ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผิวขลุ่ยใต้ร่มไผ่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผิวขลุ่ยใต้ร่มไผ่ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2556

คืนสู่สามัญ



            ยุคจ้านกว๋อ เป็นยุคสมัยที่สำนักความคิดต่างๆ เคลื่อนไหวตัวกันอย่างคึกคักมีชีวิตชีวา ในบรรดาบุคคลเหล่านั้นมีผู้ที่เสนอแนวคิดแบบ “ทำเพื่อผลประโยชน์ตน” อยู่คนหนึ่ง นักคิดคนนี้ชื่อ หยางจื่อ
วันหนึ่ง หยางจื่อเดินทางไปเพื่อขอคำแนะนำจากเหลาจื่อ ช่วงเวลานั้น เดินทางไปยังฉินกว๋อพอดี เมื่อหยางจื่อรับรู้ข่าวนี้ จึงตัดสินใจเดินทางไปรอพบเหลาจื่อที่เมืองต้าเหลียง เพราะว่าระหว่างทางกลับบ้าน เหลาจื่อจำเป็นจะต้องเดินทางผ่านเมืองนี้ด้วย
เมื่อเหลาจื่อพบหยางจื่อรอต้อนรับตนอยู่ที่ต้าเหลียงนั้น เหลาจื่อมองหน้าสู่ฟ้าแล้วทอดถอนใจว่า
“แต่ก่อนนั้นข้าคิดว่า ท่านนั้นยังพอมีค่าต่อการพบสักครั้งหนึ่ง หากแต่บัดนี้ ข้าไม่ปรารถนาจะพบกับท่านแล้ว”
หยางจื่อนิ่งเงียบไม่กล่าววาจาแต่อย่างใด เดินตามเหลาจื่ออยู่ทางด้านหลัง เมื่อไปถึงยังที่พักของเหลาจื่อ เขาคุกเข่าลงขอคำแนะนำจากเหลาจื่อว่า
“เมื่อครู่นี้ข้าอยากจะขอคำชี้แนะจากท่านในทันทีเหลือเกิน แต่รู้สึกว่าท่านเหมือนจะมีธุระร้อนต้องการเดินทางมาให้ถึงที่นี่โดยเร็ว ดังนั้นจึงมิได้เอ่ยปากพูดจา ตอนนี้ขอท่านได้โปรดบอกถึงข้อบกพร่องของข้าออกมาโดยเปิดเผยเถิด”
เหลาจื่อตอบว่า
“ได้ ท่านต้องทำตัวให้แลดูโง่เขลาลงหน่อยจึงจะเหมาะสม กิริยาท่าทีของท่านในตอนนี้นั้นไม่น่าดูเลย ถ้าจะพูดว่าท่านมีใจอันสะอาดบริสุทธิ์ แต่ก็ดูออกว่า ในใจของท่านนั้นมีรอยเปรอะเปื้อนอยู่ จะพูดว่าท่านมีบุคลิกลักษณะอันพิเศษเหนือธรรมดาเล่า ก็เหมือนจะเป็นการไม่ถูกต้องนัก”
เมื่อหยางจื่อได้ฟังแล้ว ก็กล่าวกับเขาว่า
“ขอบคุณท่านเป็นอย่างมาก ต่อไปนี้ข้าจะระมัดระวังตัวเองให้ละเอียดรอบคอบ และปฏิบัติตามคำแนะนำของท่าน”

ตั้งแต่นั้นมา ท่าทีการปฏิบัติต่อสิ่งใดๆ ของหยางจื่อ ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นเป็นอันมาก เขาคิดถึงเมื่อตอนที่เขาเดินทางไปถึงต้าเหลียงนั้น เขาวางท่าโอ่อ่าเหมือนกับว่าตนเป็นคนสำคัญยิ่งใหญ่คนหนึ่ง ทำให้แขกที่โรงพักแรมนั้นต่างก็พากันมาต้อนรับเขา เจ้าของโรงพักแรมนั้นอ่อนน้อมเสียจนไม่กล้าเงยหน้าขึ้นยามเจรจาด้วย คนรับใช้ในโรงพักก็ตักน้ำล้างหน้ามาส่งให้ถึงในห้องนอน เวลาที่เขารับประทานอาหาร แขกต่างก็ยอมสละที่นั่งให้เขา รอจนเขานั่งลงเรียบร้อยแล้ว คนอื่นจึงได้นั่งตาม
แต่ในการกลับไปถึงที่พักในครั้งนี้ ผู้คนในโรงพักแรมแม้จะแสดงอกาการทักทายกับเขาก็ไม่มี เหตุการณ์ต่างๆ เปลี่ยนไปอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะว่าหยางจื่อได้เปลี่ยนแปลงตัวเองจนกลายเป็นคนสามัญธรรมดาได้แล้ว

