ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปรัชญา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปรัชญา แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

บุญ



ประชาชนที่ดินแดนหานตานมีประเพณีอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ เมื่อถึงวันปีใหม่ พวกเขาจะจับนกเขาเป็นจำนวนมากไปถวายให้กับกษัตริย์ เพื่อให้กษัตริย์นำไปปล่อยเป็นการทำบุญ ผู้ที่นำนกเขามาอบให้กษัตริย์ ต่างก็จะได้รับพระราชทานรางวัลเป็นการตอบแทน
มีคนถามกษัตริย์ว่า
“ท่านต้องการนกเขาพวกนี้มาปล่อยเพื่อเหตุใดหรือ?”
“เมื่อถึงวันอันเป็นมงคล ข้าจะปล่อยนกเป็นการทำบุญ เพื่อเป็นการแสดงความเมตตาธรรมของข้าไงล่ะ!” กษัตริย์ตอบ
ชายคนนั้นจึงกล่าวต่อกษัตริย์ว่า
“ประชาชนพอได้ฟังว่า ท่านต้องการนกเขาเพื่อไปปล่อยทำบุญ ต่างก็แข่งกันไปจับเอามา นกที่จับมาได้ทั้งยังเป็นๆ นั้นมีอยู่ไม่น้อย แต่นกที่ถูกทำให้ตายไปก็มีมากมาย
หากท่านคิดจะ ‘ทำบุญปล่อยนก’ สู้ท่านสั่งห้ามประชาชนไม่ให้จับนกเขามาให้ท่านเสียจะดีกว่า เพราะว่านั่นเท่ากับสามารถช่วยชีวิตนกเขาได้เป็นจำนวนมาก มิฉะนั้นแล้ว ไปจับมันมา แล้วก็ปล่อยมันไป กลับจะเป็นการทำให้นกเป็นจำนวนมากต้องตายไป ผลบุญของท่านคงจะทดแทนบาปที่ทำให้นกต้องตายไปมากมายไม่ได้กระมัง!”
เลี่ยจื่อ

เรืองรอง รุ่งรัศมี
แปลและเรียบเรียง


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มณีปัญญา ปรัชญานิพนธ์จีนโบราณ กรกฎาคม พ.ศ.2530 

กระจกเงาของผู้ชาย


กระจกเงาของผู้ชาย

จะต้องมีกระจกเงาบานหนึ่งที่รอคอยข้าอย่างเปล่าประโยชน์
กระจกเงาที่รอคอยข้า ช่างว่างเปล่า รอบข้างของมัน
ไม่มีเครื่องเรือน ไม่มีโคมไฟ และหนังสือ
ไม่มีกิ่งใบที่แผ่ออกอย่างยุ่งเหยิงราวผมยาวของผู้หญิง
และผลแอปเปิ้ลที่ไม่เคยถูกคนลิ้มชิม

ภายในกระจกเงายิ่งไม่มีใบหน้าของข้า
ความทุกข์ตรมในดวงตาและรอยย่นเต็มหน้าผาก
มิได้เปล่งร้อง มันจะแตกร้าวจากการเปล่งร้อง
มิได้ครวญคราง มันจะเปลี่ยนรูปในการครวญคราง
บิดเบี้ยว ทำให้ใบหน้าของโลกกลายเป็นชวนขัน

