ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ราชสำนัก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ราชสำนัก แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

จากชาจีนถึงพิธีชงชาของญี่ปุ่น

             ดื่มชาแบบจีน กับดื่มชาแบบพิธีชงชาของญี่ปุ่น นอกจากวิธีการจะไม่เหมือนกันแล้ว ลักษณะใบชาที่ใช้ก็ไม่เหมือนกันด้วย
            แม้จะดูเหมือนแตกต่างกันในปัจจุบัน แต่ความจริงแล้วมีหลักฐานอ้างอิงได้ว่า การดื่มชาแบบที่ชาวญี่ปุ่นดื่มในพิธีชงชานั้น ได้เคยเป็นที่ปฏิบัติโดยทั่วไปอยู่ในแผ่นดินจีนยุคโบราณ

            'คัมภีร์ชา' (cha jing) ของ ลู่ อวี่ (Lu yu) มีบันทึกไว้ว่า
            ก่อนสมัยราชวงศ์ถาง (ค.ศ.618-907) ในแผ่นดินจีนมีการดื่มชา 4 ประเภท คือ ชูฉา (cu cha), ซ่านฉา (san cha), ม่อ ฉา (mo cha) และปิ่งฉา (bing cha)
            ชูฉา คือการดื่มชาโดยวิธีต้มในหม้อ ใบชาที่เก็บมาจะมีทั้งใบอ่อนที่เพิ่งแตกจากกิ่ง ใบทั่วไป และก้านใบ นำทั้งหมดนั้นมาหั่นให้ละเอียดเป็นฝอย แล้วนำลงไปต้มในหม้อ ลู่อวี่เรียกการดื่มชาวิธีนี้ว่า จว๋อ (Zhuo)
            ซ่านฉา คือการดื่มชาโดยวิธีต้มหรือเคี่ยว วิธีนี้คล้ายคลึงกับวิธีแรก แตกต่างกันที่พิถีพิถันเลือกใช้แต่ใบชาอ่อน และดื่มเฉพาะน้ำ ลู่อวี่เรียกการดื่มชาวิธีนี้ว่า อ๋าว (ao)
            ในสมัยถางมีกวีชื่อ ลู่ ซิ เซิง (Lu xi sheng) เคยเขียนถึงการดื่มชาวิธีนี้ในกวีบางวรรคของเขาว่า
            “เดือนสองยามฝนตกในป่าเขา
          ที่เนินเขาใบชาอ่อนผลิใบใหม่
          ตื่นยามวสันต์ ดื่มเพื่อฟื้นเมาทั้งยังดับกระหาย
          ถนอมเก็บใบชาอ่อนสดใหม่วนเวียนเด็ดมาดื่มกิน”

            ม่อฉา คือการดื่มชาโดยวิธีนำใบชาที่เด็ดมาได้มาคั่วให้แห้ง จากนั้นบดให้เป็นผงละเอียด แล้วจึงนำไปต้ม ลู่อวี่เรียกการดื่มชาวิธีนี้ว่า หยาง (yang)
            ปิ่งฉา คือการดื่มชาโดยนำใบชาไปนึ่งแล้วอัดให้เป็นแผ่นหรือเป็นแท่ง แล้วทำให้แห้งโดยการย่างไฟ เมื่อจะดื่มจึงนำมาบดให้ละเอียดแล้วจึงนำไปต้ม ลู่อวี่เรียกการดื่มชาวิธีนี้ว่า ชง (chong) ชาแผ่นหรือชาแท่งที่รู้จักกันทั่วไปคือ ชาผูเอ่อร์ (Pu er) และชาควอฉา (tuo cha) ซึ่งมักอัดเป็นก้อนรูปถ้วย ขณะที่ชาผูเอ่อร์มักอัดเป็นแท่งหรือเป็นแผ่นกลมแบน

