ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความจริง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความจริง แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เรื่องบางเรื่องไม่ไปทำในตอนนี้ ชั่วชีวิตนี้ก็คงไม่ไปกระทำ (แปลเพลงจีน)

有些事現在不做 一輩子都不會做了
เรื่องบางเรื่องไม่ไปทำในตอนนี้ ชั่วชีวิตนี้ก็คงไม่ไปกระทำ
(เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง “เพลงฝึกหัด”)

年輪裡面有鐘
ในวงปีมีนาฬิกา
皺紋裡面有鐘
ในรอยย่นบนใบหน้ามีนาฬิกา
就算暫停全世界的鐘
ถึงจะหยุดนาฬิกาทั้งหมดที่บนโลก
也停不了一秒鐘
ก็ไม่สามารถหยุดเวลาได้แม้แต่นาทีเดียว
跌倒以後有痛
หลังจากหกล้มมีความเจ็บปวด
後悔以後有痛
หลังจากสำนึกเสียใจมีความเจ็บปวด
問你最痛會是哪一種
ถามเธอว่าความเจ็บปวดอย่างที่สุดคือสิ่งใด
答案說明
คำตอบชัดเจนว่าคือ....
所有想像你的孫子孫女充滿光的瞳孔
ประกายตาแวววาวของลูกหลานทั้งชายหญิงที่เธอคิดไปถึง
正等著你開口
กำลังรอคอยเธอเปิดปากพูด
等著你說你最光輝的一次傳說
รอคอยให้เธอพูดถึงตำนานเล่าขานที่เจิดจรัสที่สุดของเธอ
每個平凡的自我都曾幻想過
คนธรรมดาสามัญทุกๆคนล้วนเคยฝันเฟื่องไปอย่างนั้น
以你為名的小說會是枯燥或是雋永
นิยายที่ตั้งตามชื่อเธอจะเป็นเรื่องแห้งแล้งจืดชืดหรือเป็นอมตะ
從前只想裝懂
เมื่อก่อนนั้นคิดแต่แสร้งทำเป็นเข้าใจ
裝做什麼都懂
แสร้งทำเป็นว่าเข้าใจไปเสียทุกๆ สิ่ง
懂得生存的規則之後卻只想要都不懂
หลังจากเข้าใจถึงกติกาที่ใช้ในการเอาชีวิตรอดแล้ว กลับคิดอยากไม่เข้าใจทุกๆ เรื่อง
如果人類的臉長得全都相同
ถ้าหากว่าใบหน้าของมนุษยชาติล้วนแต่เป็นอย่างเดียวกัน
那麼你和人們的不同就看你怎麼活
ถ้าเช่นนั้นความแตกต่างระหว่างเธอกับคนอื่น ก็ต้องดูว่าเธอใช้ชีวิตไปอย่างไร
想像你的白髮皺紋緊貼你的輪廓
จินตนาการถึงผมหงอกขาวรอยยับย่นติดแนบสนิทวงหน้าเธอ
你最終的朋友就是此刻
เพื่อนของเธอท้ายที่สุดแล้วก็คือชั่วขณะนี้
那些最瘋最愛和最痛
บรรดาเรื่องที่บ้าที่สุด รักที่สุด เจ็บปวดที่สุด
每次衝動留下的都有所不同
ทุกครั้งที่ตื่นเต้น สิ่งที่เหลือไว้ล้วนแต่ไม่เหมือนกัน
然而有天你會懂
ทว่าวันหนึ่งเธอจะเข้าใจ
就是那些讓你不同
ก็เพราะสิ่งเหล่านั้นแหละที่ทำให้เธอแตกต่าง
每滴眼淚掙脫後都帶走懦弱感動
น้ำตาทุกหยดหลังจากสลัดหลุดมาได้ ล้วนนำพาความอ่อนแอและสะเทือนใจจากไป
總在衝動後苦澀回憶都會溫柔
หลังจากความตื่นเต้นความขมปร่าที่ย้อนรำลึก ล้วนแล้วแต่จะอ่อนโยน
每個平凡的自我都曾幻想過
ตัวตนที่ดาษดื่นธรรมดา ทุกๆ คนล้วนเคยวาดภาพจินตนาการ
然而大多的自我都緊抓著某個理由
แต่ทว่าตัวตนส่วนใหญ่มักจะยึดเอาเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งไว้
每個渺小的理由都困住自由
เหตุผลอันเล็กน้อยทุกเหตุผลล้วนจองจำอิสรภาพเอาไว้
有些事情還不做
เรื่องบางเรื่องยังไม่ไปกระทำ
你的理由會是什麼?
เหตุผลของเธอคืออะไรหรือ ?


