่ยจื่อมีลักษณะการเขียนแบบชี้แนะวิถีแห่งการดำเนินชีวิตมากที่สุดและชัดเจนที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับอีก 2 เล่มดังกล่าว

บทที่เลือกมาแปลในครั้งนี้ จะเห็นได้ว่าแสดงถึงการเสนอวิถีปรัชญาเชิงธรรมชาตินิยม โดยมุ่งเน้นที่คุณธรรมในการดำเนินชีวิต ยืนอยู่บนหลักอันมั่นคงของแนวคิดแบบตะวันออก คือ ความสงบ สันโดษ อ่อนโยน สมดุล เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ และไม่อวดโอ่
ปรัชญานิพนธ์เลี่ยจื่อ เป็นเสมือนปรัชญาคิดเชิงสุขนิยมแบบตะวันออก เป็นเสมือนสายลมบริสุทธิ์พัดแผ่วให้ความเย็นชื่น เป็นดั่งน้ำค้างวาวใส ให้ความรู้สึกบริสุทธิ์สะอาด ทว่าก็เป็นปรัชญาที่จับต้องได้ นำมาประยุกต์ปฏิบัติได้จริง แม้เมื่อกาลเวลาล่วงผ่านมาร่วม 3,000 ปีแล้วก็ตาม

เรืองรอง รุ่งรัศมี
3 / 2000


ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "สายลมในกิ่งหลิว" เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 407 วันที่ 20-26 มีนาคม 2000

วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2556

สุดซอย



เข้าไปสุดซอยแล้วยังไม่รู้เลยว่า มีโลกอีกโลกหนึ่งซ่อนอยู่
เดินผ่านร้านสะดวกซื้อไปนิดหนึ่ง มองเฉียงไปทางด้านซ้าย มองเห็นทางเดินเล็กๆ ทอดอยู่แล้วเห็นสะพานปูนสวยงามทอดข้ามคลอง
ก้าวเดินขึ้นไปที่สะพานปูนนั้น มองทอดตาไปให้สุดสายตาทั้งสองด้าน ลำคลองที่ยังใสสะอาดสายหนึ่ง ทอดสะท้อนเงาของท้องฟ้ากระจ่างตาอยู่ตรงนั้นอย่างไม่น่าเชื่อ
ถ้าเป็นเวลากลางวัน และยืนอยู่นานสักหน่อย ก็จะเห็นเรือของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล่นผ่านมาเป็นระยะ
ชีวิตแบบไม่เร่งร้อน ยังมีที่ซ่อนตัวอยู่ตรงที่ใดที่หนึ่งของเมืองใหญ่ที่วุ่นวาย
สองฟากคลองเป็นเรือนแถวที่ยังหันหน้าเข้าหาลำคลอง นี่คือชุมชนเก่าแก่ซึ่งเคยคึกคักเมื่อในอดีต


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “โลกกว้างได้เท่ากับครอบฟ้า” ปาจารยสาร ฉบับที่ 4 ปีที่ 33 กันยายน ตุลาคม 2552

วันพุธที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2556

คนปลายแถว



คนบางคนเลือกที่จะดำเนินชีวิตไปในวิถีแห่งวีรบุรุษ บางคนเกิดมาเพื่อที่จะเจ็บปวดตลอดชีวิต พวกเขาอาจเป็นคนร่วมในยุคสมัยเดียวกัน พวกเขามีช่วงวัยที่แตกต่างกัน จะอย่างไรก็ตาม คนสองจำพวกนี้ก็มีอยู่ในทุกยุคสมัย เป็นผู้คนที่ร่วมในลมหายใจเดียวกันกับเรา
ในประกายรังสีอันเฉิดฉายของดวงดาวที่โดดเด่นบนฟากฟ้า ผู้คนแหงนคอตั้งบ่ามองดูด้วยความเทิดทูน ใฝ่ฝัน กระทั่งฉงนสงสัย คงจะมีไม่มากคนที่เกิดความคิดแวบขึ้นมาในบางครั้งว่า แสงพริบพรายเจิดจรัสอันสว่างไสวนั้น จะใช่แสงสะท้อนของผลึกของหยาดน้ำตาหรือไม่
น้ำตาที่บังคับให้รินย้อนเข้าสู่ภายในหัวใจ ผ่านวันเวลายาวนานจนลืมเลือน บางครั้งก็อาจกลายเป็นผลึกแข็ง วาวใสสะท้อนประกาย แข็งแกร่ง ทว่าเปราะร้าวง่ายดาย
หากว่าผลึกน้ำตาของวีรบุรุษคือประกายเฉิดฉายของดาวบนฟ้า จะมากจะน้อยย่อมมีผู้ที่แลเห็น จะด้วยความเห็นใจ ด้วยความฉงนสงสัย หรือด้วยความสมเพทเวทนาก็เถิด ประกายของผลึกน้ำตานั้นมิได้อ้างว้างกระทั่งไม่มีผู้ใดรับรู้ ไร้ผู้เหลียวแล

