ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สายลมบูรพา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สายลมบูรพา แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ประวัติศาสตร์ของตำนาน


1.
นอนหลับแล้วก็ตื่น กลางวันแล้วกลางคืน วันเวลาผ่านไป
เหตุการณ์เกิดขึ้น ผ่านไปวันต่อวัน กลายเป็นประวัติศาสตร์และตำนานในอนาคต ความจริงแม้กลบเอาไว้ใต้บรรทัด แต่ก็เช่นเดียวกับป้ายที่หน้าหลุมศพ วันหนึ่งจะมีคนถามคำถาม
ความจริง ยังมีผู้ค้นหาอยู่เสมอ เช่นเดียวกับขุมทรัพย์ลายแทง เกิดขึ้นมาอย่างไรก็ได้ มีจริงหรือไม่จริงก็ได้ แต่เมื่อมีผู้ตามหา นั่นคือการเริ่มต้น
ประวัติศาสตร์ ตำนาน และความจริง คือเรื่องแต่งยอกย้อน นั่นแหละที่มันเร้าความคิด และนั่นก็คือรอยปริของเปลือกความเท็จ และคือเงื่อนปม

2.
ปริศนาก็คือความจริงอย่างหนึ่ง
ความลึกลับก็คือความจริงอย่างหนึ่ง มันบอกเราว่า มีความจริงอีกชั้นหนึ่ง มันให้กุญแจ คนที่ไม่หยิบกุญแจขึ้นมาไขด้วยตัวเอง มองไม่เห็นเอง

3.
การคิด การพิจารณา การรู้สึก เมื่อแสดงออกมา สามารถบอกระดับการรับรู้ และสามารถชี้วุฒิภาวะ
การแสดงความเห็น ผ่านการคิด, พิจารณา, หรือรู้สึก แม้ฟังดูคล้ายกัน แต่ไม่เหมือนกัน แม้ว่าเหมือนกัน แต่น้ำหนักนั้นก็ไม่เท่ากัน
ทัศนะเดียวกัน หนักก็ได้ เบาก็ได้ มีสาระก็ได้ ไร้สาระก็ได้ อยู่ที่ว่ามันเป็นทัศนะจากความคิด จากการพิจารณา หรือว่าเป็นเพียงความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบ พอใจหรือไม่พอใจ
สิ่งเหล่านี้ รวมกันเป็นภูมิหลัง หรือปูมของชนชาติหรือกลุ่มชน
มันกลายเป็นบันทึกข้อมูล
มันกลายเป็นตำนานพิสดารพันลึก
มันกลายเป็นประวัติศาสตร์
หรือมันกลายเป็นคำอุทานติดปากของคน

4.
กระจกเงา หนังสือพิมพ์ หรือแม้กระทั่งเรื่องเล่าไร้สาระ ล้วนส่องสะท้อนภูมิปัญญาและวุฒิภาวะของกลุ่มชนและวันเวลาได้
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ มิได้มีอยู่เพียงในจารึกบนแผ่นศิลา การไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่หลากหลาย ก็เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์เหมือนกัน
กระจกเงา นอกจากสะท้อนภาพสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันแล้ว ยังสะท้อนสิ่งรอบๆ นั้นด้วย และเมื่อขยับเคลื่อนไหวมุมมอง เงาที่สะท้อนก็เปลี่ยนมุมไป

5.
ความเปลี่ยนแปลง เริ่มต้นก่อเค้าจากสิ่งใดก็ตาม มันก็เหมือนคลื่นที่กระฉอกอยู่ไปมา กว่าผิวน้ำจะนิ่ง ต้องใช้เวลา
และระหว่างที่คลื่นกระฉอกซัดอยู่ การควบคุมแรงและลักษณะการกระเพื่อม ไม่ใช่เรื่องง่าย
บางที คำถามใหญ่ๆ และจริงจังจากที่ต่างๆ ก็เกิดขึ้นมาจากการลองกระฉอกคลื่นโดยไม่คาดหมาย และบางทีคำถามก็เหลืออยู่ราวศิลาจารึก แม้เมื่อผิวน้ำนั้นไม่กระเพื่อมอีกแล้ว