หนังเรื่อง "เพลงฝึกหัด" (練習曲 - Island Etude) เป็นหนังไต้หวัน กำกับ/เขียนบท/ถ่ายภาพโดย : เฉิน ฮว๋าย เอิน 陳懷恩 เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ที่ไต้หวันเมื่อ 27/4/2007 ทำสถิติเข้าฉายมากโรงและยืนระยะในการฉายได้ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ยุคปัจจุบันของไต้หวัน

คำพูดวรรคหนึ่งจากภาพยนตร์เรื่องนี้พูดว่า : เรื่องบางเรื่องถ้าไม่ไปทำในตอนนี้, ทั้งชีวิตก็จะไม่ได้กระทำมัน 有些事現在不做 一輩子都不會做了 เป็นที่ประทับใจผู้คนไปทั่วเมือง และภาพยนตร์เรื่องนี้ก็จุดแรงบันดาลใจให้คนไต้หวันลุกขึ้นมาขี่จักรยาน "ปั่นรอบเกาะ" จนกลายเป็นกระแสนิยมในวงกว้าง


เรืองรอง รุ่งรัศมี : แปล

50

 อายุน้อยๆ ข้าพเจ้าเคยคิดว่าคนอายุเกิน 40 นั้นเป็นผู้ใหญ่ แล้วพออายุเข้า 50 ก็แก่ แล้วคนแก่นั้นก็ต้องใช้ชีวิตไปตามประสาแก่
ไม่เคยคิดเลยว่า ประเดี๋ยวเดียวข้าพเจ้าก็อายุ 50 ยังไม่ทันรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้ใหญ่พอ ยิ่งไม่ยอมรับว่าอารมณ์ความรู้สึกของตนจะ "แก่"
ก็ข้าพเจ้ายังเป็นผู้ชายที่ชอบใส่กำไลเงินที่ข้อมือ และออกจะสนับสนุนให้เด็กหนุ่มไว้ผมยาว เด็กสาวซอยผมสั้น หากว่าเขาและเธอรู้สึกว่าการทำเช่นนั้นทำให้ดูดี และเป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของชีวิต
ข้าพเจ้ารู้สึกว่านั่นก็ไม่ต่างกับการที่เด็กเล็กชอบไอศครีม ผู้ใหญ่ชอบดื่มเหล้า เบียร์ บางคนชอบนั่งสมาธิ บางคนชอบเข้าวัด ทั้งหมดนั้นล้วนแต่คือความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของชีวิตทั้งนั้น. หากไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าตนเป็นผู้มีทัศนะที่ถูกต้องที่สุดในโลก