แต่ว่าโลกนี้ยังมีคนอีกประเภทหนึ่ง คนที่เกิดมาเพื่อที่จะมีชีวิตที่ปวดร้าวเปลี่ยวเหงาตลอดชีวิต พวกเขาเป็นคนสามัญธรรมดาที่มิได้มีความโดดเด่นใดๆ ใช้ชีวิตทำในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ตามความสามารถ และสำนึกชั่วดีที่รู้แบ่งแยกของตน พวกเขาไม่เคยนำตัวเองเดินไปอยู่ข้างหน้าตรงจุดโดดเด่น ที่ผู้คนจะสังเกตเห็น พวกเขาเลือกที่จะเดินไปช้าๆ ที่ปลายแถวและท้ายขบวน กระทั่งว่า บางครั้งเดินห่างรั้งท้ายไปหลายๆ ก้าว
พวกเขาเดินช้า เพราะว่าพวกเขาครุ่นคิด พวกคำมีคำถามในรายละเอียดที่พวกเขาต้องการคำตอบก่อนจะกระทำ พวกเขาไม่ใช่คนนอกสังคม ออกจะตื่นประหม่าเมื่อต้องแสดงตัวต่อคนหมู่มาก พวกเขาเป็นคนแปลกแยกด้วยว่ามากด้วยคำถาม พวกเขามากเรื่องมากความในรายละเอียดเล็กน้อยทุกๆ เรื่องราว จึงมิอาจกระทำการใหญ่อันใด พวกเขามิยินยอมเสียสละแม้เพียงเล็กน้อยในสิ่งที่ขัดต่อทัศนะความเชื่อมั่นของเขาภายหลังถามตอบซักไซ้ตัวเองในแง่หลักการ คุณธรรม และจริยธรรม

ในยุคสมัยแห่งวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ พวกเขาเป็นเพียงเบี้ยตัวเล็กๆ กระทำในเรื่องราวเล็กๆ ที่ผู้คนอื่นใดล้วนทำแทนได้ พวกเขามิใช่แม่ทัพนายกอง มีคำถามมากมายที่พวกเขาหาคำตอบที่พอใจไม่ได้หากต้องตัดสินใจรวดเร็วฉับพลัน และเขาไม่กล้าตัดสินใจกระทำการใดหากมีคำถามคาใจอยู่ บางคำถามค้างคาอยู่กับชีวิตแม้กาลเวลาล่วงผ่านมาถึง 20 ปี พวกเขาจึงก้าวฝีเท้าเชื่องช้า ก้าวไม่พ้นคำถามที่ผู้คนส่วนหนึ่งละทิ้ง กระทั่งปล่อยวางลงแล้ว พวกเขาเป็นเบี้ยตัวเล็กๆ ก้าวไปเชื่องช้า เป็นคนปลายแถวมากความปวดร้าว

พวกเขาเป็นฝุ่นละอองชีวิตในกระแสกรรโชกรุนแรงของยุคสมัย พวกเขาเป็นหยดน้ำน้อยไร้ความสำคัญในกระแสธารแห่งความเป็นไป ผ่านแดด ผ่านลม ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านฝุ่น ผ่านไฟ ไปในความเงียบ ยามหยาดละอองน้ำรวมตัวเป็นเมฆ ยามสายฝนสาดสายจากฟ้า ยามแผ่นหินเรียงตัวเป็นทางวิถี พวกเขาเป็นส่วนเสี้ยวเล็กน้อยทอดตัวปูทางนิ่งเงียบ รู้เพียงในตัวตนเล็กน้อยของเขา ตระหนักตื่นในการเลือก เชื่องช้า จึงเป็นเพียงเม็ดกรวดริมทางวิถี มิได้เร่าร้อนเริงแรง จึงเป็นเพียงปลายลำแสงยามพลบ เป็นเพียงส่วนประกอบเล็กน้อยตรงชายขอบของความเป็นไป มิใช่เมฆฝนทั้งก้อน มิใช่คลื่นทั้งกระแสที่เฝ้าโถมถั่ง มิใช่เส้นทางทั้งทาง เป็นเพียงส่วนเสี้ยวที่อยู่ระหว่าง พร้อมที่จะสลัด หรือถูกสลัดตัวกระเด็นให้อยู่ห่างไกลในความเป็นไป