ตอนที่เหลาจื่อพบกับขงจื่อเป็นครั้งแรกนั้น เหลาจื่อก็เคยพูดกับขงจื่อเช่นเดียวกับที่พูดกับหยางจื่อว่า
“บุคคลที่เปรื่องปราดนั้น แม้ว่าเขาจะมีวัตรปฏิบัติที่สูงล้ำกว่าคนอื่นอยู่บ้าง แต่เพราะเหตุที่มิได้แสดงออกมาภายนอก ดังนั้นผู้คนจึงรู้สึกกับเขาเหมือนว่าเป็นคนโง่เขลาธรรมดา ตอนนี้ข้ายิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกว่า สายตาของท่านนั้นมองแต่เพียงเบื้องสูง ไม่ยอมมองเบื้องต่ำเลย นอกจากนั้นยังมากไปด้วยความปรารถนา มีอาการเย่อหยิ่งทระนง และมีความยึดมั่นถือมั่นในตัวเอง ปรากฏออกมาทางสีหน้าของท่าน ข้อบกพร่องเหล่านี้ควรจะขจัดทิ้งเสียโดยเร็ว สิ่งที่ข้าจะพูดกับท่านมีเพียงเท่านี้...”

เรืองรอง รุ่งรัศมี 
แปลและเรียบเรียง


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ "อ่านพงศาวดาร อ่านกลยุทธ์ ผิวขลุ่ยใต้ร่มไผ่" สำนักพิมพ์เคล็ดไทย กรกฎาคม 1994

วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2556

หยั่งรากให้ลึก


สมัยราชวงศ์ซ่งมีไจ่เซี่ยงคนหนึ่งชื่อตู้เหย่น เขาเคยพูดกับศิษย์ของเขาดังนี้
“หากท่านปรารถนาจะทำงานในราชสำนัก สิ่งแรกคือท่านต้องเป็นคนใจซื่อมือสะอาด แต่สิ่งที่ท่านต้องสนใจยิ่งกว่าคือความระมัดระวังรอบคอบ หากละเลยความรอบคอบระมัดระวัง จะทำให้ประสบกับอุปสรรคนานาประการ
หากท่านคิดมุ่งทำเพื่อความก้าวหน้าของตนแต่ฝ่ายเดียว เพื่อให้ตนอยู่สูงกว่าผู้อื่น โดยไม่สนใจในสิ่งอื่นใด จะทำให้ผู้คนรอบข้างบังเกิดความอิจฉาริษยาในตัวท่าน ทำให้เกิดความคิดต่อต้านในใจพวกเขาได้ ท่านจะต้องสามารถรับการกล่าวร้ายของผู้อื่นได้ เพราะว่าผู้บังคับบัญชามักไม่อาจแยกแยะได้ว่า ใครมีความสามารถมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ในทางตรงข้ามกลับจะทำให้ท่านถูกตำหนิว่ากล่าว นี่คือผลของการไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างกลมกลืน
หากต้องอยู่ร่วมในหมู่คน วิธีที่ดีที่สุดคือหยั่งรากลงให้ลึก ทำหน้าที่ด้วยความหนักแน่นมั่นคง ไม่พูดมาก ปฏิบัติภารกิจความซื่อสัตย์จงรักภักดี นี่ก็คือวิถีแห่งการครองตนที่ดี”
 สมัยที่ตู้เหย่นอยู่ในตำแหน่งไจ่เซี่ยง ชนต่างเผ่าทางทิศเหนือและตะวันตกเริ่มรุกล้ำดินแดนเข้ามา ต่อมาซีเซี่ยและชี่ตานก็มาเจรจาสงบศึกตามลำดับ ดังนั้น อันตรายจากภายนอกจึงค่อยหมดสิ้นไป แต่ปรากฏว่าเหล่าขุนนางอำมาตย์ในราชสำนัก และพวกนักการเมืองต่างพากันแย่งชิงความเป็นใหญ่กันอย่างดุเดือด และด้วยสาเหตุนี้เอง ที่ทำให้ตู้เหย่นต้องถูกถอดออกจากตำแหน่ง เมื่อทำงานได้เพียง 70 วัน ตู้เหย่นมีชีวิตอยู่ในวงราชการ มีประสบการณ์ขมขื่นในแวดวงนั้นมากมาย ดังนั้น สิ่งที่เขาพูดจึงเป็นคำตักเตือนจากใจ

