ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เกี่ยวกับที่มาของคำว่า "จีน"

ผู้ที่สนใจเรื่องราวด้านจีนวิทยา (SINOLOGY) มักจะพบเห็นการอ้างอิงสันนิษฐานเกี่ยวกับที่มาของคำว่า "จีน" หรือ CHINA ว่ามีต้นเค้ามาจากคำว่า ฉิน หรือ จิ๋นซีฮ่องเต้ 秦始皇帝 (ฉินสื่อฮว๋างตี้ ในเสียงจีนกลาง)
คำอ้างสันนิษฐานนี้ฟังดูน่าเชื่อถือเพราะเป็นเสียงที่ฟังแล้วพ้องกัน อีกทั้งจิ๋นซีฮ่องเต้ก็เป็นกษัตริย์จีนที่ยิ่งใหญ่ เป็นผู้ที่สามารถรวบรวมแผ่นดินจีนเข้าไว้ด้วยกันเป็นปึกแผ่น ความยิ่งใหญ่ของราชอาณาจักรฉิน ทำให้นึกโยงถึงคำว่า "จีน" หรือ CHINA ได้ง่าย
การสันนิษฐานแบบคาดเดาเช่นนี้พบได้ทั่วไปทั้งในหมู่ชาวไทยและฝรั่ง กระทั่งทำให้เชื่อตามๆ กันมาว่าข้อสันนิษฐานนี้ถูกต้อง และพากันอ้างต่อๆ กันมาทอดแล้วทอดเล่า

ข้าพเจ้าเองก็เคยเชื่อคล้อยตามคำสันนิษฐานแบบคาดเดานี้มานาน กระทั่งได้ไปอ่านพบในหนังสือชื่อ "ไทย - จีน" ของเสถียรโกเศศ ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์บรรณาคาร เมื่อ พ.ศ.2515 จึงได้พบว่าเสฐียรโกเศศหรือพระยาอนุมานราชธนได้เคยสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างมีแง่มุมน่าสนใจ จึงขออนุญาตคัดลอกมาอ้างอิงต่อดังนี้
"แม้ว่าชนชาติจีนจะมิได้เรียกตัวเองว่า "จีน" แต่ในภาษาจีนก็มีคำว่า "จีน" ปรากฏอยู่ คือ 支那 脂那 (อ่านว่า "จีนา" ตรงกับ "จีน") และ  震旦 (อ่านว่า "จิงตั่ง" ตรงกับ "จีนสถาน") นอกจากในพงศาวดารถังฉบับใหม่ (新唐書) มีคำว่า  摩訶震旦(มหาจีนสถาน) ใช้เช่นกัน
支那 脂那 震旦 เป็นคำสันสกฤต ใช้เรียกประเทศจีน คำเหล่านี้มีปรากฏในหนังสือต่างๆ เช่น  宋史天竺國傳 (ประวัติประเทศอินเดียในพงศาวดารซ้อง) -- "ขอกษัตราธิราชเจ้าแห่งจีนประเทศ (支那) จงทรงพระเจริญบริบูรณ์ด้วยพระบุญญาบารมีและมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน"
".......ตามที่มีผู้สันนิษฐานว่า คำว่า 支那 เลือนมาจากคำว่า (อ่านว่า ชิ้ง หรือ ฉิน ในภาษากลาง ในภาษาไทยแปลทับศัพท์ว่า จิ้น เช่น ฉินสื่อหวงตี้ -- จิ้นซีฮ่องเต้) หรือมาจากคำว่า 磁瓷 (อ่านว่า ฉือ แปลว่า เครื่องกระเบื้องดินเผา) นั้น ไม่เป็นการถูกต้องเลย ดังหลักฐานซึ่งปรากฏใน 曼殊全集書札 (จดหมายเหตุของพระธรรมาจารย์บ้วงซู (曼殊) - " 支那 หาได้เลือนมาจากคำว่า ไม่ เนื่องด้วยในมหากาพย์ภารตะของอินเดียมีคำว่า "จีน" ใช้อยู่ก่อนแล้ว กษัตริย์อินเดียเคยตรัสว่า พระองค์เคยเสด็จกรีฑาทัพหลวงขึ้นไปทางเหนือของประเทศอินเดีย พบดินแดนที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก ประชาชนมีสติปัญญาดี จึงทรงขนานนามดินแดนแห่งนี้ว่า "จีน" เมื่อได้สอบค้นดูแล้ว สมัยมหากาพย์ภารตะอยู่ในราว พ.ศ.857 อันตรงกับสมัยราชวงศ์เซียง () (ก่อน พ.ศ.1223-ก่อน พ.ศ.580) ส่วนราชวงศ์ฉินหรือจิ้นนั้น (พ.ศ.297-พ.ศ.336) อยู่หลังราชวงศ์เซียงประมาณ 900 ปี สมัยนั้นชาวอินเดียรู้จักและเลื่อมใสวัฒนธรรมของจีนมาก จึงขนานนามว่า "ชนชาติแห่งสติปัญญา"
กล่าวโดยสรุป คำว่า "จีน" เป็นภาษาสันสกฤตซึ่งชาวอินเดียใช้เรียกประเทศจีน หาใช่คำมาจากคำว่า "ฉิน" ซึ่งเป็นชื่อราชวงค์หนึ่งของจีนไม่ เพราะว่าคำว่า "จีน" นี้มีที่ใช้ในกาพย์มหาภารตะของอินเดียซึ่งอายุของมหากาพย์นี้เก่าแก่กว่าราชวงศ์ "จิ้น" อีกพันปี"

