ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มณีปัญญา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มณีปัญญา แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

บุญ



ประชาชนที่ดินแดนหานตานมีประเพณีอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ เมื่อถึงวันปีใหม่ พวกเขาจะจับนกเขาเป็นจำนวนมากไปถวายให้กับกษัตริย์ เพื่อให้กษัตริย์นำไปปล่อยเป็นการทำบุญ ผู้ที่นำนกเขามาอบให้กษัตริย์ ต่างก็จะได้รับพระราชทานรางวัลเป็นการตอบแทน
มีคนถามกษัตริย์ว่า
“ท่านต้องการนกเขาพวกนี้มาปล่อยเพื่อเหตุใดหรือ?”
“เมื่อถึงวันอันเป็นมงคล ข้าจะปล่อยนกเป็นการทำบุญ เพื่อเป็นการแสดงความเมตตาธรรมของข้าไงล่ะ!” กษัตริย์ตอบ
ชายคนนั้นจึงกล่าวต่อกษัตริย์ว่า
“ประชาชนพอได้ฟังว่า ท่านต้องการนกเขาเพื่อไปปล่อยทำบุญ ต่างก็แข่งกันไปจับเอามา นกที่จับมาได้ทั้งยังเป็นๆ นั้นมีอยู่ไม่น้อย แต่นกที่ถูกทำให้ตายไปก็มีมากมาย
หากท่านคิดจะ ‘ทำบุญปล่อยนก’ สู้ท่านสั่งห้ามประชาชนไม่ให้จับนกเขามาให้ท่านเสียจะดีกว่า เพราะว่านั่นเท่ากับสามารถช่วยชีวิตนกเขาได้เป็นจำนวนมาก มิฉะนั้นแล้ว ไปจับมันมา แล้วก็ปล่อยมันไป กลับจะเป็นการทำให้นกเป็นจำนวนมากต้องตายไป ผลบุญของท่านคงจะทดแทนบาปที่ทำให้นกต้องตายไปมากมายไม่ได้กระมัง!”
เลี่ยจื่อ

เรืองรอง รุ่งรัศมี
แปลและเรียบเรียง


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มณีปัญญา ปรัชญานิพนธ์จีนโบราณ กรกฎาคม พ.ศ.2530 

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ขอฝน


ที่แคว้นฉีกว๋อเกิดภัยแล้งเนื่องจากฝนไม่ตกมาเป็นเวลาแรมปี ทั่วทุกหัวระแหงของฉีกว๋อ ต่างก็ตกอยู่ในความทุกข์ยาก
จิ่งกง กษัตริย์แห่งแคว้นฉีกว๋อ คิดจะไปบวงสรวงสักการะเทพแห่งภูเขาเพื่อขอฝน เย่นจื่อซึ่งเป็นอำมาตย์ไจ่เซียงจึงกล่าวว่า
“ไม่ต้องไปหรอก บวงสรวงเทพแห่งขุนเขาก็ไม่มีประโยชน์
เหล่าก้อนหินบนภูเขานั้นเสมือนเส้นเอ็นและกระดูกของภูเขา
ดินนั้นเป็นเสมือนกล้ามเนื้อของภูเขา
และต้นไม้ใบหญ้าก็เป็นเสมือนขนและเส้นผมของมัน
ฝนมิได้ตกมาเป็นเวลายาวนาน
ขนและเส้นผมของเทพแห่งขุนเขาต่างก็เหี่ยวแห้งตายเสียจนสิ้น
ทั้งกล้ามเนื้อก็ถูกแดดตากเสียจนแห้งเกรียม
เทพแห่งขุนเขาเองนั้นมิได้ปรารถนาให้ฝนตกลงมาเร็วๆ หรอกหรือ?
ถ้าหากว่าเขาสามารถบันดาลให้ฝนตกลงมาจากฟ้า ฝนก็คงตกลงมาเสียตั้งนานแล้ว”
จิ่งกงกล่าวว่า
“ไม่ขอเอาจากเทพแห่งขุนเขาก็ช่างเถิด ถ้าเช่นนั้น ข้าจะไปขอกับเหอปว๋อ เทพแห่งแม่น้ำคงได้กระมัง?”
เย่นจื่อกล่าวว่า
“ก็ไม่ได้อีกนั่นแหละ น้ำนั้นคืออาณาจักรของเหอปว๋อ
กุ้ง หอย ปู ปลา ก็คือประชาชนของเขา
ฝนไม่ได้ตกมาเป็นเวลาช้านาน
น้ำในแม่น้ำนั่นก็แห้งหายไปเสียหมดแล้ว 
นั่นก็เท่ากับว่าอาณาจักรของเหอปว๋อได้สูญเสียไปแล้วเช่นกัน
เหล่าอาณาประชาราษฎร์ของเขา
ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา ต่างก็กำลังจะแห้งตายอยู่แล้ว
ถ้าหากว่าเหอปว๋อสามารถบันดาลให้ฝนตกได้
ฝนก็คงจะตกลงมาเสียตั้งนานแล้ว
เมื่อเป็นเช่นนี้การไปบวงสรวงสักการะขอเอาจากเขาจะมีประโยชน์อันใดอีกเล่า?”
เมื่อจิ่งกงได้ฟังคำกล่าวเหล่านี้ของเย่นจื่อ จึงมิได้ไปขอฝนเอาจากเทวดาอีก

เย่น จื่อ ชุน ชิว
(ประมาณ 500 ปี ก่อน ค.ศ.)