6.
เป็นธรรมดาที่โลกมีความขัดแย้ง เป็นธรรมดาที่คนคิดและเชื่อไม่เหมือนกัน
ที่สำคัญคือการยินยอมให้คนคิดและเชื่อไม่เหมือนกัน เพราะนั่นคือเสรีภาพ และคือความเสมอภาค
มีความเสมอภาคชนิดใดที่บอกให้คนต้องคิดและเชื่อตามกัน
คนที่เคารพผู้อื่น จึงสามารถสนิทใจที่จะนั่งโต้แย้งกับอีกฝ่ายหนึ่ง ด้วยการนั่งในระดับเดียวกัน
เสรีภาพ มิได้เป็นแต่เพียงความเป็นอิสระ ทว่ายังคือการมีคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์เสมอเท่าเทียมกัน

7.
นักประวัติศาสตร์ทางความคิดแบ่งโลกทางความคิดเป็นฝ่ายล้าหลังกับฝ่ายก้าวหน้า มองดูเหมือนมีน้ำเสียงเข้าข้างฝ่ายหนึ่ง
ฝ่ายที่ก้าวหน้า คือฝ่ายที่เปิดรับข้อมูลใหม่ๆ และวิธีการมองที่แตกต่างออกไปก็ไม่รีบปฏิเสธ แม้ว่ามันจะไม่เคยมีมาก่อน โลกที่เปิดนั้นเอง ที่คือพลังขับเคลื่อนความคิดก้าวหน้า และแน่นอน การก้าวไปก็คือการก้าวละจากจุดเดิม ดังนั้น ความเคยชินใหม่ๆ จึงคือสิ่งที่เปิดรับได้และฝึกฝนเรียนรู้ได้
ในอีกขั้วหนึ่ง ฝ่ายล้าหลัง คือฝ่ายความเคยชินเก่า มันเป็นความคุ้นเคย เป็นสิ่งที่เป็นนิสัยเก่า กินอาหารเจ้าเดิม ไปถนนสายเดิม ไม่ทดลองอะไรใหม่ๆ และก็ไม่เกิดสิ่งใหม่ๆ เช่นกัน โดยสร้างความสบายใจให้กับตนว่า “ไม่เสี่ยงดี”
การเปิดใจรับสิ่งใหม่ กับการเสี่ยง พรมแดนอยู่ชิดกัน
แต่นั่นแหละ ที่เราจะชั่งน้ำหนักความเป็นกลางได้ว่า มันสถิตเสถียรได้เพียงไหน?

8.
เมื่ออ่านประวัติศาสตร์ที่ล่วงมาแล้วนานๆ บางทีก็อ่านได้ง่าย บางทีก็สับสน อ่านยาก
แต่หากอ่านวันเวลานี้ แล้วลองสมมติเรื่องประวัติศาสตร์ที่คนอีกยุคหนึ่งจะได้อ่าน บางทีเราจะรู้สึกว่าประวัติศาสตร์ยุคที่เรามีชีวิตอยู่นี้อ่านไม่ยากนัก
แต่เมื่อมันไม่ใช่วันเวลาที่เรามีชีวิตอยู่ ประวัติศาสตร์มักจะคล้ายตำนาน และเรื่องแต่งชวนฉงน

เรืองรอง รุ่งรัศมี
7 / 2006


ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "สายลมในกิ่งหลิว" เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 736 วันที่ 7-13 กรกฎาคม 2006

วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ความหวัง


1.
นางเป็นกรรมกร ทำงานโรงงาน รายรับของนางมากกว่าแรงงานขั้นต่ำเล็กน้อย นางนุ่งเจียม ห่มเจียม ใช้จ่ายประหยัด แต่ก็อดจะซื้อหวยเสี่ยงโชคบ้างไม่ได้
นางซื้อหวยใต้ดินงวดละเล็กละน้อย ซื้อล็อตเตอรี่งวดละ 2 ใบ การเสี่ยงโชคเช่นนี้เป็นความหวังของนาง
ผู้จัดการเตือนนางบ่อยๆ ว่า นางหวังลมๆ แล้งๆ แต่ไม่ซื้อหวย ไม่ซื้อล็อตเตอรี่ นางก็ไม่รู้ว่าจะหวังอะไร
นอกจากซื้อหวย ซื้อล็อตเตอรี่แล้ว นางยังชอบซื้อทอง เรื่องซื้อทองนี่ก็เหมือนกัน ผู้จัดการเคยคำนวณให้นางดูว่า นางโง่และเสียเปรียบที่ซื้อทองหนักครั้งละสลึง ต้องเสียค่ากำเหน็จเยอะ และซื้อขายทุกครั้งก็เสียเปรียบทุกที
นางได้แต่ยิ้ม นางจะเอาเงินที่ไหนมาซื้อทองหนักครั้งละเป็นบาท หรือหลายๆ บาท แค่ซื้อแหวน ซื้อสร้อย ครั้งละสลึง นางยังซื้อเข้าจำนำออกชุลมุนพัลวัน

