ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปราชญ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปราชญ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

บัณฑิตจอมยุทธ์ เมี่ยว อี้ เผิง

บัณฑิตจอมยุทธ์
เมี่ยว อี้ เผิง

            จากครั้งอดีตตราบปัจจุบัน มีจอมยุทธ์อยู่ 2 ประเภท ประเภทหนึ่งคือจอมยุทธ์ฝ่ายบู๊ ประเภทที่สองคือ จอมยุทธ์ฝ่ายบุ๋น
            จอมยุทธ์ฝ่ายบู๊ กระทำการเพื่อคุณธรรม ขจัดคนพาล อภิบาลคนดี ต้องอาศัยความฮึกเหิมห้าวหาญ จอมยุทธ์ฝ่ายบุ๋น นั่นล่ะหรือ ซ่อนเข็มแหลมไว้ในผ้าลายปักดิ้นเงินดิ้นทอง ต่อสู้ด้วยปัญญาและความกล้าหาญ รุกและถอยไประหว่างริมฝีปากและลิ้น กำหนดตัดสินแพ้ชนะด้วยปลายพู่กัน ต้องอาศัยความฮึกเหิมห้าวหาญด้วยเช่นกัน
            ปลายราชวงศ์ชิง ต้นราชวงศ์หมิง เมืองไท่หนานเจิ้นทางตะวันออกของมณฑลหูเป่ย มีบัณฑิตจอมยุทธ์คนหนึ่ง มีชื่อว่า หวางอู่อวี้

            หวางอู่อวี้ เป็นซิ่วไฉสอบตกคนหนึ่ง ซิ่วไฉสอบตกมิได้หมายความว่าหวางอู่อวี้ไร้ความสามารถ ในการสอบครั้งหนึ่งที่เมืองหลวง ท่านปฐมาจารย์ถือกระดาษข้อสอบของหวางอู่อวี้กล่าวต่อกษัตริย์ว่า
“ถ้าจะพูดถึงความสามารถในการเรียน บทความนี้ถือเป็นงานเขียนชิ้นเยี่ยมของแผ่นดิน เพียงแต่นามของผู้สอบคนนี้ล่วงละเมิดต่อพระองค์ท่าน”
กษัตริย์กล่าวว่า
“จุดมุ่งหมายของการสอบในเมืองหลวง ก็คือการเสาะแสวงหาคนดีมีวิชามาไว้ ชื่อไม่ดี สามารถเปลี่ยนใหม่ได้”
พูดจบก็รีบเอากระดาษข้อสอบที่ท่านปฐมาจารย์ยื่นมา พอมองดูก็กลายเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมาทันที บนกระดาษข้อสอบเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า
"หวาง หวาง หวาง” ก็โกรธเกรี้ยวขึ้นมาในทันที พูดว่า
"อาจหาญ โลกนี้มีข้าเป็นกษัตริย์แต่เพียงผู้เดียว จะมี 3 กษัตริย์ได้อย่างไร"
พูดจบมีบัญชาให้หวางอู่อวี้เข้าวัง
           
เมื่อหวางอู่อวี้เข้าวัง หลังจากได้รับกระดาษข้อสอบมาถือไว้ในมือ ก็ใช้ปลายเล็บที่เตรียมเคลือบหมึกไว้แล้วเติมขีดแนวตั้งทางด้านขวามือของตัวอักษรตัวที่ 2 และเติมจุดจุดหนึ่งที่ตัวอักษรตัวที่ 3 จากนั้นพูดว่า
"ใต้เท้าน่าจะตาลายแน่ๆ ข้าไหนเลยจะกล้าเขียนตัวอักษร 'หวาง หวาง หวาง'* 3 คำนี้”
พูดจบก็ส่งกระดาษข้อสอบแก่กษัตริย์ กษัตริย์รับกระดาษข้อสอบมาดู พบว่า 'หวาง หวาง หวาง' กลายเป็น 'หวางอู่อวี้' ไปแล้ว ทำหน้าหัวร่อมิออก ร่ำไห้มิได้
"เห็นแก่ความฉลาดเฉลียวของเจ้า ที่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ ข้าจะละเว้นไว้ชีวิตเจ้า แต่จะลดขั้นเจ้าให้เป็นเพียงประชาชนชั้นต่ำตลอดไป ห้ามเจ้าเข้าสอบอีกตลอดชีวิต"