แต่โลกก็มักไม่ใช่โลกที่สมบูรณ์แบบเช่นนั้นเสมอ
ในวัยห้าสิบ ข้าพเจ้าพูดคุยกับมิตรสหายบางคน และพบว่าเราต่างยังมีอารมณ์ความรู้สึกของเด็กหนุ่มเด็กสาวอยู่ในตัว. เรากลับมาค้นพบความจริงว่าคนในวัยอย่างเรา หรือคนในวัยที่แก่กว่าเรามากๆ ก็ยัง "ตกหลุมรัก" คนได้
เวลาที่เห็นผู้ชายผู้หญิงอายุต่างกันมากๆ อยู่ด้วยกัน ข้าพเจ้าไม่รีบคิดว่าเป็นเรื่องของ "โคแก่หญ้าอ่อน" หรือ "ไก่แก่แม่ปลาช่อน" อีกต่อไป.
สารภาพด้วยความจริงใจว่าข้าพเจ้าออกจะคารวะหัวใจของพวกเขา และรู้สึกขอบคุณโลกที่ได้นำชีวิตด้านที่อ่อนโยน และเอื้ออาทรมาให้กับชีวิตของคนที่เดินทางระหกระเหิน ไม่ให้ต้องโดดเดี่ยว และหนาวเย็นเกินไป

แต่โลกก็มิได้สมบูรณ์แบบ
ไม่ใช่คนทุกคนที่ยอมมองดูและค้นให้พบด้านที่อ่อนโยนงดงามของชีวิต แม้กระทั่งผู้ชายและผู้หญิงที่อยู่ด้วยกัน ก็มิได้มีแต่ด้านดีงามทุกคู่
การเสแสร้งหลอกลวงนั้น ก็เป็นความจริงของชีวิต
หรือแม้จะจริงใจกันก็เถิด เมื่อถึงยามที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดต้องจากไป ทั้งจากเป็นหรือจากตาย โลกภายหลังจากนั้นก็ไม่ใช่โลกอันสมบูรณ์แบบอยู่ดี
แต่จะทำอย่างไรได้อีกล่ะ
ชีวิตก็เป็นเช่นนี้เอง


เรืองรอง รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “สายลมในกิ่งหลิว” เนชั่นสุดสัปดาห์

วันเสาร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

วัยเด็ก



เมื่อครั้งเป็นเด็กเล็กๆ
ฉันไม่รู้หนังสือ
แม่ก็คือห้องสมุด
ฉันอ่านคุณแม่

วันหนึ่ง
โลกใบนี้เกิดสันติสุข
คนบินได้
ข้าวสาลีงอกออกมาจากพื้นหิมะ
แม้แต่เงินก็ไม่มีประโยชน์...

ทองคำใช้ทำเป็นก้อนอิฐของอาคารบ้านเรือน
ธนบัตรถูกนำมาใช้ติดว่าว
เหรียญเงินถูกนำมาใช้ร่อนน้ำเล่น

ฉันจะเป็นหนุ่มน้อยนักพเนจร
นำพาผลแอปเปิ้ลชุบทองผลหนึ่ง
            เทียนแท่งสีเงินวาวเล่มหนึ่ง
            และนกกระเรียนสีแดงตัวหนึ่งที่บินมาจากอียิปต์
ท่องเที่ยวไปในนิทาน
ไปขอแต่งงานกับเจ้าหญิงในเมืองน้ำตาล...

แต่ แม่พูดว่า
"ตอนนี้เธอจะต้องทำงาน"

จากบทกวี 'เสี่ยว สือ โฮ่ว'
โดย : ลู่ หยวน
มีนาคม 1941

 เรืองรอง รุ่งรัศมี
แปล


วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ประวัติศาสตร์ของตำนาน


1.
นอนหลับแล้วก็ตื่น กลางวันแล้วกลางคืน วันเวลาผ่านไป
เหตุการณ์เกิดขึ้น ผ่านไปวันต่อวัน กลายเป็นประวัติศาสตร์และตำนานในอนาคต ความจริงแม้กลบเอาไว้ใต้บรรทัด แต่ก็เช่นเดียวกับป้ายที่หน้าหลุมศพ วันหนึ่งจะมีคนถามคำถาม
ความจริง ยังมีผู้ค้นหาอยู่เสมอ เช่นเดียวกับขุมทรัพย์ลายแทง เกิดขึ้นมาอย่างไรก็ได้ มีจริงหรือไม่จริงก็ได้ แต่เมื่อมีผู้ตามหา นั่นคือการเริ่มต้น
ประวัติศาสตร์ ตำนาน และความจริง คือเรื่องแต่งยอกย้อน นั่นแหละที่มันเร้าความคิด และนั่นก็คือรอยปริของเปลือกความเท็จ และคือเงื่อนปม

