ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมดา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมดา แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ประวัติศาสตร์ของตำนาน


1.
นอนหลับแล้วก็ตื่น กลางวันแล้วกลางคืน วันเวลาผ่านไป
เหตุการณ์เกิดขึ้น ผ่านไปวันต่อวัน กลายเป็นประวัติศาสตร์และตำนานในอนาคต ความจริงแม้กลบเอาไว้ใต้บรรทัด แต่ก็เช่นเดียวกับป้ายที่หน้าหลุมศพ วันหนึ่งจะมีคนถามคำถาม
ความจริง ยังมีผู้ค้นหาอยู่เสมอ เช่นเดียวกับขุมทรัพย์ลายแทง เกิดขึ้นมาอย่างไรก็ได้ มีจริงหรือไม่จริงก็ได้ แต่เมื่อมีผู้ตามหา นั่นคือการเริ่มต้น
ประวัติศาสตร์ ตำนาน และความจริง คือเรื่องแต่งยอกย้อน นั่นแหละที่มันเร้าความคิด และนั่นก็คือรอยปริของเปลือกความเท็จ และคือเงื่อนปม

2.
ปริศนาก็คือความจริงอย่างหนึ่ง
ความลึกลับก็คือความจริงอย่างหนึ่ง มันบอกเราว่า มีความจริงอีกชั้นหนึ่ง มันให้กุญแจ คนที่ไม่หยิบกุญแจขึ้นมาไขด้วยตัวเอง มองไม่เห็นเอง

3.
การคิด การพิจารณา การรู้สึก เมื่อแสดงออกมา สามารถบอกระดับการรับรู้ และสามารถชี้วุฒิภาวะ
การแสดงความเห็น ผ่านการคิด, พิจารณา, หรือรู้สึก แม้ฟังดูคล้ายกัน แต่ไม่เหมือนกัน แม้ว่าเหมือนกัน แต่น้ำหนักนั้นก็ไม่เท่ากัน
ทัศนะเดียวกัน หนักก็ได้ เบาก็ได้ มีสาระก็ได้ ไร้สาระก็ได้ อยู่ที่ว่ามันเป็นทัศนะจากความคิด จากการพิจารณา หรือว่าเป็นเพียงความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบ พอใจหรือไม่พอใจ
สิ่งเหล่านี้ รวมกันเป็นภูมิหลัง หรือปูมของชนชาติหรือกลุ่มชน
มันกลายเป็นบันทึกข้อมูล
มันกลายเป็นตำนานพิสดารพันลึก
มันกลายเป็นประวัติศาสตร์
หรือมันกลายเป็นคำอุทานติดปากของคน

4.
กระจกเงา หนังสือพิมพ์ หรือแม้กระทั่งเรื่องเล่าไร้สาระ ล้วนส่องสะท้อนภูมิปัญญาและวุฒิภาวะของกลุ่มชนและวันเวลาได้
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ มิได้มีอยู่เพียงในจารึกบนแผ่นศิลา การไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่หลากหลาย ก็เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์เหมือนกัน
กระจกเงา นอกจากสะท้อนภาพสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันแล้ว ยังสะท้อนสิ่งรอบๆ นั้นด้วย และเมื่อขยับเคลื่อนไหวมุมมอง เงาที่สะท้อนก็เปลี่ยนมุมไป

5.
ความเปลี่ยนแปลง เริ่มต้นก่อเค้าจากสิ่งใดก็ตาม มันก็เหมือนคลื่นที่กระฉอกอยู่ไปมา กว่าผิวน้ำจะนิ่ง ต้องใช้เวลา
และระหว่างที่คลื่นกระฉอกซัดอยู่ การควบคุมแรงและลักษณะการกระเพื่อม ไม่ใช่เรื่องง่าย
บางที คำถามใหญ่ๆ และจริงจังจากที่ต่างๆ ก็เกิดขึ้นมาจากการลองกระฉอกคลื่นโดยไม่คาดหมาย และบางทีคำถามก็เหลืออยู่ราวศิลาจารึก แม้เมื่อผิวน้ำนั้นไม่กระเพื่อมอีกแล้ว

6.
เป็นธรรมดาที่โลกมีความขัดแย้ง เป็นธรรมดาที่คนคิดและเชื่อไม่เหมือนกัน
ที่สำคัญคือการยินยอมให้คนคิดและเชื่อไม่เหมือนกัน เพราะนั่นคือเสรีภาพ และคือความเสมอภาค
มีความเสมอภาคชนิดใดที่บอกให้คนต้องคิดและเชื่อตามกัน
คนที่เคารพผู้อื่น จึงสามารถสนิทใจที่จะนั่งโต้แย้งกับอีกฝ่ายหนึ่ง ด้วยการนั่งในระดับเดียวกัน
เสรีภาพ มิได้เป็นแต่เพียงความเป็นอิสระ ทว่ายังคือการมีคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์เสมอเท่าเทียมกัน

