ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สายลมในกิ่งหลิว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สายลมในกิ่งหลิว แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เซียน และเทพ


            บนหิ้งบูชาของชาวจีน มีรูปเคารพอะไรบ้าง?
            พระพุทธรูป
            เจ้าแม่กวนอิม
            แป๊ะกง
            ตี่จู๋เอี๊ย
            จี้กง
            ฮก ลก ซิ่ว
            ไท่ เสียง เล่า กุน
            ไฉ่ สิ่ง เอี๊ย
            ฮู้ หรือผ้ายันต์
            และ ฯลฯ
            นอกจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว ชาวจีนยังเคารพบรรพบุรุษ การกราบไหว้บรรพบุรุษ เป็นคติความเชื่อที่มีลักษณะพิเศษโดดเด่นแตกต่างจากคติธรรมเนียมของชนชาติอื่น
            การกราบไหว้บูชารูปเคารพต่างๆ ของชาวจีน คือปรากฏการณ์ที่สะท้อนอุดมคติอันสืบต่อการมายาวนาน เป็นขนบประเพณีและความเชื่อเชิงจริยธรรม คติความเชื่อนี้ ผสมผสานทั้งแนวคิดฝ่ายพุทธ แนวคิดฝ่ายเต๋า และขงจื๊อ
            พุทธแบบจีน ผสมผสานอุดมคติแบบโพธิสัตว์และการปล่อยวางหลุดพ้นเข้าไว้ด้วยกัน ขณะหนึ่งจึงมีแนวคิดแบบอยู่เหนือโลก แต่พร้อมกันก็มีแนวคิดแบบอยู่กับโลกด้วย พุทธตามอุดมคติแบบจีนจึงออกจะเป็นพุทธแบบไม่นิ่งดูดาย เป็นแนวคิดแบบคาดหวังให้เข้าร่วมแบกรับภารกิจของสังคม และของโลก
            รูปเทพของจีนน่าจะจัดอยู่ในกลุ่มเทวรูป เทวรูปโดยหลักการแล้วคือรูปเทพเทวา หรือ 'เสิน' (shen) (จีนกลางอ่าน 'เสิน' แต้จิ๋วอ่าน 'ซิ้ง)
            ไฉ่สิ่งเอี๊ย (cai shen ye : ไฉ เสิน เหยฺ เสียงจีนกลาง) คือ เทพเจ้าแห่งทรัพย์สมบัติ (ไฉ cai : ทรัพย์สมบัติ, shen เสิน = เทพ, ye : เหยฺ = ผู้เฒ่า, คำที่เติมเข้าไปเพื่อใช้เรียกขุนนาง, คหบดี หรือเทพเจ้า) เป็นเทพเจ้าที่ชาวจีนกราบไหว้ขอพรให้ร่ำรวย ช่วยนำพาทรัพย์สมบัติมาให้
            เทพที่คล้ายไฉ่สิ่งเอี๊ย คือให้โชคลาภความร่ำรวย ยังนิยม ฮก ลก ซิ่ว (fu lu shou : ฝู ลู่ โซ่ว) ฝู หรือ ฮก คือ ลาภสมบัติ, ทรัพย์สิน และความสุข ความโชคดี, ลู่ หรือ ลก คือ ยศสมบัติ ตำแหน่งราชการ หรือสถานะทางสังคม, โซ่ว หรือ ซิ่ว คือการมีอายุยืน  (บางทีแทน ฮก ลก ซิ่ว ด้วยรูปค้างคาว, กวาง และลูกท้อ ในเชิงสัญลักษณ์)
            ความคิดเรื่องมีอายุยืน หรือมีชีวิตอมตะ ไปพ้องกับความคิดเรื่อง 'เซียน (xian) ในลัทธิเต๋า เซียน คือผู้บรรลุมรรคผลเป็นคนเหนือโลกที่ไม่ตาย การบรรลุเซียนอาจจะเป็นผลจากการบำเพ็ญเพียรในทางธรรม หรือจากการได้กินยาอายุวัฒนะ หรือ 'เซียนตัน' (xian dan) ก็ได้
            'เซียน' ในแนวคิดจีนมีมากมาย มีรูปลักษณ์ต่างๆ กัน 'โป๊ยเซียน' หรือ 'แปดเซียน' (ba xian : ปาเซียน) คือเทพ 8 องค์ในตำนาน ที่มีอภินิหาร และชอบช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก เรื่องเล่าเกี่ยวกับ 'เซียน' และ '8 เซียน' นอกจากเป็นเรื่องเชิงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์แล้ว หลายเรื่องยังมีลักษณะแบบเรื่องของจอมยุทธ์ด้วย
            ในแนวคิดจีน เซียนกับเทพ จะแยกแยะลักษณะคุณสมบัติที่แตกต่างอย่างเด็ดขาดชัดเจนยาก และเส้นแบ่งระหว่างเทพในแนวคิดเต๋า กับเทพในแนวคิดพุทธ ก็พร่ามัวมากในความคิดของชาวบ้านจีน
            จี้กง (ji gong) และเจ้าแม่กวนอิม (guan shi yin : กวน สื้อ อิน) ถ้าจัดแบ่งตามคติความเชื่อที่มาที่ไปแล้ว น่าจะเป็นแนวความคิดทางพุทธ แต่เมื่อพุทธศาสนาเข้าสู่จีนนั้น ได้ผสานเอาทั้งลัทธิพราหมณ์และลัทธิเต๋าเข้าไว้ด้วย ความเป็น 'พระ' และความเป็น 'เทพ' จึงผสานเข้าหากัน ศัพท์ภาษาจีน : shen fo : เสินฝอ-จีนกลาง, สิ่งฮุก-แต้จิ๋ว) โดยรูปคำแปลว่า เทพ และพระ โดยกินความได้ทั้งความหมาย 'สิ่งศักดิ์สิทธิ์', 'เทพเจ้า' แม้แต่รูปปั้นแทนตัวศวกยะมุนีพุทธะและเจ้าแม่กวนอิม หรือพระอวโลกิเตศวร ก็ใช้คำ 'เสินฝอ' หรือ 'สิ่งฮุก' เรียกแทนได้
            เวลาคนจีนพูดว่า 'ไป้เสิน' (bai shen) แปลโดยเคร่งครัดแล้วควรจะหมายถึงการไหว้เทพในสายคติคิดเต๋า แต่แม้ไปไหว้พระพุทธรูป หรือไปกราบไหว้เจ้าแม่กวนอิม จะใช้คำว่า 'ไป้เสิน' ก็มิได้รู้สึกว่าฟังแปร่งหูนัก
            ที่จริงแล้วพระพุทธรูปมีคำศัพท์เฉพาะว่า 'ฝอเซียง' (fo xiang-จีนกลาง) ส่วนเทวรูปมีศัพท์เฉพาะว่า 'เสิน เซียง' (shen xian) เสินฝอ (shen fo) อันหมายถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จึงหมายรวมถึงทั้งเทวรูป และพุทธรูป
            ความกำกวมคลุมเครือในแนวคิดอุดมคติเรื่องความดี และกุศลผลบุญของจีนนั้น ยากจะแยกแยะเต๋าและพุทธออกจากกันอย่างเด็ดขาด ถึงอย่างไรอุดมคติ เรื่อง 'ความดี' ความเป็น 'กุศล' และ 'บุญ' นั้น ก็เป็นสภาวะดีงาม เป็นนามธรรมแห่งอุดมคติ และเป็นธรรมภาวะ เป็นภาวะสงบสุข ปลอดจากพันธนาการและความรัดรึงที่ชวนให้อึดอัดคับข้อง
            การผสมผสานแนวคิดแบบพุทธ, เต๋า และขงจื๊อ ปรากฏทั่วไปในวรรณกรรมบู๊เฮี้ยบ หลักการของจอมยุทธ์ แยกออกจากอุดมคติของ 3 สายธารความคิดนี้ยากอย่างยิ่ง นักเขียนเรื่องบู๊เฮี้ยบที่ได้รับการยกย่องสูง ไม่เพียงแต่จะเป็นนักเขียนเรื่องแต่งที่มีความสามารถมาก หากแต่ยังต้องผสานความรู้เชิง 'จีนวิทยา' เข้าไว้ในเรื่องอย่างกลมกลืน
            ความรู้เชิงจีนวิทยา ครอบคลุมทั้งเรื่องปรัชญาจีน ขนบธรรมเนียมประเพณี สังคม วัฒนธรรม ศิลปะ และประวัติศาสตร์จีน ความรู้เหล่านี้ผสมผสานและแฝงอยู่ในเรื่องบู๊เฮี้ยบชั้นดี การที่ 'กิมย้ง' ถูกยกย่องมากกว่านักเขียนเรื่องบู๊เฮี้ยบคนใดๆ นั้น มิได้เพียงเพราะว่าเขาเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่งอย่างยิ่ง แต่คำยกย่องทั้งหลายยังมาจากการยกย่องใน 'องค์ความรู้' ด้านจีนวิทยาอันกว้างขวางและลึกซึ้งอีกด้วย