ความเป็นปราชญ์และความช่างค้นคว้าของพระยาอนุมานราชธนหรือเสถียรโกเศศนั้น เป็นที่ยกย่องและเชื่อถือในวงวิชาการไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน ข้ออ้างอิงของท่านในกรณีคำว่า "จีน" นี้ทั้งน่าทึ่งและมีน้ำหนักน่าเชื่อถืออย่างยิ่ง
จุดที่น่าเสียดายอย่างหนึ่งในบทความชุด "ไทย - จีน" ของท่านนั้นอยู่ที่การเทียบเสียงคำจีนซึ่งมีข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ปรากฏให้เห็น ทั้งนี้ก็ด้วยข้อจำกัดที่ท่านมิได้ลงมือศึกษาภาษาจีนจนเพียงพอต่อการใช้งานด้วยตนเอง อาจเป็นด้วยเหตุที่ท่านไม่มีเวลาว่างเพียงพอ ดังนั้นเสียงเทียบคำจีนในบทความชุดนี้ท่านจึงใช้วิธี "สืบค้น"ด้วยการถามไถ่จากผู้อื่น ซึ่งท่านก็ได้ให้รายละเอียดไว้แต่เนิ่นๆ แล้วว่ามีปัญหารายละเอียดบางประการในการจดเสียงอ่านคำเหล่านั้น

จากข้อความที่ข้าพเจ้ายกมาอ้างอิงต่อนี้ พบว่าท่านอ้างคำจีนโดยเทียบเสียงด้วยสำเนียงแต้จิ๋วในบางคำ และเทียบเสียงด้วยสำเนียงจีนกลางในบางคำ (ในส่วนที่ท่านสืบค้นคำ "ไทย - จีน" ที่อยู่ในหนังสือเล่มเดียวกันนี้ที่มิได้ยกมาอ้างถึง ณ ที่นี้ ยังมีที่ท่านเทียบเสียงด้วยสำเนียงกวางตุ้ง ฮกเกี้ยน แคะ(ฮักกา) ซึ่งท่านได้พยายามบอกรายละเอียดกำกับไว้ด้วยเสมอ)
จะเห็นได้ว่าแม้จะสืบค้นคำจีน(ส่วนหนึ่ง)จากการถามแล้วจดเอาไว้ ท่านก็ได้กระทำด้วยความพิถีพิถัน ละเอียดถี่ถ้วน ข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ปรากฏนั้นมักเป็นส่วนที่ผู้ที่มิได้เรียนรู้ภาษาจีนจนถึงระดับสามารถใช้งานได้ด้วยตนเองคาดคิดไปไม่ถึง มิใช่เพราะว่าท่านเจตนาละเลยมิได้ให้ความสำคัญเลย อุปนิสัยอย่าง "ผู้คงแก่เรียน" อย่างท่านนี้มีลักษณะแตกต่างไปจาก "ปัญญาชน" ผู้เชี่ยวชาญ อาจารย์ หรือ นักวิชาการ นักเขียนดัง ท่านผู้รู้ ฯลฯ อันมีอยู่มากมายในยุคนี้อย่างน่าคิด
คำจีน 支那 肢那 ที่ท่านจดเสียงอ่านว่า "จีน่า" นั้น น่าจะออกเสียงว่า "จือน่า" ในสำเนียงจีนกลาง คำว่า 震旦 ท่านจดเสียงอ่านแต้จิ๋วว่า "จิงตั่ง" เสียงจีนกลางอ่าน "เจิ้นตาน" คำว่า ท่านจดเสียงอ่านแต้จิ๋วว่า "เซียง" เสียงจีนกลางอ่านว่า "ซาง"
ที่อาจมีปัญหาคือคำว่า ที่ท่านบันทึกไว้ว่า อ่านว่า ชิ้ง หรือ ฉิน ในภาษากลาง ในภาษาไทยแปลทับศัพท์ว่า จิ้น เช่น ฉินสื่อฮว๋างตี้ - จิ้นซีฮ่องเต้ ในที่นี้ขอตั้งข้อสังเกตว่าท่านอาจลืมนึกถึงคำว่า (จีนกลางอ่านว่า จิ้น) ซึ่งเป็นคนละราชวงศ์กับ (จีนกลางอ่านว่าฉิน)
มีข้อสังเกตที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ จีนเรียกประเทศตนเองว่า "จงกว๋อ" 中國 ด้วยความคิดว่าประเทศของตนคือศูนย์กลางของโลก และเรียกชนเผ่าของตนโดยรวมว่า ฮั่น จะเรียกชื่อประเทศว่า ฉินกว๋อ 秦國 ก็เฉพาะเมื่อพูดถึงแคว้นฉิน (ประเทศฉิน-ก๊กฉิน) และเมื่อพูดถึงชาวฉินก็ใช้คำว่า
秦人 ฉินเหริน หรือ 秦國人 ฉินกว๋อเหริน
คำว่า 中國 จงกว๋อ 中國人 จงกว๋อเหริน หรือคำว่า ฮั่น นั้นห่างไกลกับคำว่า "จีน" ในแง่ของถ้อยคำอยู่มาก อีกทั้งคำว่า ฮั่น นั้นก็ใช้เรียกชื่อชนเผ่า หรือเผ่าพันธุ์ แต่ฉิน   ใช้เรียกชื่อราชวงศ์หรือประเทศ นี่เป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจเหมือนกัน


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


ปรับปรุงแก้ไขใหม่จากข้อเขียนเก่าที่ตีพิมพ์ครั้งแรกใน "อาทิตย์รายสัปดาห์" ราวก่อนปี 1900

วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ยอดฝีมือ สวี เส้อ เหวิน

ยอดฝีมือ
สวี เส้อ เหวิน

            พูดถึงยุคสมัยที่ยอดฝีมือในยุทธจักรต่างช่วงชิงความเป็นใหญ่นั้น เด็กหนุ่มหาว (ห้าวหาญ) ใช้กระบวนท่า 24 กระบวนกระบี่เหินฟ้า สร้างชื่อขึ้นในชั่วพริบตาที่ปรากฏตัวครั้งแรก เขามีลักษณะองอาจผึ่งผาย ทั่วทั้งแผ่นดินแทบจะหาคู่ต่อกรไม่ได้
            ปีนั้น ยุทธจักรตั้งเวทีประลองเพื่อคัดเลือกผู้นำยุทธจักร วีรบุรุษผู้กล้าทั่วหล้าต่างพากันมาชุมนุมที่นี่ ภายใต้กระบี่ของหาวไม่มีผู้ใดสู้ได้เกิน 10 เพลง วีรบุรุษอาวุโสและผู้กล้าเลื่องชื่อมากมายยิ่งลับหายสิ้น ยามหาวนั่งครองบัลลังก์ประมุขบู๊ลิ้มนั้น เด็กหนุ่มเจี๋ย (เลิศล้ำ) กระโดดขึ้นไปบนเวทีประลอง ในเวลาที่เหล่าวีรบุรุษผู้กล้าทั้งหนุ่มและแก่ต่างพากันปาดเหงื่อแทนเจี๋ยนั้นเอง กระบี่ของหาวก็ลอยไปบนฟ้าจริงๆ
            หาวประสานมือคารวะ ประกาศว่า ประมุขยุทธจักรจะเป็นผู้อื่นใดมิได้นอกเสียจากตัวเจี๋ย แต่เจี๋ยกลับเดินจากไป จากไปอย่างที่ทำให้ผู้คนอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง จากไปอย่างลึกลับอย่างยิ่ง
            หาวจากไปแล้ว ตอนที่จะจากไป หาวทิ้งคำพูดไว้คำหนึ่งว่า
“อีก 3 ปี ค่อยกลับมาพิสูจน์ผลแพ้ชนะกันใหม่”

