ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Dragon Square แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Dragon Square แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เซียน และเทพ


            บนหิ้งบูชาของชาวจีน มีรูปเคารพอะไรบ้าง?
            พระพุทธรูป
            เจ้าแม่กวนอิม
            แป๊ะกง
            ตี่จู๋เอี๊ย
            จี้กง
            ฮก ลก ซิ่ว
            ไท่ เสียง เล่า กุน
            ไฉ่ สิ่ง เอี๊ย
            ฮู้ หรือผ้ายันต์
            และ ฯลฯ
            นอกจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว ชาวจีนยังเคารพบรรพบุรุษ การกราบไหว้บรรพบุรุษ เป็นคติความเชื่อที่มีลักษณะพิเศษโดดเด่นแตกต่างจากคติธรรมเนียมของชนชาติอื่น
            การกราบไหว้บูชารูปเคารพต่างๆ ของชาวจีน คือปรากฏการณ์ที่สะท้อนอุดมคติอันสืบต่อการมายาวนาน เป็นขนบประเพณีและความเชื่อเชิงจริยธรรม คติความเชื่อนี้ ผสมผสานทั้งแนวคิดฝ่ายพุทธ แนวคิดฝ่ายเต๋า และขงจื๊อ
            พุทธแบบจีน ผสมผสานอุดมคติแบบโพธิสัตว์และการปล่อยวางหลุดพ้นเข้าไว้ด้วยกัน ขณะหนึ่งจึงมีแนวคิดแบบอยู่เหนือโลก แต่พร้อมกันก็มีแนวคิดแบบอยู่กับโลกด้วย พุทธตามอุดมคติแบบจีนจึงออกจะเป็นพุทธแบบไม่นิ่งดูดาย เป็นแนวคิดแบบคาดหวังให้เข้าร่วมแบกรับภารกิจของสังคม และของโลก
            รูปเทพของจีนน่าจะจัดอยู่ในกลุ่มเทวรูป เทวรูปโดยหลักการแล้วคือรูปเทพเทวา หรือ 'เสิน' (shen) (จีนกลางอ่าน 'เสิน' แต้จิ๋วอ่าน 'ซิ้ง)
            ไฉ่สิ่งเอี๊ย (cai shen ye : ไฉ เสิน เหยฺ เสียงจีนกลาง) คือ เทพเจ้าแห่งทรัพย์สมบัติ (ไฉ cai : ทรัพย์สมบัติ, shen เสิน = เทพ, ye : เหยฺ = ผู้เฒ่า, คำที่เติมเข้าไปเพื่อใช้เรียกขุนนาง, คหบดี หรือเทพเจ้า) เป็นเทพเจ้าที่ชาวจีนกราบไหว้ขอพรให้ร่ำรวย ช่วยนำพาทรัพย์สมบัติมาให้
            เทพที่คล้ายไฉ่สิ่งเอี๊ย คือให้โชคลาภความร่ำรวย ยังนิยม ฮก ลก ซิ่ว (fu lu shou : ฝู ลู่ โซ่ว) ฝู หรือ ฮก คือ ลาภสมบัติ, ทรัพย์สิน และความสุข ความโชคดี, ลู่ หรือ ลก คือ ยศสมบัติ ตำแหน่งราชการ หรือสถานะทางสังคม, โซ่ว หรือ ซิ่ว คือการมีอายุยืน  (บางทีแทน ฮก ลก ซิ่ว ด้วยรูปค้างคาว, กวาง และลูกท้อ ในเชิงสัญลักษณ์)
            ความคิดเรื่องมีอายุยืน หรือมีชีวิตอมตะ ไปพ้องกับความคิดเรื่อง 'เซียน (xian) ในลัทธิเต๋า เซียน คือผู้บรรลุมรรคผลเป็นคนเหนือโลกที่ไม่ตาย การบรรลุเซียนอาจจะเป็นผลจากการบำเพ็ญเพียรในทางธรรม หรือจากการได้กินยาอายุวัฒนะ หรือ 'เซียนตัน' (xian dan) ก็ได้
            'เซียน' ในแนวคิดจีนมีมากมาย มีรูปลักษณ์ต่างๆ กัน 'โป๊ยเซียน' หรือ 'แปดเซียน' (ba xian : ปาเซียน) คือเทพ 8 องค์ในตำนาน ที่มีอภินิหาร และชอบช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก เรื่องเล่าเกี่ยวกับ 'เซียน' และ '8 เซียน' นอกจากเป็นเรื่องเชิงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์แล้ว หลายเรื่องยังมีลักษณะแบบเรื่องของจอมยุทธ์ด้วย
            ในแนวคิดจีน เซียนกับเทพ จะแยกแยะลักษณะคุณสมบัติที่แตกต่างอย่างเด็ดขาดชัดเจนยาก และเส้นแบ่งระหว่างเทพในแนวคิดเต๋า กับเทพในแนวคิดพุทธ ก็พร่ามัวมากในความคิดของชาวบ้านจีน
            จี้กง (ji gong) และเจ้าแม่กวนอิม (guan shi yin : กวน สื้อ อิน) ถ้าจัดแบ่งตามคติความเชื่อที่มาที่ไปแล้ว น่าจะเป็นแนวความคิดทางพุทธ แต่เมื่อพุทธศาสนาเข้าสู่จีนนั้น ได้ผสานเอาทั้งลัทธิพราหมณ์และลัทธิเต๋าเข้าไว้ด้วย ความเป็น 'พระ' และความเป็น 'เทพ' จึงผสานเข้าหากัน ศัพท์ภาษาจีน : shen fo : เสินฝอ-จีนกลาง, สิ่งฮุก-แต้จิ๋ว) โดยรูปคำแปลว่า เทพ และพระ โดยกินความได้ทั้งความหมาย 'สิ่งศักดิ์สิทธิ์', 'เทพเจ้า' แม้แต่รูปปั้นแทนตัวศวกยะมุนีพุทธะและเจ้าแม่กวนอิม หรือพระอวโลกิเตศวร ก็ใช้คำ 'เสินฝอ' หรือ 'สิ่งฮุก' เรียกแทนได้
            เวลาคนจีนพูดว่า 'ไป้เสิน' (bai shen) แปลโดยเคร่งครัดแล้วควรจะหมายถึงการไหว้เทพในสายคติคิดเต๋า แต่แม้ไปไหว้พระพุทธรูป หรือไปกราบไหว้เจ้าแม่กวนอิม จะใช้คำว่า 'ไป้เสิน' ก็มิได้รู้สึกว่าฟังแปร่งหูนัก
            ที่จริงแล้วพระพุทธรูปมีคำศัพท์เฉพาะว่า 'ฝอเซียง' (fo xiang-จีนกลาง) ส่วนเทวรูปมีศัพท์เฉพาะว่า 'เสิน เซียง' (shen xian) เสินฝอ (shen fo) อันหมายถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จึงหมายรวมถึงทั้งเทวรูป และพุทธรูป
            ความกำกวมคลุมเครือในแนวคิดอุดมคติเรื่องความดี และกุศลผลบุญของจีนนั้น ยากจะแยกแยะเต๋าและพุทธออกจากกันอย่างเด็ดขาด ถึงอย่างไรอุดมคติ เรื่อง 'ความดี' ความเป็น 'กุศล' และ 'บุญ' นั้น ก็เป็นสภาวะดีงาม เป็นนามธรรมแห่งอุดมคติ และเป็นธรรมภาวะ เป็นภาวะสงบสุข ปลอดจากพันธนาการและความรัดรึงที่ชวนให้อึดอัดคับข้อง
            การผสมผสานแนวคิดแบบพุทธ, เต๋า และขงจื๊อ ปรากฏทั่วไปในวรรณกรรมบู๊เฮี้ยบ หลักการของจอมยุทธ์ แยกออกจากอุดมคติของ 3 สายธารความคิดนี้ยากอย่างยิ่ง นักเขียนเรื่องบู๊เฮี้ยบที่ได้รับการยกย่องสูง ไม่เพียงแต่จะเป็นนักเขียนเรื่องแต่งที่มีความสามารถมาก หากแต่ยังต้องผสานความรู้เชิง 'จีนวิทยา' เข้าไว้ในเรื่องอย่างกลมกลืน
            ความรู้เชิงจีนวิทยา ครอบคลุมทั้งเรื่องปรัชญาจีน ขนบธรรมเนียมประเพณี สังคม วัฒนธรรม ศิลปะ และประวัติศาสตร์จีน ความรู้เหล่านี้ผสมผสานและแฝงอยู่ในเรื่องบู๊เฮี้ยบชั้นดี การที่ 'กิมย้ง' ถูกยกย่องมากกว่านักเขียนเรื่องบู๊เฮี้ยบคนใดๆ นั้น มิได้เพียงเพราะว่าเขาเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่งอย่างยิ่ง แต่คำยกย่องทั้งหลายยังมาจากการยกย่องใน 'องค์ความรู้' ด้านจีนวิทยาอันกว้างขวางและลึกซึ้งอีกด้วย