เรืองรอง รุ่งรัศมี
แปลและเรียบเรียง


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มณีปัญญา ปรัชญานิพนธ์จีนโบราณ กรกฎาคม พ.ศ.2530 

วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ที่สุด



เมื่อดวงตาจะถึงกาลบอด
จะสามารถมองเห็นขนอ่อนของนกในฤดูใบไม้ร่วงได้ก่อน
เมื่อหูจะถึงกาลหนวก
จะสามารถได้ยินเสียงบินของยุงและแมลงได้ก่อน
เมื่อโอษฐ์จะถึงกาลบกพร่อง
จะสามารถแยกรสของน้ำจากจือ และน้ำจากหมิ่น ออกจากกันได้ก่อน
เมื่อจมูกจะถึงกาลบกพร่อง
จะสามารถได้กลิ่นไหม้และกลิ่นผุเน่าได้ก่อน
เมื่อร่างกายจะถึงกาลล้ม
จะรีบร้อนแล่นตะบึงไป
เมื่อความคิดจิตใจจะถึงกาลเลอะเลือน
จะสามารถแยกแยะความถูกความผิดได้ก่อน
ดังนั้น
สิ่งทั้งหลายหากมิได้ไปถึงที่สุด
ย่อมจะไม่เกิดผลสะท้อนกลับในด้านตรงข้ามขึ้นได้

          เลี่ยจื่อ

หมายเหตุ : จือและหมิ่น เป็นน้ำสองสายอยู่ในมณฑลชานตง น้ำทั้งสองสายนี้มีรสชาติไม่เหมือนกัน

เรืองรอง รุ่งรัศมี
แปลและเรียบเรียง


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มณีปัญญา ปรัชญานิพนธ์จีนโบราณ กรกฎาคม พ.ศ.2530

วันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

วาจา



จื่อฉินถามมว่อจื่อ อาจารย์ของเขาว่า
“ท่านอาจารย์ การพูดมากนั้นมีประโยชน์หรือไม่?”
มว่อจื่อตอบว่า
“วาจานั้น หากกล่าวมากเกินไป ยังจะมีประโยชน์อันใดเล่า!
เปรียบดังกบที่อยู่ในสระ มันร้องระงมอยู่ทั้งวันทั้งคืน จนกระทั่งคอแห้ง แต่กลับไม่มีใครไปสนใจฟังเสียงของมันเลย
แต่ไก่ในเล้านั้น มันร้องเพียงสองสามครั้งในตอนรุ่งสาง ทุกคนที่ได้ยินเสียงไก่ขัน ต่างก็รู้ว่า ฟ้ากำลังจะสว่างแล้ว ทุกคนต่างจึงให้ความสำคัญต่อเสียงขันของมันเป็นอย่างยิ่ง
ดังนั้น วาจานั้น หากกล่าวมากไปย่อมไม่มีประโยชน์”
มว่อจื่อ
(ประมาณ 480-420 ปี ก่อน ค.ศ.)


 เรืองรอง รุ่งรัศมี
แปลและเรียบเรียง


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มณีปัญญา ปรัชญานิพนธ์จีนโบราณ กรกฎาคม พ.ศ.2530

สวยกับขี้เหร่



            หยางจื่อเดินทางผ่านแคว้นซ่งกว๋อ ได้ไปพักอาศัยแรมคืนที่โรงพักแรมทางด้านตะวันออกของเมืองหลวง เจ้าของโรงพักแรมมีภรรยา 2 คน ภรรยาของเขาคนหนึ่งเป็นคนสวย ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นคนขี้เหร่ แต่ภรรยาฝ่ายที่ขี้เหร่นั้นกลับแลดูสง่า น่าคบหา ส่วนคนที่สวยนั้นดูเป็นคนไร้ค่า ไม่น่าคบหาเลย
หยางจื่อจึงถามถึงสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เจ้าของโรงพักแรมจึงตอบว่า
“ภรรยาคนที่สวยนั้น เพราะสำคัญตัวว่าเป็นคนสวย ดังนั้น ข้าจึงไม่ถือว่านางนั้นงาม ส่วนคนที่ขี้เหร่นั้น เพราะรู้ในความขี้เหร่ของตนเอง ดังนั้น ข้าจึงไม่ถือว่านางขี้เหร่”
หยางจื่อจึงกล่าวต่อสานุศิษย์ของเขาว่า
“ศิษย์ทั้งหลายจงจำใส่ใจไว้! การสามารถกระทำความดีโดยที่สามารถละทิ้งความทระนง อันเกิดจากผลที่สามารถกระทำความดีนั้น ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ย่อมจะได้รับความรับ”
เลี่ยจื่อ

