ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชวนดูหนัง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชวนดูหนัง แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

หนังจีน

 ปี ค.ศ.1895 พี่น้องลูเมียร์คิดค้นเทคโนโลยีภาพยนตร์ได้สำเร็จ การถ่ายและการฉายภาพเคลื่อนไหวปรากฏเป็นความตื่นเต้นใหม่ของโลกตะวันตก
ปี ค.ศ.1896 เทคโนโลยีภาพยนตร์แพร่จากชาติตะวันตกเข้ามาสู่เซี่ยงไฮ้และฮ่องกง
          ปี ค.ศ.1905 เริ่นจิ่งเฟิง (任景丰) เจ้าของร้านถ่ายรูปเฟิงไท่ (丰泰) ที่ปักกิ่ง ทำการถ่ายภาพยนตร์เรื่อง "ติ้งจวินซาน" (定军山) ถือเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าแรกของภาพยนตร์จีน

ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์จีน เริ่มขึ้นโดยสามัญชนผู้เป็นเจ้าของกิจการร้านถ่ายรูป แน่นอนว่าความรู้เรื่องการถ่ายภาพนิ่งคือความรู้เชิงวิชาชีพของเขา การขยับไปถ่ายภาพเคลื่อนไหวที่มีเรื่องราวเป็นการต่อยอดพื้นฐานความรู้เดิม เป็นความตื่นเต้นใหม่ๆ ของยุคสมัย และเป็นลู่ทางความก้าวหน้าทางงานอาชีพด้วย เพียง 10 ปีให้หลัง จากที่โลกมีภาพยนตร์ของพี่น้องลูเมียร์ โลกภาพยนตร์ของจีนได้เปลี่ยนผ่านจากการรับเข้ามาอย่างสำเร็จรูป เป็นการสร้างสรรค์งานของตนขึ้นเอง
            ถึงราวปี 1913 ก็มีคนอย่าง เจิ้งเจิ้งชิว (郑正秋) จางสือชวน (张石川) หลีหมิงเหว่ย (黎明伟) ทยอยกันถ่ายทำภาพยนตร์ขึ้นทั้งที่เซี่ยงไฮ้และฮ่องกง
หนังจีนรุ่นแรกที่เป็นหนังเรื่องคือ "คู่ทุกข์คู่ยาก" (难夫难妻 ) และ "จวงจื่อทดสอบภริยา" (庄子試妻) เป็นหนังขนาดสั้น เริ่มมีเป้าหมายเพื่อความบันเทิงของผู้คนและคาดหวังรายรับด้านธุรกิจ
ปี 1920 หนังขนาดยาวของจีนก็กำเนิดขึ้นที่เซี่ยงไฮ้ ถึงเวลานี้หน่ออ่อนของศิลปะการสร้างภาพยนตร์ของจีน ก็ได้หยั่งรากลงบนผืนดินอย่างเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว. สังคมจีนในเวลานั้นเป็นรอยต่อของการก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ รูปแบบโครงสร้างต่างๆ ของสังคมกำลังเปลี่ยนแปลง ประเทศชาติตกอยู่ในภาวะยากลำบากทั้งเรื่องสงคราม ภาวะฝืดเคืองด้านการเงิน และการรุกรานเข้ามาของต่างชาติในทุกด้าน
สภาพสังคมแบบกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินาเช่นนี้ การลงทุนสร้างภาพยนตร์ของเอกชนย่อมมีปัญหาทั้งเรื่องความรู้เชิงเทคโนโลยีด้านเครื่องไม้เครื่องมือ การหาเงินลงทุน ความเข้าใจของผู้คนในสังคม(ซึ่งนอกจากจะคือกลุ่มนายทุน/คนงาน/นักแสดง/ฝ่ายทำงานเบื้องหลัง ยังรวมถึงผู้ชมที่จะเสียเงินซื้อตั๋วเข้าไปดูหนังอีกด้วย)
            หนังจีนในยุคแรกอิงอยู่กับการถ่ายทำการแสดงจากเวทีงิ้ว และจัดแสดงขึ้นใหม่เพื่อถ่ายทำเป็นภาพยนตร์ แต่ในเวลาอันสั้น บทภาพยนตร์แบบใหม่ก็กำเนิดขึ้นมา  การแสดงแบบใหม่ การกำกับ การตัดต่อ ล้วนแต่เป็นสิ่งใหม่ของโลกยุคนั้น

            ยุคทศวรรษที่ 1920 เป็นยุคของหนังเงียบขาวดำ เป็นยุคเริ่มลงรากปักฐานของหนังจีน พอเข้าสู่ทศวรรษที่ 1930 ศิลปะการภาพยนตร์ของจีนก็แข็งแรงมากแล้ว จากฟิล์มหนังเก่าๆที่ตกทอดมา ทำให้เราได้เห็นผลงานหนังในยุคนั้นหลายเรื่องที่องค์ประกอบในความเป็นหนังสมบูรณ์และน่าทึ่ง หนังบางเรื่องเรายังหาดูผ่านอินเทอเน็ตได้ในปัจจุบัน
            เข้าสู่ทศวรรษที่ 1930 กระแสความคิดซ้ายได้กลายเป็นกระแสหลักของหนังจีนอย่างโดดเด่น หย่วน หลิง อวี้ (院玲玉) คือนักแสดงหญิงคนหนึ่งที่โดดเด่นมากของยุคนี้ น่าเสียดายที่เธอฆ่าตัวตายตั้งแต่อายุยังน้อย จึงเหลือผลงานตกทอดมาถึงเราไม่มาก หนังที่หย่วนหลิงอวี้แสดงเนื้อหาค่อนข้างจริงจัง เธอมักรับบทหญิงยุคใหม่ที่สู้ชีวิต เรื่องราวชีวิตของเธอเคยถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์คุณภาพที่ได้ทั้งกล่องและได้ทั้งเงินเมื่อราวยี่สิบปีที่แล้ว หนังอำนวยการสร้างโดยเฉินหลง แสดงนำโดยจางม่านอวี้ (张曼玉)