ในยุคสมัยแห่งความล่องลอย คนปลายแถวยังคงสังกัดตัวเองอยู่ที่ปลายขบวนแถว ผู้คนพากันล่องลอยสู่ฟ้า โดยสารฟองสบู่เบาบางวาวใสขึ้นสูง คนปลายแถวสงสัยในความมั่นคงแข็งแรงของฟองสบู่ คนปลายแถวมีคำถามที่ต้องการคำตอบกับความเร็วความสูงของการล่องลอย คนปลายแถวมีคำถามมากมายที่ต้องการคำตอบ เขาครุ่นคิดไตร่ตรอง งุ่มง่าม จนเอื้อมมือไม่ถึงฟองสบู่ที่ลอยสูงขึ้นทุกที จำนวนผู้คนในฟองสบู่หลากหลาย ฟองสบู่วาวใสเลื่อมพรายยามต้องแสงแดด เฉิดฉายราวกับเลื่อมรุ้ง
ใครกันเป่าฟองสบู่เหล่านี้ขึ้นมา
ใครกันที่ชี้ชวนให้ผู้คนโดยสารฟองสบู่เหล่านี้ไปสู่ฟากฟ้า
ใช่เพื่อนในยุคสมัยของเขาไหม
ใช่คนที่คุ้นเคยกับเขาบ้างไหม
ใช่ศัตรูเก่าที่เคยขับเคี่ยวกับเขามาแล้วยาวนานหรือไม่

คำถามมากมายฉุดรั้งน้ำหนักตัวเขาให้ไม่อาจล่องลอยไปกับฟองสบู่ได้ จะมีฟองสบู่ใดทนรับน้ำหนักหนักอึ้งแห่งคำถามของคนปลายแถวได้ เขาจึงไม่อาจล่องลอยไปบนฟ้า เขาจึงได้แต่เป็นคนปลายแถวที่ว้าเหว่และปวดร้าวอยู่บนพื้นดิน ด้วยว่ารอบตัวเขานั้นเปลี่ยวเหงาและร้างไร้ผู้คนยิ่งขึ้นทุกที
ในฟองสบู่วาวใสที่ลอยสู่ฟ้า มีใครโดยสารไปบ้าง มีคนที่ผมหงอกขาว มีคนที่ผมดกดำ มีคนกร้าวแกร่งมากด้วยริ้วรอยชีวิต มีคนเยาว์วัยที่รู้เพียงแสวงหาการเที่ยวเล่นที่เพลิดเพลิน มีคนรุ่นหลังที่แปลกแยกปวดร้าว พวกเขาโดยสารฟองสบู่ล่องลอยไปในฟ้าสูง ลูกแล้วลูกเล่า วันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า ปีแล้วปีเล่า ท้องฟ้าเริ่มไม่มีช่องว่างให้แสงแดดได้ส่องทะลุมาจับประกายเลื่อมพรายหลากสีของฟองสบู่ คนในฟองสบู่เริ่มอึดอัดไม่พอใจ คนปลายแถวที่พื้นดินหดหู่และอารมณ์เสีย
ท้องฟ้ามิได้มีสีสันเลื่อมพรายงดงามเหมือนก่อน ที่พื้นดินนั้นก็ว้าเหว่เงียบเหงา คนปลายแถวที่อยู่ปลายแถวมานานตามวิถีชีวิตปวดร้าวของเขา เข้าใจในความเป็นไปและเพิ่มคำถามอีกจำนวนหนึ่งเข้าไว้ในชีวิต เขายังคงเป็นคนปลายแถวที่เชื่องช้า ว้าเหว่ และปวดร้าว คนปลายแถวรุ่นฟองสบู่มีแต่ความปวดร้าวและผิดหวัง จนอยากตัดพ้อทั้งคนหัวแถว คนในฟองสบู่ และคนปลายแถวรุ่นก่อน หัวใจและจิตวิญญาณของเขาอึดอัดปวดร้าว หัวอกของเขาอุกอั่งคลั่งแค้น เขาเปล่งเสียงร้องโหยหวนก้องดังหวังให้สะท้านแผ่นฟ้าสะเทือนผืนดิน