2.
นางทำงานโรงงานของนางไป อดออมเงินพอจะซื้อทองอีกสลึง นางก็ไปซื้อ เงินขาดมือเมื่อไรก็เอาไปขายหรือจำนำ อยากได้เงินมากๆ เมื่อไหร่ก็ซื้อล็อตเตอรี่เพิ่มอีกใบ 2 ใบ
แต่นางก็ไม่เคยถูกหวยรางวัลใหญ่  สักที จึงได้แต่ก้มหน้าก้มตาอดออมเงินไว้ซื้อทองทีละสลึงต่อไป และผู้จัดการก็มักจะเตือนนางว่า อย่าโง่ซื้อทองเส้นเล็กๆ ซื้อเข้าขายออกให้ขาดทุนตัวเอง
นางรู้ว่า ซื้อทองเข้าสักสลึง หรือเอาทองเส้นเดิมไปขายออก นางล้วนแต่ขาดทุน
นางรู้ว่า นางขาดทุนค่ากำเหน็จกับทองเส้นละสลึงทุกเส้น
นางรู้ว่า คนจนต้องขาดทุน เมื่อซื้อขายทองกับคนรวยเสมอไป
ขายแรงงาน ทำงานที่โรงงาน นางก็ได้รายรับน้อย
ขายทอง ซื้อทอง นางก็ต้องจ่ายทั้งค่ากำเหน็จและค่ากำไรให้กับร้านทอง
ซื้อหวยใต้ดิน ซื้อล็อตเตอรี่ ก็ได้แต่ซื้อความหวัง
นางรู้ว่า นางอยู่ในสังคมที่ค่ารถเมล์ ค่าเช่าบ้านแพงมาก เมื่อเทียบกับรายรับของนาง
นางรู้ว่า แม้จะขอความเห็นใจ สังคมที่นางอยู่ก็ไม่มีความเห็นใจให้
นางจึงดิ้นรนไปตามวิธีของนาง นางจึงทำในสิ่งที่นางคิดว่าตนพอทำได้

3.
นางซื้อทองได้อีกสลึง นางอดออมซื้อทองครั้งละสลึง โดยไม่ขายได้หลายเส้นแล้ว เงินเดือนออกงวดต่อไป นางจะเอาทองเส้นเล็กๆ นั้นไปแลกเป็นทองน้ำหนัก 1 บาทเสียที
นางรู้ กว่าจะได้ทองเส้นละบาทนี้มา นางขาดทุนค่ากำเหน็จและค่ากำไรให้ร้านทองไปเยอะ
แต่นี่ก็เป็นเพียงวิธีเดียวที่นางจะได้ทองน้ำหนัก 1 บาท มาไว้ครอบครอง
นางรู้ว่า คนจนเสียเปรียบเสมอในสังคมนี้