            จากยุคทศวรรษที่ 1930 เป็นต้นมา หนังจีนก็หยั่งรากลงบนพื้นดินของศิลปะสกุลอัตนิยม (realistic) อย่างมั่นคง ช่วงเวลานั้นฐานการผลิตภาพยนตร์ยังอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ แต่ที่ฮ่องกงและไต้หวันก็มีการสร้างภาพยนตร์ออกมาอย่างสม่ำเสมอแล้ว เพียงแต่ผลงานที่โดดเด่นส่วนใหญ่ยังเกิดจากกลุ่มผู้สร้างที่เซี่ยงไฮ้
สงครามโลกและสงครามภายในจีนมีส่วนกระทบต่อแวดวงภาพยนตร์จีนอย่างมาก การรบพุ่งและการเปลี่ยนระบอบการปกครองจากรัฐบาลก๊กมินตั๋ง (กว๋อหมินตั่ง - 国民党) ทำให้ผู้คนในแวดวงภาพยนตร์ไม่น้อยไหลมาตั้งหลักใหม่ที่ฮ่องกง บางบริษัทก็ยังคงฐานเดิมไว้ที่เซี่ยงด้วย แต่บริษัทใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในฮ่องกงก็มี
            พูดถึงหนังฮ่องกงแล้วจะข้ามชื่อบริษัท ชอว์ บราเธอส์ (邵氏公司) ไปไม่ได้ ชอว์ บราเธอส์เป็นบริษัทเก่าแก่ที่ครั้งยังอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ ใช้ชื่อบริษัทเทียนอี (天一) การเกิดขึ้นของ ชอว์ บราเธอส์ ฮ่องกงได้เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ขนานใหญ่ และได้ชักนำให้กระแสการสร้างภาพยนตร์เพื่อความบันเทิงเป็นจริงและประสพผลสำเร็จทางด้านการตลาดด้วย

            ภาพยนตร์จีนช่วงทศวรรษที่ 1950 เป็นต้นมา มิได้มีฐานการผลิตอยู่เฉพาะที่เซี่ยงไฮ้แล้ว ที่ไต้หวัน และฮ่องกง ศิลปะภาพยนตร์ได้พัฒนาตัวเองในทุกด้าน และต่างก็ผลิตภาพยนตร์ของตนออกสู่โลกภายนอก ในช่วงเวลานี้ หนังจีนใน 3 แผ่นดินนี้มีลักษณะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด คือ ที่ฮ่องกงก้าวเข้าส่วนยุคธุรกิจอุตสาหกรรมภาพยนตร์ (แน่นอนว่าหนังที่"ขาย"หลายเรื่องก็มีหนังที่เข้มข้นทางคุณภาพด้านศิลปะและเนื้อหาด้วย) ทางไต้หวันตกอยู่ภายใต้นโยบายต่อต้านและปลุกผีคอมมิวนิสต์ของรัฐบาลเจียงไคเชค ส่วนทางจีนแผ่นดินใหญ่กำลังวางรากฐานใหม่ของภาพยนตร์แนวสังคมนิยมควบคู่กับการสร้างสรรค์ประเทศจีนใหม่
  
เข้าสู่ทศวรรษ 1960 ลักษณะภาพยนตร์จีน ฮ่องกง , ไต้หวัน และจีนแผ่นดินใหญ่ ก็สร้างลักษณะเฉพาะของตนจนเห็นได้ชัดแล้ว
            สังคมไทยตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1960 เป็นต้นมาอยู่ในแนวคิดต่อต้านคอมมิวนิสต์ตามลูกพี่อเมริกา การรับรู้ข้อมูลภาพยนตร์จากทางด้านจีนแผ่นดินใหญ่จึงมีค่อนข้างน้อย ภาพยนตร์ที่ได้ชมกันในโรงภาพยนตร์ส่วนใหญ่มาจากฝั่งฮ่องกงและไต้หวัน. เพิ่งจะหลังทศวรรษ 1980 นี่เองที่ข้อมูลภาพยนตร์จีนฝั่งจีนแผ่นดินใหญ่เริ่มเข้ามาสู่การรับรู้ของคนไทย หลังจากที่หนังจีนรุ่นใหม่ของกลุ่มผู้กำกับรุ่นจางอี้โหมว (张艺谋) ไปคว้าเอารางวัลทางด้านภาพยนตร์จากเทศกาลภาพยนตร์ครั้งแล้วครั้งเล่า
            ปัจจุบัน หนังจีนทั้งฝั่งฮ่องกง, ไต้หวัน และจีนแผ่นดินใหญ่ ล้วนมีที่ทางชัดเจนอยู่ในกระแสประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ร่วมสมัยของโลก ผู้กำกับภาพยนตร์จีนหลายๆ คน ก้าวข้ามพรมแดนประเทศไปทำหนังในที่ต่างๆ ทั่วโลก และแนวของภาพจีนในทั้ง 3 แผ่นดินก็หลากหลาย น่าชื่นชม
            คนทำหนังรุ่นใหม่ๆ กำลังเกิดขึ้นเรื่อยๆ ใน 3 แผ่นดินนี้ ถึงวันนี้ คำว่า ผู้กำกับรุ่นที่ 5 เป็นคำที่เก่าไปเสียแล้ว โลกไม่อาจจัดผู้กำกับรุ่นจางอี้โหมวให้หยุดนิ่งอยู่กับความเป็น "รุ่นที่ 5" และโลกภาพยนตร์จีนก็กำลังก้าวสู่วันเวลาใหม่อย่างขะมักเขม้น และน่าตื่นตาตื่นใจ