คนปลายแถวยังคงใช้ชีวิตเชื่องช้าอยู่ที่ปลายแถว ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยแห่งวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ หรือยุคสมัยแห่งความล่องลอยของฟองสบู่ เขาก็แลดูเป็นคนที่ไม่กลมกลืนไปกับยุคสมัย เขาก้าวไปด้วยฝีก้าวช้าๆ ห่างไปจากปลายขบวนผู้คนทั้งหลาย เขามีคำถามมากมายที่ยังต้องถาม และเขามีคำตอบมากมายที่ยังต้องตอบ เขามีความปวดร้าวมากมายที่ต้องคบค้าเป็นมิตรสหาย เขามีน้ำตามากมายที่ต้องบังคับให้รินย้อนเข้ามาสู่ภายในหัวใจ
เนื่องจากว่าเขาเป็นเพียงคนปลายแถว ผลึกน้ำตาของเขาจึงย่อมมิใช่ผลึกวาวใสอันทอแสงเฉิดฉายอยู่บนฟ้าสูงดั่งผลึกน้ำตาของวีรบุรุษ

คนบางคนเกิดมาเพื่อที่จะปวดร้าวตลอดชั่วชีวิต เขาเป็นเพียงคนปลายแถว เป็นคนที่ก้าวเดินเชื่องช้า เขามีคำถามให้ต้องครุ่นคิดไตร่ตรองมากมาย เขาไม่กล้าตัดสินใจรวดเร็วเพราะเขาเป็นคนมากเรื่องมากความ มากปัญหาที่ต้องพินิจพิเคราะห์ไตร่ตรอง
น้ำตาของคนบางคนคือผลึกวาวใสของดวงดาวบนฟ้า ผลึกน้ำตาของคนปลายแถว รินอยู่เงียบๆ ภายในตัวตนของเขา ไร้ผู้แลเห็น คนบางคนเกิดมาเพื่อที่จะปวดร้าวไปชั่วชีวิต คนบางคนยินดีเป็นเพียงคนปลายแถวตราบชั่วชีวิตของเขา
เขาเลือกที่จะเป็นคนปลายแถว

เรืองรอง  รุ่งรัศมี
1994

ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ กิ่งไผ่และดวงโคม หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ฉบับวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 17-18 กันยายน 2537

วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เก้าอี้

สีน้ำ บนกระดาษ


นาฬิกาปลุกดังขึ้นตอนเช้า คุณเอื้อมมือไปกด งัวเงียลุกขึ้นอาบน้ำ แต่งเนื้อแต่งตัว
คุณส่องกระจก เห็นเงาที่คุ้นเคยอยู่ในกระจกเงานั้น ใบหน้าซีดเซียว คุณไม่ค่อยรู้ตัวว่า ไยดีหรือไม่ไยดีต่อเงาในนั้น
บนท้องถนน คุณพบผู้คนที่เป็นเช่นเดียวกับคุณ

วันแล้ววันเล่า
สัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่า
เดือนแล้วเดือนเล่า
ปีแล้วปีเล่า
จะถึงชาติแล้วชาติเล่า ภพแล้วภพเล่าหรือเปล่า ?
คุณเคยมีอารมณ์ขันคิดเช่นนี้หรือไม่ บางทีคุณก็ไม่ทันได้นึก


ทำงาน พักเที่ยง กินอาหาร กลับเข้าไปทำงาน เลิกงาน แวะดื่มระหว่างทางกลับบ้านเป็นครั้งคราวกลับไปนอนหลับบ้างไม่หลับบ้าง และตื่นขึ้นมากับเสียงนาฬิกาปลุกอีก

ชีวิตของคุณกลายมาเป็นอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อใด ?
คุณกลายมาเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร ?
บางทีคุณก็ไม่ทันได้คิด ไม่ทันได้รู้สึกตัว
คุณอาจเป็นโสด คุณอาจแต่งงาน คุณอาจเป็นม่าย
คุณอาจมีลูก มีเมีย มีผัว มีนายจ้าง มีลูกจ้าง หรือมีตัวคุณคนเดียว
คุณอาจเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นปู่ ย่า ตา ยาย
คุณอาจเป็นลูก หลาน เหลน โหลน หรือคนไร้ญาติขาดมิตร
คุณอาจเป็นนายจ้าง คุณอาจเป็นลูกจ้าง คุณอาจเป็นคนรวย คุณอาจเป็นคนจน
คุณอาจเป็นคนดี คุณอาจเป็นคนเลว คุณอาจเป็นคนเก่ง คุณอาจเป็นคนไม่ได้เรื่อง
คุณอาจเป็นคนฉลาด คุณอาจเป็นคนโง่
คุณอาจเป็นเพียงหนูถีบจักร !