เรืองรอง รุ่งรัศมี


ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "ในยุทธจักร" เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 778

วันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

พระเมตไตรย

            ลักษณะอย่างหนึ่งในวัฒนธรรมจีนที่น่ารัก คือ การทำให้ตำนานที่ขรึมขลังต่างๆ ลงมาชิดใกล้กับผู้คนธรรมดาสามัญทั่วไป พระ และเทพต่างๆ ที่ชาวจีนนับถือ จึงมีภาพลักษณ์ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียว และดูกลมกลืนกับความเป็นมนุษย์เป็นอย่างมาก
            เจ้าแม่กวนอิม, จี้กง, โป๊ยเซียน, พระสังกัจจาย (พระศรีอารยเมตไตรย) ฯลฯ ล้วนแต่มีความเป็นมนุษย์สูง ยิ่งความเชื่อที่ว่า สิ่งมีชีวิตทั้งหลายล้วนมีจิตแห่งพุทธะอยู่ในตัว ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า เราท่านต่างสามารถบรรลุสู่ความเป็นพุทธะด้วยกันทุกคน

            จีนเชื่อพุทธศาสนาสายปฏิบัติ ทั้งนี้ อาจเป็นผลเนื่องมาจากความเชื่อเดิมในสายเต๋าที่มุ่งเน้นการปฏิบัติเช่นกัน เมื่อความคิดแบบพุทธเข้าไปทำปฏิสัมพันธ์กับความคิดเต๋า ซึ่งมีอยู่เดิมในแผ่นดินจีน จึงเกิดลักษณะผสมผสานกัน ตำนานความเชื่อของฝ่ายหนึ่ง จึงเข้าไปผสมปนเปอยู่ในความเชื่ออีกฝ่ายหนึ่งอย่างยากจะหลีกเลี่ยงได้
            โดยเฉพาะความเชื่อเรื่องโพธิสัตว์
            โพธิสัตว์ คือผู้ที่ยินดีช่วยให้สัตว์โลกพ้นทุกข์จนสิ้น แล้วตนจึงเข้าสู่ภาวะบรรลุอรหันตผลเป็นคนสุดท้าย ด้วยความเชื่อเช่นนี้เอง เทพ หรือเซียนของจีนจึงมักแปลงกายลงมาช่วยมนุษย์โลกในร่างต่างๆ เสมอๆ
            เทพ และเซียนทั้งฝ่ายพุทธ และฝ่ายเต๋า จึงอยู่ในตำนานอันผสมปนเปกันในการช่วยเหลือมนุษย์

