ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชา แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

จากชาจีนถึงพิธีชงชาของญี่ปุ่น

             ดื่มชาแบบจีน กับดื่มชาแบบพิธีชงชาของญี่ปุ่น นอกจากวิธีการจะไม่เหมือนกันแล้ว ลักษณะใบชาที่ใช้ก็ไม่เหมือนกันด้วย
            แม้จะดูเหมือนแตกต่างกันในปัจจุบัน แต่ความจริงแล้วมีหลักฐานอ้างอิงได้ว่า การดื่มชาแบบที่ชาวญี่ปุ่นดื่มในพิธีชงชานั้น ได้เคยเป็นที่ปฏิบัติโดยทั่วไปอยู่ในแผ่นดินจีนยุคโบราณ

            'คัมภีร์ชา' (cha jing) ของ ลู่ อวี่ (Lu yu) มีบันทึกไว้ว่า
            ก่อนสมัยราชวงศ์ถาง (ค.ศ.618-907) ในแผ่นดินจีนมีการดื่มชา 4 ประเภท คือ ชูฉา (cu cha), ซ่านฉา (san cha), ม่อ ฉา (mo cha) และปิ่งฉา (bing cha)
            ชูฉา คือการดื่มชาโดยวิธีต้มในหม้อ ใบชาที่เก็บมาจะมีทั้งใบอ่อนที่เพิ่งแตกจากกิ่ง ใบทั่วไป และก้านใบ นำทั้งหมดนั้นมาหั่นให้ละเอียดเป็นฝอย แล้วนำลงไปต้มในหม้อ ลู่อวี่เรียกการดื่มชาวิธีนี้ว่า จว๋อ (Zhuo)
            ซ่านฉา คือการดื่มชาโดยวิธีต้มหรือเคี่ยว วิธีนี้คล้ายคลึงกับวิธีแรก แตกต่างกันที่พิถีพิถันเลือกใช้แต่ใบชาอ่อน และดื่มเฉพาะน้ำ ลู่อวี่เรียกการดื่มชาวิธีนี้ว่า อ๋าว (ao)
            ในสมัยถางมีกวีชื่อ ลู่ ซิ เซิง (Lu xi sheng) เคยเขียนถึงการดื่มชาวิธีนี้ในกวีบางวรรคของเขาว่า
            “เดือนสองยามฝนตกในป่าเขา
          ที่เนินเขาใบชาอ่อนผลิใบใหม่
          ตื่นยามวสันต์ ดื่มเพื่อฟื้นเมาทั้งยังดับกระหาย
          ถนอมเก็บใบชาอ่อนสดใหม่วนเวียนเด็ดมาดื่มกิน”

            ม่อฉา คือการดื่มชาโดยวิธีนำใบชาที่เด็ดมาได้มาคั่วให้แห้ง จากนั้นบดให้เป็นผงละเอียด แล้วจึงนำไปต้ม ลู่อวี่เรียกการดื่มชาวิธีนี้ว่า หยาง (yang)
            ปิ่งฉา คือการดื่มชาโดยนำใบชาไปนึ่งแล้วอัดให้เป็นแผ่นหรือเป็นแท่ง แล้วทำให้แห้งโดยการย่างไฟ เมื่อจะดื่มจึงนำมาบดให้ละเอียดแล้วจึงนำไปต้ม ลู่อวี่เรียกการดื่มชาวิธีนี้ว่า ชง (chong) ชาแผ่นหรือชาแท่งที่รู้จักกันทั่วไปคือ ชาผูเอ่อร์ (Pu er) และชาควอฉา (tuo cha) ซึ่งมักอัดเป็นก้อนรูปถ้วย ขณะที่ชาผูเอ่อร์มักอัดเป็นแท่งหรือเป็นแผ่นกลมแบน

            ม่อฉา คือชาที่ทำให้เป็นฝุ่นผง ชาชนิดนี้เมื่อแพร่เข้าไปในญี่ปุ่น ชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับขั้นตอนการทำชาให้เป็นผงละเอียด ซึ่งกลายเป็นขั้นตอนสำคัญของพิธีชงชาของญี่ปุ่น ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในวัฒนธรรมชงชา
            การที่ม่อฉาหายไปจากสังคมจีน มีสาเหตุมาจากการให้ความสำคัญต่อเรื่องความละเอียดของชาอย่างเกินเหตุในสมัยราชวงศ์ซ่ง (Song ค.ศ.420-479) เดิมนั้นวิธีทำชาให้เป็นผงนั้นทำด้วยการทุบ หรือตำอย่างง่ายๆ ต่อมากลายเป็นใช้วิธีบดโม่ให้เป็นผงละเอียด และทำให้กลายเป็น 'เอี๋ยนกาวฉา' (yan gao cha) จากนั้นนำไปผสมกับหลงหน่าว (long nao : พืชชนิดหนึ่ง ยางของมันใส่ราวเกล็ดน้ำแข็ง หรือผลึกแก้ว มีคุณสมบัติทางยา) แล้วจึงทำให้กลายเป็น 'ซินหลงหยวนเฉิงเสวี่ย' (xin long yuan cheng xue)