เรืองรอง รุ่งรัศมี


ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "ในยุทธจักร" เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 778

วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

บัณฑิตจอมยุทธ์ เมี่ยว อี้ เผิง

บัณฑิตจอมยุทธ์
เมี่ยว อี้ เผิง

            จากครั้งอดีตตราบปัจจุบัน มีจอมยุทธ์อยู่ 2 ประเภท ประเภทหนึ่งคือจอมยุทธ์ฝ่ายบู๊ ประเภทที่สองคือ จอมยุทธ์ฝ่ายบุ๋น
            จอมยุทธ์ฝ่ายบู๊ กระทำการเพื่อคุณธรรม ขจัดคนพาล อภิบาลคนดี ต้องอาศัยความฮึกเหิมห้าวหาญ จอมยุทธ์ฝ่ายบุ๋น นั่นล่ะหรือ ซ่อนเข็มแหลมไว้ในผ้าลายปักดิ้นเงินดิ้นทอง ต่อสู้ด้วยปัญญาและความกล้าหาญ รุกและถอยไประหว่างริมฝีปากและลิ้น กำหนดตัดสินแพ้ชนะด้วยปลายพู่กัน ต้องอาศัยความฮึกเหิมห้าวหาญด้วยเช่นกัน
            ปลายราชวงศ์ชิง ต้นราชวงศ์หมิง เมืองไท่หนานเจิ้นทางตะวันออกของมณฑลหูเป่ย มีบัณฑิตจอมยุทธ์คนหนึ่ง มีชื่อว่า หวางอู่อวี้

            หวางอู่อวี้ เป็นซิ่วไฉสอบตกคนหนึ่ง ซิ่วไฉสอบตกมิได้หมายความว่าหวางอู่อวี้ไร้ความสามารถ ในการสอบครั้งหนึ่งที่เมืองหลวง ท่านปฐมาจารย์ถือกระดาษข้อสอบของหวางอู่อวี้กล่าวต่อกษัตริย์ว่า
“ถ้าจะพูดถึงความสามารถในการเรียน บทความนี้ถือเป็นงานเขียนชิ้นเยี่ยมของแผ่นดิน เพียงแต่นามของผู้สอบคนนี้ล่วงละเมิดต่อพระองค์ท่าน”
กษัตริย์กล่าวว่า
“จุดมุ่งหมายของการสอบในเมืองหลวง ก็คือการเสาะแสวงหาคนดีมีวิชามาไว้ ชื่อไม่ดี สามารถเปลี่ยนใหม่ได้”
พูดจบก็รีบเอากระดาษข้อสอบที่ท่านปฐมาจารย์ยื่นมา พอมองดูก็กลายเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมาทันที บนกระดาษข้อสอบเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า
"หวาง หวาง หวาง” ก็โกรธเกรี้ยวขึ้นมาในทันที พูดว่า
"อาจหาญ โลกนี้มีข้าเป็นกษัตริย์แต่เพียงผู้เดียว จะมี 3 กษัตริย์ได้อย่างไร"
พูดจบมีบัญชาให้หวางอู่อวี้เข้าวัง
           