2.
ปริศนาก็คือความจริงอย่างหนึ่ง
ความลึกลับก็คือความจริงอย่างหนึ่ง มันบอกเราว่า มีความจริงอีกชั้นหนึ่ง มันให้กุญแจ คนที่ไม่หยิบกุญแจขึ้นมาไขด้วยตัวเอง มองไม่เห็นเอง

3.
การคิด การพิจารณา การรู้สึก เมื่อแสดงออกมา สามารถบอกระดับการรับรู้ และสามารถชี้วุฒิภาวะ
การแสดงความเห็น ผ่านการคิด, พิจารณา, หรือรู้สึก แม้ฟังดูคล้ายกัน แต่ไม่เหมือนกัน แม้ว่าเหมือนกัน แต่น้ำหนักนั้นก็ไม่เท่ากัน
ทัศนะเดียวกัน หนักก็ได้ เบาก็ได้ มีสาระก็ได้ ไร้สาระก็ได้ อยู่ที่ว่ามันเป็นทัศนะจากความคิด จากการพิจารณา หรือว่าเป็นเพียงความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบ พอใจหรือไม่พอใจ
สิ่งเหล่านี้ รวมกันเป็นภูมิหลัง หรือปูมของชนชาติหรือกลุ่มชน
มันกลายเป็นบันทึกข้อมูล
มันกลายเป็นตำนานพิสดารพันลึก
มันกลายเป็นประวัติศาสตร์
หรือมันกลายเป็นคำอุทานติดปากของคน

4.
กระจกเงา หนังสือพิมพ์ หรือแม้กระทั่งเรื่องเล่าไร้สาระ ล้วนส่องสะท้อนภูมิปัญญาและวุฒิภาวะของกลุ่มชนและวันเวลาได้
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ มิได้มีอยู่เพียงในจารึกบนแผ่นศิลา การไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่หลากหลาย ก็เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์เหมือนกัน
กระจกเงา นอกจากสะท้อนภาพสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันแล้ว ยังสะท้อนสิ่งรอบๆ นั้นด้วย และเมื่อขยับเคลื่อนไหวมุมมอง เงาที่สะท้อนก็เปลี่ยนมุมไป

5.
ความเปลี่ยนแปลง เริ่มต้นก่อเค้าจากสิ่งใดก็ตาม มันก็เหมือนคลื่นที่กระฉอกอยู่ไปมา กว่าผิวน้ำจะนิ่ง ต้องใช้เวลา
และระหว่างที่คลื่นกระฉอกซัดอยู่ การควบคุมแรงและลักษณะการกระเพื่อม ไม่ใช่เรื่องง่าย
บางที คำถามใหญ่ๆ และจริงจังจากที่ต่างๆ ก็เกิดขึ้นมาจากการลองกระฉอกคลื่นโดยไม่คาดหมาย และบางทีคำถามก็เหลืออยู่ราวศิลาจารึก แม้เมื่อผิวน้ำนั้นไม่กระเพื่อมอีกแล้ว

6.
เป็นธรรมดาที่โลกมีความขัดแย้ง เป็นธรรมดาที่คนคิดและเชื่อไม่เหมือนกัน
ที่สำคัญคือการยินยอมให้คนคิดและเชื่อไม่เหมือนกัน เพราะนั่นคือเสรีภาพ และคือความเสมอภาค
มีความเสมอภาคชนิดใดที่บอกให้คนต้องคิดและเชื่อตามกัน
คนที่เคารพผู้อื่น จึงสามารถสนิทใจที่จะนั่งโต้แย้งกับอีกฝ่ายหนึ่ง ด้วยการนั่งในระดับเดียวกัน
เสรีภาพ มิได้เป็นแต่เพียงความเป็นอิสระ ทว่ายังคือการมีคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์เสมอเท่าเทียมกัน