กระจกเงานี้ เพียงแต่กลืนกินฝุ่นธุลีอยู่ทุกวันคืน

จากบทกวี : หนาน เหญิน เตอ จิ้ง จื่อ
โดย : จื่อ เหวิน

            บทกวีทำหน้าที่อะไร?
            บางทีคำถามนี่ไม่น่าจะถามนี้ก็ทำให้เราชะงัก
            บทกวีบอกเล่าอะไรบางอย่างนั้นเป็นของแน่ แต่อะไรบางอย่างนี้บางทีก็ทำให้พร่ามัว งุนงง
            บทกวี คือ การแสดงความในใจส่วนตัว ความในใจส่วนตัวนี้น่าจะเป็นทั้งความรู้สึก และความคิด แต่ความในใจส่วนตัวนี้น่าจะเป็นทั้งความรู้สึก และความคิด แต่ความในใจส่วนตัวเมื่อเป็น 'ส่วนตัว' ทำไมจึงต้องเขียนเพื่อให้ผู้อื่นได้อ่านด้วย
            เพื่อแสดงถึงลักษณะร่วม และลักษณะเฉพาะ ของมนุษย์เพื่อการทำความเข้าใจ มนุษย์ ชีวิต โลก ร่วมกัน นี่น่าจะเป็นเป้าหมายหรืออุดมคติที่สำคัญกว่าการแสดงความเก่งกล้าสามารถของตัวผู้เขียน
            การไปถึงสัจจะสูงสุด น่าจะคือจุดมุ่งหมายของบทกวี เช่นเดียวกับศิลปะวิทยาแขนงอื่นๆ ทั้ง คีตศิลป์ วิจิตรศิลป์ นาฏศิลป์

            การเขียนเพื่อแสดงความเก่ง ความยิ่งใหญ่ บางทีก็เป็นเพียงเป้าหมายตื้นเขิน และการหลงตัวเอง
          แต่หากไม่มีความเก่ง ความสามารถเลยก็ยากที่จะบรรลุถึงซึ่งสัจจะสูงสุดตามที่ตั้งใจไว้
            เว้นแต่ว่ากำลังลวงทั้งตนและผู้อื่นว่าตนนั้นอยู่เหนือระดับมนุษย์สามัญ
            แน่นอนว่า อัจฉริยะ หรือผู้อยู่เหนือระดับมนุษย์สามัญนั้นมี แต่คนเช่นนั้นก็ยังต้องค้นคิด ศึกษา เรียนรู้ ไม่มียกเว้น
           
            สิ่งที่แยกบทกวีที่มีคุณค่า ออกจากบทกวีพื้นๆ ทั่วไป แง่มุมหนึ่งคือ บทกวีที่มีคุณค่าทำให้ความในใจเฉพาะนั้นกลายเป็นข้อร่วมของบุคคลทั่วไปได้ จากนั้นยกระดับอารมณ์ และภูมิปัญญาให้สูง
            ที่เขายกย่องให้จัดหนังสือบทกวีไว้ในชั้นเดียวกับปรัชญาก็อยู่ที่ตรงเงื่อนไขนี้
          คำไพเราะ จินตภาพสวยๆ ภาษาที่ลื่นไหล ความสามารถในเชิงช่าง เป็นแต่เพียงความเก่ง ความสามารถยังมีอีกชั้นหนึ่งที่ต้องมุ่งไปสู่นั้นคือภูมิปัญญาที่นำมาสื่อสารเพื่อให้ชีวิต และโลกดีขึ้น
           
            บทกวี 'กระจกเงาของผู้ชาย' เป็นแต่เพียงบทกวีแสดงความในใจของปัจเจกบุคคล หรือว่าเป็นบทกวีที่ควรให้คะแนนมากกว่านั้น ท่านส่องเห็นสิ่งใดในกระจกเงานั้น และกระจกเงานั้นสะท้อนเงากลับไปกลับมาอย่างไร
            บทกวีสามารถเป็นได้ทั้งสิ่งที่เป็นเฉพาะกาล และนิรันดร์กาล
          ชั่วขณะหนึ่งข้าพเจ้าเห็นภาพผู้ชายคนหนึ่งในฐานะมนุษย์คนหนึ่งมองดูกระจกบานเดียวกับที่ฮุ่ยเหนิง สังฆปรินายก องค์ที่ 6 ของนิกาย ฌาณ (ธยานะ) เคยมอง
          พวกเขากำลังเจรจากันถึงชีวิต สนทนาจากโลกียะ สู่โลกุตระ


เรืองรอง รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ สายลมในกิ่งหลิว เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 629

