ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศิลปะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศิลปะ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

หนังจีน

 ปี ค.ศ.1895 พี่น้องลูเมียร์คิดค้นเทคโนโลยีภาพยนตร์ได้สำเร็จ การถ่ายและการฉายภาพเคลื่อนไหวปรากฏเป็นความตื่นเต้นใหม่ของโลกตะวันตก
ปี ค.ศ.1896 เทคโนโลยีภาพยนตร์แพร่จากชาติตะวันตกเข้ามาสู่เซี่ยงไฮ้และฮ่องกง
          ปี ค.ศ.1905 เริ่นจิ่งเฟิง (任景丰) เจ้าของร้านถ่ายรูปเฟิงไท่ (丰泰) ที่ปักกิ่ง ทำการถ่ายภาพยนตร์เรื่อง "ติ้งจวินซาน" (定军山) ถือเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าแรกของภาพยนตร์จีน

ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์จีน เริ่มขึ้นโดยสามัญชนผู้เป็นเจ้าของกิจการร้านถ่ายรูป แน่นอนว่าความรู้เรื่องการถ่ายภาพนิ่งคือความรู้เชิงวิชาชีพของเขา การขยับไปถ่ายภาพเคลื่อนไหวที่มีเรื่องราวเป็นการต่อยอดพื้นฐานความรู้เดิม เป็นความตื่นเต้นใหม่ๆ ของยุคสมัย และเป็นลู่ทางความก้าวหน้าทางงานอาชีพด้วย เพียง 10 ปีให้หลัง จากที่โลกมีภาพยนตร์ของพี่น้องลูเมียร์ โลกภาพยนตร์ของจีนได้เปลี่ยนผ่านจากการรับเข้ามาอย่างสำเร็จรูป เป็นการสร้างสรรค์งานของตนขึ้นเอง
            ถึงราวปี 1913 ก็มีคนอย่าง เจิ้งเจิ้งชิว (郑正秋) จางสือชวน (张石川) หลีหมิงเหว่ย (黎明伟) ทยอยกันถ่ายทำภาพยนตร์ขึ้นทั้งที่เซี่ยงไฮ้และฮ่องกง
หนังจีนรุ่นแรกที่เป็นหนังเรื่องคือ "คู่ทุกข์คู่ยาก" (难夫难妻 ) และ "จวงจื่อทดสอบภริยา" (庄子試妻) เป็นหนังขนาดสั้น เริ่มมีเป้าหมายเพื่อความบันเทิงของผู้คนและคาดหวังรายรับด้านธุรกิจ
ปี 1920 หนังขนาดยาวของจีนก็กำเนิดขึ้นที่เซี่ยงไฮ้ ถึงเวลานี้หน่ออ่อนของศิลปะการสร้างภาพยนตร์ของจีน ก็ได้หยั่งรากลงบนผืนดินอย่างเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว. สังคมจีนในเวลานั้นเป็นรอยต่อของการก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ รูปแบบโครงสร้างต่างๆ ของสังคมกำลังเปลี่ยนแปลง ประเทศชาติตกอยู่ในภาวะยากลำบากทั้งเรื่องสงคราม ภาวะฝืดเคืองด้านการเงิน และการรุกรานเข้ามาของต่างชาติในทุกด้าน
สภาพสังคมแบบกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินาเช่นนี้ การลงทุนสร้างภาพยนตร์ของเอกชนย่อมมีปัญหาทั้งเรื่องความรู้เชิงเทคโนโลยีด้านเครื่องไม้เครื่องมือ การหาเงินลงทุน ความเข้าใจของผู้คนในสังคม(ซึ่งนอกจากจะคือกลุ่มนายทุน/คนงาน/นักแสดง/ฝ่ายทำงานเบื้องหลัง ยังรวมถึงผู้ชมที่จะเสียเงินซื้อตั๋วเข้าไปดูหนังอีกด้วย)
            หนังจีนในยุคแรกอิงอยู่กับการถ่ายทำการแสดงจากเวทีงิ้ว และจัดแสดงขึ้นใหม่เพื่อถ่ายทำเป็นภาพยนตร์ แต่ในเวลาอันสั้น บทภาพยนตร์แบบใหม่ก็กำเนิดขึ้นมา  การแสดงแบบใหม่ การกำกับ การตัดต่อ ล้วนแต่เป็นสิ่งใหม่ของโลกยุคนั้น

            ยุคทศวรรษที่ 1920 เป็นยุคของหนังเงียบขาวดำ เป็นยุคเริ่มลงรากปักฐานของหนังจีน พอเข้าสู่ทศวรรษที่ 1930 ศิลปะการภาพยนตร์ของจีนก็แข็งแรงมากแล้ว จากฟิล์มหนังเก่าๆที่ตกทอดมา ทำให้เราได้เห็นผลงานหนังในยุคนั้นหลายเรื่องที่องค์ประกอบในความเป็นหนังสมบูรณ์และน่าทึ่ง หนังบางเรื่องเรายังหาดูผ่านอินเทอเน็ตได้ในปัจจุบัน
            เข้าสู่ทศวรรษที่ 1930 กระแสความคิดซ้ายได้กลายเป็นกระแสหลักของหนังจีนอย่างโดดเด่น หย่วน หลิง อวี้ (院玲玉) คือนักแสดงหญิงคนหนึ่งที่โดดเด่นมากของยุคนี้ น่าเสียดายที่เธอฆ่าตัวตายตั้งแต่อายุยังน้อย จึงเหลือผลงานตกทอดมาถึงเราไม่มาก หนังที่หย่วนหลิงอวี้แสดงเนื้อหาค่อนข้างจริงจัง เธอมักรับบทหญิงยุคใหม่ที่สู้ชีวิต เรื่องราวชีวิตของเธอเคยถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์คุณภาพที่ได้ทั้งกล่องและได้ทั้งเงินเมื่อราวยี่สิบปีที่แล้ว หนังอำนวยการสร้างโดยเฉินหลง แสดงนำโดยจางม่านอวี้ (张曼玉)