ต่อมา มีข้าราชการรุ่นหลังคนหนึ่งได้รับแต่งตั้งให้ไปเป็นนายอำเภอ ตอนที่เขาจะเดินทางไปรับตำแหน่ง ตู้เหย่นให้คนไปตามตัวเขามาพบ และเล่าถึงประสบการณ์ในชีวิตราชการให้เขาฟัง
“แม้ว่าราชสำนักจะเห็นความสำคัญในตัวท่าน แต่งตั้งให้ท่านไปเป็นนายอำเภอ ที่สำคัญนั้นเป็นเพราะท่านมีความสามารถมากกว่าการเป็นนายอำเภอ แต่เมื่อรับตำแหน่งใหม่ๆ ท่านจะต้องเก็บซ่อนความสามารถของตัวเองให้แนบเนียน จะใจร้อนอยากเลื่อนตำแหน่งโดยเร็วไม่ได้ เพราะจะทำให้ท่านต้องพบกับอุปสรรค ผู้คนรอบข้างจะเกิดความรู้สึกต่อต้าน ท่านจะต้องทำตัวให้เข้ากับผู้ร่วมงานอย่างกลมกลืน มิฉะนั้นอาจมีเภทภัยมาถึงท่านโดยไม่รู้ตัว หากมารู้ตัวในตอนนั้นก็สายเกินไปเสียแล้ว ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือ ต้องเข้ากับพวกเขาให้ได้”
นายอำเภอคนนั้นเมื่อได้ฟังคำพูดของตู้เหย่นก็เกิดความหงุดหงิด ดังนั้น จึงถามออกไปว่า
“โดยปกติท่านอาจารย์มักไม่ยอมรอมชอมกับผู้อื่น ทั้งตำแหน่งใหญ่อันสำคัญของประเทศชาติก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้ ในเมื่อเคยมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น ทำไมวันนี้จึงยอมมาสอนข้าถึงวิถีทางในการทำงานราชการเพื่อสิ่งใดกัน ?”
ถูกถามเช่นนี้ ตู้เหย่นจึงตอบว่า
“ข้านั้นเคยทำงานในราชสำนักมาหลายปี บัดนี้อายุมากแล้ว ประสบการณ์ที่พบผ่านมาตลอดชีวิตมีมากมาย ข้าเริ่มต้นจากตำแหน่งเล็กๆ ในตอนเริ่มแรก แล้วจึงค่อยๆ เป็นที่รู้จักของกษัตริย์และราชสำนักทีละน้อยๆ จนได้ขึ้นมาถึงตำแหน่งสูงในวันนี้ นั่นเป็นเพราะข้าก้าวทีละก้าว และก็เพราะเหตุนี้ที่ทำให้ข้ารู้สึกสะดุดใจต่อจุดยืนและปฏิกิริยาตอบสนองทางด้านการเมืองของข้า ดังนั้นข้าจึงได้มาตักเตือนท่าน”
“ตอนนี้ท่านเป็นเพียงนายอำเภอคนหนึ่ง การเลื่อนตำแหน่งในวันข้างหน้าขึ้นอยู่กับทัศนะที่ผู้บังคับบัญชามีต่อตัวท่าน ถ้าหากว่าความสามารถของท่านมีมากกว่าผู้บังคับบัญชา นั่นย่อมเป็นอันตรายต่อความมั่นคงในตำแหน่งของผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้บังคับบัญชาผู้อยู่ตำแหน่งเหนือกว่าท่าน ย่อมไม่ปล่อยให้ท่านได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นอย่างง่ายดาย เมื่อถึงเวลานั้น ไม่เพียงเขาจะไม่ยอมรับในความสามารถของท่าน แต่เขากลับจะมีอคติกับท่านอีกด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านจะไปถึงอุดมการณ์ของท่านได้อย่างไร ? ไม่เพียงเท่านั้น ยังอาจเป็นการนำภัยมาให้โดยไม่รู้ตัว เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ท่านจำเป็นต้องอดทนสักช่วงเวลาหนึ่ง พยายามทำตัวให้เข้ากับคนรอบข้างให้ได้ จึงจะไม่สร้างปฏิกิริยาต่อต้านขึ้น”
ผู้ที่มีชีวิตอยู่ในแวดวงการเมืองมานับสิบปี ย่อมจะมีประสบการณ์ที่พบผ่านมาด้วยตัวเองไม่น้อย คำเตือนเหล่านี้เป็นคำแนะนำด้วยความจริงใจ และเป็นคำแนะนำอันมีค่ายิ่ง
เพราะว่าในชีวิตราชการนั้น ต้องทำให้ผู้บังคับบัญชาเห็นคุณค่าในตัวท่านก่อน แล้วจึงจะมีโอกาสเปิดให้แสดงความสามารถได้ แต่หากคิดถึงแต่เพียงการแสดงฝีมือความสามารถโดยไม่คำนึงถึงสิ่งอื่น บางครั้งกลับทำให้ต้องสูญเสียตำแหน่งและโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