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ขอฝน


ที่แคว้นฉีกว๋อเกิดภัยแล้งเนื่องจากฝนไม่ตกมาเป็นเวลาแรมปี ทั่วทุกหัวระแหงของฉีกว๋อ ต่างก็ตกอยู่ในความทุกข์ยาก
จิ่งกง กษัตริย์แห่งแคว้นฉีกว๋อ คิดจะไปบวงสรวงสักการะเทพแห่งภูเขาเพื่อขอฝน เย่นจื่อซึ่งเป็นอำมาตย์ไจ่เซียงจึงกล่าวว่า
“ไม่ต้องไปหรอก บวงสรวงเทพแห่งขุนเขาก็ไม่มีประโยชน์
เหล่าก้อนหินบนภูเขานั้นเสมือนเส้นเอ็นและกระดูกของภูเขา
ดินนั้นเป็นเสมือนกล้ามเนื้อของภูเขา
และต้นไม้ใบหญ้าก็เป็นเสมือนขนและเส้นผมของมัน
ฝนมิได้ตกมาเป็นเวลายาวนาน
ขนและเส้นผมของเทพแห่งขุนเขาต่างก็เหี่ยวแห้งตายเสียจนสิ้น
ทั้งกล้ามเนื้อก็ถูกแดดตากเสียจนแห้งเกรียม
เทพแห่งขุนเขาเองนั้นมิได้ปรารถนาให้ฝนตกลงมาเร็วๆ หรอกหรือ?
ถ้าหากว่าเขาสามารถบันดาลให้ฝนตกลงมาจากฟ้า ฝนก็คงตกลงมาเสียตั้งนานแล้ว”
จิ่งกงกล่าวว่า
“ไม่ขอเอาจากเทพแห่งขุนเขาก็ช่างเถิด ถ้าเช่นนั้น ข้าจะไปขอกับเหอปว๋อ เทพแห่งแม่น้ำคงได้กระมัง?”
เย่นจื่อกล่าวว่า
“ก็ไม่ได้อีกนั่นแหละ น้ำนั้นคืออาณาจักรของเหอปว๋อ
กุ้ง หอย ปู ปลา ก็คือประชาชนของเขา
ฝนไม่ได้ตกมาเป็นเวลาช้านาน
น้ำในแม่น้ำนั่นก็แห้งหายไปเสียหมดแล้ว 
นั่นก็เท่ากับว่าอาณาจักรของเหอปว๋อได้สูญเสียไปแล้วเช่นกัน
เหล่าอาณาประชาราษฎร์ของเขา
ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา ต่างก็กำลังจะแห้งตายอยู่แล้ว
ถ้าหากว่าเหอปว๋อสามารถบันดาลให้ฝนตกได้
ฝนก็คงจะตกลงมาเสียตั้งนานแล้ว
เมื่อเป็นเช่นนี้การไปบวงสรวงสักการะขอเอาจากเขาจะมีประโยชน์อันใดอีกเล่า?”
เมื่อจิ่งกงได้ฟังคำกล่าวเหล่านี้ของเย่นจื่อ จึงมิได้ไปขอฝนเอาจากเทวดาอีก

เย่น จื่อ ชุน ชิว
(ประมาณ 500 ปี ก่อน ค.ศ.)



เรืองรอง รุ่งรัศมี
แปลและเรียบเรียง


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มณีปัญญา ปรัชญานิพนธ์จีนโบราณ กรกฎาคม พ.ศ.2530 

วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ที่สุด



เมื่อดวงตาจะถึงกาลบอด
จะสามารถมองเห็นขนอ่อนของนกในฤดูใบไม้ร่วงได้ก่อน
เมื่อหูจะถึงกาลหนวก
จะสามารถได้ยินเสียงบินของยุงและแมลงได้ก่อน
เมื่อโอษฐ์จะถึงกาลบกพร่อง
จะสามารถแยกรสของน้ำจากจือ และน้ำจากหมิ่น ออกจากกันได้ก่อน
เมื่อจมูกจะถึงกาลบกพร่อง
จะสามารถได้กลิ่นไหม้และกลิ่นผุเน่าได้ก่อน
เมื่อร่างกายจะถึงกาลล้ม
จะรีบร้อนแล่นตะบึงไป
เมื่อความคิดจิตใจจะถึงกาลเลอะเลือน
จะสามารถแยกแยะความถูกความผิดได้ก่อน
ดังนั้น
สิ่งทั้งหลายหากมิได้ไปถึงที่สุด
ย่อมจะไม่เกิดผลสะท้อนกลับในด้านตรงข้ามขึ้นได้

