ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โบราณ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โบราณ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ขอฝน


ที่แคว้นฉีกว๋อเกิดภัยแล้งเนื่องจากฝนไม่ตกมาเป็นเวลาแรมปี ทั่วทุกหัวระแหงของฉีกว๋อ ต่างก็ตกอยู่ในความทุกข์ยาก
จิ่งกง กษัตริย์แห่งแคว้นฉีกว๋อ คิดจะไปบวงสรวงสักการะเทพแห่งภูเขาเพื่อขอฝน เย่นจื่อซึ่งเป็นอำมาตย์ไจ่เซียงจึงกล่าวว่า
“ไม่ต้องไปหรอก บวงสรวงเทพแห่งขุนเขาก็ไม่มีประโยชน์
เหล่าก้อนหินบนภูเขานั้นเสมือนเส้นเอ็นและกระดูกของภูเขา
ดินนั้นเป็นเสมือนกล้ามเนื้อของภูเขา
และต้นไม้ใบหญ้าก็เป็นเสมือนขนและเส้นผมของมัน
ฝนมิได้ตกมาเป็นเวลายาวนาน
ขนและเส้นผมของเทพแห่งขุนเขาต่างก็เหี่ยวแห้งตายเสียจนสิ้น
ทั้งกล้ามเนื้อก็ถูกแดดตากเสียจนแห้งเกรียม
เทพแห่งขุนเขาเองนั้นมิได้ปรารถนาให้ฝนตกลงมาเร็วๆ หรอกหรือ?
ถ้าหากว่าเขาสามารถบันดาลให้ฝนตกลงมาจากฟ้า ฝนก็คงตกลงมาเสียตั้งนานแล้ว”
จิ่งกงกล่าวว่า
“ไม่ขอเอาจากเทพแห่งขุนเขาก็ช่างเถิด ถ้าเช่นนั้น ข้าจะไปขอกับเหอปว๋อ เทพแห่งแม่น้ำคงได้กระมัง?
เย่นจื่อกล่าวว่า
“ก็ไม่ได้อีกนั่นแหละ น้ำนั้นคืออาณาจักรของเหอปว๋อ
กุ้ง หอย ปู ปลา ก็คือประชาชนของเขา
ฝนไม่ได้ตกมาเป็นเวลาช้านาน
น้ำในแม่น้ำนั่นก็แห้งหายไปเสียหมดแล้ว 
นั่นก็เท่ากับว่าอาณาจักรของเหอปว๋อได้สูญเสียไปแล้วเช่นกัน
เหล่าอาณาประชาราษฎร์ของเขา
ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา ต่างก็กำลังจะแห้งตายอยู่แล้ว
ถ้าหากว่าเหอปว๋อสามารถบันดาลให้ฝนตกได้
ฝนก็คงจะตกลงมาเสียตั้งนานแล้ว
เมื่อเป็นเช่นนี้การไปบวงสรวงสักการะขอเอาจากเขาจะมีประโยชน์อันใดอีกเล่า?
เมื่อจิ่งกงได้ฟังคำกล่าวเหล่านี้ของเย่นจื่อ จึงมิได้ไปขอฝนเอาจากเทวดาอีก

เย่น จื่อ ชุน ชิว
(ประมาณ 500 ปี ก่อน ค.ศ.)



เรืองรอง รุ่งรัศมี
แปลและเรียบเรียง


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มณีปัญญา ปรัชญานิพนธ์จีนโบราณ กรกฎาคม พ.ศ.2530 

วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ที่สุด



เมื่อดวงตาจะถึงกาลบอด
จะสามารถมองเห็นขนอ่อนของนกในฤดูใบไม้ร่วงได้ก่อน
เมื่อหูจะถึงกาลหนวก
จะสามารถได้ยินเสียงบินของยุงและแมลงได้ก่อน
เมื่อโอษฐ์จะถึงกาลบกพร่อง
จะสามารถแยกรสของน้ำจากจือ และน้ำจากหมิ่น ออกจากกันได้ก่อน
เมื่อจมูกจะถึงกาลบกพร่อง
จะสามารถได้กลิ่นไหม้และกลิ่นผุเน่าได้ก่อน
เมื่อร่างกายจะถึงกาลล้ม
จะรีบร้อนแล่นตะบึงไป
เมื่อความคิดจิตใจจะถึงกาลเลอะเลือน
จะสามารถแยกแยะความถูกความผิดได้ก่อน
ดังนั้น
สิ่งทั้งหลายหากมิได้ไปถึงที่สุด
ย่อมจะไม่เกิดผลสะท้อนกลับในด้านตรงข้ามขึ้นได้