            หลังจากที่หวางอู่อวี้กลับบ้าน ก็ได้เปิดโรงเรียนขึ้นแห่งหนึ่งที่เมืองหนานไท่เจิ้น ดำรงตนเป็นคนสอนหนังสือ รับสอนเฉพาะลูกหลานของคนยากจน หวางอู่อวี้สอนหนังสือเช่นนี้มาเป็นเวลา 30 ปี นักเรียนของหวางอู่อวี้บางคนรับราชการอยู่กับราชสำนัก บางคนเป็นนักรบอยู่ในกองทัพ มีคนหัวเราะเยาะหวางอู่อวี้ว่า
"ศิษย์ก้าวหน้า อาจารย์ไม่ก้าวหน้า" หวางอู่อวี้ก็หัวเราะพูดว่า
"คนสามารถจะกระทำได้ และชะตาชีวิตไม่สามารถกระทำได้"
           
ปลายพู่กันของหวางอู่อวี้เฉียบคม มักมีคนมาขอให้เข้าช่วยเขียนคำร้องเรียนแทนเสมอๆ แต่หวางอู่อวี้มีกฎเกณฑ์ข้อหนึ่ง คือ เขียนให้แต่เฉพาะคนจน ไม่เขียนให้คนร่ำรวย เขียนให้แต่เฉพาะประชาชนคนชั้นล่าง ไม่เขียนให้ขุนนางข้าราชการ
            30 ปีมานี้ หวางอู่อวี้ไม่รู้ว่าได้เขียนคำร้องเรียกหาความเป็นธรรมให้แก่คนยากจนไปแล้วมากน้อยเท่าไร ช่วยระบายโทสะแทนคนจนไม่รู้เป็นจำนวนเท่าไร ไม่รู้ว่าได้ช่วยพูดแทนประชาชนคนชั้นล่างเป็นจำนวนเท่าไร ช่วยให้พวกเขาได้ลุกขึ้นมาร้องทวงความเป็นธรรมคืน พวกคหบดีในท้องถิ่นแถบนั้นเสียเหลี่ยมให้แก่หวางอู่อวี้โดยมิอาจกล่าวกระไรได้มาแล้วไม่น้อย พวกเขาทั้งกลัว ทั้งแค้นหวางอู่อวี้ คิดสร้างเรื่องมาจัดการหวางอู่อวี้ให้ได้ แต่หวางอู่อวี้กระทำสิ่งใด ล้วนรัดกุม ไร้ช่องโหว่ คหบดีบ้านนอกพวกนี้ทำอะไรหวางอู่อวี้ไม่ได้เลย

            เทศกาลตวนหยาง ตรงกับวันเกิดของหวางอู่อวี้ คหบดีเมืองหนานไท่เจิ้นนัดพบกัน ปรึกษาวางแผนว่าจะหาทางกลั่นแกล้งหวางอู่อวี้ในวันเกิดของเขาให้ได้ คหบดีคนหนึ่งพูดว่า
“หวางอู่อวี้ถือได้ว่าเป็นคนมีชื่อเสียงคนหนึ่ง เป็นคนรักหน้าตัวเองเป็นอย่างยิ่ง แต่คนสอนหนังสือคนนี้ก็เป็นคนจนอย่างยิ่ง ไม่สามารถหาข้าวสารมากรอกหม้อได้บ่อยๆ พวกเราอาศัยการไปอวยพรวันเกิดให้เขาเป็นข้ออ้าง ทำให้เขาต้องสูญเสียทรัพย์สินเงินทองดีไหม”
บรรดาคหบดีต่างพูดกันว่า ความคิดนี้ดีมาก
            ถึงวันเทศกาลตวนหยาง คหบดีแต่ละคน ต่างแต่งกายภูมิฐาน สวมหมวก สวมเสื้อนอก เสื้อคลุมอย่างเป็นทางการ มือถือไม้เท้า มาที่บ้านของหวางอู่อวี้ หวางอู่อวี้รับรู้เรื่องนี้มาก่อน จึงพูดว่า
            “ท่านคหบดีทั้งหลาย มาอวยพรวันเกิดให้ข้า ข้าไหนเลยจะน้อมรับไหว วันนี้แม้จะต้องขายที่ขายนา ข้าก็จะเลี้ยงอาหารอย่างดีแก่พวกท่านสักมื้อ เฟิงฉิงโหลว คือสถานที่เหมาะสมที่สุดของหนานไท่เจิ้น ไม่ทราบว่าทุกท่านพอใจหรือไม่”
            พอหวางอู่อวี้พูดออกมา เหล่าคหบดีต่างตกใจจนยืนเซ่อไป เฟิงฉิงโหลวไม่เพียงมีสุราดี อาหารดี กับแกล้มดี ยังมีสาวงามเป็นเพื่อนร่วมดื่ม แม้แต่คหบดีเช่นพวกเขา ยามจะเลี้ยงแขกก็ยังไม่กล้าเดินดุ่มเข้าไปในเฟิงฉิงโหลวเลย