            ซินหลงหยวนเฉิงเสวี่ย ทำโดยการเอาใบชาอ่อนมาลอกเปลือกด้านนอกออก ให้เหลือเพียงไส้ในใสเก็บไว้ในน้ำสะอาด แล้วจึงนำไปผสมกับยางผลึกหลงหน่าว ความฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อเช่นนี้ของราชสำนักทำให้อาณาประชาราษฎร์ต้องพบกับความเดือดร้อนไปทุกหย่อมย่าน ในที่สุดก็ทำให้อาณาจักรซ่งต้องล่มสลายไปอยู่ภายใต้อำนาจของจิน (jin)
            เมื่อ จู หยวน จาง (zhu yuan zhang) ขึ้นเป็นกษัตริย์ ได้สั่งให้ยกเลิกประเพณีอันเหลวไหลต่างๆ หลายเรื่องในปีที่ 24 รัชศก หงอู่ (ค.ศ.1391) จูหยวนจางในฐานะกษัตริย์ ได้สั่งให้ยกเลิกการถวายบรรณาการชาประเภทม่อฉา ซึ่งทำเป็นก้อน แล้วให้ใช้ใบชาในการชงน้ำชาในวัง แทนการใช้สิ่งที่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยจนสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน
            บุคคลที่นำชาจีนเข้าไปเผยแพร่ในญี่ปุ่น คือ พระภิกษุหย่งจง (yong zhong) (ค.ศ.743-816) แต่ผู้ที่ทำให้พิธีการชงชาเจริญรุ่งเรืองจนแพร่หลาย คือ ธนายาจารย์หญงซี่ (rong xi chan shi) (ค.ศ.1141-1215) ชาที่เขานำไปญี่ปุ่น คือ ชาม่อฉา ดังนั้น ชาม่อฉาที่สูญสลายในแผ่นดินจีน จึงค่อยๆ เฟื่องฟู กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในพิธีชงชาของญี่ปุ่น
          เพียงแต่ชาม่อฉาในญี่ปุ่นไม่ได้เป็นชาแบบฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยแบบที่ราชสำนักซ่งเคยใช้


เรืองรอง รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ สายลมในกิ่งหลิว เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 641 

วันพุธที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2556

แดง ทอง เสียง สี กลิ่น รส มังกรลายกนก ส่องกระจกกรอบลายนาคา


สีแดงและสีทองแต้มแต่งถนนเยาวราชและถนนเจริญกรุงให้คึกคักสดใส บรรยากาศตรุษจีนกำลังมาเยือน ถนนเยาวราชและถนนเจริญกรุงไม่เคยเงียบเหงา ปลายปีตามปฏิทินสุริยคติและปลายปีตามจันทรคติล้วนแต่เป็นช่วงเวลาเดียวกัน คาบเกี่ยวเหลื่อมซ้อน เป็นจุดปลายและรอยเริ่มต่อเชื่อมเกยทับ
ตะวันออกและตะวันตกสัมพันธ์แนบแน่นในชีวิตยุคใหม่ จะลงตัวไม่ลงตัวอย่างไร ขึ้นกับเงื่อนไขหลากหลายของโลกภายในและโลกภายนอกของแต่ละคน
ขนมเค้ก กระดาษกลอนคู่สีแดง (ตุ้ยเหลียน) ปฏิทินเล่มใหญ่แบบฉีกเป็นรายวัน มีวันเดือนปีแบบไทย จีน ฝรั่ง พรั่งพร้อม สุราจีน ทองคำ ซองอั่งเปา ขนมและผลไม้จีน ลานตาพรั่งพร้อมทั้งที่ในร้านและตามแผงลอยริมทาง

สัมผัสบรรยากาศแบบจีนเคล้าไทยให้ได้สีสัน ควรจะเดินไปด้วยเท้า เวลาช่วงบ่ายคล้อยเย็นต่อไปจนถึงมืดค่ำ บรรยากาศคึกคัก ท้องถนนรถมาก แต่ก็เคลื่อนตัวไปได้ ที่จอดรถหายากและค่าจอดแพง เยาวราชวันนี้เสียงมีสีสัน เพลงงิ้วแต้จิ๋วอยู่ในตลับเทปคาสเส็ทและม้วนวิดีโอนิ่งเงียบบนแผงขาย รอคนนำไปเปิดเสียงเจื้อยแจ้วสู่หูของญาติผู้ใหญ่ที่บ้าน ที่ดังลอยมาจากแผงเทปมักเป็นเพลงไทย เพลงฝรั่ง และเพลงภาษาจีนกลาง
โรงภาพยนตร์ถูกทุบทิ้งไปแล้วหลายโรง ตึกใหม่งอกขึ้นมาแทนพร้อมกับธุรกิจแบบใหม่ โรงงิ้วเยาวราชไม่มีงิ้วมาแสดงแล้ว กลายเป็นโรงภาพยนตร์ชั้นสอง ภาพยนตร์จีนเสียงในฟิล์มเลือนหายไปจากถนนเยาวราชและเจริญกรุง ยุคสมัยเปลี่ยนไป เทพนิยายจีนไม่ค่อยคุ้นเคยกับลูกหลานมังกรแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยานัก แต่ไม่เป็นไร ศาลเจ้ายังคงคึกคักในช่วงตรุษจีน เจ้าแม่กวนอิมยังเป็นที่เคารพเลื่อมใส การุณยธรรมยังคงรินไหลอ่อนโยนอยู่ในจิตวิญญาณ
ผ่านจากโรงภาพยนตร์นิวโอเดี้ยน (ปัจจุบันถูกทุบทิ้ง สร้างเป็นตึกสูงไปแล้ว) เดินเลียบไปบนทางเท้า สินค้าจีนยังวางเรียงรายอยู่ในร้านค้า สุราโหงวเกียพ้วยในกระปุกกระเบื้อง สุราเขียวใบไผ่ที่ชื่อคุ้นหูจากวรรณกรรมกำลังภายใน ผู้อยากลิ้มรสควรซื้อกลับไปละเลียดดื่มที่บ้านในคืนที่อากาศหนาว หากว่ามิได้ร่ำดื่มกับญาติมิตรหลายคน ควรหาป้านสุรากระเบื้องตวงแบ่งเท่าปริมาณที่ต้องการ แล้วนำป้านสุราไปนึ่งให้ร้อน สุราจีนหลายประเภทจะให้กลิ่นรสลึกซึ้งหากผ่านความร้อน จอกสุราจีนควรเป็นจอกกระเบื้องเคลือบขาวด้านใน ใบน้อยพอให้ดื่มอย่างคว่ำจอกได้ ละเลียดดื่มอย่างมีสติ ถือกันว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพกาย สนทนากับเพื่อนผู้รู้รสนิยมในยามร่ำดื่มนั้น ก็ให้ความแช่มชื่นต่อจิตใจ