เรืองรอง รุ่งรัศมี 
แปลและเรียบเรียง


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ "อ่านพงศาวดาร อ่านกลยุทธ์ ผิวขลุ่ยใต้ร่มไผ่" สำนักพิมพ์เคล็ดไทย กรกฎาคม 1994 

วันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2556

จุดเด่นของผู้ที่ด้อยกว่าก็เป็นสิ่งที่ดีได้



ในสมัยจ้านกว๋อที่นักปาฐกเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก ได้ปรากฏเรื่องราวหนึ่ง
สมัยกษัตริย์จ้าวอู่หลิงหวาง (ครองอำนาจระหว่าง 352 ปี – 299 ปี ก่อน ค.ศ.) คือสมัย 55 ปีก่อนที่ฉินกว๋อจะพ่ายแพ้ต่อจ้าวกว๋อใน “สงครามฉางผิง” จ้าวกว๋อยุคนั้นยังร่ำรวย ประชาชนมีชีวิตอยู่อย่างสงบสุข เป็นประเทศที่เข้มแข็งด้วยอำนาจอิทธิพล
เวลานั้น 7 ประเทศใหญ่ ซึ่งถูกขนานนามว่า “7 ประเทศเข้มแข็งแห่งจ้านกว๋อ” ต่างวางแผนเพื่อพัฒนาความเข้มแข็งของประเทศ จ้าวกว๋อนั้นอยู่ในดินแดนจงหยวน (ที่ราบภาคกลาง) จึงมักตกอยู่ในภาวะสงคราม และเพื่อป้องกันการรุกราน จ้าวกว๋อจำต้องเสริมความเข้มแข็งทางทหาร การเสริมสร้างความเข้มแข็งนี้นับว่าเป็นจริงเป็นจังกว่าประเทศอื่น
หลังจากใช้ความคิดหาวิธีการเพื่อทำศึกให้ได้ชัยชนะอย่างแท้จริง ในที่สุดอู่หลิงหวางก็ได้ความคิดอันแยบยล โดยนำศิลปะการขี่ม้า ซึ่งเป็นความสามารถพิเศษเฉพาะชนเผ่าร่อนเร่ทำปศุสัตว์ในดินแดนทางเหนือมาใช้ทำศึก