 เรืองรอง รุ่งรัศมี
แปลและเรียบเรียง


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มณีปัญญา ปรัชญานิพนธ์จีนโบราณ กรกฎาคม พ.ศ.2530 

วันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

วาดผี



จิตรกรคนหนึ่งวาดภาพให้กับฉีหวาง ฉีหวางถามเขาว่า
“บอกข้าหน่อยเถิดว่า สิ่งใดที่วาดยากที่สุด?”
จิตรกรตอบว่า
“สิ่งที่วาดยากที่สุดคือสัตว์จำพวกม้าและสุนัข”
ฉีหวางถามอีกว่า
“ถ้าเช่นนั้น สิ่งใดที่วาดง่ายที่สุด?”
จิตรกรตอบไปอย่างไม่ลังเลว่า
“ภูตผีปีศาจนั่นแหละที่วาดง่ายที่สุด”
ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเหตุใดหรือ? เหตุผลเป็นเพราะว่า ม้าและสุนัขนั้นเรามักมองเห็นกันอยู่ทุกวัน เป็นสิ่งที่คุ้นตาเราเป็นอย่างยิ่ง ถ้ามีส่วนใดที่วาดได้ไม่เหมือนจริงแม้เพียงเล็กน้อย ผู้ดูก็สามารถชี้จุดบกพร่องนั้นออกมาได้โดยง่าย แต่สำหรับภูตผีปีศาจนั้น ไม่มีใครเคยพบเห็นกันมาก่อนเลย ดังนั้น จึงไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าเหมือนจริงหรือไม่

หาน เฟ่ย จื่อ
(ประมาณ 300-200 ปี ก่อน ค.ศ.)

เรืองรอง  รุ่งรัศมี แปล
1987


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มณีปัญญา ปรัชญานิพนธ์จีนโบราณ กรกฎาคม พ.ศ.2530 

วันอังคารที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ความสุข



            ขงจื่อเดินทางไปยังไท่ซาน ขณะนั้น ที่หมู่บ้าน “เฉิง” สุดปลายเขตแดนของแคว้นหลู่กว๋อ ขงจื่อได้พบ ยร๋ง ฉี่ ฉี ซึ่งแต่งกายโดยนุ่งห่มด้วยอาภรณ์อันตัดเย็บมาจากหนังกวางอย่างหยาบๆ เข็มขัดของชายชรา ยร๋ง ฉี่ ฉี นั้นเล่าก็ใช้เส้นเชือกผูกเอาไว้แทน ขงจื่อพบว่าชายชราอายุ 90 ปีผู้นี้แต่งกายด้วยอาภรณ์หยาบๆ และเรียบง่าย อีกทั้งยังดีดพิณบรรเลงดนตรีขับขานบทเพลงอยู่ด้วยความสำราญ ด้วยความใคร่รู้ ขงจื่อจึงถาม ยร๋ง ฉี่ ฉี ขึ้นว่า
“ท่านผู้เฒ่า ไยท่านจึงทำตัวเสมือนช่างมีความสุขเหลือล้ำอย่างนี้ ?”

ยร๋ง ฉี่ ฉี เมื่อฟังดั้งนั้น จึงได้ตอบว่า
“สำหรับข้าแล้ว เรื่องราวอันจะทำให้เป็นสุขช่างมีมากมาย ท่านลองคิดดูสิว่า ในสรรพสิ่งอันพระเจ้าได้สร้างมานั้น สิ่งที่สูงล้ำค่านั้นคือมนุษย์ใช่ไหม และข้าก็ช่างโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ นี่คือความสุขประการที่ 1 ของข้า
และยิ่งกว่านั้น ในมนุษย์ชายหญิงด้วยกันนั้นเล่า เพศชายมักถูกให้ความสำคัญและถูกยกย่องเสียยิ่งกว่าหญิง และข้าก็ช่างโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์เพศชาย นี่คือความสุขในประการที่ 2 ของข้า
และยิ่งกว่านั้น แม้จะโชคดีที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว แต่ก็มีมนุษย์อยู่จำนวนหนึ่ง ที่ได้ตายไปโดยยังมิได้พบเห็นตะวันและเดือน กระทั่งบางคนยังมิได้ผ่านพ้นช่วงวัยอันได้ละแล้วซึ่งผ้าอ้อม ก็ต้องตายไป ส่วนข้านั้นเล่า กระทั่งบัดนี้ มีชีวิตยืนยาวมาถึง 90 ปีแล้ว และนี่คือความสุขในประการที่ 3 ของข้า
ความยากจนนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาของคน อีกทั้งความตายก็เป็นจุดสุดท้ายแห่งชีวิตมนุษย์ การสามารถมีชีวิตอันปกติอยู่ในเรื่องปกติเช่นนี้ตราบกระทั่งถึงจุดสุดท้ายของชีวิต จะมีเรื่องอันใดให้ต้องกลัดกลุ้มกังวลด้วยเล่า”