            ผ่านไปอีก 3 ปี ถึงเวลาประลองฝีมือคัดเลือกประมุขยุทธจักรอีกครั้ง หาวออกเทียบเชิญต่อเจี๋ย หาวรู้สึกว่าตนมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าสามารถพิชิตเจี๋ยได้ เป็นชั่วขณะเวลาที่ตั้งใจรอคอยให้มาถึง แต่ทว่า เจี๋ยมิได้มา โดยประเพณีหาวย่อมขึ้นครองบัลลังก์ประมุข เป็นวีรบุรุษผู้กล้าที่หนึ่งแห่งแผ่นดิน แต่ทว่า หาวรู้สึกเสียดายอยู่เล็กน้อย
            หาวคิดหาโอกาสประลองกับเจี๋ยอีกครั้งมาโดยตลอด เขาต้องสามารถเอาชนะเจี๋ยได้แน่ แต่ทว่า ทุกครั้งโอกาสก็ผ่านไปโดยสูญเปล่า ราวกับว่าไม่มีวาสนาจะได้พบกันอีกตลอดกาล

            เจี๋ยไม่ประลองกับหาว ย่อมไม่มีผู้ใดกล้ามาประลองกับเขา เพราะว่าเขาเคยพิชิตวีรบุรุษที่ 1 แห่งแผ่นดินมาก่อน และวีรบุรุษผู้กล้าที่ 1 แห่งแผ่นดินก็ไม่เคยสู้ชนะตัวเขา ทุกครั้งที่ผู้คนร่วมยุทธจักรจะปะทะกันด้วยกำลังอาวุธ ขอเพียงหาวเอ่ยออกมาคำหนึ่งว่า หากใครแน่จริงให้ก้าวออกมา พอเอ่ยเช่นนี้เรื่องทั้งหลายก็มีการยอมกัน

            เวทีประลองคัดเลือกประมุขยุทธจักรครั้งแล้วครั้งเล่า หาวรู้สึกถึงความอ่อนล้า สิ่งที่เขาปรารถนาที่สุดก็คือการประฝีมือกับเจี๋ย เขาจะต้องพิชิตผู้คนทั้งหมดจนสิ้น ไม่อาจละหรือข้ามคนใดคนหนึ่ง แต่เจี๋ยไม่สามารถมาตามกำหนดครั้งแล้วครั้งเล่า เหตุผลนั้นย่อมหนักแน่นน่าเชื่อถืออย่างไร้จุดอ่อน ผู้คนต่างนับถือหาว และยิ่งนับถือเลื่อมใสในตัวเจี๋ย ภาพลักษณ์ของเจี๋ยยิ่งสูงส่งงามพร้อมยิ่งขึ้นในใจ

            ในที่สุด หาวก็ใกล้ถึงวาระความตาย เขาบอกกล่าวต่อศิษย์ว่า
ชีวิตนี้ สิ่งที่เสียดายที่สุดคือ การมิได้ประฝีมือกับเจี๋ยเป็นครั้งที่สอง ประวัติศาสตร์การพ่ายแพ้เพียงครั้งเดียวทำให้เขาเจ็บปวดนานชั่วชีวิต
            เจี๋ยก็ใกล้สู่วาระความตายเช่นกัน เขาบอกต่อศิษย์ว่า
สิ่งปลอบประโลมใจยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตนี้คือ มิได้ประฝีมือกับหาวเป็นครั้งที่สอง การพิชิตวีรบุรุษผู้กล้าที่ 1 แห่งแผ่นดินเพียงครั้งเดียว ทำให้เขาเปล่งรัศมีไปชั่วชีวิต
            เจี๋ยคือวีรบุรุษผู้กล้า เขาเคยสู้ชนะหาว ประวัติศาสตร์ของยุทธจักรบันทึกเอาไว้เช่นนี้

เรืองรอง รุ่งรัศมี 
แปล


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มือสังหาร สำนักพิมพ์ openbooks ตุลาคม 2551

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

หนังจีน

 ปี ค.ศ.1895 พี่น้องลูเมียร์คิดค้นเทคโนโลยีภาพยนตร์ได้สำเร็จ การถ่ายและการฉายภาพเคลื่อนไหวปรากฏเป็นความตื่นเต้นใหม่ของโลกตะวันตก
ปี ค.ศ.1896 เทคโนโลยีภาพยนตร์แพร่จากชาติตะวันตกเข้ามาสู่เซี่ยงไฮ้และฮ่องกง
          ปี ค.ศ.1905 เริ่นจิ่งเฟิง (任景丰) เจ้าของร้านถ่ายรูปเฟิงไท่ (丰泰) ที่ปักกิ่ง ทำการถ่ายภาพยนตร์เรื่อง "ติ้งจวินซาน" (定军山) ถือเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าแรกของภาพยนตร์จีน

ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์จีน เริ่มขึ้นโดยสามัญชนผู้เป็นเจ้าของกิจการร้านถ่ายรูป แน่นอนว่าความรู้เรื่องการถ่ายภาพนิ่งคือความรู้เชิงวิชาชีพของเขา การขยับไปถ่ายภาพเคลื่อนไหวที่มีเรื่องราวเป็นการต่อยอดพื้นฐานความรู้เดิม เป็นความตื่นเต้นใหม่ๆ ของยุคสมัย และเป็นลู่ทางความก้าวหน้าทางงานอาชีพด้วย เพียง 10 ปีให้หลัง จากที่โลกมีภาพยนตร์ของพี่น้องลูเมียร์ โลกภาพยนตร์ของจีนได้เปลี่ยนผ่านจากการรับเข้ามาอย่างสำเร็จรูป เป็นการสร้างสรรค์งานของตนขึ้นเอง
            ถึงราวปี 1913 ก็มีคนอย่าง เจิ้งเจิ้งชิว (郑正秋) จางสือชวน (张石川) หลีหมิงเหว่ย (黎明伟) ทยอยกันถ่ายทำภาพยนตร์ขึ้นทั้งที่เซี่ยงไฮ้และฮ่องกง
หนังจีนรุ่นแรกที่เป็นหนังเรื่องคือ "คู่ทุกข์คู่ยาก" (难夫难妻 ) และ "จวงจื่อทดสอบภริยา" (庄子試妻) เป็นหนังขนาดสั้น เริ่มมีเป้าหมายเพื่อความบันเทิงของผู้คนและคาดหวังรายรับด้านธุรกิจ
ปี 1920 หนังขนาดยาวของจีนก็กำเนิดขึ้นที่เซี่ยงไฮ้ ถึงเวลานี้หน่ออ่อนของศิลปะการสร้างภาพยนตร์ของจีน ก็ได้หยั่งรากลงบนผืนดินอย่างเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว. สังคมจีนในเวลานั้นเป็นรอยต่อของการก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ รูปแบบโครงสร้างต่างๆ ของสังคมกำลังเปลี่ยนแปลง ประเทศชาติตกอยู่ในภาวะยากลำบากทั้งเรื่องสงคราม ภาวะฝืดเคืองด้านการเงิน และการรุกรานเข้ามาของต่างชาติในทุกด้าน
สภาพสังคมแบบกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินาเช่นนี้ การลงทุนสร้างภาพยนตร์ของเอกชนย่อมมีปัญหาทั้งเรื่องความรู้เชิงเทคโนโลยีด้านเครื่องไม้เครื่องมือ การหาเงินลงทุน ความเข้าใจของผู้คนในสังคม(ซึ่งนอกจากจะคือกลุ่มนายทุน/คนงาน/นักแสดง/ฝ่ายทำงานเบื้องหลัง ยังรวมถึงผู้ชมที่จะเสียเงินซื้อตั๋วเข้าไปดูหนังอีกด้วย)
            หนังจีนในยุคแรกอิงอยู่กับการถ่ายทำการแสดงจากเวทีงิ้ว และจัดแสดงขึ้นใหม่เพื่อถ่ายทำเป็นภาพยนตร์ แต่ในเวลาอันสั้น บทภาพยนตร์แบบใหม่ก็กำเนิดขึ้นมา  การแสดงแบบใหม่ การกำกับ การตัดต่อ ล้วนแต่เป็นสิ่งใหม่ของโลกยุคนั้น

            ยุคทศวรรษที่ 1920 เป็นยุคของหนังเงียบขาวดำ เป็นยุคเริ่มลงรากปักฐานของหนังจีน พอเข้าสู่ทศวรรษที่ 1930 ศิลปะการภาพยนตร์ของจีนก็แข็งแรงมากแล้ว จากฟิล์มหนังเก่าๆที่ตกทอดมา ทำให้เราได้เห็นผลงานหนังในยุคนั้นหลายเรื่องที่องค์ประกอบในความเป็นหนังสมบูรณ์และน่าทึ่ง หนังบางเรื่องเรายังหาดูผ่านอินเทอเน็ตได้ในปัจจุบัน
            เข้าสู่ทศวรรษที่ 1930 กระแสความคิดซ้ายได้กลายเป็นกระแสหลักของหนังจีนอย่างโดดเด่น หย่วน หลิง อวี้ (院玲玉) คือนักแสดงหญิงคนหนึ่งที่โดดเด่นมากของยุคนี้ น่าเสียดายที่เธอฆ่าตัวตายตั้งแต่อายุยังน้อย จึงเหลือผลงานตกทอดมาถึงเราไม่มาก หนังที่หย่วนหลิงอวี้แสดงเนื้อหาค่อนข้างจริงจัง เธอมักรับบทหญิงยุคใหม่ที่สู้ชีวิต เรื่องราวชีวิตของเธอเคยถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์คุณภาพที่ได้ทั้งกล่องและได้ทั้งเงินเมื่อราวยี่สิบปีที่แล้ว หนังอำนวยการสร้างโดยเฉินหลง แสดงนำโดยจางม่านอวี้ (张曼玉)