เมื่อหวางอู่อวี้เข้าวัง หลังจากได้รับกระดาษข้อสอบมาถือไว้ในมือ ก็ใช้ปลายเล็บที่เตรียมเคลือบหมึกไว้แล้วเติมขีดแนวตั้งทางด้านขวามือของตัวอักษรตัวที่ 2 และเติมจุดจุดหนึ่งที่ตัวอักษรตัวที่ 3 จากนั้นพูดว่า
"ใต้เท้าน่าจะตาลายแน่ๆ ข้าไหนเลยจะกล้าเขียนตัวอักษร 'หวาง หวาง หวาง'* 3 คำนี้”
พูดจบก็ส่งกระดาษข้อสอบแก่กษัตริย์ กษัตริย์รับกระดาษข้อสอบมาดู พบว่า 'หวาง หวาง หวาง' กลายเป็น 'หวางอู่อวี้' ไปแล้ว ทำหน้าหัวร่อมิออก ร่ำไห้มิได้
"เห็นแก่ความฉลาดเฉลียวของเจ้า ที่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ ข้าจะละเว้นไว้ชีวิตเจ้า แต่จะลดขั้นเจ้าให้เป็นเพียงประชาชนชั้นต่ำตลอดไป ห้ามเจ้าเข้าสอบอีกตลอดชีวิต"

            หลังจากที่หวางอู่อวี้กลับบ้าน ก็ได้เปิดโรงเรียนขึ้นแห่งหนึ่งที่เมืองหนานไท่เจิ้น ดำรงตนเป็นคนสอนหนังสือ รับสอนเฉพาะลูกหลานของคนยากจน หวางอู่อวี้สอนหนังสือเช่นนี้มาเป็นเวลา 30 ปี นักเรียนของหวางอู่อวี้บางคนรับราชการอยู่กับราชสำนัก บางคนเป็นนักรบอยู่ในกองทัพ มีคนหัวเราะเยาะหวางอู่อวี้ว่า
"ศิษย์ก้าวหน้า อาจารย์ไม่ก้าวหน้า" หวางอู่อวี้ก็หัวเราะพูดว่า
"คนสามารถจะกระทำได้ และชะตาชีวิตไม่สามารถกระทำได้"
           
ปลายพู่กันของหวางอู่อวี้เฉียบคม มักมีคนมาขอให้เข้าช่วยเขียนคำร้องเรียนแทนเสมอๆ แต่หวางอู่อวี้มีกฎเกณฑ์ข้อหนึ่ง คือ เขียนให้แต่เฉพาะคนจน ไม่เขียนให้คนร่ำรวย เขียนให้แต่เฉพาะประชาชนคนชั้นล่าง ไม่เขียนให้ขุนนางข้าราชการ
            30 ปีมานี้ หวางอู่อวี้ไม่รู้ว่าได้เขียนคำร้องเรียกหาความเป็นธรรมให้แก่คนยากจนไปแล้วมากน้อยเท่าไร ช่วยระบายโทสะแทนคนจนไม่รู้เป็นจำนวนเท่าไร ไม่รู้ว่าได้ช่วยพูดแทนประชาชนคนชั้นล่างเป็นจำนวนเท่าไร ช่วยให้พวกเขาได้ลุกขึ้นมาร้องทวงความเป็นธรรมคืน พวกคหบดีในท้องถิ่นแถบนั้นเสียเหลี่ยมให้แก่หวางอู่อวี้โดยมิอาจกล่าวกระไรได้มาแล้วไม่น้อย พวกเขาทั้งกลัว ทั้งแค้นหวางอู่อวี้ คิดสร้างเรื่องมาจัดการหวางอู่อวี้ให้ได้ แต่หวางอู่อวี้กระทำสิ่งใด ล้วนรัดกุม ไร้ช่องโหว่ คหบดีบ้านนอกพวกนี้ทำอะไรหวางอู่อวี้ไม่ได้เลย

            เทศกาลตวนหยาง ตรงกับวันเกิดของหวางอู่อวี้ คหบดีเมืองหนานไท่เจิ้นนัดพบกัน ปรึกษาวางแผนว่าจะหาทางกลั่นแกล้งหวางอู่อวี้ในวันเกิดของเขาให้ได้ คหบดีคนหนึ่งพูดว่า
“หวางอู่อวี้ถือได้ว่าเป็นคนมีชื่อเสียงคนหนึ่ง เป็นคนรักหน้าตัวเองเป็นอย่างยิ่ง แต่คนสอนหนังสือคนนี้ก็เป็นคนจนอย่างยิ่ง ไม่สามารถหาข้าวสารมากรอกหม้อได้บ่อยๆ พวกเราอาศัยการไปอวยพรวันเกิดให้เขาเป็นข้ออ้าง ทำให้เขาต้องสูญเสียทรัพย์สินเงินทองดีไหม”
บรรดาคหบดีต่างพูดกันว่า ความคิดนี้ดีมาก
            ถึงวันเทศกาลตวนหยาง คหบดีแต่ละคน ต่างแต่งกายภูมิฐาน สวมหมวก สวมเสื้อนอก เสื้อคลุมอย่างเป็นทางการ มือถือไม้เท้า มาที่บ้านของหวางอู่อวี้ หวางอู่อวี้รับรู้เรื่องนี้มาก่อน จึงพูดว่า
            “ท่านคหบดีทั้งหลาย มาอวยพรวันเกิดให้ข้า ข้าไหนเลยจะน้อมรับไหว วันนี้แม้จะต้องขายที่ขายนา ข้าก็จะเลี้ยงอาหารอย่างดีแก่พวกท่านสักมื้อ เฟิงฉิงโหลว คือสถานที่เหมาะสมที่สุดของหนานไท่เจิ้น ไม่ทราบว่าทุกท่านพอใจหรือไม่”
            พอหวางอู่อวี้พูดออกมา เหล่าคหบดีต่างตกใจจนยืนเซ่อไป เฟิงฉิงโหลวไม่เพียงมีสุราดี อาหารดี กับแกล้มดี ยังมีสาวงามเป็นเพื่อนร่วมดื่ม แม้แต่คหบดีเช่นพวกเขา ยามจะเลี้ยงแขกก็ยังไม่กล้าเดินดุ่มเข้าไปในเฟิงฉิงโหลวเลย