เมื่อขงจื่อได้ฟังดังนั้น จึงได้กล่าวด้วยความนับถือว่า
“ช่างไม่ใช่เรื่องอันง่ายดายเสียเลย ที่สามารถพิจารณาชีวิตได้อย่างแจ่มแจ้ง กระทั่งสามารถใช้เป็นเครื่องประโลมชีวิตตนเอง กระทั่งเรื่องกลัดกลุ้มกังวลใดๆ ในโลก ก็อาจละไว้เสียได้ด้วยความเบิกบาน”

          เลี่ยจื่อ

เรืองรอง  รุ่งรัศมี แปล
1987


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มณีปัญญา ปรัชญานิพนธ์จีนโบราณ กรกฎาคม พ.ศ.2530

วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ฝนเข็ม

หลี่ ไป๋ กวีผู้มีชื่อเสียงแห่งสมัยราชวงศ์ถาง เริ่มศึกษาตำราคัมภีร์โบราณและประวัติศาสตร์ตั้งแต่เขายังเป็นเด็กเล็กๆ หนังสือเหล่านี้เข้าใจยากมาก เขาไม่ชอบอ่านเอาเสียเลย ดังนั้น หลี่ ไป๋ จึงมักจะหนีเรียนเสมอๆ
ครั้งหนึ่ง หลี่ ไป๋ หนีออกจากห้องเรียนเพื่อไปเล่นสนุกข้างนอกที่ริมทาง เขาได้พบคุณยายแก่ๆ คนหนึ่งนั่งอยู่บนม้านั่งเตี้ยๆ แกกำลังฝนแท่งเหล็กแท่งหนึ่งอย่างขะมักเขม้น หลี่ ไป๋ รู้สึกประหลาดใจ จึงเข้าไปถามหญิงชราว่า
“ยายจ๋า ยายกำลังทำอะไรอยู่จ๊ะ ?”
“ฝนเข็มจ้ะ” คุณยายตอบ
“ฝนเข็ม !” ความจริงแล้ว หลี่ ไป๋ เป็นเด็กฉลาดคนหนึ่ง แต่เขาก็ไม่แน่ใจว่าแท่งเหล็กแท่งใหญ่ขนาดนี้จะสามารถฝนเป็นเข็มได้ จึงร้องถามคุณยายว่า
“ยายจ๋า แท่งเหล็กใหญ่ขนาดนี้จะฝนเป็นเข็มได้อย่างไร ?”
หญิงชราจ้องมอง หลี่ ไป๋ แล้วกล่าวว่า
“เด็กน้อย กระทั่งเรื่องเช่นนี้เจ้าก็ไม่เข้าใจหรือ ? แท่งเหล็กแม้จะใหญ่ แต่ถ้าฝนมันทุกวัน วันแล้ววันเล่า วันแล้ววันเล่า แล้วยังจะกลัวทำไมว่ามันจะไม่กลายเป็นเข็ม ?”
หลี่ ไป๋ คิดและบอกตัวเองในใจ
“ใช่แล้ว ! การทำสิ่งใดก็ตาม ขอเพียงมีใจอดทน ทำทุกๆ วัน ไม่ว่าเรื่องใดก็สามารถทำให้ดีได้ การเรียนหนังสือก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ หนังสือที่อ่านไม่เข้าใจ ถ้าอ่านทุกๆ วัน ก็ย่อมสามารถทำความเข้าใจได้”
แล้ว หลี่ ไป๋ ก็กลับหลังหัน มุ่งเดินกลับไปยังห้องเรียนที่เขาเพิ่งจากมา พลิกหนังสือที่เขาอ่านไม่เข้าใจเหล่านั้นขึ้น แล้วเริ่มต้นอ่าน.

เฉียน เชี่ย เล่ย หยู
(หนังสือโบราณไม่ทราบสมัยที่บันทึก)

เรืองรอง  รุ่งรัศมี แปล
1987


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มณีปัญญา ปรัชญานิพนธ์จีนโบราณ กรกฎาคม พ.ศ.2530