แต่หากไม่มีสุราก็ไม่เป็นไร ปราชญ์โบราณเอื้อนเอ่ยวจีลึกซึ้งไว้ว่า “ยามไร้ดื่มชาทดแทนสุรา” ชาจีนในป้านดินเผาให้กลิ่นรสนุ่มนวลละเมียด จะเป็นป้านขนาดกี่จอก ขึ้นอยู่กับเพื่อนร่วมวงชาว่ามีกี่คน ป้านสองจอก ป้านสามจอก ป้านสี่จอก หรือห้าหกจอก ล้วนแต่ขนาดไม่เกินกำปั้น ต้มน้ำให้เดือด ลดไฟอ่อนหลังจากน้ำเดือนพลุ่งพล่าน หากมีเตาตะเกียงจะยิ่งสะดวกกับการชงชาน้ำถัดๆ ไป น้ำร้อนอุณหภูมิราว 90 องศาเซลเซียส คือน้ำที่เหมาะสำหรับชงชา น้ำแรกนั้นนิยมรินรดเพื่ออุ่นภาชนะ รินน้ำใส่เพียงครู่ก็รินออกรดไปตามถ้วยแต่ละใบ เป็นการล้างฝุ่นผงที่ใบชา และอุ่นกาและถ้วยให้พร้อมขับกลิ่นรสของชา รินชาใส่ถ้วยเวียนทวนเข็มนาฬิกา ให้ชาได้รสเท่ากันทุกถ้วย ไม่ใช่รินไปจนเต็มทีละถ้วย ภาชนะบางชุดมีเหยือกพักชา น้ำชาที่เหลือในป้านให้รินใส่เหยือก แล้วรินดื่มจากเหยือกพักอีกที ไม่นิยมแช่น้ำร้อนในป้านชานานเกินควร เพราะจะเข้มข้นเกินไป และทำให้ใบชาจืดเร็ว
“ยามไร้ดื่มชาทดแทนสุรา” นั้น หมายถึงไม่อาจหาสุรามาร่ำดื่มกับมิตรสหายได้ทันต้องการ ใบชาเลิศรสนั้นหากมิได้ปลูกเอง ราคามิได้ย่อมเยาเลย ชาใบสองหรือชาใบสามที่เก็บก่อนรุ่งอรุณยามวสันต์ฤดูนั้น ว่ากันว่ารสเลิศสมกับราคาชั่งละเรือนหมื่นเรือนแสน ถนนเยาวราชคงหาชาระดับนี้ลิ้มลองได้ยาก นักเลงชาพึงเสาะหาเอาจากแผ่นดินมังกร