หรือคุณเป็นเพียง "เก้าอี้" ตัวหนึ่ง
นิ่งอยู่ตรงนั้น ใครขึ้นนั่งขึ้นขี่ก็ได้ ไม่รู้จักเปล่งเสียงร้อง ไม่รู้จักสลัดความหนักหน่วงที่กดทับให้ร่วงตกลงมาจากหลังของคุณ
นาฬิกาปลุกเสียงดังอย่างไร และปลุกกี่ครั้งคุณก็ไม่รู้จักตื่น
คุณเพียงแต่เปลี่ยนอิริยาบถต่างๆ วนเวียนอยู่อย่างซ้ำซากเท่านั้น
ไม่ทันไรคุณก็ตาย แล้วคุณก็เกิดเป็นหนูถีบจักรหรือเก้าอี้อีก

คุณมาทำอะไรที่โลกแห่งนี้ ?
คุณมาทำไม ?!?!
ใครให้คุณมาเป็นเพียงหนูถีบจักร หรือเก้าอี้ที่ไม่รู้จักเปล่งเสียงร้อง
คำสาปเช่นใดยังคงความอาถรรพ์ของมันต่อเนื่องมาได้ยาวนานเช่นนี้
จากยุคบรรพกาล ยุคทาส - ศักดินา ผ่านสังคมร่อนเร่ ผ่านสังคมกสิกรรม ผ่านสังคมอุตสาหกรรม ผ่านสังคมเงินตรา ผ่านมาจนถึงวันเวลาที่คุณอยู่ในวันนี้
คุณมาทำอะไรที่นี่ ?
คุณมาทำไม ?
คุณได้เคยมีชีวิตอยู่จริงหรือ ?
คุณยังหายใจอยู่หรือ ?
คุณคือเก้าอี้ตัวไหน ?

นาฬิกาปลุกดังอีกแล้ว ชาติภพใดเก้าอี้จึงจะวิวัฒนาการมาถึงการรู้จักมีความรู้สึก และต้องใช้เวลาอีกยาวนานเท่าไร กว่าเก้าอี้จะรู้จักเปล่งเสียงร้องออกมา


เรืองรอง รุ่งรัศมี

พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "สายลมในกิ่งหลิว" เนชั่นสุดสัปดาห์ 

วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2556

อิสระชน


เมื่อกล้าทำในสิ่งที่รักอย่างต่อเนื่องยาวนาน 
ในที่สุดเราก็ได้ใช้ชีวิตอย่างที่เรารัก

คนที่ใช้ชีวิตอย่างอิสระ ผู้คนมักมองด้วยความสนเท่ห์
ชีวิตอิสระใครๆ ก็ปรารถนา เพียงแต่บางคนมิได้มีความมุ่งมั่นเพียงพอ จึงหันเหชีวิตไปในแนวทางที่มีรูปแบบสำเร็จรูปครอบไว้
การใช้ชีวิตแบบอิสระชน คล้ายกับการใช้ชีวิตอย่างคนชายขอบ ? มีแง่มุมที่ต่างและเหมือนกันอย่างไร ? แยกตัวอย่างไม่สัมพันธ์กันโดยสิ้นเชิงกับการใช้ชีวิตตามกฎเกณฑ์แบบแผนจริงหรือ ?
ประเด็นเหล่านี้คนจำนวนหนึ่งครุ่นคิดพิจารณาจริงจัง คนอีกจำนวนหนึ่งละเลย มองข้าม และไม่ให้ความสำคัญ
อิสระชน มีวิธีใช้ชีวิตในวิถีของตน เป็นเส้นทางของผู้ที่ตื่นรู้ในความมีอยู่ของตน แตกต่างจากผู้ที่มิได้มีความตื่นรู้ในตนเพียงพอ ที่ต้องอาศัยพึ่งพิง กฎเกณฑ์ รูปแบบง่ายๆ ของคนหมู่ใหญ่
และศักดิ์ศรีของอิสระชน ก็อยู่ตรงที่เขาสามารถใช้ชีวิตอิสระ โดยสามารถรับผิดชอบทั้งโลกภายใน โลกข้างนอก และผู้คนในแวดวงที่กว้างออกไป


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “โลกกว้างได้เท่ากับครอบฟ้า” ปาจารยสาร ฉบับที่ 5 ปีที่ 33 พฤศจิกายน ธันวาคม 2552