            เมื่อไปถึงเฟิงฉิงโหลว นักเรียนของหวางอู่อวี้ คนต้อนรับของสุราคาร ต่างก็ยืนต้อนรับลูกค้าอยู่ที่ประตู พวกเขานำเอาเสื้อคลุม เสื้อนอก และหมวกที่เหล่าคหบดีถอดออกมาไปแขวนเอาไว้ที่กระดานผนังร้าน
            คหบดีเหล่านี้พอขึ้นไปบนสุราคาร ก็ถูกสาวงามคนแล้วคนเล่ากรูเกรียวกันพาไปฟังการขับขานเพลงงิ้ว เสพสุราอาหาร หรือพาไปยังห้องพิเศษส่วนตัว สนุกกันจากยามเที่ยงของวันแรกกระทั่งถึงเช้าตรู่วันที่สอง จึงเดินลงมาจากสุราคารอย่างโรยแรง ขณะที่พวกเขาร้องบอกให้เถ้าแก่โรงเตี๊ยมเอาเสื้อนอก หมวก เสื้อคลุม และไม้เท้าที่ฝากไว้ตั้งแต่เมื่อวานมานั้น หวางอู่อวี้ก็เดินออกมาจากข้างใน พูดว่า
“ท่านคหบดีทุกท่าน สนุกกันได้เต็มที่หรือไม่”
            คหบดีพูดว่า “สนุกเต็มที่ สนุกเต็มที่”
            หวางอู่อวี้พูดว่า “สนุกเต็มที่ก็ดีแล้ว”
            คหบดีพูดว่า “รีบเอาของที่ฝากไว้เมื่อวานออกมา พวกเราจะไปแล้ว”
            หวางอู่อวี้พูดว่า
“พูดกับทุกท่านตามความเป็นจริง ข้าหวางอู่อวี้ ยากจนข้นแค้น ไหนเลยจะมีเงินทองเลี้ยงพวกท่านให้สนุกสุดเหวี่ยงที่เฟิงฉิงโหลวได้ เสื้อนอก หมวก เสื้อคลุม ไม้เท้าของพวกท่าน ข้าได้เอาไปจำนำที่โรงรับจำนำหมดสิ้น นำมาจ่ายเป็นค่าอาหารเมื่อวานนี้ ถ้าหากพวกท่านต้องการของๆ ท่านให้ได้ ก็ต้องไปไถ่คืนจากโรงจำนำ ตั๋วจำนำทั้งหมดได้ติดไว้บนกระดานที่ผนังร้านแล้ว”

            คหบดีทั้งหลายรู้ว่าหวางอู่อวี้ พูดได้ ย่อมทำได้ บ่นพึมพำกันกลับเข้าไปในร้านพบว่าตั๋วจำนำติดอยู่ข้างบนจริงดังว่า คหบดีแต่ละท่านไม่เหลือกิริยาอาการสุภาพเป็นผู้ดีเช่นปกติ ต่างพากันไปดึงเอาตั๋วจำนำของตัวเอง แต่ตั๋วก็ติดไว้แน่นเสียเหลือเกิน แกะอย่างไรก็แกะไม่ออก อีกทั้งพวกเขาเกรงจะแกะตั๋วขาด จึงได้แต่แบกเอากระดานแผ่นนั้นวิ่งไปทางโรงจำนำด้วยอาการเอะอะโวยวาย
            หวางอู่อวี้ยืนอยู่ที่หน้าประตู ประสานมือร่ำลา ร้องเสียงดังว่า
“ล่วงเกินแล้ว ล่วงเกินแล้ว”
            ผู้คนบนถนน เห็นคหบดีเหล่านั้นแบกแผ่นกระดาน ตุปัดตุเป๋วิ่งไปข้างหน้า ต่างก็หัวร่อจนน้ำตาไหล

 เรืองรอง รุ่งรัศมี
แปล

*หมายเหตุ* หวาง : แปลว่ากษัตริย์หรือพระราชา เป็นแซ่สกุลหนึ่ง ชื่อของหวางอู่อี้ โดยรูปอักษร เขียนคล้ายตัวหวางที่แปลว่ากษัตริย์ทั้ง 3 ตัวอักษร เติมขีดตั้งสั้นๆ ด้านขวาคืออู่ เติมหนึ่งแต้มเล็กๆ ที่มุมขวาคืออวี้


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ สายลมในกิ่งหลิว เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับทึ่ 767

วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

จากชาจีนถึงพิธีชงชาของญี่ปุ่น

             ดื่มชาแบบจีน กับดื่มชาแบบพิธีชงชาของญี่ปุ่น นอกจากวิธีการจะไม่เหมือนกันแล้ว ลักษณะใบชาที่ใช้ก็ไม่เหมือนกันด้วย
            แม้จะดูเหมือนแตกต่างกันในปัจจุบัน แต่ความจริงแล้วมีหลักฐานอ้างอิงได้ว่า การดื่มชาแบบที่ชาวญี่ปุ่นดื่มในพิธีชงชานั้น ได้เคยเป็นที่ปฏิบัติโดยทั่วไปอยู่ในแผ่นดินจีนยุคโบราณ

