ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คัมภีร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คัมภีร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

จากชาจีนถึงพิธีชงชาของญี่ปุ่น

             ดื่มชาแบบจีน กับดื่มชาแบบพิธีชงชาของญี่ปุ่น นอกจากวิธีการจะไม่เหมือนกันแล้ว ลักษณะใบชาที่ใช้ก็ไม่เหมือนกันด้วย
            แม้จะดูเหมือนแตกต่างกันในปัจจุบัน แต่ความจริงแล้วมีหลักฐานอ้างอิงได้ว่า การดื่มชาแบบที่ชาวญี่ปุ่นดื่มในพิธีชงชานั้น ได้เคยเป็นที่ปฏิบัติโดยทั่วไปอยู่ในแผ่นดินจีนยุคโบราณ

            'คัมภีร์ชา' (cha jing) ของ ลู่ อวี่ (Lu yu) มีบันทึกไว้ว่า
            ก่อนสมัยราชวงศ์ถาง (ค.ศ.618-907) ในแผ่นดินจีนมีการดื่มชา 4 ประเภท คือ ชูฉา (cu cha), ซ่านฉา (san cha), ม่อ ฉา (mo cha) และปิ่งฉา (bing cha)
            ชูฉา คือการดื่มชาโดยวิธีต้มในหม้อ ใบชาที่เก็บมาจะมีทั้งใบอ่อนที่เพิ่งแตกจากกิ่ง ใบทั่วไป และก้านใบ นำทั้งหมดนั้นมาหั่นให้ละเอียดเป็นฝอย แล้วนำลงไปต้มในหม้อ ลู่อวี่เรียกการดื่มชาวิธีนี้ว่า จว๋อ (Zhuo)
            ซ่านฉา คือการดื่มชาโดยวิธีต้มหรือเคี่ยว วิธีนี้คล้ายคลึงกับวิธีแรก แตกต่างกันที่พิถีพิถันเลือกใช้แต่ใบชาอ่อน และดื่มเฉพาะน้ำ ลู่อวี่เรียกการดื่มชาวิธีนี้ว่า อ๋าว (ao)
            ในสมัยถางมีกวีชื่อ ลู่ ซิ เซิง (Lu xi sheng) เคยเขียนถึงการดื่มชาวิธีนี้ในกวีบางวรรคของเขาว่า
            “เดือนสองยามฝนตกในป่าเขา
          ที่เนินเขาใบชาอ่อนผลิใบใหม่
          ตื่นยามวสันต์ ดื่มเพื่อฟื้นเมาทั้งยังดับกระหาย
          ถนอมเก็บใบชาอ่อนสดใหม่วนเวียนเด็ดมาดื่มกิน”

            ม่อฉา คือการดื่มชาโดยวิธีนำใบชาที่เด็ดมาได้มาคั่วให้แห้ง จากนั้นบดให้เป็นผงละเอียด แล้วจึงนำไปต้ม ลู่อวี่เรียกการดื่มชาวิธีนี้ว่า หยาง (yang)
            ปิ่งฉา คือการดื่มชาโดยนำใบชาไปนึ่งแล้วอัดให้เป็นแผ่นหรือเป็นแท่ง แล้วทำให้แห้งโดยการย่างไฟ เมื่อจะดื่มจึงนำมาบดให้ละเอียดแล้วจึงนำไปต้ม ลู่อวี่เรียกการดื่มชาวิธีนี้ว่า ชง (chong) ชาแผ่นหรือชาแท่งที่รู้จักกันทั่วไปคือ ชาผูเอ่อร์ (Pu er) และชาควอฉา (tuo cha) ซึ่งมักอัดเป็นก้อนรูปถ้วย ขณะที่ชาผูเอ่อร์มักอัดเป็นแท่งหรือเป็นแผ่นกลมแบน

            ม่อฉา คือชาที่ทำให้เป็นฝุ่นผง ชาชนิดนี้เมื่อแพร่เข้าไปในญี่ปุ่น ชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับขั้นตอนการทำชาให้เป็นผงละเอียด ซึ่งกลายเป็นขั้นตอนสำคัญของพิธีชงชาของญี่ปุ่น ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในวัฒนธรรมชงชา
            การที่ม่อฉาหายไปจากสังคมจีน มีสาเหตุมาจากการให้ความสำคัญต่อเรื่องความละเอียดของชาอย่างเกินเหตุในสมัยราชวงศ์ซ่ง (Song ค.ศ.420-479) เดิมนั้นวิธีทำชาให้เป็นผงนั้นทำด้วยการทุบ หรือตำอย่างง่ายๆ ต่อมากลายเป็นใช้วิธีบดโม่ให้เป็นผงละเอียด และทำให้กลายเป็น 'เอี๋ยนกาวฉา' (yan gao cha) จากนั้นนำไปผสมกับหลงหน่าว (long nao : พืชชนิดหนึ่ง ยางของมันใส่ราวเกล็ดน้ำแข็ง หรือผลึกแก้ว มีคุณสมบัติทางยา) แล้วจึงทำให้กลายเป็น 'ซินหลงหยวนเฉิงเสวี่ย' (xin long yuan cheng xue)