            ม่อฉา คือชาที่ทำให้เป็นฝุ่นผง ชาชนิดนี้เมื่อแพร่เข้าไปในญี่ปุ่น ชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับขั้นตอนการทำชาให้เป็นผงละเอียด ซึ่งกลายเป็นขั้นตอนสำคัญของพิธีชงชาของญี่ปุ่น ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในวัฒนธรรมชงชา
            การที่ม่อฉาหายไปจากสังคมจีน มีสาเหตุมาจากการให้ความสำคัญต่อเรื่องความละเอียดของชาอย่างเกินเหตุในสมัยราชวงศ์ซ่ง (Song ค.ศ.420-479) เดิมนั้นวิธีทำชาให้เป็นผงนั้นทำด้วยการทุบ หรือตำอย่างง่ายๆ ต่อมากลายเป็นใช้วิธีบดโม่ให้เป็นผงละเอียด และทำให้กลายเป็น 'เอี๋ยนกาวฉา' (yan gao cha) จากนั้นนำไปผสมกับหลงหน่าว (long nao : พืชชนิดหนึ่ง ยางของมันใส่ราวเกล็ดน้ำแข็ง หรือผลึกแก้ว มีคุณสมบัติทางยา) แล้วจึงทำให้กลายเป็น 'ซินหลงหยวนเฉิงเสวี่ย' (xin long yuan cheng xue)

            ซินหลงหยวนเฉิงเสวี่ย ทำโดยการเอาใบชาอ่อนมาลอกเปลือกด้านนอกออก ให้เหลือเพียงไส้ในใสเก็บไว้ในน้ำสะอาด แล้วจึงนำไปผสมกับยางผลึกหลงหน่าว ความฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อเช่นนี้ของราชสำนักทำให้อาณาประชาราษฎร์ต้องพบกับความเดือดร้อนไปทุกหย่อมย่าน ในที่สุดก็ทำให้อาณาจักรซ่งต้องล่มสลายไปอยู่ภายใต้อำนาจของจิน (jin)
            เมื่อ จู หยวน จาง (zhu yuan zhang) ขึ้นเป็นกษัตริย์ ได้สั่งให้ยกเลิกประเพณีอันเหลวไหลต่างๆ หลายเรื่องในปีที่ 24 รัชศก หงอู่ (ค.ศ.1391) จูหยวนจางในฐานะกษัตริย์ ได้สั่งให้ยกเลิกการถวายบรรณาการชาประเภทม่อฉา ซึ่งทำเป็นก้อน แล้วให้ใช้ใบชาในการชงน้ำชาในวัง แทนการใช้สิ่งที่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยจนสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน
            บุคคลที่นำชาจีนเข้าไปเผยแพร่ในญี่ปุ่น คือ พระภิกษุหย่งจง (yong zhong) (ค.ศ.743-816) แต่ผู้ที่ทำให้พิธีการชงชาเจริญรุ่งเรืองจนแพร่หลาย คือ ธนายาจารย์หญงซี่ (rong xi chan shi) (ค.ศ.1141-1215) ชาที่เขานำไปญี่ปุ่น คือ ชาม่อฉา ดังนั้น ชาม่อฉาที่สูญสลายในแผ่นดินจีน จึงค่อยๆ เฟื่องฟู กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในพิธีชงชาของญี่ปุ่น
          เพียงแต่ชาม่อฉาในญี่ปุ่นไม่ได้เป็นชาแบบฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยแบบที่ราชสำนักซ่งเคยใช้


เรืองรอง รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ สายลมในกิ่งหลิว เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 641 

วันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ขยายขอบเขตอาหารการกิน


เรารู้มาแล้วว่า食 : shiˊ : สือ : กิน
ภาษาจีนยังมีคำว่า “กิน” อีกคำหนึ่งที่ออกเสียงคล้ายกันคือคำว่า
吃 :chi :ชือ : กิน
吃饭 : chi fanˋ :ชือ ฟ่าน : กินข้าว
早餐 :zaoˇcan :จ่าว ชัน :มื้อเช้า
และยังมีคำที่หมายถึงอาหารมื้อเช้าคำอื่นอย่าง
早点 : zaoˇdian :จ๋าว เตี่ยน:มื้อเช้า
早饭 : zaoˇfan :จ่าว ฟ่าน :มื้อเช้า
จะเห็นว่า มีตัวหนังสือที่จำง่ายมากและเดาความหมายออกอยู่ตัวหนึ่ง คือ
早 : zaoˇ:จ่าว : เช้า
早 : zaoˇ:จ่าว : เช้า จำง่ายมาก เป็นช่องสี่เหลี่ยมมีขีดขวางอยู่ตรงกลาง 日 ด้านล่างเป็นเครื่องหมาย บวก หรือ กากบาท 十 ถ้าเราไม่ละเลยที่จะจดจำมันไว้ให้แม่น เวลาที่เห็นอักษรจีนตัวอื่นที่มีส่วนนี้ผสมอยู่ เราก็จะจำได้ง่ายขึ้นมาก เช่น
早 : zaoˇ:จ่าว : เช้า
草 : caoˇ : ฉ่าว : หญ้า
朝 : chaoˊ : ฉาว : ราชสำนัก
朝代 : chaoˊdaiˋ : ราชวงศ์
ถ้าเราละเลยกับ คำ 早 : zaoˇ:จ่าว : เช้า เสียตั้งแต่ต้น คำอย่าง 草 : caoˇ : ฉ่าว : หญ้า ยังอาจพอจดจำได้ไม่ยาก
แต่พอเป็น 朝 : chaoˊ : ฉาว : ราชสำนัก / 朝代 : chaoˊdaiˋ : ราชวงศ์
จะเริ่มรู้สึกตาลายขึ้นมาบ้างแล้ว แต่หากพิจารณาให้ละเอียด ถอดชิ้นส่วนของคำ
朝 : chaoˊ : ฉาว : ราชสำนัก จะพบว่ามันประกอบด้วยช้ินส่วน ซ้าย 十 日 十 ส่วนด้านขวา คือ 月

พอเห็นแบบนี้เราจะจำง่ายขึ้น และถ้าเราคัดลายมือ คำว่า 朝 : chaoˊ : ฉาว : ราชสำนัก /
朝代 : chaoˊdaiˋ : ราชวงศ์ หลายๆ รอบจนคุ้นมือ
เวลาเราไปเจอตัวหนังสืออย่าง 嘲 chaoˊ : ฉาว : หัวเราะเย้ยหยัน / เย้ยหยัน / เยาะเย้ย / เยาะ เราแทบจะจำคำใหม่นี้ได้ในทันที

ภาษาจีนไม่ได้เรียนยากอะไรนักหนาหรอก เราเพียงแต่ประมาทไปหน่อย หากไม่ยอมวางรากฐานตอนเริ่มต้นโดยมองว่ามันง่ายอย่างนี้เอง ข้ามๆ ไปก่อนก็ได้ พอเผลอไปแป๊บเดียว อ้าว มันกลายเป็นยากตั้งแต่ตอนไหนเนี่ย
ลองดูตัวหนังสือตัวนี้ดูสิ
嘲 chaoˊ : ฉาว : หัวเราะเย้ยหยัน / เย้ยหยัน / เยาะเย้ย / เยาะ
มองมุมยากมันก็ยากนะ แต่มองมุมง่าย ถอดมันเป็นชิ้น 3 ชิ้น ชิ้นกลาง ถอดเป็นชิ้นย่อย บน กลาง ล่าง
十 日 十
อ้าว มันมันยากนี่หว่า.
ลองมองดูตัวอักษรนี้อีกทีสิ
嘲 chaoˊ : ฉาว : หัวเราะเย้ยหยัน / เย้ยหยัน / เยาะเย้ย / เยาะ
มันกำลังหัวเราะหยอกล้อเราเล่นอยู่ใช่ไหมเนี่ย !?!