            'คัมภีร์ชา' (cha jing) ของ ลู่ อวี่ (Lu yu) มีบันทึกไว้ว่า
            ก่อนสมัยราชวงศ์ถาง (ค.ศ.618-907) ในแผ่นดินจีนมีการดื่มชา 4 ประเภท คือ ชูฉา (cu cha), ซ่านฉา (san cha), ม่อ ฉา (mo cha) และปิ่งฉา (bing cha)
            ชูฉา คือการดื่มชาโดยวิธีต้มในหม้อ ใบชาที่เก็บมาจะมีทั้งใบอ่อนที่เพิ่งแตกจากกิ่ง ใบทั่วไป และก้านใบ นำทั้งหมดนั้นมาหั่นให้ละเอียดเป็นฝอย แล้วนำลงไปต้มในหม้อ ลู่อวี่เรียกการดื่มชาวิธีนี้ว่า จว๋อ (Zhuo)
            ซ่านฉา คือการดื่มชาโดยวิธีต้มหรือเคี่ยว วิธีนี้คล้ายคลึงกับวิธีแรก แตกต่างกันที่พิถีพิถันเลือกใช้แต่ใบชาอ่อน และดื่มเฉพาะน้ำ ลู่อวี่เรียกการดื่มชาวิธีนี้ว่า อ๋าว (ao)
            ในสมัยถางมีกวีชื่อ ลู่ ซิ เซิง (Lu xi sheng) เคยเขียนถึงการดื่มชาวิธีนี้ในกวีบางวรรคของเขาว่า
            “เดือนสองยามฝนตกในป่าเขา
          ที่เนินเขาใบชาอ่อนผลิใบใหม่
          ตื่นยามวสันต์ ดื่มเพื่อฟื้นเมาทั้งยังดับกระหาย
          ถนอมเก็บใบชาอ่อนสดใหม่วนเวียนเด็ดมาดื่มกิน”

            ม่อฉา คือการดื่มชาโดยวิธีนำใบชาที่เด็ดมาได้มาคั่วให้แห้ง จากนั้นบดให้เป็นผงละเอียด แล้วจึงนำไปต้ม ลู่อวี่เรียกการดื่มชาวิธีนี้ว่า หยาง (yang)
            ปิ่งฉา คือการดื่มชาโดยนำใบชาไปนึ่งแล้วอัดให้เป็นแผ่นหรือเป็นแท่ง แล้วทำให้แห้งโดยการย่างไฟ เมื่อจะดื่มจึงนำมาบดให้ละเอียดแล้วจึงนำไปต้ม ลู่อวี่เรียกการดื่มชาวิธีนี้ว่า ชง (chong) ชาแผ่นหรือชาแท่งที่รู้จักกันทั่วไปคือ ชาผูเอ่อร์ (Pu er) และชาควอฉา (tuo cha) ซึ่งมักอัดเป็นก้อนรูปถ้วย ขณะที่ชาผูเอ่อร์มักอัดเป็นแท่งหรือเป็นแผ่นกลมแบน

            ม่อฉา คือชาที่ทำให้เป็นฝุ่นผง ชาชนิดนี้เมื่อแพร่เข้าไปในญี่ปุ่น ชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับขั้นตอนการทำชาให้เป็นผงละเอียด ซึ่งกลายเป็นขั้นตอนสำคัญของพิธีชงชาของญี่ปุ่น ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในวัฒนธรรมชงชา
            การที่ม่อฉาหายไปจากสังคมจีน มีสาเหตุมาจากการให้ความสำคัญต่อเรื่องความละเอียดของชาอย่างเกินเหตุในสมัยราชวงศ์ซ่ง (Song ค.ศ.420-479) เดิมนั้นวิธีทำชาให้เป็นผงนั้นทำด้วยการทุบ หรือตำอย่างง่ายๆ ต่อมากลายเป็นใช้วิธีบดโม่ให้เป็นผงละเอียด และทำให้กลายเป็น 'เอี๋ยนกาวฉา' (yan gao cha) จากนั้นนำไปผสมกับหลงหน่าว (long nao : พืชชนิดหนึ่ง ยางของมันใส่ราวเกล็ดน้ำแข็ง หรือผลึกแก้ว มีคุณสมบัติทางยา) แล้วจึงทำให้กลายเป็น 'ซินหลงหยวนเฉิงเสวี่ย' (xin long yuan cheng xue)

            ซินหลงหยวนเฉิงเสวี่ย ทำโดยการเอาใบชาอ่อนมาลอกเปลือกด้านนอกออก ให้เหลือเพียงไส้ในใสเก็บไว้ในน้ำสะอาด แล้วจึงนำไปผสมกับยางผลึกหลงหน่าว ความฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อเช่นนี้ของราชสำนักทำให้อาณาประชาราษฎร์ต้องพบกับความเดือดร้อนไปทุกหย่อมย่าน ในที่สุดก็ทำให้อาณาจักรซ่งต้องล่มสลายไปอยู่ภายใต้อำนาจของจิน (jin)
            เมื่อ จู หยวน จาง (zhu yuan zhang) ขึ้นเป็นกษัตริย์ ได้สั่งให้ยกเลิกประเพณีอันเหลวไหลต่างๆ หลายเรื่องในปีที่ 24 รัชศก หงอู่ (ค.ศ.1391) จูหยวนจางในฐานะกษัตริย์ ได้สั่งให้ยกเลิกการถวายบรรณาการชาประเภทม่อฉา ซึ่งทำเป็นก้อน แล้วให้ใช้ใบชาในการชงน้ำชาในวัง แทนการใช้สิ่งที่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยจนสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน
            บุคคลที่นำชาจีนเข้าไปเผยแพร่ในญี่ปุ่น คือ พระภิกษุหย่งจง (yong zhong) (ค.ศ.743-816) แต่ผู้ที่ทำให้พิธีการชงชาเจริญรุ่งเรืองจนแพร่หลาย คือ ธนายาจารย์หญงซี่ (rong xi chan shi) (ค.ศ.1141-1215) ชาที่เขานำไปญี่ปุ่น คือ ชาม่อฉา ดังนั้น ชาม่อฉาที่สูญสลายในแผ่นดินจีน จึงค่อยๆ เฟื่องฟู กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในพิธีชงชาของญี่ปุ่น
          เพียงแต่ชาม่อฉาในญี่ปุ่นไม่ได้เป็นชาแบบฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยแบบที่ราชสำนักซ่งเคยใช้