            เมื่อไปถึงเฟิงฉิงโหลว นักเรียนของหวางอู่อวี้ คนต้อนรับของสุราคาร ต่างก็ยืนต้อนรับลูกค้าอยู่ที่ประตู พวกเขานำเอาเสื้อคลุม เสื้อนอก และหมวกที่เหล่าคหบดีถอดออกมาไปแขวนเอาไว้ที่กระดานผนังร้าน
            คหบดีเหล่านี้พอขึ้นไปบนสุราคาร ก็ถูกสาวงามคนแล้วคนเล่ากรูเกรียวกันพาไปฟังการขับขานเพลงงิ้ว เสพสุราอาหาร หรือพาไปยังห้องพิเศษส่วนตัว สนุกกันจากยามเที่ยงของวันแรกกระทั่งถึงเช้าตรู่วันที่สอง จึงเดินลงมาจากสุราคารอย่างโรยแรง ขณะที่พวกเขาร้องบอกให้เถ้าแก่โรงเตี๊ยมเอาเสื้อนอก หมวก เสื้อคลุม และไม้เท้าที่ฝากไว้ตั้งแต่เมื่อวานมานั้น หวางอู่อวี้ก็เดินออกมาจากข้างใน พูดว่า
“ท่านคหบดีทุกท่าน สนุกกันได้เต็มที่หรือไม่”
            คหบดีพูดว่า “สนุกเต็มที่ สนุกเต็มที่”
            หวางอู่อวี้พูดว่า “สนุกเต็มที่ก็ดีแล้ว”
            คหบดีพูดว่า “รีบเอาของที่ฝากไว้เมื่อวานออกมา พวกเราจะไปแล้ว”
            หวางอู่อวี้พูดว่า
“พูดกับทุกท่านตามความเป็นจริง ข้าหวางอู่อวี้ ยากจนข้นแค้น ไหนเลยจะมีเงินทองเลี้ยงพวกท่านให้สนุกสุดเหวี่ยงที่เฟิงฉิงโหลวได้ เสื้อนอก หมวก เสื้อคลุม ไม้เท้าของพวกท่าน ข้าได้เอาไปจำนำที่โรงรับจำนำหมดสิ้น นำมาจ่ายเป็นค่าอาหารเมื่อวานนี้ ถ้าหากพวกท่านต้องการของๆ ท่านให้ได้ ก็ต้องไปไถ่คืนจากโรงจำนำ ตั๋วจำนำทั้งหมดได้ติดไว้บนกระดานที่ผนังร้านแล้ว”

            คหบดีทั้งหลายรู้ว่าหวางอู่อวี้ พูดได้ ย่อมทำได้ บ่นพึมพำกันกลับเข้าไปในร้านพบว่าตั๋วจำนำติดอยู่ข้างบนจริงดังว่า คหบดีแต่ละท่านไม่เหลือกิริยาอาการสุภาพเป็นผู้ดีเช่นปกติ ต่างพากันไปดึงเอาตั๋วจำนำของตัวเอง แต่ตั๋วก็ติดไว้แน่นเสียเหลือเกิน แกะอย่างไรก็แกะไม่ออก อีกทั้งพวกเขาเกรงจะแกะตั๋วขาด จึงได้แต่แบกเอากระดานแผ่นนั้นวิ่งไปทางโรงจำนำด้วยอาการเอะอะโวยวาย
            หวางอู่อวี้ยืนอยู่ที่หน้าประตู ประสานมือร่ำลา ร้องเสียงดังว่า
“ล่วงเกินแล้ว ล่วงเกินแล้ว”
            ผู้คนบนถนน เห็นคหบดีเหล่านั้นแบกแผ่นกระดาน ตุปัดตุเป๋วิ่งไปข้างหน้า ต่างก็หัวร่อจนน้ำตาไหล

 เรืองรอง รุ่งรัศมี
แปล

*หมายเหตุ* หวาง : แปลว่ากษัตริย์หรือพระราชา เป็นแซ่สกุลหนึ่ง ชื่อของหวางอู่อี้ โดยรูปอักษร เขียนคล้ายตัวหวางที่แปลว่ากษัตริย์ทั้ง 3 ตัวอักษร เติมขีดตั้งสั้นๆ ด้านขวาคืออู่ เติมหนึ่งแต้มเล็กๆ ที่มุมขวาคืออวี้


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ สายลมในกิ่งหลิว เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับทึ่ 767