เรืองรอง รุ่งรัศมี
3/5/2013



ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ Dragon square นิตยสาร Mix magazine ฉบับเดือน มิถุนายน 2013

วันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

รุ่นของผู้กำกับ ภาพยนตร์จีนแดงแผ่นดินใหญ่


การแบ่งผู้กำกับการแสดงภาพยนตร์ของจีนแผ่นดินใหญ่เป็นรุ่นต่างๆ แพร่หลายจนกลายเป็นประเพณีขึ้นมาในปัจจุบัน มาจากการเรียกกลุ่มผู้กำกับ “รุ่นที่ 5” เป็นรุ่นแรก
แล้วผู้กำกับรุ่นอื่นๆ คือใคร และเป็นอย่างไร
ข้อมูลจากนิตยสารด้านภาพยนตร์จีน ตามลักษณะเฉพาะทางสุนทรียศาสตร์ที่พวกเขานำมาใช้กับภาพยนตร์ที่เขาสร้าง สามารถแบ่งได้ดังนี้
รุ่นที่ 1 คือ กลุ่มที่บุกเบิกให้มีการสร้างภาพยนตร์จีนขึ้น โดยยึดหลักสุนทรียศาสตร์ของภาพยนตร์ กลุ่มนี้ประกอบด้วย เจิ้งเจิ้งชิว, จางเสอชวน, โหวย่าว เป็นอาทิ
รุ่นที่ 2 มีสมาชิกเป็นผู้กำกับที่อยู่ในช่วงทศวรรษ 1930-1940 อันประกอบด้วย เซี่ยเอี่ยน, ไช่ฉู่เซิง, อู๋หย่งกัง, เฟ่ยมู่, เสิ่นซีหลิง เป็นต้น
รุ่นที่ 3 หมายถึง กลุ่มผู้กำกับช่วงทศวรรษ 1950 อันเป็นภายหลังจากที่ได้มีการสถาปนาประเทศจีนขึ้นใหม่แล้ว ผู้กำกับรุ่นนี้มี สุ่ยฮว๋า, เฉิงอิ่น, ชุยเหวย, เจิ้งจวิ้นหลี่, เซ่จิ้น เป็นต้น
หนังของคนทำหนังกลุ่มนี้ ถือเป็นภาพยนตร์ของฝ่ายซ้ายได้โดยแท้ เพราะยึดถือคติทางศิลปะแบบสังคมนิยมและอัตถนิยม มักเป็นภาพยนตร์ที่มุ่งสะท้อนเรื่องราวชนชั้นกรรมาชีพ คือ กรรมกร ชาวนา และนักปฏิวัติ
รุ่นที่ 4 ผู้กำกับรุ่นนี้คือ นักศึกษาด้านภาพยนตร์ที่สำเร็จการศึกษาช่วงทศวรรษ 1960 แต่เริ่มเข้าสู่แวดวงภาพยนตร์ในช่วงต้นทศวรรษ 1980
ผู้กำกับกลุ่มนี้ประกอบด้วย อู๋อี๋กง, จางหน่วนซิน, เถิงเหวินจี้, เซ่เฟย เป็นต้น พวกเขามักทำหนังที่มีลักษณะของงานบันทึกความเป็นจริง โดยมีความคิดแบบนักมนุษยนิยม
รุ่นที่ 5 คือ ผู้กำกับภาพยนตร์จีนที่กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังในระดับนานาชาติในช่วงปัจจุบัน พวกเขาเข้าสู่แวดวงภาพยนตร์ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ.1982 เป็นต้นมา เป็นคนสร้างหนังที่เติบโตมากับการปฏิวัติวัฒนธรรม และเริ่มก่อรูปก่อร่างในวงการภาพยนตร์ภายหลังจากนั้น ผลงานของผู้กำกับกลุ่มนี้มักจะได้รับการกล่าวขวัญถึง หรือได้รับรางวัลต่างๆ ในงานเทศกาลภาพยนตร์หรือการประกวดภาพยนตร์ภายนอกประเทศจีน ถือได้ว่าเป็นกลุ่มผู้กำกับที่ชื่อและผลงานกำลังขายได้ดีในตลาดภาพยนตร์ปัจจุบัน
ผู้กำกับที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มรุ่นที่ 5 มี เฉินข่ายเกอ, จางอี้โหมว, เถียนจวงจวง, อู๋จื่อหนิว, หลี่ซ่าวหง เป็นต้น
ภาพยนตร์ของผู้กำกับในรุ่นที่ 5 ได้เข้ามาฉายในโรงหนังบ้านเราหลายเรื่อง และดูเหมือนจะเป็นที่รับได้ของคนดูหนังในเมืองไทยด้วย เช่น เรื่อง “จวี๋โต้ว” (JU DOU), “ลาก่อน แม่นางสนมข้า” (FAREWELL TO MY CONCUBINE) (ขออนุญาตไม่ใช้ชื่อไทยตามโรงหนัง เพราะรับไม่ได้โดยสิ้นเชิงกับการตั้งชื่อหนังจีนในยุคปัจจุบัน อีกประการหนึ่ง การแปลชื่อหนังตามชื่อเรื่องภาษาจีนหรือภาษาอังกฤษ น่าจะมีประโยชน์กว่าในการศึกษาและอ้างอิงเมื่อวันเวลาผ่านไป)
ภาพยนตร์อย่างเรื่อง “โคมแดงแขวนเอาไว้สูงๆ” (RAISE THE RED LANTERN) หรือ “แจวเอย แจว! แจวถึงสะพานที่บ้านยาย” (SHANGHAI TRIAD) และสองเรื่องที่เอ่ยถึงข้างต้น ล้วนแต่เคยเห็นมีเป็นวิดีโอวางขายอยู่ทั่วไป เพียงแต่บางเรื่องคำบรรยายไทยอาจจะคลาดเคลื่อนไปจากความหมายเดิม ให้รู้สึกรำคาญใจเวลาชมอยู่บ้าง
ดูเหมือนว่าหนังของผู้กำกับรุ่นที่ 5 เรื่องอื่นๆ ก็พอจะหาได้จากแหล่งที่พวกหลงใหลงานภาพยนตร์เขาไปเสาะหากัน แล้วก็อย่าตะขิดตะขวงใจกับการซื้อเทปผีกันเลย เพราะถ้ารอหาที่มีลิขสิทธิ์ก็อาจจะรอเก้อ หรือเทปลิขสิทธิ์บางเรื่องก็แปลคำบรรยายไทยผิดพลาด ดังกรณีเรื่อง “ลาก่อน แม่นางสนมข้า” ที่ข้าพเจ้าเพิ่งดูผ่านตามาเมื่อไม่กี่วันนี้เอง
รุ่นที่ 6 เป็นกลุ่มรุ่นน้องของผู้กำกับรุ่นที่ 5 พวกเขาสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยการภาพยนตร์ปักกิ่ง ช่วงปลายทศวรรษ 1980 เริ่มเสนอผลงานสู่สาธารณะในช่วงทศวรรษ 1990 ปัจจุบันแม้ว่าผู้กำกับรุ่นนี้จะยังมิได้มีชื่อเสียงโด่งดังนัก แต่ก็เป็นที่จับตามองของวงการภาพยนตร์โลกแล้ว
ผู้กำกับในกลุ่มรุ่นที่ 6 ประกอบด้วย หวางเสี่ยวซ่วย, หลี่จวิ้น, เหอเจี้ยนจวิน, หูเสวี่ยหยาง, จางหยวน, ก่วนหู, โหลวเย่, หวางญุ่ย, ลู่เสวียฉาง, หม่าเสียวหย่ง, อูตี๋ เป็นต้น
อาจคาดการณ์ได้ว่าในช่วงระยะเวลาข้างหน้านับจากนี้ไป กลุ่มผู้กำกับรุ่นที่ 6 คงจะค่อยๆ แสดงสถานะของตนให้ประจักษ์ชัดต่อสายตาชาวโลกและวงการภาพยนตร์ บางทีชื่อของผู้กำกับรุ่นที่ 6 อาจเป็นรุ่นต่อไปที่จะได้ร่วมงานกับกลุ่มทุนนอกประเทศ ดังเช่นที่รุ่นพี่เคยถากถางหนทางเอาไว้
ทั้งภาพยนตร์จีนของกลุ่มผู้กำกับรุ่นที่ 5 และผู้กำกับรุ่นที่ 6 น่าจะหาได้ไม่ยากที่ฮ่องกง ในรูปของแผ่นเลเซอร์ดิสก์ วิดีโอ วิดีโอซีดี