            ซินหลงหยวนเฉิงเสวี่ย ทำโดยการเอาใบชาอ่อนมาลอกเปลือกด้านนอกออก ให้เหลือเพียงไส้ในใสเก็บไว้ในน้ำสะอาด แล้วจึงนำไปผสมกับยางผลึกหลงหน่าว ความฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อเช่นนี้ของราชสำนักทำให้อาณาประชาราษฎร์ต้องพบกับความเดือดร้อนไปทุกหย่อมย่าน ในที่สุดก็ทำให้อาณาจักรซ่งต้องล่มสลายไปอยู่ภายใต้อำนาจของจิน (jin)
            เมื่อ จู หยวน จาง (zhu yuan zhang) ขึ้นเป็นกษัตริย์ ได้สั่งให้ยกเลิกประเพณีอันเหลวไหลต่างๆ หลายเรื่องในปีที่ 24 รัชศก หงอู่ (ค.ศ.1391) จูหยวนจางในฐานะกษัตริย์ ได้สั่งให้ยกเลิกการถวายบรรณาการชาประเภทม่อฉา ซึ่งทำเป็นก้อน แล้วให้ใช้ใบชาในการชงน้ำชาในวัง แทนการใช้สิ่งที่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยจนสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน
            บุคคลที่นำชาจีนเข้าไปเผยแพร่ในญี่ปุ่น คือ พระภิกษุหย่งจง (yong zhong) (ค.ศ.743-816) แต่ผู้ที่ทำให้พิธีการชงชาเจริญรุ่งเรืองจนแพร่หลาย คือ ธนายาจารย์หญงซี่ (rong xi chan shi) (ค.ศ.1141-1215) ชาที่เขานำไปญี่ปุ่น คือ ชาม่อฉา ดังนั้น ชาม่อฉาที่สูญสลายในแผ่นดินจีน จึงค่อยๆ เฟื่องฟู กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในพิธีชงชาของญี่ปุ่น
          เพียงแต่ชาม่อฉาในญี่ปุ่นไม่ได้เป็นชาแบบฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยแบบที่ราชสำนักซ่งเคยใช้


เรืองรอง รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ สายลมในกิ่งหลิว เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 641 

วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เสียงดาบที่โศกเศร้า อี ปิง


เสียงดาบที่โศกเศร้า
อี ปิง

“ทำไมเสียงดาบของเขาจึงโศกเศร้า ?”
“เพราะว่าเขาเป็นคนโศกเศร้าคนหนึ่ง”
“ทำไมเขาจึงเป็นคนโศกเศร้า ?”
“เพราะว่าเขามีเรื่องน่าเศร้าโศก”
“เรื่องเช่นใดที่ทำให้เขาโศกเศร้า ?”
“ไม่รู้”
“ฟังมาว่า คนที่ตายไปใต้คมดาบของเขา ล้วนแต่แสดงอาการเป็นสุขอย่างยิ่ง”
“ถูกต้อง ยามที่คู่ต่อสู้ได้ยินเสียงดาบของเขา จะรู้สึกว่าการมีชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์เป็นเรื่องน่าโศกเศร้า เจ็บปวด จึงยื่นคอไปหาความตาย”