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

พุทธ เต๋า และอุดมคติจอมยุทธ

            ดูหนังกำลังภายในจะรู้จัก 2 สำนักมาตรฐานในยุทธจักรที่ถูกอ้างอิงเสมอ คือ สำนักเส้าหลิน กับสำนักบู๊ตึ๊ง
            เส้าหลิน คือ สำนักฝ่ายพุทธ
         บู๊ตึ๊ง คือ สำนักฝ่ายเต๋า
            ทั้งสองสำนักเป็นสำนักของนักบวช มีทั้งศิษย์ที่เป็นบรรพชิต และศิษย์ฆราวาส ศิษย์บรรพชิตของสำนักเส้าหลินคือ ภิกษุ สงฆ์ สามเณร และภิกษุณี ในเรื่องบู๊เฮียบ ภาษาไทยใช้คำว่า 'หลวงจีน' หรือ 'ไต้ซือ' เรียกภิกษุสงฆ์ ตัวละครภิกษุณี เรียก 'ซือไท่' มีปรากฏในนิยายบู๊เฮี้ยบไม่มากเท่าบรรพชิตพุทธฝ่ายชาย
            สามเณรมักถูกเรียกแทนด้วยคำไทยว่า 'สามเณรน้อย' หรือ 'หลวงจีนน้อย' มีบทบาทไม่มากเช่นกัน
            น่าสังเกตว่า 'ซือไท่' นอกจากใช้เรียกภิกษุณีฝ่ายพุทธ และยังใช้เรียก แม่ชี และนักบวชสตรีฝ่ายเต๋าด้วย
            นักบวชของสำนักบู๊ตึ๊งฝ่ายชาย คำไทยในนิยายบู๊เฮี้ยบเรียก 'นักพรต' หรือ 'เต้าหยิน' หรือ 'เต้าสือ' บู๊ตึ๊งเป็นสำนักฝ่ายเต๋า นักบวชทั้งชายหญิงจะผูกมวย มือถือแส้ปัดฝุ่นแบบเซียน

            วิทยายุทธ์ของฝ่ายเส้าหลิน คือ วิชาหมัดมวย และวิชาอาวุธยาว จำพวกกระบอง วิทยายุทธ์ของฝ่ายบู๊ตึ๊งคือ เพลงกระบี่ เพลงแส้ปัดฝุ่น และมวยไท้เก๊ก
            รูปเคารพของเส้าหลิน คือ พระพุทธรูปปางต่างๆ ซึ่งมีแตกต่างออกไปจากพระพุทธรูปที่รู้จักนับถือแบบไทยอยู่อีกไม่น้อย แม้พุทธเส้าหลินจะสวดมนต์ นั่งวิปัสสนากรรมฐาน แต่คติความเชื่อเชิงอุดมคติ และวัตรปฏิบัติ ก็มีลักษณะเฉพาะตัวไม่น้อย
            พุทธแบบจีน เมื่อผสมผสานกับเรื่องเล่าเกี่ยวกับท่านโพธิธรรม หรือท่านตั๊กม้อ โจ๋วซือ นั่งเข้าฌานสมาธิอยู่ในถ้ำจนคิดค้นวิชามวยเพื่อออกกำลังกายออกมา กลายเป็นต้นธารหนึ่งของวิทยายุทธ์เส้าหลิน ผูกโยงไปถึงพุทธแบบเซน หรือธยานะ หรือฌาน ที่มีอุดมคติการส่งทอดธรรมแบบจากจิตสู่จิต ไม่ติดยึดคัมภีร์ แล้วโยงกับอุดมคติแบบโพธิสัตว์ คติความคิดในเรื่องเล่าของจีน จึงมีลักษณะพิเศษอย่างยิ่ง

            เทพจี้กง คือเทพเจ้าจีนที่มีลักษณะเป็นทั้งเซียน นักบวช และจอมยุทธ เป็นเทพเจ้าที่มีลักษณะเป็นสัญลักษณ์ปริศนาธรรม อุดมคติความดีงามแบบจีน แบบไม่ติดเปลือกนอก พิชิตคนพาล อภิบาลคนดี และกระทำคุณความดีโดยไม่ป่าวประกาศ สร้างบุญกุศลโดยไม่เรียกร้องสิ่งตอบแทนหรือไม่ห่วงความเข้าใจ ล้วนมีอยู่ในเรื่องตำนานจี้กง ถ้าจัดแบ่งตามแนวทางศาสนา จี้กงน่าจะอยู่ในสายธารของพุทธ
            จี้กง มีลักษณะร่วมหลายอย่างกับ 'อั้งชิดกง' หัวหน้าพรรคกระยาจก ทั้งสองมีลักษณะชีวิตแบบขอทาน ถือฝาบาตรขอเงินและขออาหารไปทั่ว 'ผู้ขอ' อย่างขอทานเฒ่าอั้งชิดกงและจี้กง คำศัพท์ภาษาจีนคือ gi zhe : ฉี่จื่อ เป็นคำเดียวกับที่ใช้แทนคำว่า 'ภิกษุ'