ภาพยนตร์จีนมีประวัติยาวนานมาถึง 90 ปี เริ่มมีการสร้างหนังในเมืองจีน ภายหลังจากหนังเรื่องแรกของโลกราวๆ 10 ปี และแม้ว่าเอกสารข้อมูล ตลอดจนถึงฟิล์มภาพยนตร์เก่าๆ ของจีน จะมิได้มีอยู่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ แต่การมีสถาบันการศึกษาด้านภาพยนตร์โดยตรงอย่างเป็นทางการ ก็ช่วยให้ข้อมูลต่างๆ ถูกรวบรวมไว้ใช้เพื่อการศึกษา อันเป็นผลให้ภาพยนตร์ (จำนวนหนึ่ง) ของจีนแผ่นดินใหญ่ เป็นผลงานที่มี “ราก” มีที่มาที่ไปอย่างชัดเจน ความไม่ใช่ “มวยวัด” เช่นนี้เองที่เอื้อให้เกิดการเติบโตที่มั่นคงแข็งแรงต่อภาพยนตร์จีนในปัจจุบันและอนาคต
ผู้รู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ภาพยนตร์จีนกล่าวว่า ยุคทศวรรษ 1930-1940 และทศวรรษ 1980 เป็นช่วงเวลาอันสำคัญยิ่งของวงการภาพยนตร์จีนในแผ่นดินใหญ่
ยุคทศวรรษ 1930-1940 นั้น เป็นช่วงเวลาที่สามารถสถาปนาอาณาจักรแห่งภาพยนตร์ในประเทศจีนได้อย่างมั่นคง มีตำแหน่งแห่งที่ในฐานะหนึ่งของศิลปะที่ผู้คนยอมรับทั่วไป
ช่วงทศวรรษ 1980 เป็นช่วงเวลาที่สามารถสถาปนาที่ทางของภาพยนตร์จีนต่อโลกภายนอก เป็นช่วงเวลาที่คนทำหนังจีนในแผ่นดินใหญ่สามารถยืนยันถึงตัวตนและความมีอยู่ของภาพยนตร์จีนต่อชาวโลกได้
ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา ภาพยนตร์โดยกลุ่มผู้กำกับรุ่นที่ 5 ของจีนแผ่นดินใหญ่ก็ไปคว้ารางวัลจากประเทศต่างๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า
เมืองไทยนั้นคุ้นเคยกับภาพยนตร์จีนมานานหลายสิบปี ก่อนที่ภาพยนตร์ของบริษัท ชอว์ บราเธอส์ แห่งฮ่องกง จะเฟื่องฟูเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในเมืองไทย ช่วงราวทศวรรษ 1960 ภาพยนตร์โดยบริษัท ภาพยนตร์ฉางเฉิง ก็เคยเป็นที่ชื่นชมของคนดูหนังจีนยุคเก่าในเมืองไทย นอกจากนี้ ภาพยนตร์จีนจากแผ่นดินใหญ่เรื่องอื่นๆ ก็เคยฉากแพร่หลายตามโรงหนังทั่วไปในเมืองไทย ก่อนที่จะค่อยๆ ถูกรุกคืบหนังบู๊กวางตุ้ง (ซึ่งสร้างในฮ่องกงยุคก่อน ชอว์ บราเธอส์เฟื่อง) หนังรักจากไต้หวันก็เคยครองใจนักดูหนังจีนที่เป็นแฟนประจำของโรงภาพยนตร์กรุงเกษม (ปัจจุบันถูกทุบทิ้งไปแล้ว) ช่วงหลัง 14 ตุลาคม 2516 ภาพยนตร์ฝ่ายซ้ายอย่างเรื่อง “ลูกชาวนา” ก็เคยเข้ามาฉายแถบเยาวราช แล้วยังมีภาพยนตร์งิ้วแต้จิ๋วที่ครองใจคนดูหนังรุ่นจีนอพยพอีก