          เลี่ยจื่อ

หมายเหตุ : จือและหมิ่น เป็นน้ำสองสายอยู่ในมณฑลชานตง น้ำทั้งสองสายนี้มีรสชาติไม่เหมือนกัน

เรืองรอง รุ่งรัศมี
แปลและเรียบเรียง


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มณีปัญญา ปรัชญานิพนธ์จีนโบราณ กรกฎาคม พ.ศ.2530

เลข 0 กับความเป็นตัวอักษรจีน


0 เป็นตัวเลขหรือตัวอักษร
ประเด็นนี้อาจไม่เป็นปัญหาสำหรับภาษาไทย แต่สำหรับภาษาจีนแล้วนี้เป็นประเด็นสำคัญทางวิชาการ
ภาษาจีนมีอักษรเขียนแทนตัวเลขอารบิค 1234567890 ว่า 一二三四五六七八九零 ไทยใช้เลขไทย (ซึ่งยืมมาจากอักษรขอมหลายตัว) ๑๒๓๔๕๖๗๘๙๐
เลข๐ของจีนกับของไทยเป็นวงกลมเหมือนกัน มีลักษณะแผกไปจาก 0 ที่เป็นวงรูปไข่ตามตั้งของฝรั่ง
จีนกลางอ่านเลข 0 ว่า "หลิง" ตัวอักษรที่แท้จริงคือ 零 อ่านว่า"หลิง" แต่ประเด็นคือ 0 สามารถถือเป็นตัวอักษรจีนหรือไม่ หรือว่ามันเป็นเพียง"ตัวยืม" ที่ไม่ใช่ตัวอักษรจีน

ตัวอักษรจีนมีลักษณะเฉพาะ มีลักษณะเป็นเส้นประกอบกันอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยม ตัวอักษรแต่ละตัวมีเสียงอ่านเฉพาะและแปลความหมายได้ ลักษณะโครงสร้างเส้นสายของตัวอักษรจีนมีเส้นลักษณะต่างๆดังนี้คือ
1 เส้นตามแนวนอน เช่น 一二三
2 เส้นตามแนวตั้ง เช่น 十 上 小 下
3 เส้นในแนวเฉียง เช่น 才 木
4 เส้นที่ล้อมเป็นกรอบเหลี่ยม เช่น 口 国
5 เส้นที่มีลักษณะเป็นจุดหรือขีดสั้นๆ เช่น 冰 河 流 点

โดยหลักๆแล้วตัวอักษรจีนสร้างขึ้นโดยนำเส้นเหล่านี้มาผสมกันในสี่เหลี่ยมช่องหนึ่ง หนึ่งตัวอักษรจะสร้างขึ้นบนพื้นที่สี่เหลี่ยมนี้ พิจารณาตัวอักษรจีนที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นน่าจะพอทำความเข้าใจหลักการนี้ได้พอสมควรกระมัง

ตัวเลข 0 ไม่เข้าเงื่อนไขทั้ง 5 ข้อของตัวอักษรจีนเลย
อีกทั้ง 0 ยังมีตัวเขียน 零 แต่ดั้งเดิมอยู่แล้ว
ในที่นี้ยังไม่เคยค้นคว้าให้กระจ่างจนสามารถอ้างอิงได้ว่าโลกรู้จักการนับจำนวนมาได้อย่างไร และจีนรู้จักเลข 0 มาอย่างไร
0 ในฐานะจำนวนนับ เป็นการค้นพบครั้งใหญ่ของมนุษยชาติ
แต่ 0 ในฐานะตัวอักษรจีนเป็นประเด็นวิชาการที่ยังถกกันไม่จบ
ถ้ามันถือเป็นตัวอักษรจีน ทำไมมันมีลักษณะวิธีเขียนอยู่เหนือกฎเกณฑ์อย่างโดดเดี่ยวตัวอักษรเดียว และทำไมพจนานุกรมภาษาจีนส่วนใหญ่จึงมิได้บรรจุตัวอักษรสำคัญตัวนี้เอาไว้
ถ้ามันไม่ใช่ตัวอักษรจีน ความคิดเกี่ยวกับ สูญ , ความว่าง , ความไม่มี ทำไมจึงถูกสื่อด้วยภาพวาดเส้นพู่กันจีนที่เป็นวงกลมมาอย่างเนิ่นนาน