แวะไหว้เจ้าแม่กวนอิมที่มูลนิธิเทียนฟ้า ซึมซับน้ำใจเมตตาและหลักแห่งการุณยธรรมของโพธิสัตว์กวนอิมเข้าไว้ในจิตวิญญาณ รักสัตว์โลกรักชีวิต จึงไม่เบียดเบียนทำร้าย ผู้เลื่อมใสบูชาโพธิสัตว์กวนอิม นอกจากจะงดเว้นการรับประทานเนื้อโค กระบือแล้ว ยังพึงปฏิบัติตนในศีลในธรรม พุทธองค์สอนให้กระทำความดี ละเว้นความชั่ว และรักษาจิตให้สะอาดบริสุทธิ์ โพธิสัตว์กวนอิมก็ปรารถนาให้ผู้คนครองธรรมเช่นนั้น
โน่นแน่ะ สีแดง สีทองลานตา ซองอั่งเปาใส่เงินให้ญาติผู้ใหญ่หรือให้ลูกหลานในวันตรุษจีน ประเพณีที่สอนให้รู้จักการให้แนบเนียนลึกซึ้ง ให้เพื่อแสดงความคารวะ ความขอบคุณ และความเอื้ออาทรต่อผู้อาวุโส ให้เพื่อสอนให้รู้ถึงคุณค่าการเก็บออม ให้รู้จักวางแผนการใช้ชีวิต ให้รู้จักหลักเศรษฐศาสตร์สำหรับผู้เยาว์ ให้เพื่อเกื้อกูลแก่ผู้ขาดแคลน โดยผู้รับไม่ต้องกังวลกับการต้องรีบชดใช้ ซองแดงอั่งเปาบรรจุไว้ มิได้เพียงธนบัตร หากแต่ยังมีปรัชญาลึกซึ้งในการครองเรือน ยังคือหลักสังคมวิทยา เศรษฐศาสตร์ จิตวิทยา มานุษยวิทยา และศิลปะแห่งชีวิตอันรื่นรมย์ร่วมกัน
สายสร้อยทอง กำไลข้อมือ แหวน หรือเครื่องประดับทองที่มอบให้เป็นของกำนัลให้ยามตรุษจีนก็มีนัยเช่นนี้ การคล้องสายสร้อยทองคำให้อาก๋งเพื่อนบ้าน บางครั้งก็เผื่อให้ลูกหลานอาก๋งได้แก้ขัดเมื่อยามขัดสน กำไลข้อมือข้อเท้าที่สวมรับขวัญหนูน้อย อาจเพื่อเป็นทุนเมื่อไอ้หนูคิดจะตั้งตัว หรือเพื่อเป็นสินสอดเมื่ออีหนูจะออกเรือนไป

สนใจตุ๊กตากระเบื้องเหล่านั้นไหม ทั้งฮก ลก ซิ่ว หรือเทพแห่งความดีอื่นๆ กวนอู เทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ จี้กงสอนให้ไปให้เหนือพ้นจากเปลือกของรูปแบบภายนอก ม้านั้นปราดเปรียวย่อมไม่เงื่องหงอยจับเจ่า โผนทะยานไปข้างหน้า นั่นย่อมนำพาชีวิตไปสู่จุดหมายที่ดี
ซื้อผ้าสักชิ้นเพื่อตัดเสื้อผ้าชุดใหม่ในขวบปีใหม่ เอาเครื่องสมุนไพรไปทำอาหารบำรุงร่างกาย ซองแดงสักจำนวนหนึ่ง ทองคำแท้หรือทองอันวาววามจากเครื่องมงคล กลิ่น เสียง สี รส สะท้อนภาพเงาทั้งที่กระจกมีรูป และกระจกไร้รูป กระจกกรอบลายนาคามังกรเลื้อยผ่าน
แว่วดังมาจากหนใดหนอ เสียงกลอง เรือมังกร และคลื่นอันกระฉอกฉานแห่งแม่น้ำเหลือง แม่น้ำฉางเจียง


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มังกรซ่อนลาย แพรวสำนักพิมพ์ พ.ศ.2541

วันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2556

สุราในคืนเปลี่ยว



1.
คืนนั้นไม่มีดวงจันทร์ มีเพียงดวงดาว – ดาวที่เกลื่อนฟ้า
เราถือขวดสุรา นอนทอดกายอยู่บนเขื่อนซีเมนต์อันเย็นเยียบ นอนทอดกายอยู่ภายใต้ดวงดาวที่เปล่งประกายพริบพราว ฟังลมทะเลพัดคลื่นกระฉอกฉาน ฟังคลื่นทะเลกระทบฝั่งแผ่วเบา ท่านส่งขวดสุรา ข้าพเจ้าดื่มคำหนึ่ง
........................
ข้าพเจ้าหยิบยืมข้อความนี้จากความเรียงชิ้นหนึ่งของโกวเล้ง อัจฉริยะปีศาจผู้วายชนม์ บ่อยครั้งในความเปลี่ยวเหงา ข้าพเจ้าคิดถึงเขาด้วยความเห็นใจ ชีวิตรื่นเริงเช่นนี้เราต่างหวนหา ครั้งที่โลหิตในกายยังระอุอุ่นด้วยความห้าวหาญ อุดมการณ์กล้าแกร่ง และไม่กลัวตาย เราต่างได้เคยผ่านวันเวลาเช่นนี้มาบ้าง มากน้อยแตกต่างกันไป
อาจไม่ใช่ขวดสุราที่เราส่งต่อให้กัน บุหรี่มวนหนึ่ง ข้าวจานหนึ่ง ในยามยากที่กินกันหลายคน น้ำเปล่าในยามกระหาย หนังสือที่ส่งต่อกันอ่าน กระทั่งอุดมการณ์ เหล่านี้ล้วนคือน้ำใจ และความห้าวหาญแห่งวัย ที่ผ่านเข้ามาและเร้นหายไปในวันเวลา
เมื่อโลหิตในกายลดความเร่าร้อน ภายหลังการท่องไปในทางชีวิตที่โดดเดี่ยว ข้าพเจ้าพบว่าตัวเองเปลี่ยนไป
สุราในแก้วที่ถือหอมหวนชวนดื่มเฉพาะในบางเวลา
สหายร่วมดื่มมิใช่ทุกผู้คนที่รู้จักและเอ่ยปากชวน
ในบางเวลาที่หิวโซและมีผู้ปรารถนาดีชักชวนให้ร่วมดื่มกินในวงสุราอาหาร ข้าพเจ้าปฏิเสธด้วยความขอบคุณ
เดินทางกลับไปสู่ความโดดเดี่ยวที่บ้านชานเมือง ข้าพเจ้ารินน้ำชาเย็นชืด ดื่มให้ตัวเองที่โต๊ะลานบ้าน
คืนนั้นไม่มีดวงจันทร์ ไม่มีดวงดาว กระทั่งข้าพเจ้ารู้สึกว่าไม่มีท้องฟ้า