สิบห้าค่ำ เดือนแปด คืนพระจันทร์เต็มดวง ลว๋อจังลูบไล้ดาบของเขาเบาๆ ดาบคือญาติเพียงหนึ่งเดียวของเขา เขาไม่มีพ่อแม่ ไม่มีลูกเมีย มีเพียงความแค้น ความอัปยศอดสู และดาบ เขามีชีวิตอยู่ก็เพื่อสิ่งเหล่านี้
เพราะว่าหัวใจของเขาได้ถูกทำลายจนเจ็บช้ำไปสิ้นแล้ว
“ข้ามาแล้ว...” เสียงเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นเบาๆ พร้อมๆ กับเสียงที่ดังขึ้นประโยคนี้ จันทร์เต็มดวงราวกับจะสว่างขึ้นยิ่งกว่าเก่า
นี่คือน้ำเสียงอันไพเราะ ไพเราะเสียจนทำให้คนลุ่มหลงเมามาย... แต่เสียงนี้กลับคือความเจ็บปวดอันนิรันดร์ในใจของลว๋อจัง
นางยืนอยู่ตรงเบื้องหน้าเขา นี่คือสตรีที่งดงาม งามเสียทำให้คนลุ่มหลงเมามาย... หากแต่นางกลับคือบาดแผลตลอดการในใจลว๋อจัง
“ท่านสบายดีหรือ?” นางถามอย่างอ่อนโยน
“ข้าสบายดีตลอดมา” ลว๋อจังพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ตั้งแต่ท่านจากไป ก็ยิ่งดียิ่งขึ้น”
 นางยิ้มอีกแล้ว แต่กลับยิ้มอย่างฝืดฝืนอย่างยิ่ง จากนั้นนางทอดถอนใจยาว
“ท่านมีฐานะถึงภริยาเจ้าแคว้น เสพเสวยความหรูหราร่ำรวยทั้งปวงในโลกมนุษย์ ยังมีอะไรต้องทอดถอนใจอีก ?” ลว๋อจังพูดด้วยน้ำเสียงชืดชา
“อา...” นางทอดถอนใจอีก แล้วพูดว่า “ข้าควรจะเป็นสตรีที่ขมขื่นที่สุดในโลก”
“อ้อ ?” ลว๋อจังหัวร่อเย้ยหยันคำหนึ่ง
นางพูด “คัมภีร์ดาบ ข้านำมาให้ท่านแล้ว”
“นั่นที่จริงแล้วเป็นสมบัติของตระกูลลว๋อเรา”
“ตอนนี้ท่านลงมือได้แล้ว” นางพูดด้วยน้ำเสียงสงบ

ลว๋อจังชักดาบของเขาออกมาช้าๆ ประจันหน้ากับศัตรูของเขาคนสุดท้ายของเขา... นางเคยเป็นภริยาของเขา ในเวลาที่เขาตกต่ำที่สุด ปวดร้าวที่สุด นางได้ทิ้งเขาไป ทั้งยังขโมยเอาสมบัติล้ำค่าประตระกูลลว๋อของเขา-‘คัมภีร์ดาบโศกเศร้า’ ครึ่งเล่มแรกโผเข้าสู่อ้อมกอดของอ๋องเก้า พระอนุชากษัตริย์ผู้ครองอำนาจในเวลานั้น
ดาบของลว๋อจังชักออกไปแล้ว... คบดาบวาบผ่าน นำพาเสียงกังวานเศร้าเสียงหนึ่งมาด้วย คล้ายเสียงร่ำไห้ คล้ายเสียงทอดถอนใจ คล้ายเสียงกู่ร้องด้วยความโศกตรม คล้ายดั่งสิ้นหวัง... ทำให้ผู้คนใจแหลกสลาย ไม่อาจยลยิน
...นี่คือ ‘เพลงดาบโศกเศร้า’ ที่โดดเด่นบนพื้นพิภพ
นางล้มลงไปแล้ว นางพลันเปลี่ยนไปจากความอ่อนโยนงดงามตามปกติ ดวงตาของนางเบิกกว้าง จ้องมองลว๋อจังด้วยความแค้นเคือง บนใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความคับแค้น คลั่งแค้น โศกเศร้า ตรอมตรมและอดสูใจ น้ำตาของนางหลั่งไหลออกมา กลับเป็นสีแดง...
ลว๋อจังตื่นตระหนกจนโง่งมไปแล้ว คนที่ตายไปใต้ดาบโศกเศร้า ล้วนแต่ปิติสุขอย่างยิ่ง นางไยจึงกลับมีอาการเช่นนี้? หรือว่าเป็นเพราะครึ่งแรกของคัมภีร์ขาดหายไป ยังไม่อาจฝึกเพลงดาบให้บรรลุถึงขั้นได้ ?
ลว๋อจังรีบพลิกครึ่งเล่มแรกของ ‘คัมภีร์ดาบโศกเศร้า’ เขาตะลึงงันในพลันนั้นเอง... ครึ่งแรกของคัมภีร์ดาบกลับไม่ใช่เคล็ดวิชาในการฝึกฝนเพลงดาบ หากแต่คือส่วนที่เป็น “ทำอย่างไรจึงจะสร้างคนโศกเศร้า” ขึ้นมา
หากคิดจะฝึกเพลงดาบโศกเศร้า ต้องเป็นคนโศกเศร้าเสียก่อน