วิธีการทำสงครามสมัยนั้น ใช้มาลากรถศึกรบประจันหน้ากับข้าศึก ด้วยขบวนทัพที่เป็นระเบียบ การแพ้ชนะในสงครามชนิดนี้สรุปผลได้ในเวลาอันรวดเร็ว เมื่อขบวนรถศึกถูกศัตรูทำให้แตกขบวนทำให้แตกขบวนระส่ำระสาย ไม่อาจจัดขบวนทัพขึ้นใหม่ได้โดยง่าย ไม่สามารถทำทำการรบต่อไปได้ เป็นวิธีการสงครามเมื่อสมัย 2,000 – 3,000 ปีที่ผ่านมา การทำสงครามสมัยนั้นเป็นเรื่องเรียบง่ายไม่ซับซ้อนอะไร
อู่หลิงหวางมองเห็นโอกาสการทำสงครามให้คล่องตัว คือการทำสงครามบนหลังม้าโดยตรง สามารถบังคับม้าให้อยู่ในขบวนทัพแบบต่างๆ ได้คล่องตัวกว่า เมื่อขบวนทัพถูกตีแตกกระจายก็สามารถรวมตัวกันใหม่ได้รวดเร็ว การใช้วิธีรบบนหลังม้าย่อมได้เปรียบแน่นอน และจะไม่พ่ายแพ้ต่อขบวนรถศึกอีกต่อไป
ทัศนะของอู่หลิงหวางในยุคนั้น ต้องถือว่า เป็นแนวความคิดก้าวหน้าล้ำยุคอย่างยิ่ง ตั้งแต่อู่หลิงหวางเริ่มใช้กลยุทธ์เช่นนี้ในการทำสงครามเป็นต้นมา กลยุทธ์การรบด้วยขบวนรถศึกก็ค่อยถูกละทิ้งจากเวทีประวัติศาสตร์แห่งการทำสงคราม รูปแบบในการทำสงครามถูกเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง
แม้ว่าการใช้กลยุทธ์ทำศึกบนหลังม้าเป็นแนวความคิดที่ฉลาดล้ำยุค แต่ปัญหาใหญ่ที่ต้องแก้ไขมีอยู่เรื่องหนึ่ง คือเครื่องแต่งกายของทหาร หากต้องการขี่ม้าให้ได้คล่องตัว จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงจากเครื่องแต่งกายแบบชาวจงหยวน (ซึ่งถือตนเป็นอารยชน) มาใช้เสื้อผ้าแบบชนเผ่าเร่ร่อนทำปศุสัตว์ (ซึ่งถูกดูถูกว่าเป็นคนเถื่อนด้อยอารยธรรม) เครื่องแต่งกายของพวกทำปศุสัตว์ คือเครื่องแต่งกายที่เป็นกางเกง

การใช้เครื่องแต่งกายแบบชาวหู ซึ่งเป็นชนเผ่าเร่ร่อน มีปัญหายุ่งยากอย่างไร
แผ่นดินจงหยวนในสมัยนั้น สืบทอดแนวความคิดโดยให้ความสำคัญต่อวัฒนธรรมประเพณีของตนเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้เครื่องแต่งกายแบบชาวหูยังเป็นเสื้อผ้าของคนเถื่อนไร้อารยะ การจะนำเครื่องแต่งกายของชาวหูมาใช้ จึงพบกับการทดสอบเพื่อการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ย่อมต้องพบกับการต่อต้านอย่างรุนแรงแน่นอน ปัญหาข้อนี้จำต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ
อู่หลิงหวางถูกความเย้ายวนของการเสริมความเข้มแข็งในการทำสงครามกระตุ้นให้ตัดสินใจที่จะใช้การแต่งกายแบบชาวหู ในที่สุดการต่อต้านที่คาดว่าจะมีก็มีมาทั่วสารทิศ
อันดับแรก การต่อต้านอย่างรุนแรงของขุนนางอำมาตย์ระดับผู้ใหญ่ในวัง เหตุผลคือการให้ทหารแต่งกายตามอย่างชนเผ่าอนารยะ เป็นการขัดต่อจารีตประเพณีอันดีงามของจีน