          เลี่ยจื่อ

หมายเหตุ : จือและหมิ่น เป็นน้ำสองสายอยู่ในมณฑลชานตง น้ำทั้งสองสายนี้มีรสชาติไม่เหมือนกัน

เรืองรอง รุ่งรัศมี
แปลและเรียบเรียง


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มณีปัญญา ปรัชญานิพนธ์จีนโบราณ กรกฎาคม พ.ศ.2530

วันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

วาจา



จื่อฉินถามมว่อจื่อ อาจารย์ของเขาว่า
“ท่านอาจารย์ การพูดมากนั้นมีประโยชน์หรือไม่?
มว่อจื่อตอบว่า
“วาจานั้น หากกล่าวมากเกินไป ยังจะมีประโยชน์อันใดเล่า!
เปรียบดังกบที่อยู่ในสระ มันร้องระงมอยู่ทั้งวันทั้งคืน จนกระทั่งคอแห้ง แต่กลับไม่มีใครไปสนใจฟังเสียงของมันเลย
แต่ไก่ในเล้านั้น มันร้องเพียงสองสามครั้งในตอนรุ่งสาง ทุกคนที่ได้ยินเสียงไก่ขัน ต่างก็รู้ว่า ฟ้ากำลังจะสว่างแล้ว ทุกคนต่างจึงให้ความสำคัญต่อเสียงขันของมันเป็นอย่างยิ่ง
ดังนั้น วาจานั้น หากกล่าวมากไปย่อมไม่มีประโยชน์
มว่อจื่อ
(ประมาณ 480-420 ปี ก่อน ค.ศ.)


 เรืองรอง รุ่งรัศมี
แปลและเรียบเรียง


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มณีปัญญา ปรัชญานิพนธ์จีนโบราณ กรกฎาคม พ.ศ.2530

สวยกับขี้เหร่



            หยางจื่อเดินทางผ่านแคว้นซ่งกว๋อ ได้ไปพักอาศัยแรมคืนที่โรงพักแรมทางด้านตะวันออกของเมืองหลวง เจ้าของโรงพักแรมมีภรรยา 2 คน ภรรยาของเขาคนหนึ่งเป็นคนสวย ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นคนขี้เหร่ แต่ภรรยาฝ่ายที่ขี้เหร่นั้นกลับแลดูสง่า น่าคบหา ส่วนคนที่สวยนั้นดูเป็นคนไร้ค่า ไม่น่าคบหาเลย
หยางจื่อจึงถามถึงสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เจ้าของโรงพักแรมจึงตอบว่า
ภรรยาคนที่สวยนั้น เพราะสำคัญตัวว่าเป็นคนสวย ดังนั้น ข้าจึงไม่ถือว่านางนั้นงาม ส่วนคนที่ขี้เหร่นั้น เพราะรู้ในความขี้เหร่ของตนเอง ดังนั้น ข้าจึงไม่ถือว่านางขี้เหร่
หยางจื่อจึงกล่าวต่อสานุศิษย์ของเขาว่า
ศิษย์ทั้งหลายจงจำใส่ใจไว้! การสามารถกระทำความดีโดยที่สามารถละทิ้งความทระนง อันเกิดจากผลที่สามารถกระทำความดีนั้น ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ย่อมจะได้รับความรับ
เลี่ยจื่อ

 เรืองรอง รุ่งรัศมี
แปลและเรียบเรียง


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มณีปัญญา ปรัชญานิพนธ์จีนโบราณ กรกฎาคม พ.ศ.2530 

วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

คุณความดี



ศิษย์สองคนของมว่อจื่อ เจ้อถูอวี๋ และเสี้ยนจื่อโถว ถามมว่อจื่อว่า
“หากเราจะกระทำความดีอันมีคุณธรรม การกระทำเรื่องราวเช่นใดจึงจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด?
มว่อจื่อตอบว่า
“ก็เหมือนกับการก่อกำแพง ที่สามารถทำการก่อสร้างได้ จงก่อสร้าง ที่สามารถขนดินได้ จงขนดิน ที่มีความรู้ทางชั่ง, ตวง, วัด จงชั่ง, ตวง, วัด กระทำเช่นนี้ จึงจะสามารถก่อกำแพงให้สำเร็จลุล่วงได้
การกระทำคุณความดีมีคุณธรรมก็เช่นเดียวกัน ที่มีความสามารถในการถกเถียงอภิปราย จงถกเถียงอภิปราย ที่สามารถตีความคัมภีร์และหนังสือต่างๆ จงอธิบายตีความ ที่สามารถนำไปปฏิบัติให้เป็นจริงได้ จงปฏิบัติให้เป็นจริง ที่สามารถกระทำเรื่องเช่นใดได้ จงไปกระทำในสิ่งนั้น การกระทำเช่นนี้ก็คือการกระทำคุณความดีแล้ว
มว่อจื่อ
ประมาณ 440-370 ปี ก่อน ค.ศ.