ปัจจุบัน กิจการภาพยนตร์จีนทั้งจากจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และไต้หวัน ต่างก็กำลังเป็นที่จับตามองของวงการภาพยนตร์โลก ภาพยนตร์ฮ่องกงครองตลาดไปทั่วโลก จนมีคำกล่าวยกย่องว่า ฮ่องกง คือ ฮอลลีวู้ด แห่งตะวันออก
หลังจากประสบความสำเร็จอย่างมากกับภาพยนตร์แนวตลาด คนทำหนังฮ่องกงจำนวนหนึ่ง กำลังรู้สึกท้าทายกับการทำหนัง ซึ่งเป็นที่ยอมรับในแง่ศิลปะ
ทางด้านไต้หวัน หลังจากการทำหนังตลาดอย่างสุกเอาเผากินช่วงระยะเวลาหนึ่ง จนแทบทำลายธุรกิจภาพยนตร์ในประเทศเสียย่อยยับ ผู้คนก็เริ่มได้สติคืนมา ประกอบกับรัฐบาลของเขาเห็นคุณค่าของศิลปะแขนงนี้ และให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ปัจจุบัน ภาพยนตร์ไต้หวันจำนวนหนึ่งก็ยกระดับคุณภาพขึ้นอย่างน่าพอใจ
ด้านจีนแผ่นดินใหญ่นั้น นอกจากผู้กำกับรุ่นที่ 4 และรุ่นที่ 5 ที่ยังคงสร้างงานออกมาอย่างต่อเนื่อง ผู้กำกับรุ่นที่ 6 ก็กำลังเติบโตและทยอยสร้างผลงานออกมาพิสูจน์ตัวเอง
อีกดินแดนหนึ่งที่อาจก้าวเข้ามามีบทบาทในวงการภาพยนตร์จีน คือ สิงคโปร์ ปัจจุบัน วงการภาพยนตร์โลกยังคงค่อนข้างมองข้ามสิงคโปร์ไป อาจเพราะเนื่องจากวิธีคิดแบบเด็กดีหรือคนเรียบร้อยของชาวสิงคโปร์ ที่เป็นข้อจำกัดต่อการสร้างสรรค์งานทางศิลปะให้แหลมคมและมีพลังเข้มข้น แต่สิงคโปร์วันนี้ก็เริ่มก้าวออกจากแผ่นดินผืนเล็กๆ ของตน เพื่อแสวงหาความร่วมมือกับการทำหนังร่วมกับฮ่องกงบ้างแล้ว บางทีสิงคโปร์อาจก้าวข้ามข้อจำกัดของตนก็ได้ในวันข้างหน้า


เรืองรอง รุ่งรัศมี


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกใน “เดือน... ดาว... ในเงาฟิล์ม” แพรวเอนเตอร์เทน พ.ศ.2542