            จากยุคทศวรรษที่ 1930 เป็นต้นมา หนังจีนก็หยั่งรากลงบนพื้นดินของศิลปะสกุลอัตนิยม (realistic) อย่างมั่นคง ช่วงเวลานั้นฐานการผลิตภาพยนตร์ยังอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ แต่ที่ฮ่องกงและไต้หวันก็มีการสร้างภาพยนตร์ออกมาอย่างสม่ำเสมอแล้ว เพียงแต่ผลงานที่โดดเด่นส่วนใหญ่ยังเกิดจากกลุ่มผู้สร้างที่เซี่ยงไฮ้
สงครามโลกและสงครามภายในจีนมีส่วนกระทบต่อแวดวงภาพยนตร์จีนอย่างมาก การรบพุ่งและการเปลี่ยนระบอบการปกครองจากรัฐบาลก๊กมินตั๋ง (กว๋อหมินตั่ง - 国民党) ทำให้ผู้คนในแวดวงภาพยนตร์ไม่น้อยไหลมาตั้งหลักใหม่ที่ฮ่องกง บางบริษัทก็ยังคงฐานเดิมไว้ที่เซี่ยงด้วย แต่บริษัทใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในฮ่องกงก็มี
            พูดถึงหนังฮ่องกงแล้วจะข้ามชื่อบริษัท ชอว์ บราเธอส์ (邵氏公司) ไปไม่ได้ ชอว์ บราเธอส์เป็นบริษัทเก่าแก่ที่ครั้งยังอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ ใช้ชื่อบริษัทเทียนอี (天一) การเกิดขึ้นของ ชอว์ บราเธอส์ ฮ่องกงได้เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ขนานใหญ่ และได้ชักนำให้กระแสการสร้างภาพยนตร์เพื่อความบันเทิงเป็นจริงและประสพผลสำเร็จทางด้านการตลาดด้วย

            ภาพยนตร์จีนช่วงทศวรรษที่ 1950 เป็นต้นมา มิได้มีฐานการผลิตอยู่เฉพาะที่เซี่ยงไฮ้แล้ว ที่ไต้หวัน และฮ่องกง ศิลปะภาพยนตร์ได้พัฒนาตัวเองในทุกด้าน และต่างก็ผลิตภาพยนตร์ของตนออกสู่โลกภายนอก ในช่วงเวลานี้ หนังจีนใน 3 แผ่นดินนี้มีลักษณะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด คือ ที่ฮ่องกงก้าวเข้าส่วนยุคธุรกิจอุตสาหกรรมภาพยนตร์ (แน่นอนว่าหนังที่"ขาย"หลายเรื่องก็มีหนังที่เข้มข้นทางคุณภาพด้านศิลปะและเนื้อหาด้วย) ทางไต้หวันตกอยู่ภายใต้นโยบายต่อต้านและปลุกผีคอมมิวนิสต์ของรัฐบาลเจียงไคเชค ส่วนทางจีนแผ่นดินใหญ่กำลังวางรากฐานใหม่ของภาพยนตร์แนวสังคมนิยมควบคู่กับการสร้างสรรค์ประเทศจีนใหม่
  