 เรืองรอง รุ่งรัศมี 
แปลและเรียบเรียง


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกใน รอยยิ้มในปัญญา มกราคม 2536

วันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

วาดผี



จิตรกรคนหนึ่งวาดภาพให้กับฉีหวาง ฉีหวางถามเขาว่า
“บอกข้าหน่อยเถิดว่า สิ่งใดที่วาดยากที่สุด?
จิตรกรตอบว่า
“สิ่งที่วาดยากที่สุดคือสัตว์จำพวกม้าและสุนัข”
ฉีหวางถามอีกว่า
“ถ้าเช่นนั้น สิ่งใดที่วาดง่ายที่สุด?
จิตรกรตอบไปอย่างไม่ลังเลว่า
“ภูตผีปีศาจนั่นแหละที่วาดง่ายที่สุด”
ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเหตุใดหรือ? เหตุผลเป็นเพราะว่า ม้าและสุนัขนั้นเรามักมองเห็นกันอยู่ทุกวัน เป็นสิ่งที่คุ้นตาเราเป็นอย่างยิ่ง ถ้ามีส่วนใดที่วาดได้ไม่เหมือนจริงแม้เพียงเล็กน้อย ผู้ดูก็สามารถชี้จุดบกพร่องนั้นออกมาได้โดยง่าย แต่สำหรับภูตผีปีศาจนั้น ไม่มีใครเคยพบเห็นกันมาก่อนเลย ดังนั้น จึงไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าเหมือนจริงหรือไม่

หาน เฟ่ย จื่อ
(ประมาณ 300-200 ปี ก่อน ค.ศ.)

เรืองรอง  รุ่งรัศมี แปล
1987


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มณีปัญญา ปรัชญานิพนธ์จีนโบราณ กรกฎาคม พ.ศ.2530 

วันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2556

จากปรัชญานิพนธ์เลี่ยจื่อ


ภูเลี่ยกูเย่อยู่บนพื้นดินที่เป็นรอยต่อระหว่างแม่น้ำและทะเล
บนภูมีผู้เป็นเทพ
ดูดซับสายลม ร่ำดื่มน้ำค้าง ไม่รับประทานธัญพืชทั้งห้า
ปณิธานแห่งจิตใจเป็นดั่งน้ำใสในธารลึก
ลักษณะอ่อนโยนสงบดั่งดรุณีน้อย มิอิงแอบลุ่มหลง
ถือเอาการมีอายุยืนยาวดุจเซียน
และการมีคุณธรรมกระจ่างจ้าเป็นอำมาตย์บริวาร
ไม่วิตกหวาดกลัว ไม่มีโมโหโทโส
ถือเอาความจริงใจถ้วนถี่เป็นข้ารับใช้
มิบริจาคถือเป็นบุญคุณ
หากทว่าสิ่งทั้งหลาย (อันอยู่นอกกาย) นั้น มีเพียงพอแก่อัตภาพ
ไม่เบียดเบียนสะสม
หากแต่ตนนั้นมิได้อยู่ในความขาดแคลน
อินและหยางอยู่ในสมดุลเป็นนิจศีล
ตะวันจันทราส่องสว่างอยู่โดยสม่ำเสมอ
กาลทั้งสี่ราบรื่นอยู่ตลอดเวลา
ลมและฝนสมดุลเพียงพอ
สัตว์เลี้ยงแพร่พันธุ์เติบโตเป็นปกติ
การเก็บเกี่ยวพืชผลอุดมสมบูรณ์ทุกปี
แผ่นดินมิได้มีความวิปริตป่วยไข้
ผู้คนมิได้ป่วยเจ็บล้มตายแต่อายุยังน้อย
เมื่อสรรพสิ่งทั้งหลายมิได้ป่วยเจ็บ
ผีร้ายก็มิมีปรากฏการณ์ประหลาดแสดงให้เห็น

เลี่ยจื่อ
ปรัชญานิพนธ์เต๋าสมัยราชวงศ์โจว (1066-256 B.C.)