2.
จอกเปล่าชูค้าง คว้างเปลี่ยว
ข้าพเจ้าคิดถึงหลี่ไป๋ อัจฉริยะกวีจีนแห่งสมัยราชวงศ์ถาง ผู้มีหัวใจยิ่งใหญ่และมีวิญญาณเปลี่ยวเหงา  
จากคนผู้มีหยาดโลหิตระอุอุ่น เชื่อมั่นในความถูกต้อง เขาท่องทะยานไปกับอาชาปราดเปรียวและกระบี่คม หลังม่านฝุ่นจางลงที่โรงพักแรมยามค่ำ สตรีงามผู้รู้ในคีตศิลป์ เมรัยรส และมิตรสหายแปลกหน้า ราตรีทุกๆ ราตรีล้วนน่ารัก
ผ่านการเรียนรู้เพลงยุทธ์ สัมผัสคลุกเคล้าโลกีย์โลก การแสวงหาของคนหนุ่มที่มีหัวใจยิ่งใหญ่ นำพาชีวิตของเขาสู่ขุนเขาลึก เพื่อบำเพ็ญเพียร
ละชีวิตสันโดษอันสงบเงียบ ทั้งที่มิได้ถึงซึ่งปลายทาง จังหวะชีวิตนำพาเข้าสู่กระแสการเมือง สู่พระราชวัง หัวใจกวีอิสระแสดงออกมาในถ้อยวาจาสามหาว อ่อนโยน เสรี และพฤติกรรมอันนอกกฎเกณฑ์สังคมผู้ดี
ไม่แปลกที่วันหนึ่งเขาต้องใช้ชีวิตเยี่ยงคนจร ระหกระเหินไปกับหัวใจเปลี่ยวเหงา
จะมีใครกี่คนที่เข้าถึงความโดดเดี่ยวลึกซึ้ง กระทั่งสามารถบอกตัวเองให้เชื่อจนสนิทใจว่า ตนมิได้อยู่คนเดียว ขณะดื่มเหล้าอยู่ใต้ดวงจันทร์กระจ่างคนเดียว ความรู้สึกในขณะนั้นของเขาเป็นเช่นไรกัน
ดวงจันทร์กระจ่างที่บนฟ้าสูงและเงาว้าเหว่บนพื้น เป็นเพื่อน เป็นความอบอุ่น เป็นความอึกทึก เป็นความคุ้นเคย
จอกสุราเชิญชวนจันทร์ จอกแล้วจอกเล่า ๆ ๆ
โลหิตในกายค่อยๆ ระอุอุ่นขึ้นทีละน้อยๆ และในที่สุดที่ความรู้สึกเอ่อล้น จึงลุกขึ้นมาร่ายรำ – กับเงา
ช่างเป็นความอึกทึกวุ่นวายที่น่าเปลี่ยวเหงา
คืนนั้นดวงจันทร์กระจ่างลอยดวงอยู่เหนือฟ้าสูง สาดส่องแสงเย็นนวลตามาที่พื้นดิน ซึ่งครั้งหนึ่งผู้มีอุดมการณ์เมื่ออดีตกาลล่วงแล้ว เคยย่ำเท้าผ่าน
อย่าทอดถอนใจไปเลย เงายังคงอยู่เคียงกาย เว้นเสียแต่ในคืนจันทร์เจ้าเร้นหาย
จอกเปล่าชูค้าง คว้างเปลี่ยว
ข้าพเจ้าบอกตัวเองไม่สำเร็จว่า มิได้ดื่มอยู่คนเดียว

3.
ข้าพเจ้าคิดถึงมดตัวเล็กๆ ที่เดินประทับรอยเท้าไปบนแผ่นดินกระดาษสีขาวด้วยความว้าเหว่
อากาศกำลังหนาวเย็น ผู้เฒ่าคงถูกลูกหลานขอร้องให้อยู่กับบ้าน กองไฟตรงร่มหลิวที่ริมธารจึงไร้ป้านชา ข้าพเจ้าก่อไฟอาศัยไออุ่นยามหนาว พยายามเรียบเรียงรอยเท้าของมดตัวน้อยบนแผ่นดินกระดาษ ข้าพเจ้าเห็นหัวใจเปลี่ยวเหงาของคนเขียนหนังสือต่างยุคสมัยสามคน
กิ่งหลิวโยกไกวในสายลมหนาว ใบหลิวอ่อนช้อยเศร้าสร้อย กวีโบราณของจีนเปรียบเทียบว่า เหมือนมือที่โบกอำลา
ข้าพเจ้าคิดถึงหมาป่าที่รอคอยเด็กน้อยผู้ที่ทำให้มันเชื่อง คิดถึงคนคุ้นเคย และคิดถึงวันเวลา
ข้าพเจ้าราไฟให้มอด ตัดสินใจเดินทางไปตามหาผู้เฒ่าและเด็กน้อย ผู้เป็นเสมือนสหายสนิทบนแผ่นดินกระดาษของข้าพเจ้า