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2556

หยั่งรากให้ลึก


สมัยราชวงศ์ซ่งมีไจ่เซี่ยงคนหนึ่งชื่อตู้เหย่น เขาเคยพูดกับศิษย์ของเขาดังนี้
“หากท่านปรารถนาจะทำงานในราชสำนัก สิ่งแรกคือท่านต้องเป็นคนใจซื่อมือสะอาด แต่สิ่งที่ท่านต้องสนใจยิ่งกว่าคือความระมัดระวังรอบคอบ หากละเลยความรอบคอบระมัดระวัง จะทำให้ประสบกับอุปสรรคนานาประการ
หากท่านคิดมุ่งทำเพื่อความก้าวหน้าของตนแต่ฝ่ายเดียว เพื่อให้ตนอยู่สูงกว่าผู้อื่น โดยไม่สนใจในสิ่งอื่นใด จะทำให้ผู้คนรอบข้างบังเกิดความอิจฉาริษยาในตัวท่าน ทำให้เกิดความคิดต่อต้านในใจพวกเขาได้ ท่านจะต้องสามารถรับการกล่าวร้ายของผู้อื่นได้ เพราะว่าผู้บังคับบัญชามักไม่อาจแยกแยะได้ว่า ใครมีความสามารถมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ในทางตรงข้ามกลับจะทำให้ท่านถูกตำหนิว่ากล่าว นี่คือผลของการไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างกลมกลืน
หากต้องอยู่ร่วมในหมู่คน วิธีที่ดีที่สุดคือหยั่งรากลงให้ลึก ทำหน้าที่ด้วยความหนักแน่นมั่นคง ไม่พูดมาก ปฏิบัติภารกิจความซื่อสัตย์จงรักภักดี นี่ก็คือวิถีแห่งการครองตนที่ดี”
 สมัยที่ตู้เหย่นอยู่ในตำแหน่งไจ่เซี่ยง ชนต่างเผ่าทางทิศเหนือและตะวันตกเริ่มรุกล้ำดินแดนเข้ามา ต่อมาซีเซี่ยและชี่ตานก็มาเจรจาสงบศึกตามลำดับ ดังนั้น อันตรายจากภายนอกจึงค่อยหมดสิ้นไป แต่ปรากฏว่าเหล่าขุนนางอำมาตย์ในราชสำนัก และพวกนักการเมืองต่างพากันแย่งชิงความเป็นใหญ่กันอย่างดุเดือด และด้วยสาเหตุนี้เอง ที่ทำให้ตู้เหย่นต้องถูกถอดออกจากตำแหน่ง เมื่อทำงานได้เพียง 70 วัน ตู้เหย่นมีชีวิตอยู่ในวงราชการ มีประสบการณ์ขมขื่นในแวดวงนั้นมากมาย ดังนั้น สิ่งที่เขาพูดจึงเป็นคำตักเตือนจากใจ