            สำนักบู๊ตึ๊ง นักบวชจะถือแส้ปัดฝุ่น เรียกว่า ฝู เฉิน (fu chen) ฝู คือการปัดออก, สะบัดออก เฉิน คือ ฝุ่น ในที่นี้คือ โลกียวิสัย เพราะคำภาษาจีน 'ฝุ่นแดง' (hong chen : หงเฉิน) หมายถึงโลกมนุษย์ หรือโลกแห่งโลกียวิสัย เป็นโลกของคนมีกิเลสที่มิได้สะอาด สว่าง สงบ ไม่ได้ปล่อยวางอย่างโลกที่เหนือโลก
            นักบวชบู๊ตึ๊ง ก็นั่งสมาธิหรือเข้าฌาน และออกจาริกเช่นเดียวกับการถือธุงควัตรของนักบวชสายพุทธ การออกจาริกท่องพเนจรเช่นนี้ เป็นทั้งการถือสันโดษ และการแสวงความหลุดพ้นทางธรรม ยามออกจาริก หากประสบพบเรื่องไม่เป็นธรรม นักบวชมักกระทำตนเยี่ยงจอมยุทธ์ คือเข้าแบกรับภาระ สร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น
            รูปเคารพของสำนักบู๊ตึ๊งคือ ไท่เสียงเล่ากุน (tai shang lao jun : ไท่ ซ่าง เหล่า จวิน) หรือ เล่าจื๊อ (lao zi) ปรมาจารย์ผู้รจนาคัมภีร์เต๋า (dao de jing : เต้าเต๋อจิง) ซึ่งถูกนักพรตเต๋าสายพิธีกรรมถือเป็นปรมาจารย์ของลัทธิเต๋า คำว่า 'ลัทธิ' ในที่นี้ถือเป็น 'ลัทธิศาสนา' มีน้ำหนักความหมายเท่ากับคำ 'ศาสนา'
            นอกจากปรมาจารย์ไท่เสียงเล่ากุน นักบวชเต๋ายังนับถือ 'เตียซำฮง' หรือ 'จางซานฟง' (chang san feng) การบรรลุมรรคผลทางธรรมขั้นสูงสุดของเต๋า คือกลายเป็นเซียน (xian) คืออยู่เหนือโลก เป็นอมตะ หรือมีสถานะเสมอด้วยเทพเจ้า

            การ 'ล้างมือในอ่างทองคำ' ถอนตัวออกจากยุทธจักร เป็นสภาวะทางอุดมคติอย่างเดียวกับการอยู่เหนือโลก เป็นสภาวะของการปล่อยวาง ละความยึดมั่นถือมั่น เป็นสภาวะหลุดพ้นสู่ความว่าง สะอาด สว่าง สงบ เป็นสภาวะอันผ่อนคลาย รวมทั้งทางโลกียธรรม และโลกุตรธรรม
            บุคคลจำพวกหนึ่งที่ถูกเขียนถึงอย่างยกย่องอยู่ลึกๆ คือคนอย่าง อึ๊งเอี้ยะซือ มารบูรพาแห่งเกาะดอกท้อ ในเรื่อง 'จอมยุทธ์ยิงอินทรี' หรือมังกรหยก อีกคนคือ เล่งฮู้ชง ในเรื่อง 'หัวร่อเย้ยยุทธจักร' ตัวละครทั้งสองมีลักษณะบู๊เฮี้ยบ เรียกว่า 'มีแบบฉบับของตัวเอง' เขามิได้มองโลก สังคม ชีวิต และเรื่องราวทั้งหลายตามแบบแผนตายตัว การตัดสินใจของพวกเขาล้วนเป็นอิสระจากพันธนาการกรอบคิดเชิงแบบแผน นี่ก็เป็นแนวคิดแบบอยู่เหนือพ้นความรัดรึงทั้งหลาย การกระทำของพวกเขามิได้รับการยอมรับ และไม่ได้ถูกมองด้วยความเข้าใจ แต่นี่มิได้มีผลต่อตัวตนจิตวิญญาณของพวกเขา
            มองอีกแง่หนึ่ง พวกเขาก็คือผู้ตื่นรู้ และพวกเขาดูแคลนการหลับใหลจอมปลอม พวกเขาจึงจะไปเสียจากความกลวงเปล่าเช่นนั้น
            การหัวเราะเย้ยยุทธจักร เป็นการยืนยันแนวคิดแห่งการไม่ยึดมั่นถือมั่นที่พวกเขาแสดงออกมา
            บางทีนี่อาจเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่คนควรเลือก

เรืองรอง รุ่งรัศมี


ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "ในยุทธจักร" เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 15 ฉบับ 780 วันที่ 11-17 พฤษภาคม 2550

วันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2556

จากปรัชญานิพนธ์เลี่ยจื่อ


ภูเลี่ยกูเย่อยู่บนพื้นดินที่เป็นรอยต่อระหว่างแม่น้ำและทะเล
บนภูมีผู้เป็นเทพ
ดูดซับสายลม ร่ำดื่มน้ำค้าง ไม่รับประทานธัญพืชทั้งห้า
ปณิธานแห่งจิตใจเป็นดั่งน้ำใสในธารลึก
ลักษณะอ่อนโยนสงบดั่งดรุณีน้อย มิอิงแอบลุ่มหลง
ถือเอาการมีอายุยืนยาวดุจเซียน
และการมีคุณธรรมกระจ่างจ้าเป็นอำมาตย์บริวาร
ไม่วิตกหวาดกลัว ไม่มีโมโหโทโส
ถือเอาความจริงใจถ้วนถี่เป็นข้ารับใช้
มิบริจาคถือเป็นบุญคุณ
หากทว่าสิ่งทั้งหลาย (อันอยู่นอกกาย) นั้น มีเพียงพอแก่อัตภาพ
ไม่เบียดเบียนสะสม
หากแต่ตนนั้นมิได้อยู่ในความขาดแคลน
อินและหยางอยู่ในสมดุลเป็นนิจศีล
ตะวันจันทราส่องสว่างอยู่โดยสม่ำเสมอ
กาลทั้งสี่ราบรื่นอยู่ตลอดเวลา
ลมและฝนสมดุลเพียงพอ
สัตว์เลี้ยงแพร่พันธุ์เติบโตเป็นปกติ
การเก็บเกี่ยวพืชผลอุดมสมบูรณ์ทุกปี
แผ่นดินมิได้มีความวิปริตป่วยไข้
ผู้คนมิได้ป่วยเจ็บล้มตายแต่อายุยังน้อย
เมื่อสรรพสิ่งทั้งหลายมิได้ป่วยเจ็บ
ผีร้ายก็มิมีปรากฏการณ์ประหลาดแสดงให้เห็น

เลี่ยจื่อ
ปรัชญานิพนธ์เต๋าสมัยราชวงศ์โจว (1066-256 B.C.)


คัมภีร์เลี่ยจื่อ หากจะนับโดยอายุ สันนิษฐานว่าเก่าแก่มากกว่า 2,000 ปี เพียงแต่หลักฐานบันทึกโบราณยังมิอาจสรุปชี้ชัดลงได้อย่างแน่นอนว่า เลี่ยจื่อ คือใคร
ปราชญ์แห่งลัทธิเต๋าทั้งเหลาจื่อ และจวงจื่อนั้น มีหลักฐานบันทึกประวัติเป็นลายลักษณ์อักษร อยู่ในหนังสือ “บันทึกประวัติศาสตร์” (สื่อจี้) อันเป็นหนังสือบันทึกประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการเล่มแรกของจีน ที่เรียบเรียงขึ้นโดยซือหม่าเชียน (145-87 ปีก่อน ค.ศ.)
หากแต่ซือหม่าเชียนมิได้เขียนประวัติของเลี่ยจื่อบันทึกไว้ในสื่อจี้เป็นหลักฐาน
แม้กระนั้น จากหลักฐานข้อมูลอื่นๆ ก็ยังสามารถสันนิษฐานว่า เลี่ยจื่อน่าจะเป็นบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง และคัมภีร์เลี่ยจื่อนั้น มีเอกสารหลักฐานตกทอดกันมายาวนาน
ทั้งในคัมภีร์เต้าเต๋อจิง (เต๋าเต๊กเก็ง) ของเหลาจื่อ และคัมภีร์จวงจื่อ โดยจวงจื่อ ล้วนมีส่วนที่อ้างอิงหรือกล่าวโยงไปถึงเลี่ยจื่ออย่างชัดเจนหลายแห่ง โดยเฉพาะในปรัชญานิพนธ์จวงจื่อ มีอยู่หลายบทที่เป็นข้อความเดียวกับคัมภีร์เลี่ยจื่อ

นอกจากในฐานะคัมภีร์ปรัชญาแล้ว เนี้อหาในคัมภีร์เลี่ยจื่อยังมีลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งแปลกไปจากคัมภีร์เต้าเต๋อจิง คือ มีลักษณะเขียนคล้ายการเสนอวิถีแห่งการดำเนินชีวิต ลักษณะเช่นนี้มีปรากฏอยู่ในคัมภีร์จวงจื่อเช่นกัน ทว่ามิได้เรียบง่ายและมิได้มีจำนวนมากเท่าคัมภีร์เลี่ยจื่อ
แม้ว่าคัมภีร์เต๋าทั้ง 3 เล่มนี้ จะมีเนื้อหาส่วนที่เป็นลักษณะอภิปรัชญาทุกเล่ม แต่คัมภีร์เต้าเต๋อจิงซึ่งมีเพียง 81 บท และบันทึกลงด้วยถ้อยคำน้อยที่สุด กลับเป็นเล่มที่มีลักษณะอภิปรัชญาสูงสุด ขณะที่คัมภีร์จวงจื่อมีลักษณะเชิงอภิปรัชญารองลงมา และคัมภีร์เลี่ยจื่อมีลักษณะการเขียนแบบชี้แนะวิถีแห่งการดำเนินชีวิตมากที่สุดและชัดเจนที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับอีก 2 เล่มดังกล่าว