7.
นักประวัติศาสตร์ทางความคิดแบ่งโลกทางความคิดเป็นฝ่ายล้าหลังกับฝ่ายก้าวหน้า มองดูเหมือนมีน้ำเสียงเข้าข้างฝ่ายหนึ่ง
ฝ่ายที่ก้าวหน้า คือฝ่ายที่เปิดรับข้อมูลใหม่ๆ และวิธีการมองที่แตกต่างออกไปก็ไม่รีบปฏิเสธ แม้ว่ามันจะไม่เคยมีมาก่อน โลกที่เปิดนั้นเอง ที่คือพลังขับเคลื่อนความคิดก้าวหน้า และแน่นอน การก้าวไปก็คือการก้าวละจากจุดเดิม ดังนั้น ความเคยชินใหม่ๆ จึงคือสิ่งที่เปิดรับได้และฝึกฝนเรียนรู้ได้
ในอีกขั้วหนึ่ง ฝ่ายล้าหลัง คือฝ่ายความเคยชินเก่า มันเป็นความคุ้นเคย เป็นสิ่งที่เป็นนิสัยเก่า กินอาหารเจ้าเดิม ไปถนนสายเดิม ไม่ทดลองอะไรใหม่ๆ และก็ไม่เกิดสิ่งใหม่ๆ เช่นกัน โดยสร้างความสบายใจให้กับตนว่า “ไม่เสี่ยงดี”
การเปิดใจรับสิ่งใหม่ กับการเสี่ยง พรมแดนอยู่ชิดกัน
แต่นั่นแหละ ที่เราจะชั่งน้ำหนักความเป็นกลางได้ว่า มันสถิตเสถียรได้เพียงไหน?

8.
เมื่ออ่านประวัติศาสตร์ที่ล่วงมาแล้วนานๆ บางทีก็อ่านได้ง่าย บางทีก็สับสน อ่านยาก
แต่หากอ่านวันเวลานี้ แล้วลองสมมติเรื่องประวัติศาสตร์ที่คนอีกยุคหนึ่งจะได้อ่าน บางทีเราจะรู้สึกว่าประวัติศาสตร์ยุคที่เรามีชีวิตอยู่นี้อ่านไม่ยากนัก
แต่เมื่อมันไม่ใช่วันเวลาที่เรามีชีวิตอยู่ ประวัติศาสตร์มักจะคล้ายตำนาน และเรื่องแต่งชวนฉงน

เรืองรอง รุ่งรัศมี
7 / 2006


ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "สายลมในกิ่งหลิว" เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 736 วันที่ 7-13 กรกฎาคม 2006

วันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ความลงตัว



นอกจากเสน่ห์ของวันเวลาแล้ว ชุมชนเก่ายังมีชีวิตจริงๆ ที่ผสมคละเคล้าระหว่างความเก่าและความจำเป็นจริงและชีวิต ผู้คนภายนอกที่เพียงผ่านมาแล้วก็ผ่านไป มักมีความรู้สึกอยากแช่แข็งวันเวลาในอดีตเอาไว้ชื่นชม
แต่ชีวิตจริงๆ มิได้เป็นเพียงตุ๊กตาสำหรับกอดเล่นหรือประดับตู้ ชีวิตมีการดิ้นรนต่อสู้ มีการดำรงชีพที่ต้องปรับเปลี่ยนตนเอง ในการปรับเปลี่ยนตัวเอง ยากอย่างยิ่งที่สิ่งเก่าทุกสิ่งจะสามารถคงไว้