เรืองรอง รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ สายลมในกิ่งหลิว เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 641 

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

50

 อายุน้อยๆ ข้าพเจ้าเคยคิดว่าคนอายุเกิน 40 นั้นเป็นผู้ใหญ่ แล้วพออายุเข้า 50 ก็แก่ แล้วคนแก่นั้นก็ต้องใช้ชีวิตไปตามประสาแก่
ไม่เคยคิดเลยว่า ประเดี๋ยวเดียวข้าพเจ้าก็อายุ 50 ยังไม่ทันรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้ใหญ่พอ ยิ่งไม่ยอมรับว่าอารมณ์ความรู้สึกของตนจะ "แก่"
ก็ข้าพเจ้ายังเป็นผู้ชายที่ชอบใส่กำไลเงินที่ข้อมือ และออกจะสนับสนุนให้เด็กหนุ่มไว้ผมยาว เด็กสาวซอยผมสั้น หากว่าเขาและเธอรู้สึกว่าการทำเช่นนั้นทำให้ดูดี และเป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของชีวิต
ข้าพเจ้ารู้สึกว่านั่นก็ไม่ต่างกับการที่เด็กเล็กชอบไอศครีม ผู้ใหญ่ชอบดื่มเหล้า เบียร์ บางคนชอบนั่งสมาธิ บางคนชอบเข้าวัด ทั้งหมดนั้นล้วนแต่คือความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของชีวิตทั้งนั้น. หากไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าตนเป็นผู้มีทัศนะที่ถูกต้องที่สุดในโลก

แต่โลกก็มักไม่ใช่โลกที่สมบูรณ์แบบเช่นนั้นเสมอ
ในวัยห้าสิบ ข้าพเจ้าพูดคุยกับมิตรสหายบางคน และพบว่าเราต่างยังมีอารมณ์ความรู้สึกของเด็กหนุ่มเด็กสาวอยู่ในตัว. เรากลับมาค้นพบความจริงว่าคนในวัยอย่างเรา หรือคนในวัยที่แก่กว่าเรามากๆ ก็ยัง "ตกหลุมรัก" คนได้
เวลาที่เห็นผู้ชายผู้หญิงอายุต่างกันมากๆ อยู่ด้วยกัน ข้าพเจ้าไม่รีบคิดว่าเป็นเรื่องของ "โคแก่หญ้าอ่อน" หรือ "ไก่แก่แม่ปลาช่อน" อีกต่อไป.
สารภาพด้วยความจริงใจว่าข้าพเจ้าออกจะคารวะหัวใจของพวกเขา และรู้สึกขอบคุณโลกที่ได้นำชีวิตด้านที่อ่อนโยน และเอื้ออาทรมาให้กับชีวิตของคนที่เดินทางระหกระเหิน ไม่ให้ต้องโดดเดี่ยว และหนาวเย็นเกินไป

แต่โลกก็มิได้สมบูรณ์แบบ
ไม่ใช่คนทุกคนที่ยอมมองดูและค้นให้พบด้านที่อ่อนโยนงดงามของชีวิต แม้กระทั่งผู้ชายและผู้หญิงที่อยู่ด้วยกัน ก็มิได้มีแต่ด้านดีงามทุกคู่
การเสแสร้งหลอกลวงนั้น ก็เป็นความจริงของชีวิต
หรือแม้จะจริงใจกันก็เถิด เมื่อถึงยามที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดต้องจากไป ทั้งจากเป็นหรือจากตาย โลกภายหลังจากนั้นก็ไม่ใช่โลกอันสมบูรณ์แบบอยู่ดี
แต่จะทำอย่างไรได้อีกล่ะ
ชีวิตก็เป็นเช่นนี้เอง


เรืองรอง รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “สายลมในกิ่งหลิว” เนชั่นสุดสัปดาห์

วันเสาร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

กระบี่เก้ามังกรกระทบใจ เจิ้ง สือ เผย

กระบี่เก้ามังกรกระทบใจ
เจิ้ง สือ เผย

กระบี่เล่มนั้นคือกระบี่ที่หลอมตีจากหลงเฉวียน ยามนิ่งสงบดั่งน้ำแข็ง ยามเคลื่อนไหวเป็นดั่งมังกร
กระบี่นี้เมื่ออยู่ในมือของผู้ชำนาญในคัมภีร์กระบี่ หากมิได้ออกจากฝักก็แล้วไป คราใดที่ออกจากฝัก ตัวกระบี่พลิ้วไหวราวมังกรน้อย 9 ตัว แหวกว่ายท้องฟ้า คมกระบี่หันไปทางผู้ใด ใจของผู้นั้นก็ปั่นป่วน ดุจดั่งมังกร 9 ตัว โถมทะยานฉีกกระชากอยู่ในอก ชั่วพริบตาเดียว ตับไตไส้พุงระเบิดแหลกเหลว กระอักโลหิตถึงตาย
ผู้คนในยุทธจักร ล้วนแต่คิดอยากได้กระบี่เล่มนี้ คิดจะอาศัยมันเพื่อครองความเป็นใหญ่ในยุทธจักร