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรก  จากข้างหน้าต่างบ้านชานเมือง  สำนักพิมพ์ทางทอง พ.ศ.2536

วันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2556

น้ำชาของคุณปู่ 爺爺泡的茶

คำร้องของ ฟาง เหวิน ซาน 方文山 เสียงร้องของ โจว เจี๋ย หลุน (เจย์ โชว์) 周杰倫 สร้างสิ่งใหม่ๆ ให้กับเพลงป๊อบไต้หวันมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เพลง "น้ำชาของคุณปู่" เป็นเพลงยุคคาบเกี่ยวปี 2000 ชั้นเชิงของถ้อยคำที่นำเสนอ คลุกเคล้ามิติของเรื่องราวไปยาวไกล โยงเส้นใยสัมพันธ์ทอดไกลไม่รู้สิ้นสุด

เชิงชั้นทางกวีของ ฟาง เหวิน ซาน นั้นน่าสนใจมาก ถือเป็นอีกคนหนึ่งในแวดวงเพลงจีนร่วมสมัยที่เป็น "ของจริง" และสามารถ "ปล่อยของ" ชั้นดีออกมาได้อย่างสม่ำเสมอ 

爺爺泡的茶
น้ำชาของคุณปู่ (Jay Chou)
作詞:方文山 / 作曲:周杰倫 / 編曲:林邁可
คำร้อง : ฟางเหวินซาน / ทำนอง : โจวเจี๋ยหลุน

爺爺泡的茶 有一種味道叫做家
น้ำชาที่คุณปู่ชง มีรสชาติอยู่อย่างหนึ่งเรียกว่า บ้าน
陸羽泡的茶 聽說名和利都不拿
น้ำชาที่ลู่อวี่ชงนั้น ฟังมาว่าไม่ถือปรารถนาทั้งในลาภ ยศ สรรเสริญ
爺爺泡的茶 有一種味道叫做家(爺爺泡的茶口感味覺好阿)
น้ำชาที่คุณปู่ชง มีรสชาติอย่างหนึ่งเรียกว่า บ้าน (รสชาติและกลิ่นดีจริงๆ)
陸羽泡的茶 像幅潑墨山水畫
น้ำชาที่ลู่อวี่ชงนั้น เหมือนภาพเขียนทิวทัศน์หมึกจีนซานสุ่ยฮว่า

山泉 在地表蜿蜒 
ลำธารในหุบเขา ทอดคดโค้งไปตามผิวโลก
從很久很久以前 我有一張稚氣的臉
จากเวลาเนิ่นนาน เนิ่นนานมาแล้ว ฉันมีใบหน้าที่ไร้ดียงสา
泉水滲透進礦層巖
น้ำในธารน้ำซึมผ่านเข้าไปในชั้นหินแร่
爺爺栽種的樟木 樹苗在上面
มีกล้าอ่อนต้นการบูรที่คุณปู่ปลูกอยู่ข้างบนนั้น
猶記得那年 在一個雨天 
ยังจำได้ว่าในปีนั้น ในวันฝนตกวันหนึ่ง
那七歲的我 躲在屋簷 
ฉันซึ่งอายุ 7 ขวบหลบอยู่ใต้ชายคาบ้าน
卻一直想去盪鞦韆
แต่กลับอยากออกไปไกวชิงช้าอยู่ตลอดเวลา
爺爺抽著煙 說唐朝陸羽 寫茶經三卷 流傳了千年
คุณปู่สูบบุหรี่ เล่าว่าลู่อวี่เขียนคัมภีร์ชาเอาไว้ 3 ม้วน สืบทอดต่อมานับพันปี

那天 我翻閱字典 
วันนั้น ฉันเปิดพจนานุกรม
查什麼字眼 形容一件事 很遙遠
ค้นหาคำอะไรคำหนึ่ง ที่บรรยายเรื่องราวเรื่องหนึ่งว่าอยู่แสนไกล
天邊 是否在海角對面 
ขอบฟ้า อยู่ที่ฟากตรงข้ามของสุดขอบทะเลใช่ไหม ?
直到九歲才知道浪費時間
จวบกระทั่งอายุ 9 ขวบจึงได้รู้ว่าเสียเวลาเปล่า

這茶桌樟木的橫切面 年輪有二十三圈
ด้านตัดของไม้การบูรที่เป็นโต๊ะน้ำชานี้ วงปีของมันมี 23 วง
鏡頭的另一邊跳接我成熟的臉
ที่อีกด้านหนึ่งของเลนส์กล้องถ่ายภาพ ภาพโดดต่อด้วยใบหน้าที่เป็นผู้ใหญ่ของฉัน
經過這些年 爺爺的手繭 
ผ่านเวลาหลายปีเหล่านี้ หนังมือสากด้านของคุณปู่
泡在水裡會有茶色蔓延
เมื่อแช่ในน้ำจะมีสีชาแผ่ซ่านออกมา