            จากยุคทศวรรษที่ 1930 เป็นต้นมา หนังจีนก็หยั่งรากลงบนพื้นดินของศิลปะสกุลอัตนิยม (realistic) อย่างมั่นคง ช่วงเวลานั้นฐานการผลิตภาพยนตร์ยังอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ แต่ที่ฮ่องกงและไต้หวันก็มีการสร้างภาพยนตร์ออกมาอย่างสม่ำเสมอแล้ว เพียงแต่ผลงานที่โดดเด่นส่วนใหญ่ยังเกิดจากกลุ่มผู้สร้างที่เซี่ยงไฮ้
สงครามโลกและสงครามภายในจีนมีส่วนกระทบต่อแวดวงภาพยนตร์จีนอย่างมาก การรบพุ่งและการเปลี่ยนระบอบการปกครองจากรัฐบาลก๊กมินตั๋ง (กว๋อหมินตั่ง - 国民党) ทำให้ผู้คนในแวดวงภาพยนตร์ไม่น้อยไหลมาตั้งหลักใหม่ที่ฮ่องกง บางบริษัทก็ยังคงฐานเดิมไว้ที่เซี่ยงด้วย แต่บริษัทใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในฮ่องกงก็มี
            พูดถึงหนังฮ่องกงแล้วจะข้ามชื่อบริษัท ชอว์ บราเธอส์ (邵氏公司) ไปไม่ได้ ชอว์ บราเธอส์เป็นบริษัทเก่าแก่ที่ครั้งยังอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ ใช้ชื่อบริษัทเทียนอี (天一) การเกิดขึ้นของ ชอว์ บราเธอส์ ฮ่องกงได้เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ขนานใหญ่ และได้ชักนำให้กระแสการสร้างภาพยนตร์เพื่อความบันเทิงเป็นจริงและประสพผลสำเร็จทางด้านการตลาดด้วย

            ภาพยนตร์จีนช่วงทศวรรษที่ 1950 เป็นต้นมา มิได้มีฐานการผลิตอยู่เฉพาะที่เซี่ยงไฮ้แล้ว ที่ไต้หวัน และฮ่องกง ศิลปะภาพยนตร์ได้พัฒนาตัวเองในทุกด้าน และต่างก็ผลิตภาพยนตร์ของตนออกสู่โลกภายนอก ในช่วงเวลานี้ หนังจีนใน 3 แผ่นดินนี้มีลักษณะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด คือ ที่ฮ่องกงก้าวเข้าส่วนยุคธุรกิจอุตสาหกรรมภาพยนตร์ (แน่นอนว่าหนังที่"ขาย"หลายเรื่องก็มีหนังที่เข้มข้นทางคุณภาพด้านศิลปะและเนื้อหาด้วย) ทางไต้หวันตกอยู่ภายใต้นโยบายต่อต้านและปลุกผีคอมมิวนิสต์ของรัฐบาลเจียงไคเชค ส่วนทางจีนแผ่นดินใหญ่กำลังวางรากฐานใหม่ของภาพยนตร์แนวสังคมนิยมควบคู่กับการสร้างสรรค์ประเทศจีนใหม่
  
เข้าสู่ทศวรรษ 1960 ลักษณะภาพยนตร์จีน ฮ่องกง , ไต้หวัน และจีนแผ่นดินใหญ่ ก็สร้างลักษณะเฉพาะของตนจนเห็นได้ชัดแล้ว
            สังคมไทยตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1960 เป็นต้นมาอยู่ในแนวคิดต่อต้านคอมมิวนิสต์ตามลูกพี่อเมริกา การรับรู้ข้อมูลภาพยนตร์จากทางด้านจีนแผ่นดินใหญ่จึงมีค่อนข้างน้อย ภาพยนตร์ที่ได้ชมกันในโรงภาพยนตร์ส่วนใหญ่มาจากฝั่งฮ่องกงและไต้หวัน. เพิ่งจะหลังทศวรรษ 1980 นี่เองที่ข้อมูลภาพยนตร์จีนฝั่งจีนแผ่นดินใหญ่เริ่มเข้ามาสู่การรับรู้ของคนไทย หลังจากที่หนังจีนรุ่นใหม่ของกลุ่มผู้กำกับรุ่นจางอี้โหมว (张艺谋) ไปคว้าเอารางวัลทางด้านภาพยนตร์จากเทศกาลภาพยนตร์ครั้งแล้วครั้งเล่า
            ปัจจุบัน หนังจีนทั้งฝั่งฮ่องกง, ไต้หวัน และจีนแผ่นดินใหญ่ ล้วนมีที่ทางชัดเจนอยู่ในกระแสประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ร่วมสมัยของโลก ผู้กำกับภาพยนตร์จีนหลายๆ คน ก้าวข้ามพรมแดนประเทศไปทำหนังในที่ต่างๆ ทั่วโลก และแนวของภาพจีนในทั้ง 3 แผ่นดินก็หลากหลาย น่าชื่นชม
            คนทำหนังรุ่นใหม่ๆ กำลังเกิดขึ้นเรื่อยๆ ใน 3 แผ่นดินนี้ ถึงวันนี้ คำว่า ผู้กำกับรุ่นที่ 5 เป็นคำที่เก่าไปเสียแล้ว โลกไม่อาจจัดผู้กำกับรุ่นจางอี้โหมวให้หยุดนิ่งอยู่กับความเป็น "รุ่นที่ 5" และโลกภาพยนตร์จีนก็กำลังก้าวสู่วันเวลาใหม่อย่างขะมักเขม้น และน่าตื่นตาตื่นใจ

เรืองรอง รุ่งรัศมี
3/5/2013



ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ Dragon square นิตยสาร Mix magazine ฉบับเดือน มิถุนายน 2013

วันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

วาดผี



จิตรกรคนหนึ่งวาดภาพให้กับฉีหวาง ฉีหวางถามเขาว่า
“บอกข้าหน่อยเถิดว่า สิ่งใดที่วาดยากที่สุด?”
จิตรกรตอบว่า
“สิ่งที่วาดยากที่สุดคือสัตว์จำพวกม้าและสุนัข”
ฉีหวางถามอีกว่า
“ถ้าเช่นนั้น สิ่งใดที่วาดง่ายที่สุด?”
จิตรกรตอบไปอย่างไม่ลังเลว่า
“ภูตผีปีศาจนั่นแหละที่วาดง่ายที่สุด”
ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเหตุใดหรือ? เหตุผลเป็นเพราะว่า ม้าและสุนัขนั้นเรามักมองเห็นกันอยู่ทุกวัน เป็นสิ่งที่คุ้นตาเราเป็นอย่างยิ่ง ถ้ามีส่วนใดที่วาดได้ไม่เหมือนจริงแม้เพียงเล็กน้อย ผู้ดูก็สามารถชี้จุดบกพร่องนั้นออกมาได้โดยง่าย แต่สำหรับภูตผีปีศาจนั้น ไม่มีใครเคยพบเห็นกันมาก่อนเลย ดังนั้น จึงไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าเหมือนจริงหรือไม่

หาน เฟ่ย จื่อ
(ประมาณ 300-200 ปี ก่อน ค.ศ.)

เรืองรอง  รุ่งรัศมี แปล
1987


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มณีปัญญา ปรัชญานิพนธ์จีนโบราณ กรกฎาคม พ.ศ.2530 

รุ่นของผู้กำกับ ภาพยนตร์จีนแดงแผ่นดินใหญ่


การแบ่งผู้กำกับการแสดงภาพยนตร์ของจีนแผ่นดินใหญ่เป็นรุ่นต่างๆ แพร่หลายจนกลายเป็นประเพณีขึ้นมาในปัจจุบัน มาจากการเรียกกลุ่มผู้กำกับ “รุ่นที่ 5” เป็นรุ่นแรก
แล้วผู้กำกับรุ่นอื่นๆ คือใคร และเป็นอย่างไร
ข้อมูลจากนิตยสารด้านภาพยนตร์จีน ตามลักษณะเฉพาะทางสุนทรียศาสตร์ที่พวกเขานำมาใช้กับภาพยนตร์ที่เขาสร้าง สามารถแบ่งได้ดังนี้
รุ่นที่ 1 คือ กลุ่มที่บุกเบิกให้มีการสร้างภาพยนตร์จีนขึ้น โดยยึดหลักสุนทรียศาสตร์ของภาพยนตร์ กลุ่มนี้ประกอบด้วย เจิ้งเจิ้งชิว, จางเสอชวน, โหวย่าว เป็นอาทิ
รุ่นที่ 2 มีสมาชิกเป็นผู้กำกับที่อยู่ในช่วงทศวรรษ 1930-1940 อันประกอบด้วย เซี่ยเอี่ยน, ไช่ฉู่เซิง, อู๋หย่งกัง, เฟ่ยมู่, เสิ่นซีหลิง เป็นต้น
รุ่นที่ 3 หมายถึง กลุ่มผู้กำกับช่วงทศวรรษ 1950 อันเป็นภายหลังจากที่ได้มีการสถาปนาประเทศจีนขึ้นใหม่แล้ว ผู้กำกับรุ่นนี้มี สุ่ยฮว๋า, เฉิงอิ่น, ชุยเหวย, เจิ้งจวิ้นหลี่, เซ่จิ้น เป็นต้น
หนังของคนทำหนังกลุ่มนี้ ถือเป็นภาพยนตร์ของฝ่ายซ้ายได้โดยแท้ เพราะยึดถือคติทางศิลปะแบบสังคมนิยมและอัตถนิยม มักเป็นภาพยนตร์ที่มุ่งสะท้อนเรื่องราวชนชั้นกรรมาชีพ คือ กรรมกร ชาวนา และนักปฏิวัติ
รุ่นที่ 4 ผู้กำกับรุ่นนี้คือ นักศึกษาด้านภาพยนตร์ที่สำเร็จการศึกษาช่วงทศวรรษ 1960 แต่เริ่มเข้าสู่แวดวงภาพยนตร์ในช่วงต้นทศวรรษ 1980
ผู้กำกับกลุ่มนี้ประกอบด้วย อู๋อี๋กง, จางหน่วนซิน, เถิงเหวินจี้, เซ่เฟย เป็นต้น พวกเขามักทำหนังที่มีลักษณะของงานบันทึกความเป็นจริง โดยมีความคิดแบบนักมนุษยนิยม
รุ่นที่ 5 คือ ผู้กำกับภาพยนตร์จีนที่กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังในระดับนานาชาติในช่วงปัจจุบัน พวกเขาเข้าสู่แวดวงภาพยนตร์ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ.1982 เป็นต้นมา เป็นคนสร้างหนังที่เติบโตมากับการปฏิวัติวัฒนธรรม และเริ่มก่อรูปก่อร่างในวงการภาพยนตร์ภายหลังจากนั้น ผลงานของผู้กำกับกลุ่มนี้มักจะได้รับการกล่าวขวัญถึง หรือได้รับรางวัลต่างๆ ในงานเทศกาลภาพยนตร์หรือการประกวดภาพยนตร์ภายนอกประเทศจีน ถือได้ว่าเป็นกลุ่มผู้กำกับที่ชื่อและผลงานกำลังขายได้ดีในตลาดภาพยนตร์ปัจจุบัน
ผู้กำกับที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มรุ่นที่ 5 มี เฉินข่ายเกอ, จางอี้โหมว, เถียนจวงจวง, อู๋จื่อหนิว, หลี่ซ่าวหง เป็นต้น
ภาพยนตร์ของผู้กำกับในรุ่นที่ 5 ได้เข้ามาฉายในโรงหนังบ้านเราหลายเรื่อง และดูเหมือนจะเป็นที่รับได้ของคนดูหนังในเมืองไทยด้วย เช่น เรื่อง “จวี๋โต้ว” (JU DOU), “ลาก่อน แม่นางสนมข้า” (FAREWELL TO MY CONCUBINE) (ขออนุญาตไม่ใช้ชื่อไทยตามโรงหนัง เพราะรับไม่ได้โดยสิ้นเชิงกับการตั้งชื่อหนังจีนในยุคปัจจุบัน อีกประการหนึ่ง การแปลชื่อหนังตามชื่อเรื่องภาษาจีนหรือภาษาอังกฤษ น่าจะมีประโยชน์กว่าในการศึกษาและอ้างอิงเมื่อวันเวลาผ่านไป)
ภาพยนตร์อย่างเรื่อง “โคมแดงแขวนเอาไว้สูงๆ” (RAISE THE RED LANTERN) หรือ “แจวเอย แจว! แจวถึงสะพานที่บ้านยาย” (SHANGHAI TRIAD) และสองเรื่องที่เอ่ยถึงข้างต้น ล้วนแต่เคยเห็นมีเป็นวิดีโอวางขายอยู่ทั่วไป เพียงแต่บางเรื่องคำบรรยายไทยอาจจะคลาดเคลื่อนไปจากความหมายเดิม ให้รู้สึกรำคาญใจเวลาชมอยู่บ้าง
ดูเหมือนว่าหนังของผู้กำกับรุ่นที่ 5 เรื่องอื่นๆ ก็พอจะหาได้จากแหล่งที่พวกหลงใหลงานภาพยนตร์เขาไปเสาะหากัน แล้วก็อย่าตะขิดตะขวงใจกับการซื้อเทปผีกันเลย เพราะถ้ารอหาที่มีลิขสิทธิ์ก็อาจจะรอเก้อ หรือเทปลิขสิทธิ์บางเรื่องก็แปลคำบรรยายไทยผิดพลาด ดังกรณีเรื่อง “ลาก่อน แม่นางสนมข้า” ที่ข้าพเจ้าเพิ่งดูผ่านตามาเมื่อไม่กี่วันนี้เอง
รุ่นที่ 6 เป็นกลุ่มรุ่นน้องของผู้กำกับรุ่นที่ 5 พวกเขาสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยการภาพยนตร์ปักกิ่ง ช่วงปลายทศวรรษ 1980 เริ่มเสนอผลงานสู่สาธารณะในช่วงทศวรรษ 1990 ปัจจุบันแม้ว่าผู้กำกับรุ่นนี้จะยังมิได้มีชื่อเสียงโด่งดังนัก แต่ก็เป็นที่จับตามองของวงการภาพยนตร์โลกแล้ว
ผู้กำกับในกลุ่มรุ่นที่ 6 ประกอบด้วย หวางเสี่ยวซ่วย, หลี่จวิ้น, เหอเจี้ยนจวิน, หูเสวี่ยหยาง, จางหยวน, ก่วนหู, โหลวเย่, หวางญุ่ย, ลู่เสวียฉาง, หม่าเสียวหย่ง, อูตี๋ เป็นต้น
อาจคาดการณ์ได้ว่าในช่วงระยะเวลาข้างหน้านับจากนี้ไป กลุ่มผู้กำกับรุ่นที่ 6 คงจะค่อยๆ แสดงสถานะของตนให้ประจักษ์ชัดต่อสายตาชาวโลกและวงการภาพยนตร์ บางทีชื่อของผู้กำกับรุ่นที่ 6 อาจเป็นรุ่นต่อไปที่จะได้ร่วมงานกับกลุ่มทุนนอกประเทศ ดังเช่นที่รุ่นพี่เคยถากถางหนทางเอาไว้
ทั้งภาพยนตร์จีนของกลุ่มผู้กำกับรุ่นที่ 5 และผู้กำกับรุ่นที่ 6 น่าจะหาได้ไม่ยากที่ฮ่องกง ในรูปของแผ่นเลเซอร์ดิสก์ วิดีโอ วิดีโอซีดี