            พระสังกัจจาย หรือพระศรีอารยเมตไตรย ตามคติพุทธเชื่อว่า จะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปที่จะมาตรัสรู้ เมื่อสิ้นสุดศาสนาของพระสมณะโคดมแล้ว คติมหายานถือว่าพระเมตไตรยโพธิสัตว์ ดำรงฐานะอยู่ในตำแหน่งสูงสุดองค์หนึ่ง จีนนิยมสร้างพุทธศิลป์เกี่ยวกับท่านมาก
            รูปพระโพธิสัตว์เมตไตรย หรือพระสังกัจจาย มักสร้างเป็นพระพุงพลุ้ย หน้าตายิ้มแย้มเบิกบาน
            เนื่องจากรูปพระเมตไตรยพุงพลุ้ยหน้าตายิ้มแย้มอารมณ์ดี จึงมีบทกลอนอันเป็นเสมือนโศลกธรรมบรรยายถึงตัวท่านว่า
            "พุงพลุ้ยสามารถบรรจุเก็บรับไว้ได้
          บรรจุเก็บรับเรื่องอันยากจะรับได้ในโลก
          เมตตาหัวร่อเบิกบาน
          หัวร่อผู้คนอันน่าหัวร่อในโลก"

            นี่คือจิตใจอันเมตตาและปล่อยวาง เป็นหลักธรรมอันใกล้ชิดกับชีวิตของผู้คนเป็นอย่างยิ่ง
            พระเมตไตรยพุงพลุ้ยหน้าตายิ้มแย้มของจีน มีอิริยาบถต่างๆ กัน มีทั้งที่นอนหนุนถุงผ้าหัวเราะอารมณ์ดี และมีที่เดินแบกถุงผ้าท่องไปอย่างสบายอารมณ์ จุดร่วมคือใบหน้ายิ้มแย้ม ท่าทางผ่อนคลาย เป็นสัญลักษณ์ของการไม่ถูกรัดรึงด้วยพันธนาการต่างๆ นานา
            รูปปั้นจีนที่อยู่ในอิริยาบถผ่อนคลาย ไม่ถูกควบคุมด้วยกฎเกณฑ์ ไม่ได้มีเฉพาะพระเมตไตรย รูปปั้นจี้กง และรูปปั้นหานซาน, เส่อเต๋อ, ก็มีลักษณะนุ่งเสื้อผ้ารุ่ยร่าย กิริยาอาการไม่สำรวมเคร่งครึม นั่นคือสัญลักษณ์ของปรัชญาแห่งการปล่อยวาง

            การปล่อยวางคือการไปพ้นแบบแผนเคร่งครัดตายตัว เป็นการอยู่เหนือพ้นลัทธิคัมภีร์ เป็นการปฏิบัติแบบ 'ถือแก่นทิ้งกาก' ซึ่งท้าทายความคิดแบบตื้นเขินเคร่งแต่รูปแบบ
            รูปปั้นพระเมตไตรย หรือพระสังกัจจายแบบจีน มีลักษณะเฉพาะ ถือเป็นเทพแห่งความเมตตา รูปปั้นพระเมตไตรยแบกถุงผ้าหรือนอนหนุนถุงผ้า ถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า 'บรรพชิตถุงผ้า' (bu dai he Shang : ปู้ ไต้ เหอ ซ่าง)

          เกี่ยวกับบรรพชิตถุงผ้า หรือพระสงฆ์ถุงผ้านี้ มีตำนานบอกเล่าที่ไม่เหมือนกัน
            ตำนานหนึ่ง เล่าว่า สมัยเหลียงหลังสมัย 5 ราชวงศ์ (ค.ศ.907-960) ที่เมืองเพิ่งฮว่า มณฑลเจ้อเจียง มีพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อ ชี่ฉื่อ ชี่ฉื่อเป็นคนอ้วนเตี้ยพุงพลุ้ย เขามักจะแบกถุงผ้าเดินบิณฑบาตไปทั่วเมือง ลักษณะการพูดจาของเขาแปลกประหลาด สามารถพยากรณ์ดินฟ้าอากาศแม่นยำ และมักมีคำสอนให้คนพ้นจากเรื่องร้ายได้ พระภิกษุชี่จื่อมีนิสัยแปลก คือ ชอบนอนไปตามที่ต่างๆ ทั่วเมือง มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่ว
            ชี่ฉื่อเป็นพระแปลก แม้ยามมรณภาพก็ยังพิเศษกว่าผู้อื่น ท่านมรณภาพในขณะท่องโศลกอยู่บนแผ่นหินว่า
            เมตไตรยเมตไตรยแท้ เปลี่ยนรูปกายหลากหลายนัก
          ปรากฏกายต่อผู้คนอยู่เสมอ หากแต่คนไม่รู้จัก

            ท่องโศลกนี้จบแล้วท่านก็มรณภาพ ผู้คนจึงได้รู้ว่าท่านคือพระเมตไตรยที่แปลงร่างมา

            อีกตำนานหนึ่ง เป็นข้ออ้างของพวกลัทธิบัวขาว (bai lian jiao) ในสมัยซูสีไทเฮา (ci xi tai hou) อ้างพระเมตไตรยเพื่อก่อการปฏิวัติ โดยอ้างว่าชี่ฉื่อ เป็นตัวแทนของพระเมตไตรยที่ลุกขึ้นนำการก่อการพื้นที่บริเวณเจียงหนาน บางครั้งก็เรียกพระเมตไตรยว่า พระโพธิสัตว์ฮาลา (ha la pu sa)