เข้าสู่ทศวรรษ 1960 ลักษณะภาพยนตร์จีน ฮ่องกง , ไต้หวัน และจีนแผ่นดินใหญ่ ก็สร้างลักษณะเฉพาะของตนจนเห็นได้ชัดแล้ว
            สังคมไทยตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1960 เป็นต้นมาอยู่ในแนวคิดต่อต้านคอมมิวนิสต์ตามลูกพี่อเมริกา การรับรู้ข้อมูลภาพยนตร์จากทางด้านจีนแผ่นดินใหญ่จึงมีค่อนข้างน้อย ภาพยนตร์ที่ได้ชมกันในโรงภาพยนตร์ส่วนใหญ่มาจากฝั่งฮ่องกงและไต้หวัน. เพิ่งจะหลังทศวรรษ 1980 นี่เองที่ข้อมูลภาพยนตร์จีนฝั่งจีนแผ่นดินใหญ่เริ่มเข้ามาสู่การรับรู้ของคนไทย หลังจากที่หนังจีนรุ่นใหม่ของกลุ่มผู้กำกับรุ่นจางอี้โหมว (张艺谋) ไปคว้าเอารางวัลทางด้านภาพยนตร์จากเทศกาลภาพยนตร์ครั้งแล้วครั้งเล่า
            ปัจจุบัน หนังจีนทั้งฝั่งฮ่องกง, ไต้หวัน และจีนแผ่นดินใหญ่ ล้วนมีที่ทางชัดเจนอยู่ในกระแสประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ร่วมสมัยของโลก ผู้กำกับภาพยนตร์จีนหลายๆ คน ก้าวข้ามพรมแดนประเทศไปทำหนังในที่ต่างๆ ทั่วโลก และแนวของภาพจีนในทั้ง 3 แผ่นดินก็หลากหลาย น่าชื่นชม
            คนทำหนังรุ่นใหม่ๆ กำลังเกิดขึ้นเรื่อยๆ ใน 3 แผ่นดินนี้ ถึงวันนี้ คำว่า ผู้กำกับรุ่นที่ 5 เป็นคำที่เก่าไปเสียแล้ว โลกไม่อาจจัดผู้กำกับรุ่นจางอี้โหมวให้หยุดนิ่งอยู่กับความเป็น "รุ่นที่ 5และโลกภาพยนตร์จีนก็กำลังก้าวสู่วันเวลาใหม่อย่างขะมักเขม้น และน่าตื่นตาตื่นใจ

เรืองรอง รุ่งรัศมี
3/5/2013



ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ Dragon square นิตยสาร Mix magazine ฉบับเดือน มิถุนายน 2013

วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ประวัติศาสตร์ของตำนาน


1.
นอนหลับแล้วก็ตื่น กลางวันแล้วกลางคืน วันเวลาผ่านไป
เหตุการณ์เกิดขึ้น ผ่านไปวันต่อวัน กลายเป็นประวัติศาสตร์และตำนานในอนาคต ความจริงแม้กลบเอาไว้ใต้บรรทัด แต่ก็เช่นเดียวกับป้ายที่หน้าหลุมศพ วันหนึ่งจะมีคนถามคำถาม
ความจริง ยังมีผู้ค้นหาอยู่เสมอ เช่นเดียวกับขุมทรัพย์ลายแทง เกิดขึ้นมาอย่างไรก็ได้ มีจริงหรือไม่จริงก็ได้ แต่เมื่อมีผู้ตามหา นั่นคือการเริ่มต้น
ประวัติศาสตร์ ตำนาน และความจริง คือเรื่องแต่งยอกย้อน นั่นแหละที่มันเร้าความคิด และนั่นก็คือรอยปริของเปลือกความเท็จ และคือเงื่อนปม

2.
ปริศนาก็คือความจริงอย่างหนึ่ง
ความลึกลับก็คือความจริงอย่างหนึ่ง มันบอกเราว่า มีความจริงอีกชั้นหนึ่ง มันให้กุญแจ คนที่ไม่หยิบกุญแจขึ้นมาไขด้วยตัวเอง มองไม่เห็นเอง

3.
การคิด การพิจารณา การรู้สึก เมื่อแสดงออกมา สามารถบอกระดับการรับรู้ และสามารถชี้วุฒิภาวะ
การแสดงความเห็น ผ่านการคิด, พิจารณา, หรือรู้สึก แม้ฟังดูคล้ายกัน แต่ไม่เหมือนกัน แม้ว่าเหมือนกัน แต่น้ำหนักนั้นก็ไม่เท่ากัน
ทัศนะเดียวกัน หนักก็ได้ เบาก็ได้ มีสาระก็ได้ ไร้สาระก็ได้ อยู่ที่ว่ามันเป็นทัศนะจากความคิด จากการพิจารณา หรือว่าเป็นเพียงความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบ พอใจหรือไม่พอใจ
สิ่งเหล่านี้ รวมกันเป็นภูมิหลัง หรือปูมของชนชาติหรือกลุ่มชน
มันกลายเป็นบันทึกข้อมูล
มันกลายเป็นตำนานพิสดารพันลึก
มันกลายเป็นประวัติศาสตร์
หรือมันกลายเป็นคำอุทานติดปากของคน