ภาพยนตร์จีนมีประวัติยาวนานมาถึง 90 ปี เริ่มมีการสร้างหนังในเมืองจีน ภายหลังจากหนังเรื่องแรกของโลกราวๆ 10 ปี และแม้ว่าเอกสารข้อมูล ตลอดจนถึงฟิล์มภาพยนตร์เก่าๆ ของจีน จะมิได้มีอยู่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ แต่การมีสถาบันการศึกษาด้านภาพยนตร์โดยตรงอย่างเป็นทางการ ก็ช่วยให้ข้อมูลต่างๆ ถูกรวบรวมไว้ใช้เพื่อการศึกษา อันเป็นผลให้ภาพยนตร์ (จำนวนหนึ่ง) ของจีนแผ่นดินใหญ่ เป็นผลงานที่มี “ราก” มีที่มาที่ไปอย่างชัดเจน ความไม่ใช่ “มวยวัด” เช่นนี้เองที่เอื้อให้เกิดการเติบโตที่มั่นคงแข็งแรงต่อภาพยนตร์จีนในปัจจุบันและอนาคต
ผู้รู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ภาพยนตร์จีนกล่าวว่า ยุคทศวรรษ 1930-1940 และทศวรรษ 1980 เป็นช่วงเวลาอันสำคัญยิ่งของวงการภาพยนตร์จีนในแผ่นดินใหญ่
ยุคทศวรรษ 1930-1940 นั้น เป็นช่วงเวลาที่สามารถสถาปนาอาณาจักรแห่งภาพยนตร์ในประเทศจีนได้อย่างมั่นคง มีตำแหน่งแห่งที่ในฐานะหนึ่งของศิลปะที่ผู้คนยอมรับทั่วไป
ช่วงทศวรรษ 1980 เป็นช่วงเวลาที่สามารถสถาปนาที่ทางของภาพยนตร์จีนต่อโลกภายนอก เป็นช่วงเวลาที่คนทำหนังจีนในแผ่นดินใหญ่สามารถยืนยันถึงตัวตนและความมีอยู่ของภาพยนตร์จีนต่อชาวโลกได้
ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา ภาพยนตร์โดยกลุ่มผู้กำกับรุ่นที่ 5 ของจีนแผ่นดินใหญ่ก็ไปคว้ารางวัลจากประเทศต่างๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า
เมืองไทยนั้นคุ้นเคยกับภาพยนตร์จีนมานานหลายสิบปี ก่อนที่ภาพยนตร์ของบริษัท ชอว์ บราเธอส์ แห่งฮ่องกง จะเฟื่องฟูเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในเมืองไทย ช่วงราวทศวรรษ 1960 ภาพยนตร์โดยบริษัท ภาพยนตร์ฉางเฉิง ก็เคยเป็นที่ชื่นชมของคนดูหนังจีนยุคเก่าในเมืองไทย นอกจากนี้ ภาพยนตร์จีนจากแผ่นดินใหญ่เรื่องอื่นๆ ก็เคยฉากแพร่หลายตามโรงหนังทั่วไปในเมืองไทย ก่อนที่จะค่อยๆ ถูกรุกคืบหนังบู๊กวางตุ้ง (ซึ่งสร้างในฮ่องกงยุคก่อน ชอว์ บราเธอส์เฟื่อง) หนังรักจากไต้หวันก็เคยครองใจนักดูหนังจีนที่เป็นแฟนประจำของโรงภาพยนตร์กรุงเกษม (ปัจจุบันถูกทุบทิ้งไปแล้ว) ช่วงหลัง 14 ตุลาคม 2516 ภาพยนตร์ฝ่ายซ้ายอย่างเรื่อง “ลูกชาวนา” ก็เคยเข้ามาฉายแถบเยาวราช แล้วยังมีภาพยนตร์งิ้วแต้จิ๋วที่ครองใจคนดูหนังรุ่นจีนอพยพอีก