4.
พอซื้อทองเส้นละ 1 บาทได้ นางก็เก็บซ่อนเอาไว้อย่างดี แล้วเริ่มต้นกับทองเส้นละสลึงใหม่
นางซื้อเข้าทีละสลึง ค่อยๆ เก็บรวบรวมแล้วไปเปลี่ยนเป็นทองหนัก 1 บาทเส้นใหม่
จากวัยสาว วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว วันหนึ่งบริษัทคงโละคนงานวัยนางออกแน่ นางรู้ สังคมเช่นนี้ไม่มีความเมตตาปราณีต่อคนระดับนางแน่ๆ
นางเก็บสะสมสร้อยทองได้หนักหลายบาทแล้ว ไม่นานนางจะลาออกจากงานมาเป็นแม่ค้าขายข้าวแกง
นางจะเข็นรถเข็นกลับมาขายข้าวให้คนงานโรงงานที่นางเคยอยู่ และนางตั้งใจจะตักข้าวให้พูนๆ จาน เพื่อให้เพื่อนคนงานที่เป็นเช่นเดียวกับนางได้กินจนอิ่ม
นางรู้ว่า นางคงเป็นเพียงแม่ค้าโง่ๆ คนหนึ่ง แต่นางก็ตั้งใจจะเป็นแม่ค้าโง่ๆ ขี้สงสารคนนั้น
นางเคยขาดทุนกับการซื้อขายทองไปแล้วไม่น้อย และนางตั้งใจว่า จะเอากำไรแต่น้อยในการขายข้าวแกงให้เพื่อนคนจนด้วยกัน 

เรืองรอง รุ่งรัศมี
5/2006


ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "สายลมบูรพา" กรุงเทพธุรกิจ (กายใจ) วันอาทิตย์ที่ 7 พฤษภาคม 2006

วันอังคารที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เรื่องเล็กๆ



1.
มีร้านสะดวกซื้อเปิดขึ้นมา และร้านขายของชำก็ลดลงไปเรื่อยๆ
มีห้างสรรพสินค้าเปิดขึ้นมา ตลาดสดก็ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ
ร้านสะดวกซื้อ – สะดวก
ห้างสรรพสินค้า – สะดวก
ความสะดวกเท่านั้นหรือที่ทำให้ตลาดสดและร้านขายของชำลดน้อยถอยลงอย่างรวดเร็ว
โลกยุคอ้างการมองโลกในเชิงบวกแบบ Positive Thinking คนชอบมองหาเงื่อนไขในการชนะทั้งสองฝ่ายแบบ win – win
มองโลกเชิงบวก กับมองหาทางชนะ เป็นการมองเข้าข้างตัวเองหรือไม่ ? และเป็นการมองแบบเห็นแก่ตัวมากน้อยเพียงไหน ?
มองโลกแต่เชิงบวก สอนให้ไม่กล่าวโทษตัวเอง เหลื่อมซ้อนอยู่กับการเลี่ยงความรับผิดชอบต่อแง่คิดที่ตนเองเป็นผู้ทำ เกยทับอยู่กับการหนีความผิดของตน คือไม่ขอรับผิดชอบต่อแง่ผิดของตน
มองโลกในเชิงบวกสอนให้คนรู้จักก้าวข้ามเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่บกพร่องไป เหลื่อมซ้อนกับสำนึกจริงจังที่สอนให้ละเลยได้เรื่อยๆ
อนุสัย” คือ นิสัยเล็กๆ น้อยๆ ประกอบกันเข้าเป็น “นิสัย
อนุสัย” ของโลกแบบมองโลกแต่ในเชิงบวกเป็นอย่างไร
นิสัย” ของโลกแบบมองโลกแต่ในเชิงบวกก็เป็นเช่นนั้น
และ “สำนึก” ของโลกแบบมองโลกแต่ในเชิงบวกก็เป็นเช่นนั้นด้วย

2.
การไม่ได้ไปปล้นชิง กลั่นแกล้งร้านขายของชำและตลาดสดของลูกค้า ไม่มีอะไรที่ควรจะตำหนิตามมุมมองของการมองโลกแต่ในเชิงบวก
เราไม่ใช่โพธิสัตว์ หรือพระเวสสันดร จะได้ไปมีจิตใจยิ่งใหญ่อย่างนั้นได้ เราเป็นคนธรรมดา ทำได้แค่นี้ ทำใจให้สบาย เราไม่ได้ทำอะไรผิดที่ซื้อของในร้านสะดวกซื้อ หรือตามห้างสรรพสินค้า มองโลกแต่ในเชิงบวกสอนให้มองมุมแบบนี้
ไม่ต้องไม่สบายใจที่ร้านชำใกล้ๆ ปิดร้านไป ไม่ต้องสอนให้ลูกหลานเดินไป “ช่วย” ซื้อของที่ร้านโน้นร้านนี้
ซื้อของก็คือซื้อของ ทำไมต้อง “ช่วย” ซื้อ ทำไมต้องเดินไปร้านนั้น ทำไมต้องไปซื้อของที่ตลาดสด
ช่วย” เกี่ยวข้องกับ “น้ำใจ” เกี่ยวข้องกับ “ความอาทร” เกี่ยวข้องกับ “เมตตา” เกี่ยวข้องกับ “ความผูกพัน
อนุสัยของการซื้อของ กลายเป็นนิสัยแล้งน้ำใจ แห้งแล้ง แปลกแยก
เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ทั้งนั้น ไม่ใช่ความผิดของเราเลยแม้แต่น้อย สังคมมันโหดเหี้ยมรุนแรงต่างหาก
จริงหรือ ?!?!