ในปรัชญาจีน และศิลปะจีน ความว่าง , ความไม่มี , สูญ ,สุญญตา เป็นประเด็นสำคัญที่ถูกศึกษาค้นคว้าและอ้างอิงถึงเสมอ
ปรัชญาเต๋าอันเป็นปรัชญาแท้ของจีนพูด ถึง ความว่าง , ความไม่มี , สุญญตา , สูญ ฯลฯ ไว้มากมายนับพันๆ ปีแล้ว เต้าเต๋อจิง 道德经 ของ เหลาจื่อ (เล่าจื๊อ)老子 ,ปรัชญาเต๋าของจวงจื่อ 庄子 ,และ เลี่ยจื่อ 列子 ล้วนแต่พูดเรื่องความว่าง
แม้กระทั่งพุทธศาสนาของจีนก็ให้ความสำคัญกับเรื่องความว่าง
ธยานะ หรือ เซน (禅宗) ยิ่งย้ำชัดเรื่องความว่าง กระทั่งให้ ฉีกคัมภีร์ และผ่าพระพุทธรูปไม้ทำฟืน
เซนเน้นการถ่ายทอดธรรมแบบจากจิตสู่จิต ไม่จดบันทึกเป็นตัวหนังสือ และเน้นเรื่องความว่าง การไม่ยึดมั่นถือมั่นในรูปแบบ แบบแผน
เต๋า และ เซน เป็นแนวคิดที่ใกล้ชิดชีวิตคนจีนอย่างยิ่ง สำหรับชาวจีนแล้ว เต๋าและเซนไม่ใช่ "ลัทธิ" หากแต่เป็น "ศาสนา" (教) ถ้าคุ้นเคยกับหนังกำลังภายในหรือวรรณกรรมบู๊เฮี้ยบจะเห็นแนวคิดแบบนี้ได้อย่างชัดเจน
เส้าหลินซึ่งเป็นสำนักคิดแบบพุทธแท้ๆ ก็ยังเชื่อเรื่องความว่างแบบเดียวกับบู๊ตึ๊งที่ถือแนวปรัชญาเต๋า
นักพรตเต๋าแบบจางซานเฟิง แห่งบู๊ตึ๊ง และหลวงจีนอิกเต็งไต้ซือแห่งสำนักเส้าหลิน หรืออั้งชิดกงแห่งพรรคกระยาจก ล้วนแต่สนทนาธรรมกันด้วยประเด็นสุญญะ, ความว่าง, ความไม่มี, การปล่อยวาง

เอกสารโบราณของจีนมีตัวอักษร 零 อย่างมากมาย
ภาพวาดจีนมีภาพเส้นวงกลมเก่าแก่มาก
บทกวีจีนโบราณพูดถึงความว่างด้วยคำว่า 零 และถ้อยคำอื่นอีกหลายคำ
การจดจำนวนนับของจีนโบราณมีทั้งที่เป็นตัวอักษร 零 และที่เป็น ๐ วงกลมเมื่อบันทึกเลขศูนย์
เดิมนั้นสรรพสิ่งรวมตัวมิได้แยกจากกัน ต่อมาสิ่งที่เบาลอยขึ้นกลายเป็นฟ้า สิ่งที่หนักอยู่เบื้องล่างกลายเป็นดิน....
หนึ่งกำเนิดสอง สองกำเนิดสาม สามกำเนิดสรรพสิ่ง
เดิมนั้นสรรพสิ่งรวมตัวมิได้แยกจากกัน

วงกลมง่ายๆ วงหนึ่ง
คือความว่าง
คือความไร้
คือศูนย์
คือสุญญะ
คือความกลมกลืน
คือสรรพสิ่ง
และมิใช่สิ่งใดเลย


เรืองรอง  รุ่งรัศมี
4/6/2013



พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “Dragon Square” นิตยสาร Mix เดือนกรกฎาคม 2013