ปัจจุบัน กิจการภาพยนตร์จีนทั้งจากจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และไต้หวัน ต่างก็กำลังเป็นที่จับตามองของวงการภาพยนตร์โลก ภาพยนตร์ฮ่องกงครองตลาดไปทั่วโลก จนมีคำกล่าวยกย่องว่า ฮ่องกง คือ ฮอลลีวู้ด แห่งตะวันออก
หลังจากประสบความสำเร็จอย่างมากกับภาพยนตร์แนวตลาด คนทำหนังฮ่องกงจำนวนหนึ่ง กำลังรู้สึกท้าทายกับการทำหนัง ซึ่งเป็นที่ยอมรับในแง่ศิลปะ
ทางด้านไต้หวัน หลังจากการทำหนังตลาดอย่างสุกเอาเผากินช่วงระยะเวลาหนึ่ง จนแทบทำลายธุรกิจภาพยนตร์ในประเทศเสียย่อยยับ ผู้คนก็เริ่มได้สติคืนมา ประกอบกับรัฐบาลของเขาเห็นคุณค่าของศิลปะแขนงนี้ และให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ปัจจุบัน ภาพยนตร์ไต้หวันจำนวนหนึ่งก็ยกระดับคุณภาพขึ้นอย่างน่าพอใจ
ด้านจีนแผ่นดินใหญ่นั้น นอกจากผู้กำกับรุ่นที่ 4 และรุ่นที่ 5 ที่ยังคงสร้างงานออกมาอย่างต่อเนื่อง ผู้กำกับรุ่นที่ 6 ก็กำลังเติบโตและทยอยสร้างผลงานออกมาพิสูจน์ตัวเอง
อีกดินแดนหนึ่งที่อาจก้าวเข้ามามีบทบาทในวงการภาพยนตร์จีน คือ สิงคโปร์ ปัจจุบัน วงการภาพยนตร์โลกยังคงค่อนข้างมองข้ามสิงคโปร์ไป อาจเพราะเนื่องจากวิธีคิดแบบเด็กดีหรือคนเรียบร้อยของชาวสิงคโปร์ ที่เป็นข้อจำกัดต่อการสร้างสรรค์งานทางศิลปะให้แหลมคมและมีพลังเข้มข้น แต่สิงคโปร์วันนี้ก็เริ่มก้าวออกจากแผ่นดินผืนเล็กๆ ของตน เพื่อแสวงหาความร่วมมือกับการทำหนังร่วมกับฮ่องกงบ้างแล้ว บางทีสิงคโปร์อาจก้าวข้ามข้อจำกัดของตนก็ได้ในวันข้างหน้า


เรืองรอง รุ่งรัศมี


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกใน “เดือน... ดาว... ในเงาฟิล์ม” แพรวเอนเตอร์เทน พ.ศ.2542

วันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ความจริง



บางเวลา
ศิลปะและสุนทรีย์ก็กลายเป็นสัมภาระที่หนักเกิน
เพื่อนของฉัน
วันที่ต้องหาค่าข้าวและค่าเช่าบ้าน
ฉันเตะกระถางมะลิที่เคยเด็ดบูชาพระล้มแตก
โลกและชีวิตไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

โครงการเฟื่องฝัน  คุยกันกว่า 30 ปี
ยังมิได้ลงมือกระทำ
วันนี้ฉันมีศิลปะสำคัญที่ต้องทำ
คือการใช้ชีวิต

คนรักของฉันชื่อสุนทรีย์
เพื่อนห่างๆ ของฉันชื่ออุดมคติ
คนที่คุ้นหน้าคนหนึ่งชื่อคุณธรรม
แต่เจ้าหนี้ของฉันชื่อความเป็นจริง

เธอไปฝันเฟื่องของเธอเถิด
ฉันต้องรีบไปทำงาน

คนรัก เพื่อนห่าง คนคุ้นหน้า และเจ้าหนี้
ล้วนคือคนที่แวดล้อมชีวิตของฉัน
ฉันจะคบหาพวกเขาต่อไป
เพียงแต่
บางเวลาฉันคิดอยากเอาใจออกห่างพวกเขาบ้าง



เรืองรอง  รุ่งรัศมี
2003


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ โอบกอดจันทรา แพรวสำนักพิมพ์ พ.ศ.2548

ล่าสุดได้นำมาจัดทำเป็นฉบับ e-book โดย Book Soho ตามลิงก์
http://booksoho.com/#book?id=9