爺爺泡的茶 有一種味道叫做家
น้ำชาที่คุณปู่ชง มีรสชาติอยู่อย่างหนึ่งเรียกว่า บ้าน
(沒法挑剔它 口感味覺還不差)
(
ไม่อาจจุกจิกติเตียนมากเรื่อง รสชาตินั้นไม่เลวเลย)
陸羽泡的茶 聽說名和利都不拿
น้ำชาที่ลู่อวี่ชงนั้น ฟังมาว่าไม่ถือปรารถนาทั้งในลาภ ยศ สรรเสริญ
(他牽著一匹瘦馬就走天涯)
(
เขาจูงม้าผอมโซตัวหนึ่งท่องไปถึงสุดขอบฟ้า)
爺爺泡的茶 有一種味道叫做家
น้ำชาที่คุณปู่ชง มีรสชาติอย่างหนึ่งเรียกว่า บ้าน
(他滿頭白髮 喝茶時不准說話)
(
เขามีผมขาวโพลนไปทั้งหัว เวลาดื่มน้ำชาไม่อนุญาตให้ใครพูดจา)
陸羽泡的茶 像幅潑墨山水畫
น้ำชาที่ลู่อวี่ชงนั้น เหมือนภาพเขียนทิวทัศน์หมึกจีนซานสุ่ยฮว่า
(唐朝千年的風沙 現在還在颳)
(
ลมทรายพันปีของยุคราชวงศ์ถาง ยังคงพัดโหมแม้ในบัดนี้)


เรืองรอง รุ่งรัศมี แปล 
จากเพลง : เหยเยฟ่าวเตอฉา 爷爷泡的茶

พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ สายลมในกิ่งหลิว เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่
580 วันที่ 14-20 กรกฎาคม 2546

Check out this video on YouTube:
http://www.youtube.com/watch?v=5fsqaZ5Llzw&feature=youtube_gdata_player

วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ตำนานการรับรองอาคันตุกะด้วยน้ำชา

ชา : สีอะคริล บนแคนวาส 

การต้อนรับอาคันตุกะ หรือแขกผู้มาเยือนด้วยน้ำชานั้น มีหลักฐานบันทึกมาเนิ่นนาน อย่างน้อยในสมัยจิ้นตะวันออก (ค.ศ.314-420) มีบทกวีบทหนึ่งของหวางเหมิงระบุอย่างชัดเจนว่า ใช้น้ำชาคารวะอาคันตุกะผู้มาเยี่ยมเยือน
สมัยราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ.960-1279) มีบทกวีวรรคหนึ่งที่เลื่องลือของตู้ไหล ซึ่งมักนำมาอ้างอิงเสมอ เมื่อพูดถึงมิตรสหาย น้ำชา และสุรา ความว่า
“ในคืนหนาวเหน็บ อาคันตุกะมาเยือน ให้น้ำชาต้อนรับแทนสุรา เตาไฟน้ำเดือด ไฟเริ่มแดง”

สมัยราชวงศ์ชิง (ค.ศ.1644-1911) เจิ้งชิงได้เขียนบทกวีเกี่ยวกับการใช้น้ำชาต้อนรับแขก เป็นบทกวีวรรคหนึ่งที่ไพเราะและให้ภาพงดงาม
“น้ำค้างวสันต์จอกหนึ่งรั้งอาคันตุกะไว้ได้อีกชั่วครู่
ใต้สองแขนลมเย็นโชยผ่านดั่งว่าเป็นเซียนเหินบินไป”