คัมภีร์เลี่ยจื่อ หากจะนับโดยอายุ สันนิษฐานว่าเก่าแก่มากกว่า 2,000 ปี เพียงแต่หลักฐานบันทึกโบราณยังมิอาจสรุปชี้ชัดลงได้อย่างแน่นอนว่า เลี่ยจื่อ คือใคร
ปราชญ์แห่งลัทธิเต๋าทั้งเหลาจื่อ และจวงจื่อนั้น มีหลักฐานบันทึกประวัติเป็นลายลักษณ์อักษร อยู่ในหนังสือ “บันทึกประวัติศาสตร์” (สื่อจี้) อันเป็นหนังสือบันทึกประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการเล่มแรกของจีน ที่เรียบเรียงขึ้นโดยซือหม่าเชียน (145-87 ปีก่อน ค.ศ.)
หากแต่ซือหม่าเชียนมิได้เขียนประวัติของเลี่ยจื่อบันทึกไว้ในสื่อจี้เป็นหลักฐาน
แม้กระนั้น จากหลักฐานข้อมูลอื่นๆ ก็ยังสามารถสันนิษฐานว่า เลี่ยจื่อน่าจะเป็นบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง และคัมภีร์เลี่ยจื่อนั้น มีเอกสารหลักฐานตกทอดกันมายาวนาน
ทั้งในคัมภีร์เต้าเต๋อจิง (เต๋าเต๊กเก็ง) ของเหลาจื่อ และคัมภีร์จวงจื่อ โดยจวงจื่อ ล้วนมีส่วนที่อ้างอิงหรือกล่าวโยงไปถึงเลี่ยจื่ออย่างชัดเจนหลายแห่ง โดยเฉพาะในปรัชญานิพนธ์จวงจื่อ มีอยู่หลายบทที่เป็นข้อความเดียวกับคัมภีร์เลี่ยจื่อ

นอกจากในฐานะคัมภีร์ปรัชญาแล้ว เนี้อหาในคัมภีร์เลี่ยจื่อยังมีลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งแปลกไปจากคัมภีร์เต้าเต๋อจิง คือ มีลักษณะเขียนคล้ายการเสนอวิถีแห่งการดำเนินชีวิต ลักษณะเช่นนี้มีปรากฏอยู่ในคัมภีร์จวงจื่อเช่นกัน ทว่ามิได้เรียบง่ายและมิได้มีจำนวนมากเท่าคัมภีร์เลี่ยจื่อ
แม้ว่าคัมภีร์เต๋าทั้ง 3 เล่มนี้ จะมีเนื้อหาส่วนที่เป็นลักษณะอภิปรัชญาทุกเล่ม แต่คัมภีร์เต้าเต๋อจิงซึ่งมีเพียง 81 บท และบันทึกลงด้วยถ้อยคำน้อยที่สุด กลับเป็นเล่มที่มีลักษณะอภิปรัชญาสูงสุด ขณะที่คัมภีร์จวงจื่อมีลักษณะเชิงอภิปรัชญารองลงมา และคัมภีร์เลี่ยจื่อมีลักษณะการเขียนแบบชี้แนะวิถีแห่งการดำเนินชีวิตมากที่สุดและชัดเจนที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับอีก 2 เล่มดังกล่าว

บทที่เลือกมาแปลในครั้งนี้ จะเห็นได้ว่าแสดงถึงการเสนอวิถีปรัชญาเชิงธรรมชาตินิยม โดยมุ่งเน้นที่คุณธรรมในการดำเนินชีวิต ยืนอยู่บนหลักอันมั่นคงของแนวคิดแบบตะวันออก คือ ความสงบ สันโดษ อ่อนโยน สมดุล เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ และไม่อวดโอ่
ปรัชญานิพนธ์เลี่ยจื่อ เป็นเสมือนปรัชญาคิดเชิงสุขนิยมแบบตะวันออก เป็นเสมือนสายลมบริสุทธิ์พัดแผ่วให้ความเย็นชื่น เป็นดั่งน้ำค้างวาวใส ให้ความรู้สึกบริสุทธิ์สะอาด ทว่าก็เป็นปรัชญาที่จับต้องได้ นำมาประยุกต์ปฏิบัติได้จริง แม้เมื่อกาลเวลาล่วงผ่านมาร่วม 3,000 ปีแล้วก็ตาม

เรืองรอง รุ่งรัศมี
3 / 2000


ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "สายลมในกิ่งหลิว" เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 407 วันที่ 20-26 มีนาคม 2000