วันพุธที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2556

รวมภาพยนตร์ที่หลินไต้ 林黛 แสดง


หลินไต้ เป็นนักแสดงที่มีความเป็น "ดารา" สูงมาก แต่ก็เป็นดาราที่มีฝีมือด้วย  เธออยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านจากหนังเสียงขาวดำสู่หนังสี เมื่อเธอเข้าไปร่วมงานกับ ชอว์ บราเธอส์ 邵氏 เครื่องหมาย SB ในโลโก้พร้อมเสียงเพลงนำมา ผู้ชมก็ปล่อยใจไปกับภาพเรื่องราวบนจอ
ภาพยนตร์ของหลินไต้น่าจะได้ฉายในโรงหนังในเมืองไทยทุกเรื่อง ใครอยากดูหนังของหลินไต้ ตามหาแผ่นลิขสิทธิ์คมชัดของชอว์ บราเธอส์ได้ไม่ยาก ถ้าเป็นหนังร้องเพลงแนะนำให้ดูฉบับเสียงในฟิล์มจะดีกว่าฉบับพากย์
หนังที่หลินไต้แสดง มีทั้งหนังสมัยใหม่และหนังโบราณ เธอดูสวยทั้งในชุดเครื่องแต่งกายทันสมัย บ้านๆ และ ชุดโบราณ ความงามมีเสน่ห์ของหลินไต้ทำให้ผู้คนมากมายหลงรักเธอ แต่ว่าสาวงามมักจะอาภัพเรื่องรัก หลินไต้เจ็บช้ำกับปัญหาชีวิตของเธอจนวันหนึ่งได้ตัดสินใจฆ่าตัวตาย

รายชื่อภาพยนตร์ที่หลินไต้แสดง รวบรวมเรียงตามลำดับปีมาไว้ด้วยกัน ดังนี้
1953 翠翠 "ชุยชุ่ย" นำเอาชื่อตัวละครมาตั้งเป็นชื่อหนัง หนังเรื่องแรกที่หลินไต้แสดงเป็นนางเอกของเรื่อง เป็นหนังขาวดำยุคหนังเสียง สร้างจากวรรณกรรมเรื่อง "เมืองชายแดน" (邊城)
1954 春天不是讀書天 "ฤดูใบไม้ผลิไม่ใช่วันสำหรับอ่านหนังสือ" หนังขาวดำในยุคแรก วิธีการเขียนบทและเทคนิคการถ่ายทำยังเป็นไปอย่างซื่อๆ
1955 金鳳 "จินเฟิ่ง"
1955 梅姑 "เหมยกู"
1956  菊子姑娘 "จวี๋จื่อกูเหนียง"
1956  亂世妖姬
1956 杏花溪之戀
1956 漁歌
1957 窈窕淑女 หนังสมัยใหม่
1957 金蓮花
1957 亡魂谷 หนังผี
1957 香港東京蜜月旅行
1957 情場如戰場
1957 春光無限好
1957 黃花閨女
1958 貂蟬 "เตียวเสี้ยน" หนังอิงตำนานประวัติศาสตร์
1958 笑聲淚痕
1958 笑聲淚影
1958 紅娃
1959 慾網
1959 嬉春圖
1959 雲裳艶後
1959 樑上佳人
1959 千金小姐
1959 江山美人 "จอมใจจักรพรรดิ" หนังร้องเพลงที่เพลงทุกเพลงในหนังฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมือง
1960 溫柔鄉
1961 千嬌百媚
1961 猿女孟麗絲
1961 燕子盜
1961 不了情 "ปู้เหลี่ยวฉิง" เพลงในหนังเรื่องนี้กลายเป็นเพลงอมตะที่ร้องกันแพร่หลายแม้จนทุกวันนี้
1962 有口難言
1962 白蛇傳 "นางพญางูขาว"
1963 花團錦簇
1964 王昭君 "หวางเจาจวิน" หนังแต่งชุดโบราณ
1965 妲己 หนังแต่งชุดโบราณ อิงตำนานประวัติศาสตร์จีน
1965 寶蓮燈 "โคมวิเศษ" หลินไต้ถ่ายหนังเรื่องนี้ไม่จบ แต่ฆ่าตัวตายอำลาโลกไปเสียก่อน จึงต้องหาตัวแสดงแทนที่รูปร่างหน้าตาละม้ายหลินไต้อย่างมากมาถ่ายทำต่อมาในบางฉากที่ค้างไว้จนจบ เมื่อหนังออกฉาย แฟนหนังของหลินไต้พากันไปดูหนังด้วยอารมณ์รำลึกถึงดารายอดนิยม และวิพากษ์วิจารณ์กันเกรียวกราวว่าฉากไหนเป็นหลินไต้ตัวจริง ฉากไหนเป็นตัวปลอม
1966 藍與黑上集 หนังสงคราม "สีน้ำเงินกับสีดำ" ภาค 1
1966 藍與黑下集 หนังสงคราม "สีน้ำเงินกับสีดำ" ภาค 2
1967 血痕鏡

นับจากปี 1953 ที่หนังเรื่องแรกของหลินไต้ออกฉาย เธอก็ครองใจผู้ชมตลอดมา แฟนคลับของหลินไต้มีทุกเพศ ทุกวัย ข่าวการตายของหลินไต้ช็อคแฟนหนังของเธอมาก แม้เธอจะถึงแก่กรรมไปนานแล้ว แต่ทุกวันนี้เมื่อพูดถึงหนังจีน ชื่อของหลินไต้ก็ยังเป็นชื่อที่ไม่อาจละเลย