กับการต่อต้านของเหล่าเสนาอำมาตย์นี้ อู่หลิงหวางมีท่าทีจัดการกับปัญหานี้เช่นใด
อู่หลิงหวางมิได้แสดงท่าทีเยี่ยงกษัตริย์ผู้ใช้อำนาจตามอำเภอใจ แต่กลับอธิบายเหตุผลแก่เหล่าขุนนางอำมาตย์ที่ต่อต้าน คืออาศัยการเจรจานั่นเอง
เฉพาะกับพระเจ้าอา ซึ่งไม่ยินยอมแต่งกายตามแบบชาวหู โดยอ้างเหตุว่าป่วยเพื่อลาราชการ อู่หลิงหวางเดินทางไปเยี่ยมอาการด้วยตนเอง พร้อมทั้งทำการเจรจาเกลี้ยกล่อมไปด้วย ลักษณะเช่นนี้เหมือนกับการที่ผู้จัดการทั่วไปของกิจการขนาดใหญ่ในสมัยปัจจุบัน ไม่เห็นด้วยกับการตั้งกิจการที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ แล้วอ้างลาป่วยเพื่อจะไม่ต้องเข้าประชุมในที่ประชุมผู้อำนวยการ แล้วผู้อำนวยการเดินทางไปเยี่ยมเยียนอาการของเขาถึงบ้าน
อู่หลิงหวางใช้วิธีการเจรจาเกลี้ยกล่อมอย่างไร ไม่ใช่จุดที่สำคัญ การใช้วิธีการเกลี้ยกล่อมเช่นนี้ต่อผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ย่อมเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า ถือได้ว่าอู่หลิงหวางเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่ง


เรืองรอง รุ่งรัศมี แปลและเรียบเรียง



พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ "อ่านพงศาวดาร อ่านกลยุทธ์ ผิวขลุ่ยใต้ร่มไผ่" สำนักพิมพ์เคล็ดไทย กรกฎาคม 1994

วันอังคารที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ยินดีเป็นราชาของแคว้นเล็ก ไม่ปรารถนาเป็นเสนาของแคว้นใหญ่



เพื่อเกลี้ยกล่อมเซวียนฮุ่ยหวางแห่งหานกว๋อ (ครองอำนาจระหว่าง 332 – 312 ปี ก่อน ค.ศ.) ให้ยอมรับแนวความคิดผูกสัมพันธ์ในแนวตั้ง ซูฉิน เริ่มด้วยการวิเคราะห์กำลังทางทหาร ทำให้หานหวางเกิดความประทับใจในตัวเขา
“หานกว๋อมีจุดสำคัญทางยุทธศาสตร์หลายแห่ง ทางเหนือคือ ก่ง, ลว่อ, เฉิงกาว เป็นต้น ทางตะวันตกมี อี๋หยาง, ฉางป่าน เป็นด่านสำคัญ ทางตะวันออกมี หว่าน, หญาง, หยาวสุ่ย ทางใต้มีสิงซาน ครอบครองพื้นที่ถึง 1,000 ลี้
เป็นประเทศใหญ่ที่มีกำลังทหารนับสิบหมื่น นอกจากนี้ คันศรและลูกธนูที่ดีที่สุดก็สร้างจากประเทศหานกว๋อ คันศร “จวี๋หลาย” กับคันศร “เสอลี่” เป็นอาวุธที่สร้างจากซีจื่อและเส้าฝู่ ยังสามารถยิงเข้าสู่เป้าหมายที่อยู่ห่างไกลถึง 600 ก้าว เมื่อทหารได้ใช้อาวุธชนิดนี้ ไม่เพียงจะยิงร้อยครั้งเข้าเป้าร้อยครั้ง ยังสามารถยิงถูกศัตรูที่อยู่ไกลด้วย
ยิ่งกว่านั้นดาบและกระบี่ที่ใช้ในกองทัพล้วนสร้างจากหมิงซาน ไม่ต้องซื้อหาจากประเทศอื่น เช่น กระบี่ถางซี, กระบี่มว่อหยาง, กระบี่เหอปว๋อ, กระบี่เติ้งซือ, กระบี่หว่านเฝิง, กระบี่หลงเยวน, กระบี่ต้าอา กระบี่เหล่านี้เมื่ออยู่บนพื้นดินสามารถสับม้าและวัวให้ตายได้ เมื่ออยู่บนผิวน้ำสามารถฆ่านกได้ เมื่อประจันหน้ากับศัตรูก็สามารถฟันทะลุหมวกเหล็กและชุดเกราะได้
นอกจากนี้สนับแข้ง, โล่, กระบอกลูกธนู ล้วนเป็นอุปกรณ์ที่มีอยู่พร้อมมูล ถ้าหากทหารหานกว๋อที่ฮึกเหิมสวมใส่อุปกรณ์เหล่านี้ออกศึก ย่อมสามารถตีข้าศึกให้แตกพ่ายได้โดยง่าย
เป็นประเทศที่มีกำลังกล้าแข็ง และยังอยู่ภายใต้การนำของหานหวาง ผู้เปรื่องปราดจะยอมค้อมศีรษะให้กับฉินกว๋อได้อย่างไร ? การทำเช่นนั้นเป็นความอัปยศอันยิ่งใหญ่ของประเทศชาติ จะถูกผู้คนหัวเราะเย้ยหยัน ด้วยเหตุนี้จึงใคร่ขอให้ท่านโปรดไตร่ตรองโดยรอบคอบเถิด”