วันอังคารที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เล่นดิน



เย็นย่ำหลังจากเหน็ดเหนื่อยกับภารกิจการงาน เรามาพบกันสัปดาห์ละครั้ง ที่เราได้ย้อนกลับไปรับรู้โลกอันรื่นรมย์เมื่อครั้งเยาว์วัย
ดินเหนียวสีดำเนียนมือ เย็นในสัมผัส เราเริ่มนวดเนื้อดินไล่ฟองอากาศ ทำเป็นเส้น ขดขึ้นเป็นรูป รีดเป็นแผ่น เชื่อมเป็นรูปทรงต่างๆ นานา ตามใจปรารถนา
จากก้อนดินที่ไร้รูปทรง เราเพียรพยายามปั้นมันให้ได้อย่างใจ จินตนาการและความสนุกสนานครั้งวัยซุกซน เหมือนคืนกลับมา โลกแห่งการแก่งแย่งชิงดีและเหลี่ยมเล่ห์มารยาทิ้งไว้ข้างหลัง มีเพียงความปรารถนามุ่งมั่นหลอมรวมลงไปในเนื้อดินละเอียดนุ่มมือ
ทีละรูปๆ ปรากฏต่อเบื้องสายตา หนอนตัวน้อย ผีเสื้อ กาน้ำใบเล็ก ใบไม้ หมู และตุ๊กตารูปเด็กผู้หญิง เราเหมือนจะเป็นผู้สร้าง เป็นผู้กำหนดลิขิตแจกันทรงแปลก ที่เขี่ยบุหรี่ แผ่นเลขที่บ้าน เหล่านี้ล้วนมาจากดินอันไร้รูปทรง ดินซึ่งแผ่ราบห่อหุ้มดาวดวงหนึ่ง ให้สรรพชีวิตได้เติบโตและอยู่อาศัย บัดนี้เรานำมันมาก่อเป็นรูปทรงตามใจปรารถนา
ในห้วงภวังค์หนึ่ง ฉันเห็นมิติรูปทรงของดวงดาวนี้ แปรเปลี่ยนรูปทรงบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนออกไปจากเดิม ตุ๊กตาดินปั้นเติบโตและมีชีวิต หนึ่งตัว สองตัว ห้าตัว เจ็ดตัว ร้อยยี่สิบตัว ตุ๊กตาดินปั้นดินขุดดินปั้นตุ๊กตา สี่ร้อยตัว ห้าพันหกสิบแปดตัว ตุ๊กตาดินปั้น ปั้นไก่ ปั้นนก และปั้นแมลง

เมื่อเอารูปดินปั้นออกจากเตาเผานั้น เราได้รู้ว่าสิ่งต่างๆ ที่เราปั้นนั้นหดตัวเล็กลงกับการเผาในอุณหภูมิสูง เนื้อดินเปลี่ยนสีและแกร่งตัวขึ้นผ่านการชุบเคลือบและเผาอีกครั้งหนึ่ง เราพบว่าเนื้อดินเปลี่ยนสภาพมาเป็นของแข็งเช่น หิน ไฟ อานุภาพการเปลี่ยนแปลงที่ชวนพิศวง จากไม้เป็นถ่าน จากถ่านเป็นเถ้า จากดินเป็นหิน
ตุ๊กตาบางตัวแตกเสียรูปทรงในการเผานี้ ก็คงเช่นเดียวกันกับมนุษย์ แตกหักบิ่นร้าวเมื่อต้องผ่านไฟ เครื่องปั้นรูปร่างต่างๆ วางอยู่บนชั้นเหมือนโลกสมมุติ บางชิ้นเป็นสิ่งทดแทน

ในวันสุดท้ายของการเรียน แต่ละคนต่างนำสิ่งที่ตัวเองปั้นกลับ เราต่างชื่นชมในผลงานของตัวเองและของเพื่อนๆ การได้เป็นผู้สร้าง ผู้กำหนด ลิขิตให้ความอิ่มเอิบสุขใจ แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ชั่วครู่ชั่วยามก็ตาม บัดนี้ ดินนุ่มเนียนมือเมื่อยามสัมผัสกำหนดสภาพแน่นอนไปแล้วด้วยมือของเรา
มีเสียงเครื่องปั้นของใครหล่นกระทบพื้นเสียงดังสดใส ชิ้นส่วนกระเบื้องแตกกระจายเกลื่อน... เท่านี้เองสำหรับชีวิตของบางสิ่ง ได้แต่เสียดาย ชิ้นส่วนกระเบื้องแตกเกินจะต่อประกอบได้ รวบรวมมาไว้ด้วยกัน ครั้งหน้าหากจะปั้นเครื่องปั้นอีก อย่าลืมบดเอาเศษกระเบื้องให้เนียนละเอียด ผสมลงในเนื้อดิน เพื่อว่ารูปที่ปั้นมาใหม่จะได้มีความแกร่งยิ่งขึ้นกว่าเดิม


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรก  จากข้างหน้าต่างบ้านชานเมือง  สำนักพิมพ์ทางทอง พ.ศ.2536 

วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2556

การคลี่คลายตัวของภาพยนตร์จีนแผ่นใหญ่




ประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์จีนแผ่นดินใหญ่มีมายาวนานถึง 90 ปี แต่ยุคสมัยอันสำคัญมีอยู่ 2 ช่วง คือ ราวทศวรรษ 1930-1940 ถือเป็นยุคที่มีความสำคัญในฐานะที่สามารถสถาปนาอาณาจักรแห่งภาพยนตร์ลงในแผ่นดินใหญ่ได้มั่นคง ถือเป็นการเบิกยุคใหม่ของศิลปาการด้านภาพยนตร์อย่างมีสุนทรียศาสตร์ จนทำให้ภาพยนตร์จีนเป็นที่ยอมรับทั่วไปในประเทศจีน