ต่อมา มีข้าราชการรุ่นหลังคนหนึ่งได้รับแต่งตั้งให้ไปเป็นนายอำเภอ ตอนที่เขาจะเดินทางไปรับตำแหน่ง ตู้เหย่นให้คนไปตามตัวเขามาพบ และเล่าถึงประสบการณ์ในชีวิตราชการให้เขาฟัง
“แม้ว่าราชสำนักจะเห็นความสำคัญในตัวท่าน แต่งตั้งให้ท่านไปเป็นนายอำเภอ ที่สำคัญนั้นเป็นเพราะท่านมีความสามารถมากกว่าการเป็นนายอำเภอ แต่เมื่อรับตำแหน่งใหม่ๆ ท่านจะต้องเก็บซ่อนความสามารถของตัวเองให้แนบเนียน จะใจร้อนอยากเลื่อนตำแหน่งโดยเร็วไม่ได้ เพราะจะทำให้ท่านต้องพบกับอุปสรรค ผู้คนรอบข้างจะเกิดความรู้สึกต่อต้าน ท่านจะต้องทำตัวให้เข้ากับผู้ร่วมงานอย่างกลมกลืน มิฉะนั้นอาจมีเภทภัยมาถึงท่านโดยไม่รู้ตัว หากมารู้ตัวในตอนนั้นก็สายเกินไปเสียแล้ว ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือ ต้องเข้ากับพวกเขาให้ได้”
นายอำเภอคนนั้นเมื่อได้ฟังคำพูดของตู้เหย่นก็เกิดความหงุดหงิด ดังนั้น จึงถามออกไปว่า
“โดยปกติท่านอาจารย์มักไม่ยอมรอมชอมกับผู้อื่น ทั้งตำแหน่งใหญ่อันสำคัญของประเทศชาติก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้ ในเมื่อเคยมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น ทำไมวันนี้จึงยอมมาสอนข้าถึงวิถีทางในการทำงานราชการเพื่อสิ่งใดกัน ?”
ถูกถามเช่นนี้ ตู้เหย่นจึงตอบว่า
“ข้านั้นเคยทำงานในราชสำนักมาหลายปี บัดนี้อายุมากแล้ว ประสบการณ์ที่พบผ่านมาตลอดชีวิตมีมากมาย ข้าเริ่มต้นจากตำแหน่งเล็กๆ ในตอนเริ่มแรก แล้วจึงค่อยๆ เป็นที่รู้จักของกษัตริย์และราชสำนักทีละน้อยๆ จนได้ขึ้นมาถึงตำแหน่งสูงในวันนี้ นั่นเป็นเพราะข้าก้าวทีละก้าว และก็เพราะเหตุนี้ที่ทำให้ข้ารู้สึกสะดุดใจต่อจุดยืนและปฏิกิริยาตอบสนองทางด้านการเมืองของข้า ดังนั้นข้าจึงได้มาตักเตือนท่าน”
“ตอนนี้ท่านเป็นเพียงนายอำเภอคนหนึ่ง การเลื่อนตำแหน่งในวันข้างหน้าขึ้นอยู่กับทัศนะที่ผู้บังคับบัญชามีต่อตัวท่าน ถ้าหากว่าความสามารถของท่านมีมากกว่าผู้บังคับบัญชา นั่นย่อมเป็นอันตรายต่อความมั่นคงในตำแหน่งของผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้บังคับบัญชาผู้อยู่ตำแหน่งเหนือกว่าท่าน ย่อมไม่ปล่อยให้ท่านได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นอย่างง่ายดาย เมื่อถึงเวลานั้น ไม่เพียงเขาจะไม่ยอมรับในความสามารถของท่าน แต่เขากลับจะมีอคติกับท่านอีกด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านจะไปถึงอุดมการณ์ของท่านได้อย่างไร ? ไม่เพียงเท่านั้น ยังอาจเป็นการนำภัยมาให้โดยไม่รู้ตัว เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ท่านจำเป็นต้องอดทนสักช่วงเวลาหนึ่ง พยายามทำตัวให้เข้ากับคนรอบข้างให้ได้ จึงจะไม่สร้างปฏิกิริยาต่อต้านขึ้น”
ผู้ที่มีชีวิตอยู่ในแวดวงการเมืองมานับสิบปี ย่อมจะมีประสบการณ์ที่พบผ่านมาด้วยตัวเองไม่น้อย คำเตือนเหล่านี้เป็นคำแนะนำด้วยความจริงใจ และเป็นคำแนะนำอันมีค่ายิ่ง
เพราะว่าในชีวิตราชการนั้น ต้องทำให้ผู้บังคับบัญชาเห็นคุณค่าในตัวท่านก่อน แล้วจึงจะมีโอกาสเปิดให้แสดงความสามารถได้ แต่หากคิดถึงแต่เพียงการแสดงฝีมือความสามารถโดยไม่คำนึงถึงสิ่งอื่น บางครั้งกลับทำให้ต้องสูญเสียตำแหน่งและโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

เรืองรอง รุ่งรัศมี 
แปลและเรียบเรียง


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ "อ่านพงศาวดาร อ่านกลยุทธ์ ผิวขลุ่ยใต้ร่มไผ่" สำนักพิมพ์เคล็ดไทย กรกฎาคม 1994 

วันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2556

หยิวจันตลกหลวง



หยิวจันเป็นนักแสดงในสมัยราชวงศ์ฉิน เป็นคนที่มีรูปร่างเตี้ย เขามีความสามารถพิเศษในการเล่าเรื่องตลก แต่ว่าเรื่องที่เขาเล่ามักเต็มไปด้วยเหตุผล
วันหนึ่ง ขณะที่ฝนกำลังตกแรง ฉินสื่อฮว๋างจัดให้มีงานเลี้ยงรื่นเริงขึ้นในราชวัง ในงานเลี้ยงมีการแสดง อาหาร และสุรา เหล่าทหารรักษาการณ์ยืนรักษาความสงบอยู่ที่แท่นบันได ถูกสายลมสายฝนซัดกระหน่ำจนตัวเปียกโชกและหนาวสั่น หยิวจันมองเห็นลักษณะอาการเช่นนั้นของพวกเขา ก็เกิดความเห็นใจ จึงแอบไปถามพวกเขาว่า
“พวกท่านอยากจะพักบ้างไหม ?”
ทหารรักษาการณ์พากันตอบว่า
“ถ้าหากได้พักก็ดีนะซี”
หยิวจันจึงพูดว่า
“ถ้าเช่นนั้น อีกสักครู่ถ้าข้าร้องขึ้น พวกท่านจงร้องตอบข้าทันที”