4.
กระจกเงา หนังสือพิมพ์ หรือแม้กระทั่งเรื่องเล่าไร้สาระ ล้วนส่องสะท้อนภูมิปัญญาและวุฒิภาวะของกลุ่มชนและวันเวลาได้
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ มิได้มีอยู่เพียงในจารึกบนแผ่นศิลา การไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่หลากหลาย ก็เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์เหมือนกัน
กระจกเงา นอกจากสะท้อนภาพสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันแล้ว ยังสะท้อนสิ่งรอบๆ นั้นด้วย และเมื่อขยับเคลื่อนไหวมุมมอง เงาที่สะท้อนก็เปลี่ยนมุมไป

5.
ความเปลี่ยนแปลง เริ่มต้นก่อเค้าจากสิ่งใดก็ตาม มันก็เหมือนคลื่นที่กระฉอกอยู่ไปมา กว่าผิวน้ำจะนิ่ง ต้องใช้เวลา
และระหว่างที่คลื่นกระฉอกซัดอยู่ การควบคุมแรงและลักษณะการกระเพื่อม ไม่ใช่เรื่องง่าย
บางที คำถามใหญ่ๆ และจริงจังจากที่ต่างๆ ก็เกิดขึ้นมาจากการลองกระฉอกคลื่นโดยไม่คาดหมาย และบางทีคำถามก็เหลืออยู่ราวศิลาจารึก แม้เมื่อผิวน้ำนั้นไม่กระเพื่อมอีกแล้ว

6.
เป็นธรรมดาที่โลกมีความขัดแย้ง เป็นธรรมดาที่คนคิดและเชื่อไม่เหมือนกัน
ที่สำคัญคือการยินยอมให้คนคิดและเชื่อไม่เหมือนกัน เพราะนั่นคือเสรีภาพ และคือความเสมอภาค
มีความเสมอภาคชนิดใดที่บอกให้คนต้องคิดและเชื่อตามกัน
คนที่เคารพผู้อื่น จึงสามารถสนิทใจที่จะนั่งโต้แย้งกับอีกฝ่ายหนึ่ง ด้วยการนั่งในระดับเดียวกัน
เสรีภาพ มิได้เป็นแต่เพียงความเป็นอิสระ ทว่ายังคือการมีคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์เสมอเท่าเทียมกัน

7.
นักประวัติศาสตร์ทางความคิดแบ่งโลกทางความคิดเป็นฝ่ายล้าหลังกับฝ่ายก้าวหน้า มองดูเหมือนมีน้ำเสียงเข้าข้างฝ่ายหนึ่ง
ฝ่ายที่ก้าวหน้า คือฝ่ายที่เปิดรับข้อมูลใหม่ๆ และวิธีการมองที่แตกต่างออกไปก็ไม่รีบปฏิเสธ แม้ว่ามันจะไม่เคยมีมาก่อน โลกที่เปิดนั้นเอง ที่คือพลังขับเคลื่อนความคิดก้าวหน้า และแน่นอน การก้าวไปก็คือการก้าวละจากจุดเดิม ดังนั้น ความเคยชินใหม่ๆ จึงคือสิ่งที่เปิดรับได้และฝึกฝนเรียนรู้ได้
ในอีกขั้วหนึ่ง ฝ่ายล้าหลัง คือฝ่ายความเคยชินเก่า มันเป็นความคุ้นเคย เป็นสิ่งที่เป็นนิสัยเก่า กินอาหารเจ้าเดิม ไปถนนสายเดิม ไม่ทดลองอะไรใหม่ๆ และก็ไม่เกิดสิ่งใหม่ๆ เช่นกัน โดยสร้างความสบายใจให้กับตนว่า “ไม่เสี่ยงดี”
การเปิดใจรับสิ่งใหม่ กับการเสี่ยง พรมแดนอยู่ชิดกัน
แต่นั่นแหละ ที่เราจะชั่งน้ำหนักความเป็นกลางได้ว่า มันสถิตเสถียรได้เพียงไหน?

8.
เมื่ออ่านประวัติศาสตร์ที่ล่วงมาแล้วนานๆ บางทีก็อ่านได้ง่าย บางทีก็สับสน อ่านยาก
แต่หากอ่านวันเวลานี้ แล้วลองสมมติเรื่องประวัติศาสตร์ที่คนอีกยุคหนึ่งจะได้อ่าน บางทีเราจะรู้สึกว่าประวัติศาสตร์ยุคที่เรามีชีวิตอยู่นี้อ่านไม่ยากนัก
แต่เมื่อมันไม่ใช่วันเวลาที่เรามีชีวิตอยู่ ประวัติศาสตร์มักจะคล้ายตำนาน และเรื่องแต่งชวนฉงน

เรืองรอง รุ่งรัศมี
7 / 2006


ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "สายลมในกิ่งหลิว" เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 736 วันที่ 7-13 กรกฎาคม 2006