สิ่งเก่าที่ดีหลายอย่างเกินความสามารถจะรักษาไว้ได้ และสิ่งเก่าอีกหลายอย่างไม่เอื้อต่อการใช้ชีวิตในอีกยุคหนึ่ง ในระหว่างการปรับเปลี่ยน ผสมผสาน ย่อมมีทั้งความลงตัวและไม่ลงตัว
สิ่งที่ผู้มาเยือนมองเห็น ทั้งความจริง และความลวง เป็นความลงตัวหนึ่งในระยะปรับเปลี่ยน มันจะปรับเปลี่ยนเป็นรูปลักษณ์หนึ่ง ถ้ามีนักท่องเที่ยวมากันบ่อยๆ และมันจะปรับเปลี่ยนกลายเป็นอีกอย่างหนึ่ง หากว่าชีวิตดำรงอยู่โดยไม่มีนักท่องเที่ยวมาเยือน


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “โลกกว้างได้เท่ากับครอบฟ้า” ปาจารยสาร ฉบับที่ 4 ปีที่ 33 กันยายน ตุลาคม 2552 

วันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ความจริง



บางเวลา
ศิลปะและสุนทรีย์ก็กลายเป็นสัมภาระที่หนักเกิน
เพื่อนของฉัน
วันที่ต้องหาค่าข้าวและค่าเช่าบ้าน
ฉันเตะกระถางมะลิที่เคยเด็ดบูชาพระล้มแตก
โลกและชีวิตไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

โครงการเฟื่องฝัน  คุยกันกว่า 30 ปี
ยังมิได้ลงมือกระทำ
วันนี้ฉันมีศิลปะสำคัญที่ต้องทำ
คือการใช้ชีวิต

คนรักของฉันชื่อสุนทรีย์
เพื่อนห่างๆ ของฉันชื่ออุดมคติ
คนที่คุ้นหน้าคนหนึ่งชื่อคุณธรรม
แต่เจ้าหนี้ของฉันชื่อความเป็นจริง

เธอไปฝันเฟื่องของเธอเถิด
ฉันต้องรีบไปทำงาน

คนรัก เพื่อนห่าง คนคุ้นหน้า และเจ้าหนี้
ล้วนคือคนที่แวดล้อมชีวิตของฉัน
ฉันจะคบหาพวกเขาต่อไป
เพียงแต่
บางเวลาฉันคิดอยากเอาใจออกห่างพวกเขาบ้าง



เรืองรอง  รุ่งรัศมี
2003


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ โอบกอดจันทรา แพรวสำนักพิมพ์ พ.ศ.2548

ล่าสุดได้นำมาจัดทำเป็นฉบับ e-book โดย Book Soho ตามลิงก์
http://booksoho.com/#book?id=9

วันอังคารที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ผู้ชม

สีอะคริลิค บนแคนวาส


เขาช่างใช้ชีวิตได้น่าอิจฉาจัง !
เวลาที่มองดูชีวิตคนอื่น บ่อยครั้งที่คนจะรู้สึกเช่นนี้
งานสบาย อิสระ ไม่อัตคัดขัดสน ...ฯลฯ...
จากสายตาของผู้ชม เมื่อมองออกไป เราเห็นสิ่งที่ตนปรารถนาและใฝ่ฝัน

ไม่มีใครที่ไม่ปรารถนาในเงื่อนไขที่ดีงามของชีวิตเช่นนี้ บางครั้งในฐานะผู้ชม เราก็มองเห็นแต่เพียงความปรารถนาของตน มิได้มองดู “เขา” และ “ตน” อย่างภววิสัยนัก
ผู้ชมที่เผลอไผลไม่เรียนรู้ ไม่รู้จักเติบโต มองออกไป และมองเข้ามาก็ไม่เห็นสิ่งใด
มองให้เห็นตน และมองให้ไม่หลงตน คือศิลปะการมองที่ผู้ชมพึงเปิดดวงตาแห่งใจของตน


เรืองรอง  รุ่งรัศมี



พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “โลกกว้างได้เท่ากับครอบฟ้า” ปาจารยสาร ฉบับที่ 6 ปีที่ 33 มกราคม กุมภาพันธ์ 2553