ผ่านไปครู่หนึ่ง ขณะที่ขุนนางอำมาตย์กำลังคารวะสุรา เปล่งเสียงร้องอวยพรต่อฉินสื่อฮว๋าง หยิวจันถือโอกาสนั้นไปยืนร้องตะโกนอยู่บนระเบียงว่า
“ทหารรักษาการณ์ทั้งหลาย !”
ทหารรักษาการณ์ขานรับโดยพร้อมเพรียงกันว่า
“อยู่ครับ”
หยิวจันพูดว่า
“พวกท่านแม้จะรูปร่างใหญ่โต แต่มีประโยชน์อะไรเล่า ? พวกท่านได้แต่ยืนตากฝนอยู่ข้างนอก ข้านั้นแม้จะเป็นคนตัวเล็กเตี้ย แต่กลับเสพสุขอยู่ในห้องโถงได้”
ฉินสื่อฮว๋างได้ยินคำพูดชวนขันเช่นนี้ ก็รู้สึกรื่นเริง จึงมีบัญชาการให้ทหารรักษาการณ์ จำนวนครึ่งหนึ่งยืนรักษาการณ์ อีกครั้งหนึ่งสลับกันไปพักผ่อน

อีกคราวหนึ่ง ฉินสื่อฮว๋างคิดจะขยายสนามล่าสัตว์ของตน ซึ่งจะกินเนื้อที่ในรัศมีถึงหลายร้อยลี้ หยิวจันพูดกับฉินสื่อฮว๋างว่า
“ยอดเยี่ยมอะไรปานนั้น ! เราเลี้ยงนกเลี้ยงสัตว์ไว้ในนั้นให้มากๆ ถ้ามีศัตรูมารุกรานก็ให้กวางพวกนั้นใช้เขาที่สวยงามของมันไปชนกับข้าศึก ทำอย่างนี้ศัตรูก็คงจะไม่กล้ามาอีกกระมัง ?”
ได้ฟังคำหยอกล้อของเขา ฉินสื่อฮว๋างนำไปคิด ในที่สุดก็ยกเลิกความคิดที่จะขยายสนามล่าสัตว์

หลังจากที่ฉินสื่อฮว๋างถึงแก่กรรม ฉินเอ้อเส้อ บุตรชายของฉินสื่อฮว๋างขึ้นเป็นกษัตริย์ และชอบก่อกรรมทำเข็ญมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก เขาคิดจะทาสีกำแพงเมืองทั้งหมดใหม่ หยิวจันพูดกับเขาว่า
“ยอดเยี่ยมอะไรปานนั้น ถ้าท่านไม่พูดเรื่องนี้ขึ้นมา ความจริงข้าก็คิดจะเสนอให้ท่านทำเช่นนี้อยู่แล้วเหมือนกัน ทาสีกำแพงเมืองเสียใหม่ แม้ว่าจะต้องสูญเสียทรัพย์สินเงินทองของประชาชน ต้องใช้กำลังคน และสร้างความทุกข์ยากแก่พวกเขาเล็กๆ น้อยๆ แต่นั่นช่างเป็นเรื่องที่ดีอะไรปานนั้น ! ทาสีกำแพงเมืองให้เงางาม พอข้าศึกมาตีก็จะปีนขึ้นมาไม่ได้ สีเราก็มีมากมาย ช่างทาสีรึ จับเอามาสิ เพียงแต่ต้องหาห้องขนาดใหญ่ให้ได้หลังหนึ่งไว้ เอากำแพงเมืองที่ทาสีแล้วมาอบให้แห้งในห้องนั้นที่เป็นเรื่องยุ่งยากหน่อยเท่านั้น”
คำพูดเหล่านี้ทำให้ฉินเอ้อเส้อหัวเราะ แล้วใคร่ครวญไตร่ตรองคำพูดของหยิวจันโดยละเอียดใหม่ ในที่สุดก็ไม่ได้สั่งการให้ทาสีกำแพงเมือง


เรืองรอง  รุ่งรัศมี แปลและเรียบเรียง


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกใน เปิดบันทึกประวัติศาสตร์ อ่านกลยุทธ สำนักพิมพ์แสงดาว พ.ศ.2534