บัดนี้ กระบี่เล่มนี้ตกอยู่ในมือของดรุณีนางหนึ่ง รวมกับคัมภีร์กระบี่เป็นหนึ่งเดียวกัน ทำให้สตรีนางนี้ ชื่อเสียงสะเทือนเลื่อนลั่นในยุทธจักร เพียงแต่ว่า ไม่มีผู้ใดรู้ว่านางมาจากที่ใด จะไปสู่หนใด ยิ่งไม่มีผู้ใดรู้ถึงชื่อเสียงเรียงนามของนาง รู้เพียงแต่ว่านางอาศัยอยู่ในกระท่อมหญ้าคาหลังหนึ่ง ที่เชิงเขาเก้ามังกร เมืองฉวีโจว ได้ยินเสียงไก่ขันก็ลุกขึ้นรับน้ำค้างเช้าร่วมกับกระบี่ จนอาบแสงแดดยามเช้า
ยอดฝีมือในยุทธจักรที่ปรารถนาในกระบี่นี้ พากันมาชุมนุมกันที่เขาเก้ามังกร ที่ใช้วิธีนุ่มนวลนั้น ใช้ถ้อยวาจาไพเราะทั้งสิ้น ที่ใช้วิธีรุนแรง ใช้วิชาอาวุธทั้ง 18 ประเภท สำแดงวิชาฝีมือประจำตระกูลจนสิ้น ท้ายที่สุด ก็ไม่มีผู้ใดสามารถครอบครองไว้ในมือได้
อย่างลับๆ มีคนแอบเรียกดรุณีนางนี้ว่า “แม่นางเก้ามังกร” เป็นน้ำเสียงเจือไว้ด้วยทั้งความดูแคลนและความเอ็นดู ดรุณีน้อยนี้ ไม่รู้เลยว่าผู้อื่นเรียกขานนางว่า แม่นางเก้ามังกร กระทั่งพลบค่ำวันหนึ่ง มีคนบุคลิกเหมือนทายาทครอบครัวที่เรียนหนังสือ มาเยือนกระท่อมหญ้าคา ดรุณีนางนี้จึงได้รู้ว่า ผู้อื่นได้ตั้งชื่อเช่นนี้ให้กับตัวนาง

ยามพลบวันนั้น แสงสุดท้ายของดวงตะวันสาดทออยู่ ที่ชายคาประตูกระท่อมหญ้าคา เป็นดั่งม่านแพรบางเบาห่มคลุมแม่นางเก้ามังกรไว้ นางมองดูแม่น้ำเหว่ยเหอที่ไหลหลากไปทางตะวันออกอย่างไม่ขาดสาย กำลังคิดเรื่องอะไรอยู่ในใจ นักศึกษาหนุ่มร้องเรียกเบาๆ
“สวัสดี แม่นางเก้ามังกร”
เสียงนั้นเบามาก แต่กลับเพียงพอให้แม่นางเก้ามังกรฟังได้ชัดเจน แม่นางเก้ามังกรไม่ได้ใส่ใจตัวเขา ยังคงจมอยู่ในความคิดของตนเอง นักศึกษาหนุ่มเห็นนางมีท่าทีอย่างนี้ เม้มปากยิ้มแล้วยื่นมือไปตบยังบ่าของนาง คาดไม่ถึง แม่นางเก้ามังกรยื่นมือออกรับ แล้วยืดเท้ากวาดออกไปโดยพลัน นักศึกษาหนุ่มก็ล้มหงายนอนลงกับพื้น เหมือนดั่งนกนางแอ่นตัวหนึ่ง แม่นางเก้ามังกรเหินทะยานกายขึ้น เท้าข้างหนึ่งลงมาหยุดอยู่บนหน้าอกของนักศึกษาหนุ่ม พูดว่า
“เจ้าหนู เจ้าต้องการกระบี่นี้ไปทำไม?”
นักศึกษาหนุ่มตกใจจนใบหน้าเขียวคล้ำ พูดอย่างเงอะงะว่า
“ข้า... ข้าไม่ได้ต้องการกระ... กระบี่ ข้าตั้งใจมาพบท่าน”

เป็นอันธพาลเกเรอีกคนหนึ่ง แม่นางเก้ามังกรยิ้มเหยียดในใจ แต่บนใบหน้ากลับไม่เผยสิ่งใดเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่คลายแรงที่ฝ่าเท้า
นักศึกษาหนุ่มพูดต่อไปว่า เมื่ออยู่ที่บ้านเดิมนั้น ได้ยินผู้คนพูดถึงตัวแม่นางเก้ามังกร รู้สึกว่าคล้ายกับน้องสาวร่วมสายเลือดของเขามาก จึงรวบรวมเงินจนพอแก่การเดินทางมาเสาะหา
“เจ้าเหมือนกับน้องสาวของข้าจริงๆ เป็นน้องสาวที่ข้าตามหามา 16 ปีจริงๆ”
พูดแล้ว นักศึกษาหนุ่มก็เล่าเรื่องที่น้องสาวถูกหลอกเอาตัวไป แล้วบิดามารดาก็ล้มป่วย เนื่องจากความคิดถึงลูกสาว แล้วในที่สุด ก็ตายไปโดยไม่อาจรักษาเยียวยาได้ บนใบหน้าของนักศึกษาหนุ่มเต็มไปด้วยน้ำตา ใต้แววตาที่ปวดร้าวนั้น มองไม่ออกว่ามีอาการจอมปลอมแม้แต่น้อย
แม่นางเก้ามังกรพลันเกิดใจอ่อนขึ้นมา ยกเท้าออกแล้วร้องบอกให้นักศึกษาหนุ่มลุกขึ้น พูดว่า
“ข้าไม่ใช่น้องสาวของท่าน บิดามารดาของข้าถูกพวกคนเลวลอบสังหารเมื่อสิบกว่าปีก่อน เหลือข้าหนีเอาชีวิตรอดได้เพียงคนเดียว โดยมีกระบี่เป็นเพื่อนข้างกาย...”