อีกยุคที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง คือ ช่วงทศวรรษ 1980 จนถึงปัจจุบัน เป็นช่วงเวลาที่ผู้กำกับร่วมสมัยคนแล้วคนเล่าของจีน สามารถสถาปนาอาณาจักรของภาพยนตร์จีนได้อย่างมั่นคงในกระแสภาพยนตร์โลก ภาพยนตร์จีนร่วมสมัยเรื่องแล้วเรื่องเล่าไปได้รางวัลในการประกวดภาพยนตร์ตามประเทศต่างๆ จนทำให้ภาพยนตร์จีนสามารถเปิดประตูสู่โลกภายนอกอย่างมีศักดิ์ศรี
การที่ภาพยนตร์จีนยุคใหม่มีพัฒนาการจนก่อให้เกิดคุณภาพใหม่ มิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยบังเอิญ ฐานรากที่สำคัญอย่างยิ่งน่าจะมาจากการมีสถาบันที่สอนวิชาการทางด้านภาพยนตร์อย่างเป็นทางการและสืบเนื่องต่อกันมายาวนาน
การมีสถาบันการศึกษาด้านภาพยนตร์โดยตรง นอกจากทำให้มีการถ่ายทอดความรู้ในแขนงศิลปะการภาพยนตร์ได้อย่างเป็นระบบ และมีหลักวิชาการแล้ว ยังทำให้สถาบันการศึกษาด้านภาพยนตร์กลายเป็นแหล่งสะสมข้อมูลเกี่ยวกับภาพยนตร์จีนไปด้วยพร้อมกัน
จากการมี “ราก” ทางวิชาการและข้อมูลเช่นนี้เอง ที่ทำให้ศิลปะแขนงนี้สามารถเติบโตแข็งแรงขึ้นทีละน้อย กระทั่งสามารถกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงา

นอกจากการมีสถาบันการเรียนการสอนทางด้านภาพยนตร์อย่างเป็นทางการแล้ว การคลี่คลายตัวทางการเมืองก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้วัฒนธรรมหนังจีนมีโอกาสเจริญเติบโต
ประเทศจีนเริ่มตั้งโรงถ่ายภาพยนตร์โดยรัฐตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของการเป็นประเทศสังคมนิยม เนื่องจากเห็นความสำคัญของแนวรบด้านวัฒนธรรม จากหลักคิดเช่นนี้เองที่ทำให้รัฐยื่นมือเข้ามาก่อตั้งและดูแลโรงถ่ายภาพยนตร์ ภาพยนตร์นอกจากให้ความบันเทิงต่อมวลชนผู้ชมทั่วไปแล้ว ยังทำหน้าที่ปลุกเร้า โฆษณา และยกระดับความคิดของผู้คนโดยทั่วไป
การดูแลชี้นำแนวทางการทำงานศิลปะโดยรัฐและพรรคนี้พัฒนามาจนถึงจุดสูงสุด และกลายเป็นจุดอับของวงการศิลปะในยุคซ้ายจัดของแก๊งสี่คน การควบคุมชี้นำจนเกินพอดี กลายเป็นการควบคุมและจำกัดเสรีภาพทางความคิดทั้งในรูปแบบและเนื้อหา และนั่นนำพาศิลปะวิทยาการแขนงต่างๆ ไปสู่จุดเสื่อมในที่สุด
แต่ใช่ว่าการที่รัฐและพรรคเข้ามาเกี่ยวข้องผูกพันกับองค์กรศิลปวัฒนธรรมจะเป็นแต่ด้านร้ายเพียงด้านเดียว ในด้านดี คือ ทำให้องค์กรมั่นคง แข็งแรง และไม่ต้องประสบปัญหาทางด้านการเงินบ่อยๆ ประกอบกับที่นอกจากมีโรงถ่ายแล้ว จีนยังเปิดให้มีสถาบันทางการศึกษาทางด้านภาพยนตร์ขึ้นด้วย และนั่นนำมาซึ่งการเติบโตทางวิชาการ ทำให้ผู้เรียนผู้สอนมีโอกาสศึกษาค้นคว้าวิจัยวิชาความรู้ทางด้านนี้ได้อย่างสะดวกขึ้น แม้จะไม่มีเสรีภาพอย่างเต็มที่ แต่ก็ถือได้ว่ามีเสรีภาพในระดับหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ ส่งผลสะเทือนในระดับลึกต่อแวดวงภาพยนตร์จีนมาตลอดเส้นทางเติบโตของศิลปะแขนงนี้