3.
สังคมมันเป็นเรื่องใหญ่ เราเป็นคนตัวเล็กๆ จะไปทำอะไรได้ ? เราจะไปแบกอะไรใหญ่ๆ แบบนั้นไหวได้อย่างไร ? แค่ทำมาหากินก็แทบตายแล้ว
เราก็เลยซื้อของเฉพาะในร้านสะดวกซื้อ และห้างสรรพสินค้าใหญ่ ปล่อยให้ร้านชำและพ่อค้าแม่ค้ารายเล็กรายน้อยไม่สามารถประกอบสัมมาชีพเดิมของตนได้
เราก็เลยใช้แต่ผ้าขนหนูและผ้าทอจากโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่ ปล่อยให้ช่างทอผ้าขะม้าที่ตั้งกี่ทอผ้าไว้ในบ้าน หรือใต้ถุนเรือนขายของไม่ออก หารายรับไม่พอใช้จ่าย แล้วเปลี่ยนอาชีพ
เราก็เลยดื่มแต่น้ำอัดลมหรือน้ำดื่มมียี่ห้อ โดยอ้างตามที่นายทุนใหญ่ทำให้เราเชื่อว่า น้ำหวานข้างทางเต็มไปด้วยเชื้อโรคและสารพิษ และเราพากันเชื่อว่า น้ำส้มในกล่อง น้ำเต้าหู้ในกล่อง ดีกว่าและปลอดภัยกว่าน้ำส้มและน้ำเต้าหู้ที่คั้นและต้มให้เห็นอยู่ตรงหน้าเรา

4.
ก็เรื่องเล็กๆ เรื่องขี้ปะติ๋วทั้งนั้น ทำไมต้องจริงจังกันขนาดนั้นด้วย
ก็อนุสัยอย่างไร รวมตัวกันเป็นนิสัยอย่างไร แล้วก่อเกิดเป็นจิตสำนึกอย่างไร ไม่ใช่หรือ ?
สำนึกรับผิดชอบก็เช่นเดียวกัน

 เรืองรอง รุ่งรัศมี
4/2006


ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "สายลมบูรพา" กรุงเทพธุรกิจ (กายใจ) วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน 2006

วันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2556

จุดผิดพลาดของมือเก่า


1.
ตอนเริ่มต้นทำอะไรสักอย่าง บางทีแรงบันดาลใจให้เริ่มต้นทำสิ่งนั้นก็มีอย่างชัดเจน บางทีก็ค่อนข้างเลือนรางพร่ามัว
นอกจากการทำอะไรด้วยความจำยอม หรือเป็นความจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้แล้ว คนเราคงต้องมีแรงขับบางอย่าง ที่ทำให้ไปทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน หรือแปลกออกไป
สิ่งที่แปลกออกไปหรือไม่เคยทำมาก่อน พอทำบ่อยเข้า ฝึกฝนนานเข้า ก็จะไม่เป็นเรื่องใหม่หรือเรื่องแปลกอีกต่อไป
พอมันไม่แปลก ไม่ใหม่ นอกจากความคล่องแคล่วที่มากขึ้นแล้ว ก็มักจะมีความเคยชิน และความชาชินตามมา
อะไรๆ ที่เคยดูชัด หรือทำยากในตอนแรก ก็เริ่มกลายเป็นเรื่องดูไม่ชัด และทำไม่ยากในเวลาต่อมา