เรืองรอง รุ่งรัศมี


ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "สายลมในกิ่งหลิว" เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 637

วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

จากชาจีนถึงพิธีชงชาของญี่ปุ่น

             ดื่มชาแบบจีน กับดื่มชาแบบพิธีชงชาของญี่ปุ่น นอกจากวิธีการจะไม่เหมือนกันแล้ว ลักษณะใบชาที่ใช้ก็ไม่เหมือนกันด้วย
            แม้จะดูเหมือนแตกต่างกันในปัจจุบัน แต่ความจริงแล้วมีหลักฐานอ้างอิงได้ว่า การดื่มชาแบบที่ชาวญี่ปุ่นดื่มในพิธีชงชานั้น ได้เคยเป็นที่ปฏิบัติโดยทั่วไปอยู่ในแผ่นดินจีนยุคโบราณ

            'คัมภีร์ชา' (cha jing) ของ ลู่ อวี่ (Lu yu) มีบันทึกไว้ว่า
            ก่อนสมัยราชวงศ์ถาง (ค.ศ.618-907) ในแผ่นดินจีนมีการดื่มชา 4 ประเภท คือ ชูฉา (cu cha), ซ่านฉา (san cha), ม่อ ฉา (mo cha) และปิ่งฉา (bing cha)
            ชูฉา คือการดื่มชาโดยวิธีต้มในหม้อ ใบชาที่เก็บมาจะมีทั้งใบอ่อนที่เพิ่งแตกจากกิ่ง ใบทั่วไป และก้านใบ นำทั้งหมดนั้นมาหั่นให้ละเอียดเป็นฝอย แล้วนำลงไปต้มในหม้อ ลู่อวี่เรียกการดื่มชาวิธีนี้ว่า จว๋อ (Zhuo)
            ซ่านฉา คือการดื่มชาโดยวิธีต้มหรือเคี่ยว วิธีนี้คล้ายคลึงกับวิธีแรก แตกต่างกันที่พิถีพิถันเลือกใช้แต่ใบชาอ่อน และดื่มเฉพาะน้ำ ลู่อวี่เรียกการดื่มชาวิธีนี้ว่า อ๋าว (ao)
            ในสมัยถางมีกวีชื่อ ลู่ ซิ เซิง (Lu xi sheng) เคยเขียนถึงการดื่มชาวิธีนี้ในกวีบางวรรคของเขาว่า
            “เดือนสองยามฝนตกในป่าเขา
          ที่เนินเขาใบชาอ่อนผลิใบใหม่
          ตื่นยามวสันต์ ดื่มเพื่อฟื้นเมาทั้งยังดับกระหาย
          ถนอมเก็บใบชาอ่อนสดใหม่วนเวียนเด็ดมาดื่มกิน”

            ม่อฉา คือการดื่มชาโดยวิธีนำใบชาที่เด็ดมาได้มาคั่วให้แห้ง จากนั้นบดให้เป็นผงละเอียด แล้วจึงนำไปต้ม ลู่อวี่เรียกการดื่มชาวิธีนี้ว่า หยาง (yang)
            ปิ่งฉา คือการดื่มชาโดยนำใบชาไปนึ่งแล้วอัดให้เป็นแผ่นหรือเป็นแท่ง แล้วทำให้แห้งโดยการย่างไฟ เมื่อจะดื่มจึงนำมาบดให้ละเอียดแล้วจึงนำไปต้ม ลู่อวี่เรียกการดื่มชาวิธีนี้ว่า ชง (chong) ชาแผ่นหรือชาแท่งที่รู้จักกันทั่วไปคือ ชาผูเอ่อร์ (Pu er) และชาควอฉา (tuo cha) ซึ่งมักอัดเป็นก้อนรูปถ้วย ขณะที่ชาผูเอ่อร์มักอัดเป็นแท่งหรือเป็นแผ่นกลมแบน

            ม่อฉา คือชาที่ทำให้เป็นฝุ่นผง ชาชนิดนี้เมื่อแพร่เข้าไปในญี่ปุ่น ชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับขั้นตอนการทำชาให้เป็นผงละเอียด ซึ่งกลายเป็นขั้นตอนสำคัญของพิธีชงชาของญี่ปุ่น ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในวัฒนธรรมชงชา
            การที่ม่อฉาหายไปจากสังคมจีน มีสาเหตุมาจากการให้ความสำคัญต่อเรื่องความละเอียดของชาอย่างเกินเหตุในสมัยราชวงศ์ซ่ง (Song ค.ศ.420-479) เดิมนั้นวิธีทำชาให้เป็นผงนั้นทำด้วยการทุบ หรือตำอย่างง่ายๆ ต่อมากลายเป็นใช้วิธีบดโม่ให้เป็นผงละเอียด และทำให้กลายเป็น 'เอี๋ยนกาวฉา' (yan gao cha) จากนั้นนำไปผสมกับหลงหน่าว (long nao : พืชชนิดหนึ่ง ยางของมันใส่ราวเกล็ดน้ำแข็ง หรือผลึกแก้ว มีคุณสมบัติทางยา) แล้วจึงทำให้กลายเป็น 'ซินหลงหยวนเฉิงเสวี่ย' (xin long yuan cheng xue)