ยุคทศวรรษ 1980-1990 เป็นช่วงเวลาแห่งการฟื้นคืนชีพใหม่ของภาพยนตร์จีนแผ่นดินใหญ่ ภายหลังประสบกับภาวะอับเฉารกร้างจากผลพวงช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม แต่สิ่งเหล่านี้ก็กลับกลายเป็น “ประเด็น” และ “วัตถุดิบ” สำหรับผู้กำกับหลายๆ คนในเวลาต่อมาด้วย
ช่วงระหว่าง ค.ศ.1966-1976 เป็นช่วงเวลาที่จีนเดินแนวทางซ้ายจัด การกระทำใดๆ ล้วนมีเข็มมุ่งไปที่การปฏิวัติวัฒนธรรมและการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ ความคับแคบตายด้านของวิธีคิดกลายเป็นกรอบพันธนาการ แต่พออำนาจของแก๊งสี่คนเสื่อมลง พื้นที่แห่งการสร้างสรรค์ก็ขยายตัวออกไป พอถึงปลายทศวรรษ 1980 นโยบายการคลี่คลายตัวทางเศรษฐกิจก็ปรากฏชัดขึ้น พร้อมๆ กับนโยบายเศรษฐกิจสังคมนิยมแบบการตลาด การจะควบคุมทุกอย่างเอาไว้ในมือของรัฐอย่างสิ้นเชิงก็เป็นสิ่งที่มิใช่จะกระทำได้ง่ายๆ อีกแล้ว
เมื่อประตูถูกเปิด การไหลเข้าและไหลออกของวัฒนธรรมและความคิดเป็นไปอย่างรวดเร็ว เงินทุนไหลเข้ามา ผลงานสร้างสรรค์ชิ้นใหม่ไหลออกไป และเมื่อพรมแดนทางศิลปะเปิดกว้างขึ้น พรมแดนแห่งการสร้างสรรค์ก็ขยายตัวตามไป แล้วจากนั้นภาพยนตร์จีนเรื่องแล้วเรื่องเล่าก็ไปปรากฏต่อสายตาชาวโลก ไม่เฉพาะเพียงภาพยนตร์ที่สร้างใหม่ ภาพยนตร์เรื่องเก่าๆ ยุคทศวรรษ 1930, 1940 และอื่นๆ ก็ได้รับความสนใจ และในที่สุด สุภาษิตจีนที่ว่า “ทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟ” ก็พิสูจน์คุณภาพของภาพยนตร์จีนให้เป็นที่ยอมรับของชาวโลกในเวลาไม่นานต่อมา
ค.ศ.1978 รัฐบาลจีนเริ่มเดินแนวทางเปิดกว้างทางการเมือง พอถึงปี ค.ศ.1984 ก็เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบการตลาดอย่างเต็มตัว ค.ศ.1992 เป็นต้นมา ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมการตลาดก็ลงรากปักฐานในจีนอย่างมั่นคง สินค้าทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะด้านภาพยนตร์ กลายเป็นตลาดใหญ่ที่มีผู้ต้องการซื้อขึ้นมา และนั่นทำให้ผู้สร้างสรรค์งานด้านนี้ต้องรับแรงปะทะนี้ ทำให้พวกเขาพากันปรับกระบวนการสร้างสรรค์ ไม่ว่าระบบเศรษฐกิจการตลาดแบบสังคมนิยมจะก่อผลในด้านอื่นเช่นไร แต่สำหรับภาพยนตร์แล้ว มันได้กลายเป็นตะแกรงร่อนอันหนึ่ง ที่มีส่วนคัดเลือกและพิสูจน์คุณภาพของหนังจีนอย่างเลี่ยงไม่พ้น ประกอบกับความเข้มแข็งในแง่หลักวิชาการ ภาพยนตร์จีนส่วนหนึ่งก็สามารถผ่านการพิสูจน์ของตะแกรงร่อนอันนี้ กระบวนการผลิตภาพยนตร์เรื่องหนึ่งๆ กลายเป็นศิลปะไปด้วย และผู้มีฝีมือก็มีสนามให้พิสูจน์ต่อผู้ชมทั่วไปในช่วงต้น

ในช่วงแรกที่ภาพยนตร์จีนยุคใหม่ออกมาพิสูจน์ต่อผู้ชมทั่วไปในช่วงต้นทศวรรษ 1980 เรื่องที่นำมาสร้างมักผูกพันกับงานวรรณกรรม ภาพยนตร์ดีๆ หลายเรื่องล้วนแต่อิงอยู่กับวรรณกรรมที่ดี
ภาพยนตร์อย่างเรื่อง “จวี๋โต้ว” (JU DOU, 1990), “โคมแดงแขวนเอาไว้สูงๆ” (RAISE THE RED LANTERN, 1991), “แป้งฝุ่นแดง” (BLUSH : HONG FEN) และ “เอ้อ ม่อ” (ER MO) ล้วนแต่สร้างมาจากวรรณกรรมที่ดี กระแสการสร้างภาพยนตร์จากงานวรรณกรรมที่ดียังคงดำเนินสืบเนื่องต่อมาจนปัจจุบัน
แม้ว่าหนังที่ดีอีกจำนวนหนึ่งจะเขียนเรื่องขึ้นมาเอง แต่คติที่ว่า “ท่านไม่สามารถสร้างภาพยนตร์ที่ดีขึ้นมาจากบทภาพยนตร์ที่เลวได้” ก็ถูกยึดถืออย่างเคร่งครัด ความคิดที่ “ไม่มั่ว” และ “ไม่ใช่มวยวัด” เช่นนี้เอง ที่มีส่วนสำคัญต่อการเติบโตและพัฒนาการของหนังจีนยุคใหม่
มองอย่างผิวเผิน เราอาจรู้สึกว่าหนังจีนยุคใหม่ที่ดี ล้วนเป็นผลงานของผู้กำกับรุ่นที่ 5 แต่ความจริงแล้ว ยังมีผู้กำกับในวัยอื่นๆ ที่ทำงานดีๆ ออกมาตลอดเวลา ไม่เพียงแต่กลุ่มที่ถูกเรียกว่า ผู้กำกับรุ่นที่ 4 รุ่นก่อนไปจากนั้น หรือรุ่นหลังจากรุ่นที่ 5 ก็กำลังสร้างสรรค์งานดีๆ ออกมาเรื่อยๆ เช่นกัน
ปัจจุบันดูเหมือนกลุ่มผู้กำกับที่มีบทบาทที่สุดในแวดวงภาพยนตร์จีน คือกลุ่มที่ถูกเรียกขานว่า รุ่นที่ 4 รุ่นที่ 5 และรุ่นที่ 6 และหลายๆ คนในกลุ่มเหล่านี้ ทำงานคาบเกี่ยวเกยทับระหว่างรุ่นต่อรุ่นเช่นกัน
การคลี่คลายตัวและพัฒนาการของหนังจีนแผ่นดินใหญ่ ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องมิได้หยุดนิ่ง จางอี้โหมว หนึ่งในผู้กำกับรุ่น 5 ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ก็มีผลงานหนังใหม่ชื่อ “มีอะไรพูดกันดีๆ ก็ได้” (หยิ่วฮว่าหาวห่าวซวอ หรือ KEEP COOL) ภาพยนตร์เรื่องนี้จางอี้โหมวสามารถหลุดพ้นไปจากการใช้ฉากในชนบท หรือการอิงเรื่องราวในอดีต มาสู่การพูดถึงเรื่องราวในชีวิตปัจจุบัน นี่คงเป็นพัฒนาการและการคลี่คลายตัวของผู้กำกับคนดังที่น่าจับตามอง


เรืองรอง รุ่งรัศมี


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกใน “เดือน... ดาว... ในเงาฟิล์ม” แพรวเอนเตอร์เทน พ.ศ.2542