            เสียงถอนใจยาวครั้งหนึ่ง แล้วก็มีเสียงทอดถอนใจยาวอีกครั้งหนึ่ง คนทั้งสองยืนเป็นเสาคู่หนึ่งอยู่ในเมฆสียามเย็น มีความรู้สึกเห็นใจซึ่งกันและกัน และมีความรู้สึกระแวงกันด้วย ผ่านไปเนิ่นนาน เนิ่นนาน แม่นางเก้ามังกรพูดว่า
"ท่านรีบไปเสียเถิด ฟ้ามืดสนิทแล้วมีหมาป่า"
            หลังจากประโยครวบรวม แม่นางเก้ามังกรทิ้งนักศึกษาหนุ่มกลับไปพักผ่อนในบ้าน ตลอดทั้งคืนไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ยามเช้าเมื่อออกจากบ้าน พบว่านักศึกษาหนุ่มยังขดตัวนอนหลับสนิทอยู่ใต้ชายคา แม่นางเก้ามังกรไม่สนใจตัวเขา ตั้งใจฝึกฝนเพลงกระบี่อยู่คนเดียว

ผ่านไปวันแล้ววันเล่า หนึ่งเดือนกว่าผ่านไป เป็นอยู่เช่นนี้ทุกวัน ในที่สุดวันหนึ่งแม่นางเก้ามังกรพูดว่า
"เจ้าหนู เจ้าต้องการสิ่งใดกันแน่?"
            นักศึกษาหนุ่มพูดว่า
"ถึงไงบ้านข้าก็ไม่มีใครอีกแล้ว สู้อยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้ ท่านเป็นน้องสาวของข้าจริงๆ"
            ช่างเป็นคนโง่เสียจริง! แม่นางเก้ามังกรเคยแอบทดสอบนักศึกษาหนุ่ม นอกจากรู้หนังสือแล้ว เขาไม่รู้วิทยายุทธ์เลยแม้แต่น้อย ดูๆ ไปก็มองดูดีไม่น้อย จึงให้เขาสร้างกระท่อมหญ้าคาไว้อยู่อาศัยหลังหนึ่งยามว่าง นักศึกษาหนุ่มคุยเรื่องหมากล้อม ดนตรี หนังสือ ภาพวาดกับแม่นางเก้ามังกร แม่นางเก้ามังกรคุยเรื่องกระบอง กระบี่ ดาบ ทวน กับนักศึกษาหนุ่ม ตอนแรกๆ รู้สึกว่าแปลกใหม่ ต่อมาก็เกิดเยื่อใยผูกพันขึ้นมา
            ไม่มีคนมารบกวนพวกเขาอีก ทั้งสองคล้ายจะเป็นพี่น้องกัน และคล้ายจะเป็นคู่รักกัน บนใบหน้าของแม่นางเก้ามังกรมักจะปรากฏรอยยิ้มเอียงอายขึ้นบ่อยๆ

ค่ำวันหนึ่ง นางก็บอกเล่าถึงความร้ายกาจของกระบี่เก้ามังกรกระทบใจต่อนักศึกษาหนุ่มในที่สุด คาดไม่ถึงว่า พอฟ้าสว่าง นางก็หากระบี่และร่องรอยของนักศึกษาหนุ่มไม่พบอีกเลย ค่อยๆ พิจารณาไตร่ตรอง นางก็รู้กระจ่างชัดว่า : เขาเอากระบี่ไปแสวงหาความเป็นใหญ่ในยุทธจักรแล้ว น่าเสียดายที่ว่า เขายังไม่รู้ว่า กระบี่เล่มนี้ถ้าอยู่ในมือของคนแปลกหน้า พอรังสีกระบี่ปรากฏออกมา ผู้ที่ถูกทำร้ายเป็นคนแรกก็คือผู้ที่ถือกระบี่!
สตรีมากน้ำใจล้วนแต่ใจอ่อน นางอดกังวลแทนนักศึกษาหนุ่มไม่ได้

            ในตำหนักห่างออกไปพันลี้ นักศึกษาหนุ่มเปลี่ยนอาภรณ์ที่สวมใส่แล้ว เขายืนอยู่กลางห้องโถงใหญ่ กำลังถวายกระบี่เก้ามังกรสัมผัสใจแด่ท่านอ๋อง พูดว่า
"ท่านอ๋อง กระบี่ที่ท่านต้องการ ผู้น้อยนำมาให้ท่านแล้ว เชิญท่านตรวจสอบดู"
            ท่านอ๋องหัวร่อฮาฮา รับกระบี่มาไว้ในมือ ลูบคลำอย่างแผ่วเบา เมื่อมองดูปลอกกระบี่จนละเอียดแล้ว จึงค่อยๆ ชักกระบี่ออกมา คาดไม่ถึงว่ากระบี่เพียงเผยตัวครึ่งหนึ่ง ใบหน้าของท่านอ๋องก็เขียวคล้ำ หงายหลังล้มลง ร้องว่า
"กระบี่ กระบี่เล่มนี้..."
            พูดยังไม่ทันขาดคำ ก็ขาดใจตาย เล่ากันว่า ท่านอ๋องแซ่เย่ นามว่านไฉ เมื่อสิบกว่าปีก่อน เพราะวางแผนต้องการครอบครองกระบี่เล่มนี้ ได้ใส่ร้ายและสังหารคนในครอบครัวเจิ้ง ซึ่งเป็นเจ้าของกระบี่ถึง 21 คน เหลือเพียงบุตรสาวคนเล็กหนึ่งกับกระบี่ ถูกคนในครอบครัวเหวี่ยงลงคูน้ำ จึงหนีรอดชีวิตไปได้...

เรืองรอง รุ่งรัศมี แปล
2007


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “สายลมในกิ่งหลิว” เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 16 ฉบับที่ 792 วันที่ 3-9 ส.ค. 2550