            ซินหลงหยวนเฉิงเสวี่ย ทำโดยการเอาใบชาอ่อนมาลอกเปลือกด้านนอกออก ให้เหลือเพียงไส้ในใสเก็บไว้ในน้ำสะอาด แล้วจึงนำไปผสมกับยางผลึกหลงหน่าว ความฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อเช่นนี้ของราชสำนักทำให้อาณาประชาราษฎร์ต้องพบกับความเดือดร้อนไปทุกหย่อมย่าน ในที่สุดก็ทำให้อาณาจักรซ่งต้องล่มสลายไปอยู่ภายใต้อำนาจของจิน (jin)
            เมื่อ จู หยวน จาง (zhu yuan zhang) ขึ้นเป็นกษัตริย์ ได้สั่งให้ยกเลิกประเพณีอันเหลวไหลต่างๆ หลายเรื่องในปีที่ 24 รัชศก หงอู่ (ค.ศ.1391) จูหยวนจางในฐานะกษัตริย์ ได้สั่งให้ยกเลิกการถวายบรรณาการชาประเภทม่อฉา ซึ่งทำเป็นก้อน แล้วให้ใช้ใบชาในการชงน้ำชาในวัง แทนการใช้สิ่งที่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยจนสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน
            บุคคลที่นำชาจีนเข้าไปเผยแพร่ในญี่ปุ่น คือ พระภิกษุหย่งจง (yong zhong) (ค.ศ.743-816) แต่ผู้ที่ทำให้พิธีการชงชาเจริญรุ่งเรืองจนแพร่หลาย คือ ธนายาจารย์หญงซี่ (rong xi chan shi) (ค.ศ.1141-1215) ชาที่เขานำไปญี่ปุ่น คือ ชาม่อฉา ดังนั้น ชาม่อฉาที่สูญสลายในแผ่นดินจีน จึงค่อยๆ เฟื่องฟู กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในพิธีชงชาของญี่ปุ่น
          เพียงแต่ชาม่อฉาในญี่ปุ่นไม่ได้เป็นชาแบบฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยแบบที่ราชสำนักซ่งเคยใช้


เรืองรอง รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ สายลมในกิ่งหลิว เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 641 

เกี่ยวกับที่มาของคำว่า "จีน"

ผู้ที่สนใจเรื่องราวด้านจีนวิทยา (SINOLOGY) มักจะพบเห็นการอ้างอิงสันนิษฐานเกี่ยวกับที่มาของคำว่า "จีน" หรือ CHINA ว่ามีต้นเค้ามาจากคำว่า ฉิน 秦 หรือ จิ๋นซีฮ่องเต้ 秦始皇帝 (ฉินสื่อฮว๋างตี้ ในเสียงจีนกลาง)
คำอ้างสันนิษฐานนี้ฟังดูน่าเชื่อถือเพราะเป็นเสียงที่ฟังแล้วพ้องกัน อีกทั้งจิ๋นซีฮ่องเต้ก็เป็นกษัตริย์จีนที่ยิ่งใหญ่ เป็นผู้ที่สามารถรวบรวมแผ่นดินจีนเข้าไว้ด้วยกันเป็นปึกแผ่น ความยิ่งใหญ่ของราชอาณาจักรฉิน ทำให้นึกโยงถึงคำว่า "จีน" หรือ CHINA ได้ง่าย
การสันนิษฐานแบบคาดเดาเช่นนี้พบได้ทั่วไปทั้งในหมู่ชาวไทยและฝรั่ง กระทั่งทำให้เชื่อตามๆ กันมาว่าข้อสันนิษฐานนี้ถูกต้อง และพากันอ้างต่อๆ กันมาทอดแล้วทอดเล่า

ข้าพเจ้าเองก็เคยเชื่อคล้อยตามคำสันนิษฐานแบบคาดเดานี้มานาน กระทั่งได้ไปอ่านพบในหนังสือชื่อ "ไทย - จีน" ของเสถียรโกเศศ ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์บรรณาคาร เมื่อ พ.ศ.2515 จึงได้พบว่าเสฐียรโกเศศหรือพระยาอนุมานราชธนได้เคยสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างมีแง่มุมน่าสนใจ จึงขออนุญาตคัดลอกมาอ้างอิงต่อดังนี้
"แม้ว่าชนชาติจีนจะมิได้เรียกตัวเองว่า "จีน" แต่ในภาษาจีนก็มีคำว่า "จีน" ปรากฏอยู่ คือ 支那 脂那 (อ่านว่า "จีนา" ตรงกับ "จีน") และ  震旦 (อ่านว่า "จิงตั่ง" ตรงกับ "จีนสถาน") นอกจากในพงศาวดารถังฉบับใหม่ (新唐書) มีคำว่า  摩訶震旦(มหาจีนสถาน) ใช้เช่นกัน
支那 脂那 震旦 เป็นคำสันสกฤต ใช้เรียกประเทศจีน คำเหล่านี้มีปรากฏในหนังสือต่างๆ เช่น  宋史天竺國傳 (ประวัติประเทศอินเดียในพงศาวดารซ้อง) -- "ขอกษัตราธิราชเจ้าแห่งจีนประเทศ (支那) จงทรงพระเจริญบริบูรณ์ด้วยพระบุญญาบารมีและมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน"
".......ตามที่มีผู้สันนิษฐานว่า คำว่า 支那 เลือนมาจากคำว่า 秦 (อ่านว่า ชิ้ง หรือ ฉิน ในภาษากลาง ในภาษาไทยแปลทับศัพท์ว่า จิ้น เช่น ฉินสื่อหวงตี้ -- จิ้นซีฮ่องเต้) หรือมาจากคำว่า 磁瓷 (อ่านว่า ฉือ แปลว่า เครื่องกระเบื้องดินเผา) นั้น ไม่เป็นการถูกต้องเลย ดังหลักฐานซึ่งปรากฏใน 曼殊全集書札 (จดหมายเหตุของพระธรรมาจารย์บ้วงซู (曼殊) - " 支那 หาได้เลือนมาจากคำว่า 秦 ไม่ เนื่องด้วยในมหากาพย์ภารตะของอินเดียมีคำว่า "จีน" ใช้อยู่ก่อนแล้ว กษัตริย์อินเดียเคยตรัสว่า พระองค์เคยเสด็จกรีฑาทัพหลวงขึ้นไปทางเหนือของประเทศอินเดีย พบดินแดนที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก ประชาชนมีสติปัญญาดี จึงทรงขนานนามดินแดนแห่งนี้ว่า "จีน" เมื่อได้สอบค้นดูแล้ว สมัยมหากาพย์ภารตะอยู่ในราว พ.ศ.857 อันตรงกับสมัยราชวงศ์เซียง (商) (ก่อน พ.ศ.1223-ก่อน พ.ศ.580) ส่วนราชวงศ์ฉินหรือจิ้นนั้น (พ.ศ.297-พ.ศ.336) อยู่หลังราชวงศ์เซียงประมาณ 900 ปี สมัยนั้นชาวอินเดียรู้จักและเลื่อมใสวัฒนธรรมของจีนมาก จึงขนานนามว่า "ชนชาติแห่งสติปัญญา"
กล่าวโดยสรุป คำว่า "จีน" เป็นภาษาสันสกฤตซึ่งชาวอินเดียใช้เรียกประเทศจีน หาใช่คำมาจากคำว่า "ฉิน" ซึ่งเป็นชื่อราชวงค์หนึ่งของจีนไม่ เพราะว่าคำว่า "จีน" นี้มีที่ใช้ในกาพย์มหาภารตะของอินเดียซึ่งอายุของมหากาพย์นี้เก่าแก่กว่าราชวงศ์ "จิ้น" อีกพันปี"