การยกตัวอย่างและอธิบายโดยละเอียด เหมือนกับการอธิบายต่อเจ้าของกิจการขนาดกลางและขนาดเล็ก กิจการของท่านมีโครงสร้างและพนักงานอันดีเด่น กิจการไม่เพียงตั้งอยู่ได้อย่างมั่นคง ยังมีประสบการณ์มากมาย มีผลงานดีเด่น กิจการที่ดีถึงขนาดนี้ ถ้าถูกกิจการที่ใหญ่กว่าดูดกลืนไปเสีย ย่อมเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง

แล้วซูฉินก็พูดถึงผลเสียของแนวความคิดจางอี้ คือการเป็นพันธมิตรในแนวนอน ซึ่งเปรียบเสมือนถูกดูดกลืนโดยกิจการขนาดใหญ่ เขายกตัวอย่างให้หานหวางฟังอย่างละเอียด
“ถ้าท่านก้มศีรษะให้กับฉิน ก็คือการสวามิภักดิ์ต่อฉินหวาง เขาก็จะขอเอาเมืองอี๋หยางและเมืองเฉิงกาวกับท่าน ปีนี้ท่านให้เมืองอี๋หยางและเฉิงกาว ปีหน้าเขาจะขอดินแดนเพิ่มขึ้น ทุกปีท่านยกดินแดนให้เขา ย่อมมีวันหนึ่งซึ่งไม่เหลือดินแดนอีกเลย เมื่อไม่มีดินแดนจะมอบให้ เขาก็จะนำเภทภัยมาแทน นี่คือเหตุผลที่เป็นจริง ดินแดนของท่านมีอยู่จำกัด แต่ความต้องการของฉินนั้นไม่จำกัด ใช้ดินแดนอันมีอยู่จำกัดไปสนองตอบความปรารถนาอันไม่จำกัด ก็เท่ากับซื้อหาความคับแค้นและภัยอันตรายมาไว้กับตัว การถูกแบ่งดินแดนไปทีละน้อย โดยไม่ต้องทำสงครามเป็นเรื่องน่าเสียดาย นี่คือการคาดคะเนที่ถูกต้องอย่างยิ่ง มีเหตุผลอย่างยิ่ง”

เหตุผลที่บรรยายมาข้างต้น ทุกคนต่างเข้าใจได้
การยอมลดฐานะของตัวเอง ย่อมจะถูกเรียกร้องเอาอย่างไม่รู้จบ ในที่สุดแม้กระทั่งอำนาจทั้งหมดก็ถูกริดรอนไปด้วย ฉะนั้นการเข้าเป็นแนวร่วมกับฉิน ย่อมมีแต่โทษไม่ให้คุณแต่ประการใด

หลังจากการพูดนี้ ก็ตีเข้าจุดความนับถือในตัวเองของเซวียนฮุ่ยหวางเป็นขั้นสุดท้าย
“ยินดีเป็นหัวของประเทศเล็ก ดีกว่าเดินตามหลังประเทศใหญ่ หากท่านพึ่งพิงฉินกว๋อก็เหมือนการยอมเดินตามหลังคนโต แม้มีกำลังรบกล้าแข็งขึ้น แต่อัปยศกับการเป็นสมุนของเขา เป็นความอัปยศอันยิ่งใหญ่แท้เชียว”
ใบหน้าของหานหวางแสดงอาการโกรธ ร้องตอบด้วยเสียงอันดัง
“ถึงตายข้าก็ไม่ขอพึ่งพิงฉินกว๋อ !”


เรืองรอง รุ่งรัศมี แปลและเรียบเรียง


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ "อ่านพงศาวดาร อ่านกลยุทธ์ ผิวขลุ่ยใต้ร่มไผ่" สำนักพิมพ์เคล็ดไทย กรกฎาคม 1994