เรืองรอง รุ่งรัศมี


วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2556

Ang lee หลี่อาน 李安


ตั้งแต่ยุคปลายๆทศวรรษที่ 1980 กระมังที่หนังจีนเริ่มออกไปเป็นที่สนใจของแวดดวงภาพยนตร์โลก
แรกเริ่มนั้นเพราะว่าหลังม่านไม้ไผ่เป็นโลกลึกลับของชาวตะวันตก ความอยากรู้อยากเห็นเรื่องราวในแผ่นดินจีน ทำให้ภาพยนตร์ของกลุ่มผู้กำกับรุ่นที่ 5 ของจีนแผ่นดินใหญ่ อันมี จางอี้โหมว 张艺谋 และ เฉินข่ายเกอ 陈凯歌 เป็นหัวหอกเป็นที่จับตาของผู้สนใจทั่วโลก
หนังเรื่องแรกๆ ของกลุ่มผู้กำกับรุ่นที่ 5 ของจีนมักเล่าเรื่องราวในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม อันเป็นช่วงเวลาที่สังคมจีนปิดตัวจากโลกภายนอก เรื่องราวในช่วงเวลานั้นเปี่ยมด้วยสีสันและเรื่องราว มีทั้งโศกนาฏกรรมและอุดมคติ มีฉากและบรรยากาศ มีตัวละครที่เปี่ยมพลัง องค์ประกอบเหล่านี้เป็นสิ่งใหม่ของโลกภาพยนตร์ในเวลานั้น ไม่เฉพาะในกระแสภาพยนตร์โลก แม้แต่ในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์จีน นี่ก็เป็นเรื่องใหม่เช่นกัน
ในวันเวลาเช่นนั้นกลุ่มผู้กำกับรุ่น 5 เป็นใบหน้าใหม่ของโลกภาพยนตร์ พวกเขาเต็มไปด้วยพลังและมีเรื่องเล่ามากมายที่จะบอกกล่าวต่อผู้คน พวกเขามีประสบการณ์และวิชาความรู้ ตลอดจนประสบการณ์ชีวิตที่สด และแปลกใหม่เมื่ออยู่บนแผ่นฟิล์ม. พวกเขาเป็นกลิ่นอายใหม่ที่ให้รสชาติถึงอกถึงใจแก่ผู้ชม

ภาพยนตร์เรื่องแล้วเรื่องเล่าจากจีนแผ่นดินใหญ่เคลื่อนจากตะวันออกไปสู่โลกตะวันตก สามารถสร้างความประทับใจ และคว้ารางวัลในเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆ ได้
ในแง่ความเป็นสินค้าวัฒนธรรม เมื่อหนังมีความแปลกใหม่ ดูสนุก และมีรางวัลรับรอง จึงกลายเป็นสินค้าที่มีโอกาสทำกำไรได้
เงื่อนไขเหล่านี้บวกกับโลกเทคโนโลยีที่เคลื่อนตัวจาก วีดีโอ , เลเซอร์ ดิส , วีซีดี , ดีวีดี ทำให้หนังสามารถบันทึกในรูปแบบใหม่ๆ ในราคาที่ผู้คนวงกว้างสามารถเป็นเจ้าของได้ ประกอบกับอุปกรณ์การดูหนังในบ้านก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว การสามารดูหนังในบ้านสำหรับคนทุกระดับชั้นทางเศรษฐกิจเช่นนี้มีส่วนกระตุ้นให้ตลาดการค้าหนังข้ามพรมแดนทางภูมิศาสตร์ ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถลงทุนในธุรกิจนี้ได้ทั้งในฐานะผู้สร้างและผู้ค้า เมื่อมีทั้งผู้ขาย ผู้สร้าง และผู้ซื้อ ธุรกิจนี้ก็ครบวงจร และมันก็หมุนวงรอบของมันไปเรื่อยๆ เป็นทั้งโรงงานผลิตสินค้าและโรงงานผลิตความฝันของผู้คน

ที่จริงแล้วหนังจีนได้ออกไปสู่โลกตะวันกตั้งแต่ยุคเฟื่องฟูของบริษัท ชอว์ บราเธอส์ 邵氏 ในยุคหนังกำลังภายในตั้งแต่ช่วงคาบเกี่ยวของยุค หวังหยู่ 王羽 , เดวิด เจียง 姜大衛 , ตี้หลุง 狄龍 , บรู๊ซ ลี 李小龍 , และ เฉินหลง 成龍 เพียงแต่ว่านั่นเป็นกลุ่มหนังที่เน้นความบันเทิงจากฮ่องกง 
แต่หนังเพื่อความบันเทิงกลุ่มนี้ก็ส่งอิทธิพลอย่างมากต่อผู้กำกับอย่าง เควนติน ตาเลนติโน หนังอย่าง KILL BILL ของ เควนติน ตาเลนติโน แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต เขาได้ดูหนังกำลังภายในจากฮ่องกงอย่างจ่อมจมลงไปในห้วงลึก เครื่องแต่งกายตัวเอกฝ่ายหญิงคือเครื่องแต่งกายของบรู๊ซ ลี และบุคลิกตัวละครฝ่ายผู้ร้ายก็มาจากหนังกำลังภายในยุคเก่า เราคงไม่สามารถมองข้ามภาพยนตร์จีนกลุ่มนี้เมื่อพูดถึงหนังจีนโดยรวมในยุคปัจจุบัน
มีหนังจีนกำลังภายในเรื่องหนึ่งของ คิง ฮู (king hu หูจินฉวน 胡金全) เคยได้รับรางวัลเทคนิคยอดเยี่ยมที่เมืองคานส์ เรื่อง A TOUCH OF ZEN 俠女 ใครเคยดูหนังเรื่องนี้จะเห็นร่องรอยของหนังเรื่อง 臥虎藏龍 (COUCH TIGER , HIDDEN DRAGON ) ของ หลี่อาน 李安 Ang Lee ซึ่งได้รางวัลมากมายในปี ค.ศ. 2000