ความเป็นปราชญ์และความช่างค้นคว้าของพระยาอนุมานราชธนหรือเสถียรโกเศศนั้น เป็นที่ยกย่องและเชื่อถือในวงวิชาการไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน ข้ออ้างอิงของท่านในกรณีคำว่า "จีน" นี้ทั้งน่าทึ่งและมีน้ำหนักน่าเชื่อถืออย่างยิ่ง
จุดที่น่าเสียดายอย่างหนึ่งในบทความชุด "ไทย - จีน" ของท่านนั้นอยู่ที่การเทียบเสียงคำจีนซึ่งมีข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ปรากฏให้เห็น ทั้งนี้ก็ด้วยข้อจำกัดที่ท่านมิได้ลงมือศึกษาภาษาจีนจนเพียงพอต่อการใช้งานด้วยตนเอง อาจเป็นด้วยเหตุที่ท่านไม่มีเวลาว่างเพียงพอ ดังนั้นเสียงเทียบคำจีนในบทความชุดนี้ท่านจึงใช้วิธี "สืบค้น"ด้วยการถามไถ่จากผู้อื่น ซึ่งท่านก็ได้ให้รายละเอียดไว้แต่เนิ่นๆ แล้วว่ามีปัญหารายละเอียดบางประการในการจดเสียงอ่านคำเหล่านั้น

จากข้อความที่ข้าพเจ้ายกมาอ้างอิงต่อนี้ พบว่าท่านอ้างคำจีนโดยเทียบเสียงด้วยสำเนียงแต้จิ๋วในบางคำ และเทียบเสียงด้วยสำเนียงจีนกลางในบางคำ (ในส่วนที่ท่านสืบค้นคำ "ไทย - จีน" ที่อยู่ในหนังสือเล่มเดียวกันนี้ที่มิได้ยกมาอ้างถึง ณ ที่นี้ ยังมีที่ท่านเทียบเสียงด้วยสำเนียงกวางตุ้ง ฮกเกี้ยน แคะ(ฮักกา) ซึ่งท่านได้พยายามบอกรายละเอียดกำกับไว้ด้วยเสมอ)
จะเห็นได้ว่าแม้จะสืบค้นคำจีน(ส่วนหนึ่ง)จากการถามแล้วจดเอาไว้ ท่านก็ได้กระทำด้วยความพิถีพิถัน ละเอียดถี่ถ้วน ข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ปรากฏนั้นมักเป็นส่วนที่ผู้ที่มิได้เรียนรู้ภาษาจีนจนถึงระดับสามารถใช้งานได้ด้วยตนเองคาดคิดไปไม่ถึง มิใช่เพราะว่าท่านเจตนาละเลยมิได้ให้ความสำคัญเลย อุปนิสัยอย่าง "ผู้คงแก่เรียน" อย่างท่านนี้มีลักษณะแตกต่างไปจาก "ปัญญาชน" ผู้เชี่ยวชาญ อาจารย์ หรือ นักวิชาการ นักเขียนดัง ท่านผู้รู้ ฯลฯ อันมีอยู่มากมายในยุคนี้อย่างน่าคิด
คำจีน 支那 肢那 ที่ท่านจดเสียงอ่านว่า "จีน่า" นั้น น่าจะออกเสียงว่า "จือน่า" ในสำเนียงจีนกลาง คำว่า 震旦 ท่านจดเสียงอ่านแต้จิ๋วว่า "จิงตั่ง" เสียงจีนกลางอ่าน "เจิ้นตาน" คำว่า 商 ท่านจดเสียงอ่านแต้จิ๋วว่า "เซียง" เสียงจีนกลางอ่านว่า "ซาง"
ที่อาจมีปัญหาคือคำว่า 秦 ที่ท่านบันทึกไว้ว่า อ่านว่า ชิ้ง หรือ ฉิน ในภาษากลาง ในภาษาไทยแปลทับศัพท์ว่า จิ้น เช่น ฉินสื่อฮว๋างตี้ - จิ้นซีฮ่องเต้ ในที่นี้ขอตั้งข้อสังเกตว่าท่านอาจลืมนึกถึงคำว่า 晉(จีนกลางอ่านว่า จิ้น) ซึ่งเป็นคนละราชวงศ์กับ 秦 (จีนกลางอ่านว่าฉิน)
มีข้อสังเกตที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ จีนเรียกประเทศตนเองว่า "จงกว๋อ" 中國 ด้วยความคิดว่าประเทศของตนคือศูนย์กลางของโลก และเรียกชนเผ่าของตนโดยรวมว่า ฮั่น 漢 จะเรียกชื่อประเทศว่า ฉินกว๋อ 秦國 ก็เฉพาะเมื่อพูดถึงแคว้นฉิน (ประเทศฉิน-ก๊กฉิน) และเมื่อพูดถึงชาวฉินก็ใช้คำว่า
秦人 ฉินเหริน หรือ 秦國人 ฉินกว๋อเหริน
คำว่า 中國 จงกว๋อ 中國人 จงกว๋อเหริน หรือคำว่า 漢 ฮั่น นั้นห่างไกลกับคำว่า "จีน" ในแง่ของถ้อยคำอยู่มาก อีกทั้งคำว่า ฮั่น นั้นก็ใช้เรียกชื่อชนเผ่า หรือเผ่าพันธุ์ แต่ฉิน  秦 ใช้เรียกชื่อราชวงศ์หรือประเทศ นี่เป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจเหมือนกัน


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


ปรับปรุงแก้ไขใหม่จากข้อเขียนเก่าที่ตีพิมพ์ครั้งแรกใน "อาทิตย์รายสัปดาห์" ราวก่อนปี 1900

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

พุทธ เต๋า และอุดมคติจอมยุทธ

            ดูหนังกำลังภายในจะรู้จัก 2 สำนักมาตรฐานในยุทธจักรที่ถูกอ้างอิงเสมอ คือ สำนักเส้าหลิน กับสำนักบู๊ตึ๊ง
            เส้าหลิน คือ สำนักฝ่ายพุทธ
         บู๊ตึ๊ง คือ สำนักฝ่ายเต๋า
            ทั้งสองสำนักเป็นสำนักของนักบวช มีทั้งศิษย์ที่เป็นบรรพชิต และศิษย์ฆราวาส ศิษย์บรรพชิตของสำนักเส้าหลินคือ ภิกษุ สงฆ์ สามเณร และภิกษุณี ในเรื่องบู๊เฮียบ ภาษาไทยใช้คำว่า 'หลวงจีน' หรือ 'ไต้ซือ' เรียกภิกษุสงฆ์ ตัวละครภิกษุณี เรียก 'ซือไท่' มีปรากฏในนิยายบู๊เฮี้ยบไม่มากเท่าบรรพชิตพุทธฝ่ายชาย
            สามเณรมักถูกเรียกแทนด้วยคำไทยว่า 'สามเณรน้อย' หรือ 'หลวงจีนน้อย' มีบทบาทไม่มากเช่นกัน
            น่าสังเกตว่า 'ซือไท่' นอกจากใช้เรียกภิกษุณีฝ่ายพุทธ และยังใช้เรียก แม่ชี และนักบวชสตรีฝ่ายเต๋าด้วย
            นักบวชของสำนักบู๊ตึ๊งฝ่ายชาย คำไทยในนิยายบู๊เฮี้ยบเรียก 'นักพรต' หรือ 'เต้าหยิน' หรือ 'เต้าสือ' บู๊ตึ๊งเป็นสำนักฝ่ายเต๋า นักบวชทั้งชายหญิงจะผูกมวย มือถือแส้ปัดฝุ่นแบบเซียน

            วิทยายุทธ์ของฝ่ายเส้าหลิน คือ วิชาหมัดมวย และวิชาอาวุธยาว จำพวกกระบอง วิทยายุทธ์ของฝ่ายบู๊ตึ๊งคือ เพลงกระบี่ เพลงแส้ปัดฝุ่น และมวยไท้เก๊ก
            รูปเคารพของเส้าหลิน คือ พระพุทธรูปปางต่างๆ ซึ่งมีแตกต่างออกไปจากพระพุทธรูปที่รู้จักนับถือแบบไทยอยู่อีกไม่น้อย แม้พุทธเส้าหลินจะสวดมนต์ นั่งวิปัสสนากรรมฐาน แต่คติความเชื่อเชิงอุดมคติ และวัตรปฏิบัติ ก็มีลักษณะเฉพาะตัวไม่น้อย
            พุทธแบบจีน เมื่อผสมผสานกับเรื่องเล่าเกี่ยวกับท่านโพธิธรรม หรือท่านตั๊กม้อ โจ๋วซือ นั่งเข้าฌานสมาธิอยู่ในถ้ำจนคิดค้นวิชามวยเพื่อออกกำลังกายออกมา กลายเป็นต้นธารหนึ่งของวิทยายุทธ์เส้าหลิน ผูกโยงไปถึงพุทธแบบเซน หรือธยานะ หรือฌาน ที่มีอุดมคติการส่งทอดธรรมแบบจากจิตสู่จิต ไม่ติดยึดคัมภีร์ แล้วโยงกับอุดมคติแบบโพธิสัตว์ คติความคิดในเรื่องเล่าของจีน จึงมีลักษณะพิเศษอย่างยิ่ง