การต้อนรับแขกผู้มาเยือนด้วยน้ำชานี้ หากสืบสาวข้อมูลย้อนกลับไปจะพบว่า เริ่มตั้งแต่ปลายสมัยสามก๊ก (ค.ศ.220-280) ซึ่งมีเรื่องเล่าดังนี้
ตั้งแต่สมัยที่ตู้คังรู้จักการทำสุรา การต้อนรับแขกทั้งในราชสำนัก ในสังคมชั้นสูง และในหมู่ประชาชนทั่วไป ล้วนแต่ใช้สุราเป็นเครื่องดื่มรับรอง แสดงการให้เกียรติของเจ้าภาพทั้งสิ้น
ในสมัยสามก๊ก กษัตริย์ซุนฮ่าวซึ่งเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของอู๋กว๋อ เป็นกษัตริย์ผู้โง่เขลาเบาปัญญา ไม่สนใจกิจบ้านงานเมือง รู้จักแต่หาความสำราญใส่ตัว ลุ่มหลงในสุรานารี เพื่อความเบิกบานสำราญใจ จึงมักจัดงานเลี้ยงเหล่าขุนนางข้าราชบริพารเป็นประจำ โดยการจัดงานเลี้ยงแต่ละครั้ง มักจะดื่มกินกันอย่างฟุ่มเฟือยจากเช้าจรดค่ำ มีนางสนมกำนัลในและนางระบำรำฟ้อนร่วมอยู่ในงานเสมอ สิ่งหนึ่งที่กษัตริย์ซุนฮ่าวชอบทำเสมอก็คือ การมอมสุราผู้มาร่วมงานให้เมามาย
มีขุนนางใหญ่คนหนึ่งชื่อเหวยจาง เป็นคนดื่มสุราได้น้อย เพียงดื่มแค่ 2 จอกก็เกิดอาการเมามายแล้ว ครั้งหนึ่งในงานเลี้ยง การดื่มสุราเวียนมาถึงรอบที่ 3 กษัตริย์ซุนฮ่าวสนุกกับการดื่มครั้งนี้เป็นอย่างมาก จึงสั่งให้ขุนนางข้าราชบริพารดื่มสุราของตนติดต่อกัน 3 จอก
เหวยจาวดื่มสุราเข้าไป 2 จอกแล้ว กำลังอยู่ในอาการเมามาย ครั้นได้ยินบัญชาให้ดื่มสุราจอกที่ 3 จึงตกใจมาก ครั้นจะไม่ดื่มก็เกรงจะมีความผิด จึงตัดสินใจยกสุราจอกที่ 3 แล้วกลั้นใจดื่ม ยังไม่ทันวางจอกลงก็มีอาการทรงตัวไม่อยู่ ล้มลงกับพื้นทันที เป็นอันว่างานเลี้ยงต้องเลิกล้มไปโดยปริยาย จากการเมามายจนทรงตัวไม่อยู่ของเหวยจาวนี่เอง
เวลาล่วงเข้าเดือนสิบฤดูชิวเทียน ดอกไม้นานาพรรณในอุทยานพากันเบ่งบ่านอวดโฉมงดงาม เหวยจาวกำลังดื่มน้ำชา ชมดอกไม้ เป็นเพื่อนกษัตริย์ซุนฮ่าว
ขณะหนึ่ง กษัตริย์ซุนฮ่าว ถามว่า “ทำไมความสามารถในการดื่มสุราของท่านจึงไม่พัฒนาขึ้นเลย”
เหวยจาวตอบว่า “ตั้งแต่เมามายครั้งนั้นแล้ว เมื่ออยู่ที่บ้านข้าก็หมั่นเพียรฝึกฝนดื่มสุราอยู่เป็นนิจ แต่ละมื้ออาหารข้าล้วนดื่มสุราไปด้วย แต่ทำอย่างไรก็ไม่อาจดื่มให้มากกว่าเดิมได้ ดูท่าชะตากำหนดให้ข้าดื่มสุราได้เพียงสองจอกกระมัง”
กษัตริย์ซุนฮ่าวได้ฟังดังนั้นจึงส่ายหน้าด้วยความระอา พลางว่า “เป็นถึงขุนนางอำมาตย์ระดับผู้ใหญ่ แต่ความสามารถในการดื่มกินมีน้อยถึงเพียงนี้ ช่างใช้ไม่ได้เอาเสียเลย”
เหวยจาวยกจอกน้ำชาขึ้นพลางกล่าวว่า
“ภาษิตชาวบ้านกล่าวไว้ดีนัก กบไสไม้นั้นเหมาะกับการใช้ไสไม้ให้เรียบ ส่วนเลื่อยนั้นเหมาะกับการใช้ตัดไม้ออกเป็นท่อน แต่ละสิ่งแต่ละอย่างล้วนมีข้อเด่นของตนเอง ไม่อาจนำมาใช้แทนกันได้ ข้าผู้น้อยนั้น แม้ว่าจะดื่มสุราได้เพียงน้อยนิด แต่หากให้ดื่มน้ำชาละก็ แต่ละครั้งข้าสามารถดื่มชาป้านใหญ่ๆ ได้เป็นจำนวนหลายป้านเลยทีเดียว หากไม่เชื่อ ข้าจะพิสูจน์ให้ท่านดูให้ประจักษ์ตา”
ว่าแล้วเหวยจาวก็ยกป้านน้ำชาขึ้นดื่มติดต่อกันทีเดียว 3 ป้าน
กษัตริย์ซุนฮ่าวเห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า
“ความสามารถในการดื่มชาของท่านนั้นสูงล้ำ นับแต่นี้ไปในงานเลี้ยงสุราทุกครั้ง ข้าอนุญาตให้ท่านดื่มชาแทนสุราได้ แต่เรื่องนี้ไม่ควรแพร่งพรายออกไปภายนอก มิฉะนั้นแล้วขุนนางอำมาตย์ท่านอื่นจะเอาเป็นเยี่ยงอย่างได้”
เหวยจาวยินดียิ่งนัก จึงค้อมคารวะแสดงความขอบคุณ
ต่อมา กษัตริย์ซุนฮ่าวจัดงานเลี้ยงเหล่าขุนนางชั้นสูงในราชสำนัก มีบัญชาให้ขันทีเตรียมน้ำชาสำหรับเหวยจาว 2 ป้าน เมื่อพระองค์และเหล่าขุนนางอำมาตย์ดื่มสุราจอกหนึ่ง เหวยจาวก็ดื่มน้ำชาจอกหนึ่ง ดื่มกันจากเช้าจนเที่ยง ขุนนางใหญ่หลายคนเมามายล้มฟุบกับโต๊ะแล้ว แต่เหวยจางยังคงกระปรี้กระเปร่า ชักชวนให้ผู้อื่นดื่มกินต่อไป กระทั่งทุกคนในงานเลี้ยงล้วนเมามาย มีเหวยจาวเพียงผู้เดียวที่ยังครองสติได้อยู่
เมื่อข่าวคราวเรื่องนี้แพร่กระจายออกไป ภายในราชสำนักและในหมู่ประชาชนทั่วไปจึงหันมานิยมใช้น้ำชาแทนสุราในการรับรองอาคันตุกะ และกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในวงกว้างจวบถึงปัจจุบัน


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ รวยรินกลิ่นชา ฉบับพิมพ์ครั้งแรก แพรวสำนักพิมพ์ พ.ศ.2543