หลี่อาน 李安 Ang Lee เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไต้หวันที่ผลงานเป็นที่ยอมรับในวงกว้างทั้งโลกตะวันตกและโลกตะวันออก เขาศึกษามาทางด้านภาพยนตร์และการละครทั้งจากไต้หวันและสหรัฐอเมริกา เป็นนักเรียนภาพยนตร์แบบศิษย์มีครูเช่นเดียวกับกลุ่มผู้กำกับรุ่นที่ 5 ของจีนแผ่นดินใหญ่ แตกต่างกันตรงที่ จางอี้โหมว และ เฉินข่ายเกอ ศึกษาจากสถาบันที่สอนด้านภาพยนตร์ภายในจีนแผ่นดินใหญ่ ส่วนหลี่อานเรียนทั้งจากสถาบันในไต้หวันและอเมริกา โดยมีวุฒิการศึกษาสูงสุดถึงปริญญาเอกด้านภาพยนตร์
วุฒิการศึกษามิได้เป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับผู้สร้างสรรค์ผลงานด้านศิลปะ แต่ความลึกซึ้ง , ความเข้าใจที่ทะลุปรุโปร่ง ตลอดจนความคาดหวังกับตัวเองในแง่ผลงานต่างหาก ที่เป็นสิ่งแยกแยะคนในสายงานด้านนี้
หลี่อานเริ่มมีผลงานกำกับภาพยนตร์ เผยแพร่ในวงกว้างตั้งแต่ปี ค.ศ.1992 ด้วยเรื่อง "ผลักมือ" 推手 pushing hands ต่อด้วยเรื่อง The Wedding Banquet 喜宴 ในปี 1993, ปี 1994 สร้างความลือลั่นอีกครั้งด้วยเรื่อง EAT , DRINK , MAN , WOMEN 飲食男女
หนังไตรภาคชีวิตครอบครัวนี้ 2 เรื่องแรกเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสังคมตะวันตก แล้วเรื่องท้ายกลับมาใช้พื้นที่ของสังคมตะวันออก นี่คือผลงานชุดแรกที่ทำให้แสงสปอร์ต ไลท์จับอยู่กับตัวเขา และเปิดประตูพาเขาก้าวสู่โลกภาพยนตร์ที่ฮอลลีวู้ด เมืองหลวงของวงการภาพยนตร์โลก

ผ่านจากผลงานไตรภาคชีวิตครอบครัว ด้วยการได้รับทั้งกล่องและเงิน ฝีก้าวต่อไปในแวดวงภาพยนตร์โลกของหลี่อานก็เป็นไปอย่างมีความหวัง
ค.ศ. 1995 เขากำกับภาพยนตร์ที่สร้างจากวรรณกรรมอังกฤษ เรื่อง sense and sensibility คราวนี้หนังทั้งเรื่องมิได้ใช้ประโยชน์จากตัวละครที่เป็นคนตะวันออกโดยสิ้นเชิง และเขาก็ทำได้ดีมาก จนได้รับยกย่องว่าเป็นผู้กำกับที่ทำความเข้าใจตัวละครในฐานะ "มนุษย์" ได้ลึกซึ้งข้ามพ้นความเป็น "ชนชาติ" สู่การมองพินิจ "มนุษย์" ได้เป็นอย่างดี
ค.ศ. 2000 Crouching Tiger, Hidden Dragon 臥虎藏龍 กลับไปสู่ความเป็นจีนคลาสสิคแบบหนังกำลังภายในที่ลึกซึ้ง ในหนังเรื่องนี้เราจะเห็นร่องรอยของ A TOUCH OF ZEN 俠女 ของ คิง ฮู (king hu หูจินฉวน 胡金全) อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ
แล้วปี ค.ศ. 2005 Brokeback Mountain ก็พาไปทำความเข้าใจกับตัวละครชาย 2 คนกับความสัมพันธ์อันซับซ้อนละเอียดอ่อน
ค.ศ.2007 เขาได้คว้ารางวัลสิงโตทองคำของเทศกาลภาพยนตร์เวนิซ จากภาพยนตร์เรื่อง Lust, Caution 色,戒
ค.ศ. 2012 ชีวิตอัศจรรย์ของพาย (Life of Pi) ก็สร้างความตื่นตาตื่นใจกับความสามารถในการเล่าเรื่องราวแปลกประหลาดที่เล่ายากมาก และการตีความปรัชญาอันลึกซึ้งเกี่ยวกับมนุษย์ ความศรัทธา ชีวิต และ โลก

ตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา หนังจากการกำกับของหลี่อานล้วนเป็นผลงานที่เขา "เต็มที่" กับมัน แม้ว่าจะมีผลงานบางเรื่องที่ไม่ประสบผลทั้งทางด้านรายได้และรางวัล แต่ไม่มีผลใดเลยที่เขาจะผ่านมันไปอย่างสุกเอาเผากิน
หากจะบันทึกรายละเอียดรางวัลที่หลี่อานได้รับจากผลงานของเขาคงต้องใช้พื้นที่มากกว่านี้หลายเท่า รวมๆ แล้วนับถึงปี 2013 เขาได้รางวัลต่างๆ มาครอบครองร่วม 100 รางวัลจากนานาชาติทั่วโลก ถือเป็นคนทำหนังมือรางวัลคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของโลกปัจจุบัน และอยู่เหนือพ้นความเป็นเอเชียหรือตะวันตก ก้าวสู่พรมแดนผู้สร้างสรรค์งาน "ของโลก" อย่างเต็มตัวแล้ว

เรืองรอง รุ่งรัศมี
4/7/2013



ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ Dragon square นิตยสาร Mix magazine ฉบับเดือน สิงหาคม 2013