2.
กฎเกณฑ์ หลักการ ตอนเริ่มต้นนั้น เป็นสิ่งที่มีอยู่ค่อนข้างชัดเจนจะแจ้ง
ต้องมีกฎเกณฑ์ มีหลักการในตอนเริ่มแรก เพราะกฎเกณฑ์และหลักการเป็นเหมือนกรอบและเงื่อนไขประกอบการคิด การฝึกฝน และการทำ
ระหว่างคิดลงรายละเอียด และระหว่างฝึกฝนปฏิบัตินั้น กรอบของกฎเกณฑ์และหลักการย่อมจะต้องถูกปรับถูกแก้ไขบ้าง ไปตามข้อจำกัดที่พบเจอในระหว่างนั้น
การปรับประยุกต์หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้น คือการยืดหยุ่น เพื่อให้สิ่งที่ทำนั้นปรากฏเป็นจริงได้ หรือปฏิบัติได้จริง
พอเป็น “มือเก่า” บางทีคนเราก็เลอะเลือนกับกรอบกฎเกณฑ์ ไปกับความเคยชินที่ปรับประยุกต์จากกรอบกฎเกณฑ์เดิม ครั้งแล้วครั้งเล่า
พอลืมนำไปเทียบกับหลักการกฎเกณฑ์เริ่มแรก แล้วใช้แต่ความเคยชินในการปรับประยุกต์ ที่ปรับมาจน “กลายรูป” ไปแล้ว คนเราก็จะไม่ใจกว้างในการรับฟังคำทักท้วง

3.
พวก “มือเก่า” มีจุดอ่อนตรงความเชื่อมั่น
เชื่อมั่นในตัวเองสูง กับดื้อรั้น ไม่ฟังคำทักท้วงของผู้คน เป็นเพื่อนสนิทที่ชอบกอดคอไปด้วยกัน
บางทีมันก็กอดคอพาไปลงน้ำ ลงโคลน ลงหลุม ลงหล่ม
มือเก่าที่ทำอะไรมาได้ตั้งมากมาย กับมือเก่าที่เคยทักท้วงผู้อื่นมาได้มากมาย ก็มีจุดเด่นและจุดด้อยอย่างเดียวกันคือ เรื่องความเชื่อมั่นในตัวเอง และความดื้อรั้น
เมื่อความเชื่อมั่นที่สูง และความดื้อรั้น ชนกับความเชื่อมั่นที่สูง และดื้อรั้นพอกัน จึงเป็นการขัดสีที่ร้อนแรง
การขัดสีที่ร้อนแรงและรุนแรงอาจทำให้ไฟลุกได้
เมื่อไฟลุกไหม้ ไฟย่อมเผาทั้งสิ่งที่ควรเป็นเชื้อฟืน และสิ่งที่มีประโยชน์

4.
เวลาที่ทำอะไรจนเหงื่อไหลไคลย้อย กระทั่งเหงื่อเข้าตา คนเราจะรู้สึกแสบตา และตาพร่ามัวไปชั่วขณะ
ไม่ให้เหงื่อเข้าตา ไม่ใช่การงอมืองอเท้าไม่ทำอะไรให้มีเหงื่อ แต่คือการรู้จักเช็ดเหงื่อเมื่อมีเหงื่อไหล
ทำงานให้มีเหงื่อช่วยให้สุขภาพแข็งแรง
แต่ทำอะไรจนเหงื่อเข้าตาแล้วไม่รู้จักเช็ดนั้น คือการขาดสติ
สติไม่สมบูรณ์ ปัญญาก็คงบกพร่อง
บางเวลา พวก “มือเก่า” ก็ควรหยุดพัก แล้วพินิจพิจารณาแรงบันดาลใจเริ่มแรก และกรอบกฎเกณฑ์เริ่มแรก
ทำอะไรมากๆ ใครๆ ก็ผิดพลาดได้ แต่ผิดพลาดแล้วไม่ควรดื้อรั้น
มือใหม่มือเก่าล้วนพลาดและผิด เพราะความดื้อรั้นได้ทั้งนั้น

เรืองรอง รุ่งรัศมี
12/2005


ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "สายลมบูรพา" กรุงเทพธุรกิจ (กายใจ) วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม 2005