บทที่เลือกมาแปลในครั้งนี้ จะเห็นได้ว่าแสดงถึงการเสนอวิถีปรัชญาเชิงธรรมชาตินิยม โดยมุ่งเน้นที่คุณธรรมในการดำเนินชีวิต ยืนอยู่บนหลักอันมั่นคงของแนวคิดแบบตะวันออก คือ ความสงบ สันโดษ อ่อนโยน สมดุล เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ และไม่อวดโอ่
ปรัชญานิพนธ์เลี่ยจื่อ เป็นเสมือนปรัชญาคิดเชิงสุขนิยมแบบตะวันออก เป็นเสมือนสายลมบริสุทธิ์พัดแผ่วให้ความเย็นชื่น เป็นดั่งน้ำค้างวาวใส ให้ความรู้สึกบริสุทธิ์สะอาด ทว่าก็เป็นปรัชญาที่จับต้องได้ นำมาประยุกต์ปฏิบัติได้จริง แม้เมื่อกาลเวลาล่วงผ่านมาร่วม 3,000 ปีแล้วก็ตามล

เรืองรอง รุ่งรัศมี
3 / 2000


ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "สายลมในกิ่งหลิว" เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 407 วันที่ 20-26 มีนาคม 2000

วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2556

หยั่งรากให้ลึก


สมัยราชวงศ์ซ่งมีไจ่เซี่ยงคนหนึ่งชื่อตู้เหย่น เขาเคยพูดกับศิษย์ของเขาดังนี้
“หากท่านปรารถนาจะทำงานในราชสำนัก สิ่งแรกคือท่านต้องเป็นคนใจซื่อมือสะอาด แต่สิ่งที่ท่านต้องสนใจยิ่งกว่าคือความระมัดระวังรอบคอบ หากละเลยความรอบคอบระมัดระวัง จะทำให้ประสบกับอุปสรรคนานาประการ
หากท่านคิดมุ่งทำเพื่อความก้าวหน้าของตนแต่ฝ่ายเดียว เพื่อให้ตนอยู่สูงกว่าผู้อื่น โดยไม่สนใจในสิ่งอื่นใด จะทำให้ผู้คนรอบข้างบังเกิดความอิจฉาริษยาในตัวท่าน ทำให้เกิดความคิดต่อต้านในใจพวกเขาได้ ท่านจะต้องสามารถรับการกล่าวร้ายของผู้อื่นได้ เพราะว่าผู้บังคับบัญชามักไม่อาจแยกแยะได้ว่า ใครมีความสามารถมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ในทางตรงข้ามกลับจะทำให้ท่านถูกตำหนิว่ากล่าว นี่คือผลของการไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างกลมกลืน
หากต้องอยู่ร่วมในหมู่คน วิธีที่ดีที่สุดคือหยั่งรากลงให้ลึก ทำหน้าที่ด้วยความหนักแน่นมั่นคง ไม่พูดมาก ปฏิบัติภารกิจความซื่อสัตย์จงรักภักดี นี่ก็คือวิถีแห่งการครองตนที่ดี”
 สมัยที่ตู้เหย่นอยู่ในตำแหน่งไจ่เซี่ยง ชนต่างเผ่าทางทิศเหนือและตะวันตกเริ่มรุกล้ำดินแดนเข้ามา ต่อมาซีเซี่ยและชี่ตานก็มาเจรจาสงบศึกตามลำดับ ดังนั้น อันตรายจากภายนอกจึงค่อยหมดสิ้นไป แต่ปรากฏว่าเหล่าขุนนางอำมาตย์ในราชสำนัก และพวกนักการเมืองต่างพากันแย่งชิงความเป็นใหญ่กันอย่างดุเดือด และด้วยสาเหตุนี้เอง ที่ทำให้ตู้เหย่นต้องถูกถอดออกจากตำแหน่ง เมื่อทำงานได้เพียง 70 วัน ตู้เหย่นมีชีวิตอยู่ในวงราชการ มีประสบการณ์ขมขื่นในแวดวงนั้นมากมาย ดังนั้น สิ่งที่เขาพูดจึงเป็นคำตักเตือนจากใจ