            เทพจี้กง คือเทพเจ้าจีนที่มีลักษณะเป็นทั้งเซียน นักบวช และจอมยุทธ เป็นเทพเจ้าที่มีลักษณะเป็นสัญลักษณ์ปริศนาธรรม อุดมคติความดีงามแบบจีน แบบไม่ติดเปลือกนอก พิชิตคนพาล อภิบาลคนดี และกระทำคุณความดีโดยไม่ป่าวประกาศ สร้างบุญกุศลโดยไม่เรียกร้องสิ่งตอบแทนหรือไม่ห่วงความเข้าใจ ล้วนมีอยู่ในเรื่องตำนานจี้กง ถ้าจัดแบ่งตามแนวทางศาสนา จี้กงน่าจะอยู่ในสายธารของพุทธ
            จี้กง มีลักษณะร่วมหลายอย่างกับ 'อั้งชิดกง' หัวหน้าพรรคกระยาจก ทั้งสองมีลักษณะชีวิตแบบขอทาน ถือฝาบาตรขอเงินและขออาหารไปทั่ว 'ผู้ขอ' อย่างขอทานเฒ่าอั้งชิดกงและจี้กง คำศัพท์ภาษาจีนคือ gi zhe : ฉี่จื่อ เป็นคำเดียวกับที่ใช้แทนคำว่า 'ภิกษุ'

            สำนักบู๊ตึ๊ง นักบวชจะถือแส้ปัดฝุ่น เรียกว่า ฝู เฉิน (fu chen) ฝู คือการปัดออก, สะบัดออก เฉิน คือ ฝุ่น ในที่นี้คือ โลกียวิสัย เพราะคำภาษาจีน 'ฝุ่นแดง' (hong chen : หงเฉิน) หมายถึงโลกมนุษย์ หรือโลกแห่งโลกียวิสัย เป็นโลกของคนมีกิเลสที่มิได้สะอาด สว่าง สงบ ไม่ได้ปล่อยวางอย่างโลกที่เหนือโลก
            นักบวชบู๊ตึ๊ง ก็นั่งสมาธิหรือเข้าฌาน และออกจาริกเช่นเดียวกับการถือธุงควัตรของนักบวชสายพุทธ การออกจาริกท่องพเนจรเช่นนี้ เป็นทั้งการถือสันโดษ และการแสวงความหลุดพ้นทางธรรม ยามออกจาริก หากประสบพบเรื่องไม่เป็นธรรม นักบวชมักกระทำตนเยี่ยงจอมยุทธ์ คือเข้าแบกรับภาระ สร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น
            รูปเคารพของสำนักบู๊ตึ๊งคือ ไท่เสียงเล่ากุน (tai shang lao jun : ไท่ ซ่าง เหล่า จวิน) หรือ เล่าจื๊อ (lao zi) ปรมาจารย์ผู้รจนาคัมภีร์เต๋า (dao de jing : เต้าเต๋อจิง) ซึ่งถูกนักพรตเต๋าสายพิธีกรรมถือเป็นปรมาจารย์ของลัทธิเต๋า คำว่า 'ลัทธิ' ในที่นี้ถือเป็น 'ลัทธิศาสนา' มีน้ำหนักความหมายเท่ากับคำ 'ศาสนา'
            นอกจากปรมาจารย์ไท่เสียงเล่ากุน นักบวชเต๋ายังนับถือ 'เตียซำฮง' หรือ 'จางซานฟง' (chang san feng) การบรรลุมรรคผลทางธรรมขั้นสูงสุดของเต๋า คือกลายเป็นเซียน (xian) คืออยู่เหนือโลก เป็นอมตะ หรือมีสถานะเสมอด้วยเทพเจ้า

            การ 'ล้างมือในอ่างทองคำ' ถอนตัวออกจากยุทธจักร เป็นสภาวะทางอุดมคติอย่างเดียวกับการอยู่เหนือโลก เป็นสภาวะของการปล่อยวาง ละความยึดมั่นถือมั่น เป็นสภาวะหลุดพ้นสู่ความว่าง สะอาด สว่าง สงบ เป็นสภาวะอันผ่อนคลาย รวมทั้งทางโลกียธรรม และโลกุตรธรรม
            บุคคลจำพวกหนึ่งที่ถูกเขียนถึงอย่างยกย่องอยู่ลึกๆ คือคนอย่าง อึ๊งเอี้ยะซือ มารบูรพาแห่งเกาะดอกท้อ ในเรื่อง 'จอมยุทธ์ยิงอินทรี' หรือมังกรหยก อีกคนคือ เล่งฮู้ชง ในเรื่อง 'หัวร่อเย้ยยุทธจักร' ตัวละครทั้งสองมีลักษณะบู๊เฮี้ยบ เรียกว่า 'มีแบบฉบับของตัวเอง' เขามิได้มองโลก สังคม ชีวิต และเรื่องราวทั้งหลายตามแบบแผนตายตัว การตัดสินใจของพวกเขาล้วนเป็นอิสระจากพันธนาการกรอบคิดเชิงแบบแผน นี่ก็เป็นแนวคิดแบบอยู่เหนือพ้นความรัดรึงทั้งหลาย การกระทำของพวกเขามิได้รับการยอมรับ และไม่ได้ถูกมองด้วยความเข้าใจ แต่นี่มิได้มีผลต่อตัวตนจิตวิญญาณของพวกเขา
            มองอีกแง่หนึ่ง พวกเขาก็คือผู้ตื่นรู้ และพวกเขาดูแคลนการหลับใหลจอมปลอม พวกเขาจึงจะไปเสียจากความกลวงเปล่าเช่นนั้น
            การหัวเราะเย้ยยุทธจักร เป็นการยืนยันแนวคิดแห่งการไม่ยึดมั่นถือมั่นที่พวกเขาแสดงออกมา
            บางทีนี่อาจเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่คนควรเลือก

เรืองรอง รุ่งรัศมี


ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "ในยุทธจักร" เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 15 ฉบับ 780 วันที่ 11-17 พฤษภาคม 2550