เบื้องหน้าสายตาของลว๋อจัง ปรากฏภาพเรื่องราวความโศกเศร้าที่พบผ่าน จากเด็ก พ่อแม่ก็ให้เขาพบกับการหยามเหยียดอย่างมากมาย คิดหาวิธีการทั้งหลายทั้งปวงเพื่อเคี่ยวกรำเขา ทำร้ายจิตใจของเขา มารดาดีต่อเขาอย่างยิ่ง แต่บิดากลับสังหารมารดาต่อหน้าต่อตาของเขา เพราะบิดากล่าวว่าเขามิได้บุตรแท้ๆ ที่เกิดกับเขา บิดาไล่เขาออกจากบ้าน เขา ‘รับรู้’ มาว่าบิดาที่แท้ของเขาได้ถูกบิดาในปัจจุบันสังหาร ต่อมาภริยาของเขาได้ทิ้งเขาไป ขโมยเอาครึ่งเล่มแรกของคัมภีร์ดาบประจำตระกูลของเขาไป โผสู่อ้อมกอดคนอื่น...
แต่ทว่า ทั้งหลายเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องเท็จ
มิน่าเล่า... นี่จึงทำให้นางตายตาไม่หลับ นางที่จริงแล้วสามารถจะเป็นภริยาธรรมดาสามัญคนหนึ่ง ช่วยเหลือสามีเลี้ยงดูลูกน้อย มีความสุขประสาครอบครัว แต่นางกลับต้องกลายเป็นผู้เสียสละเพื่อทายาทของตระกูลลว๋อ!
บิดามารดาตายไปแล้ว ภริยาตายแล้ว ต่อจากนั้นเล่า ? เขาควรกระทำเรื่องใดอีก ?
“บิดา...” เด็กน้อยคนหนึ่งวิ่งเข้ามา ลว๋อจังมองดูเขาด้วยความแปลกประหลาดใจ หน้าตา กิริยา ลักษณะท่าทางของเขา แทบจะเหมือนกับตนราวเป็นพิมพ์เดียวกัน หรือว่าเขาคือบุตรของตน ?
“บิดา สตรีนางนั้นตายแล้ว?” บุตรชายถามด้วยความชิงชัง
“สตรีนางนั้น ?” ลว๋อจังร้องตวาดด้วยความโกรธา “นางคือแม่แท้ๆ ของเจ้า !”
“นางไม่ใช่แม่ข้า !” บุตรชายร้องด้วยความโกรธ “นางทุบตีข้า ด่าว่าข้า ไม่ให้ข้ากินอาหาร ถากถางข้าด้วยถ้อยคำหยาบคายว่าข้าเป็นเด็กไม่มีพ่อแม่ บนโลกนี้ไหนเลยจะมีมารดาเช่นนี้”

ลว๋อจังมองดูประกายโกรธเกรี้ยวในดวงตาลูก ช่างเป็นพิมพ์เดียวกับตนเมื่อยังเยาว์ ! ยามที่มารดาทุบตีเขา ด่าว่า นางได้แอบหลั่งน้ำตาดั่งสายเลือดไปแล้วมากน้อยเพียงไร ? พอคิดถึงตรงนี้เขาอดที่จะนั่งระทดท้ออยู่บนพื้นมิได้
“บิดา ข้าจะฝึก ‘เพลงดาบโศกเศร้า’ กับท่าน ! สตรีนางนั้นบอกว่าเพลงดาบโศกเศร้าของตระกูลลว๋อเราคือเพลงดาบที่หนึ่งของแผ่นดิน ข้าจะฝึกจนถึงขั้นยอดฝีมือแห่งแผ่นดิน !” บุตรชายกล่าวด้วยความฮึกเหิม
ลว๋อจังมองดูลูกชายตัวเองด้วยความหวั่นหวาดเนิ่นนาน พลันเขาล้วงเอา ‘คัมภีร์ดาบโศกเศร้า’ ออกมาจากอก ขยี้มือทั้งสองทีหนึ่ง คัมภีร์ดาบก็ติดไฟลุกโพลง
บุตรชายร้องถามด้วยความตกใจ “บิดาท่านเผาสิ่งใดหรือ ?”
ลว๋อจังสะบัดมือครั้งหนึ่ง เถ้ากระดาษสีดำในมือโปรยปลิวฟ้อนฟ้า ลว๋อจังพูดอย่างหนักแน่นมั่นคง
“ที่ข้าเผาคือคัมภีร์ดาบอสูร... ข้าจะสอนวิทยายุทธ์ที่แท้ให้กับเจ้า !”


 เรืองรอง รุ่งรัศมี แปล

พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มือสังหาร สำนักพิมพ์ openbooks ตุลาคม 2551