ต่อมา มีข้าราชการรุ่นหลังคนหนึ่งได้รับแต่งตั้งให้ไปเป็นนายอำเภอ ตอนที่เขาจะเดินทางไปรับตำแหน่ง ตู้เหย่นให้คนไปตามตัวเขามาพบ และเล่าถึงประสบการณ์ในชีวิตราชการให้เขาฟัง
“แม้ว่าราชสำนักจะเห็นความสำคัญในตัวท่าน แต่งตั้งให้ท่านไปเป็นนายอำเภอ ที่สำคัญนั้นเป็นเพราะท่านมีความสามารถมากกว่าการเป็นนายอำเภอ แต่เมื่อรับตำแหน่งใหม่ๆ ท่านจะต้องเก็บซ่อนความสามารถของตัวเองให้แนบเนียน จะใจร้อนอยากเลื่อนตำแหน่งโดยเร็วไม่ได้ เพราะจะทำให้ท่านต้องพบกับอุปสรรค ผู้คนรอบข้างจะเกิดความรู้สึกต่อต้าน ท่านจะต้องทำตัวให้เข้ากับผู้ร่วมงานอย่างกลมกลืน มิฉะนั้นอาจมีเภทภัยมาถึงท่านโดยไม่รู้ตัว หากมารู้ตัวในตอนนั้นก็สายเกินไปเสียแล้ว ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือ ต้องเข้ากับพวกเขาให้ได้”
นายอำเภอคนนั้นเมื่อได้ฟังคำพูดของตู้เหย่นก็เกิดความหงุดหงิด ดังนั้น จึงถามออกไปว่า
“โดยปกติท่านอาจารย์มักไม่ยอมรอมชอมกับผู้อื่น ทั้งตำแหน่งใหญ่อันสำคัญของประเทศชาติก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้ ในเมื่อเคยมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น ทำไมวันนี้จึงยอมมาสอนข้าถึงวิถีทางในการทำงานราชการเพื่อสิ่งใดกัน ?”
ถูกถามเช่นนี้ ตู้เหย่นจึงตอบว่า
“ข้านั้นเคยทำงานในราชสำนักมาหลายปี บัดนี้อายุมากแล้ว ประสบการณ์ที่พบผ่านมาตลอดชีวิตมีมากมาย ข้าเริ่มต้นจากตำแหน่งเล็กๆ ในตอนเริ่มแรก แล้วจึงค่อยๆ เป็นที่รู้จักของกษัตริย์และราชสำนักทีละน้อยๆ จนได้ขึ้นมาถึงตำแหน่งสูงในวันนี้ นั่นเป็นเพราะข้าก้าวทีละก้าว และก็เพราะเหตุนี้ที่ทำให้ข้ารู้สึกสะดุดใจต่อจุดยืนและปฏิกิริยาตอบสนองทางด้านการเมืองของข้า ดังนั้นข้าจึงได้มาตักเตือนท่าน”
“ตอนนี้ท่านเป็นเพียงนายอำเภอคนหนึ่ง การเลื่อนตำแหน่งในวันข้างหน้าขึ้นอยู่กับทัศนะที่ผู้บังคับบัญชามีต่อตัวท่าน ถ้าหากว่าความสามารถของท่านมีมากกว่าผู้บังคับบัญชา นั่นย่อมเป็นอันตรายต่อความมั่นคงในตำแหน่งของผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้บังคับบัญชาผู้อยู่ตำแหน่งเหนือกว่าท่าน ย่อมไม่ปล่อยให้ท่านได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นอย่างง่ายดาย เมื่อถึงเวลานั้น ไม่เพียงเขาจะไม่ยอมรับในความสามารถของท่าน แต่เขากลับจะมีอคติกับท่านอีกด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านจะไปถึงอุดมการณ์ของท่านได้อย่างไร ? ไม่เพียงเท่านั้น ยังอาจเป็นการนำภัยมาให้โดยไม่รู้ตัว เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ท่านจำเป็นต้องอดทนสักช่วงเวลาหนึ่ง พยายามทำตัวให้เข้ากับคนรอบข้างให้ได้ จึงจะไม่สร้างปฏิกิริยาต่อต้านขึ้น”
ผู้ที่มีชีวิตอยู่ในแวดวงการเมืองมานับสิบปี ย่อมจะมีประสบการณ์ที่พบผ่านมาด้วยตัวเองไม่น้อย คำเตือนเหล่านี้เป็นคำแนะนำด้วยความจริงใจ และเป็นคำแนะนำอันมีค่ายิ่ง
เพราะว่าในชีวิตราชการนั้น ต้องทำให้ผู้บังคับบัญชาเห็นคุณค่าในตัวท่านก่อน แล้วจึงจะมีโอกาสเปิดให้แสดงความสามารถได้ แต่หากคิดถึงแต่เพียงการแสดงฝีมือความสามารถโดยไม่คำนึงถึงสิ่งอื่น บางครั้งกลับทำให้ต้องสูญเสียตำแหน่งและโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

เรืองรอง รุ่งรัศมี 
แปลและเรียบเรียง


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ "อ่านพงศาวดาร อ่านกลยุทธ์ ผิวขลุ่ยใต้ร่มไผ่" สำนักพิมพ์เคล็ดไทย กรกฎาคม 1994