7.
นักประวัติศาสตร์ทางความคิดแบ่งโลกทางความคิดเป็นฝ่ายล้าหลังกับฝ่ายก้าวหน้า มองดูเหมือนมีน้ำเสียงเข้าข้างฝ่ายหนึ่ง
ฝ่ายที่ก้าวหน้า คือฝ่ายที่เปิดรับข้อมูลใหม่ๆ และวิธีการมองที่แตกต่างออกไปก็ไม่รีบปฏิเสธ แม้ว่ามันจะไม่เคยมีมาก่อน โลกที่เปิดนั้นเอง ที่คือพลังขับเคลื่อนความคิดก้าวหน้า และแน่นอน การก้าวไปก็คือการก้าวละจากจุดเดิม ดังนั้น ความเคยชินใหม่ๆ จึงคือสิ่งที่เปิดรับได้และฝึกฝนเรียนรู้ได้
ในอีกขั้วหนึ่ง ฝ่ายล้าหลัง คือฝ่ายความเคยชินเก่า มันเป็นความคุ้นเคย เป็นสิ่งที่เป็นนิสัยเก่า กินอาหารเจ้าเดิม ไปถนนสายเดิม ไม่ทดลองอะไรใหม่ๆ และก็ไม่เกิดสิ่งใหม่ๆ เช่นกัน โดยสร้างความสบายใจให้กับตนว่า “ไม่เสี่ยงดี”
การเปิดใจรับสิ่งใหม่ กับการเสี่ยง พรมแดนอยู่ชิดกัน
แต่นั่นแหละ ที่เราจะชั่งน้ำหนักความเป็นกลางได้ว่า มันสถิตเสถียรได้เพียงไหน?

8.
เมื่ออ่านประวัติศาสตร์ที่ล่วงมาแล้วนานๆ บางทีก็อ่านได้ง่าย บางทีก็สับสน อ่านยาก
แต่หากอ่านวันเวลานี้ แล้วลองสมมติเรื่องประวัติศาสตร์ที่คนอีกยุคหนึ่งจะได้อ่าน บางทีเราจะรู้สึกว่าประวัติศาสตร์ยุคที่เรามีชีวิตอยู่นี้อ่านไม่ยากนัก
แต่เมื่อมันไม่ใช่วันเวลาที่เรามีชีวิตอยู่ ประวัติศาสตร์มักจะคล้ายตำนาน และเรื่องแต่งชวนฉงน

เรืองรอง รุ่งรัศมี
7 / 2006


ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "สายลมในกิ่งหลิว" เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 736 วันที่ 7-13 กรกฎาคม 2006

วันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ระหว่างดวงดาว


หมู่ดาวริบหรี่อยู่บนท้องฟ้า หากเราบินสูงขึ้นไปบนฟ้าในคืนเช่นนี้ ดวงดาวก็ยังลอยอยู่ห่างไกล วอมแวมริบหรี่อยู่ในสายตา
ถ้ามนุษย์ลอยตัวบนฟ้าอย่างนก หรืออย่างนักบินที่เหินบินอยู่ลิบๆ ท่ามกลางฟ้ากว้าง มนุษย์จะรู้ถึงความเล็กน้อยแห่งชีวิตของเขาบ้างไหม และแสงวอมแวมริบหรี่บนฟ้า กับแสงวอมแวมริบหรี่บนดิน จะเป็นดวงดาวที่โยงสายใยสัมพันธ์ชีวิตของเขาให้งดงามเพียงใด
เมื่อหัวใจอ่อนโยนบินสูงอยู่ใต้แผ่นฟ้า อยู่เหนือแผ่นดิน ดวงดาวอบอุ่นอยู่ทั้งเบื้องบนและที่เบื้องล่าง ส่องแสงสว่างเรื่อเรืองงดงาม
ดวงดาวนั้นดั่งมีสายใยผูกพัน ดั่งเชือกโยงเรือที่ทอดจากฟากสวรรค์ นำพามนุษย์ไปสู่จุดหมายของการเดินทางที่ใดที่หนึ่ง ดวงดาววอมแวมบนพื้นโลกนั้น คือกองไฟให้ความอบอุ่นข้างกระโจมเปลี่ยวในคืนเหน็บหนาว เป็นที่ซึ่งอาหารร้อนกรุ่นและความเอื้ออาทรรินหลั่งเจือจานให้แก่ชีวิต
แสงริบหรี่ๆ อาจเป็นการกะพริบตาหยอกเย้าของดาวอ่อนโยน อาจเป็นเปลวปะทุในกองไฟ ขณะผู้คนรุ่นหนึ่งบอกเล่านิทาน ตำนานชีวิต สืบทอดต่อคนรุ่นหลัง รุ่นแล้วรุ่นเล่า รุ่นแล้วรุ่นเล่า

แหงนมองบนฟ้าคืนใด ดวงดาวก็เยี่ยมทักทายยามนั้น
และหากบินสูงสู่ฟ้า ดวงดาวที่บนแผ่นดินก็ยิ้มทักทายเฉกกัน
บนฟ้าสูงนั้น ดวงดาวนำสู่จุดหมายเมื่อเราเหินบิน
บนฟ้าสูงนั้น มนุษย์กลายเป็นหิ่งห้อยน้อยนิดของจักรวาล
ยิ่งบินสูงขึ้นไป มนุษย์ก็จะยิ่งมองเห็นโลกได้ชัดเจนขึ้น โลกเป็นเพียงแต่ดาวดวงหนึ่ง เส้นรุ้งเส้นแวงเป็นแต่เพียงนามธรรมสมมติ เขตแดนประเทศปลาสนาการไป ยิ่งบินขึ้นสูงก็จะยิ่งเห็นโลกทั้งโลกเป็นองค์รวมไป และโลกทั้งโลกเป็นเพียงองค์ประกอบเล็กน้อยของจักรวาล

ไยจึงยังแบ่งแยกสิ่งที่เล็กน้อยนักนี้ ให้เป็นชิ้นเป็นเสียง ส่วน เสี้ยว ให้เล็กไปอีก
ไยจึงต้องแบ่งฝ่าย แบ่งสี แบ่งเป็นประเทศ เป็นเมือง เป็นโฉนด เป็นแปลงลงอีก
แล้วโลกทั้งใบ แล้วดาวทั้งดวง จะเหลือสิ่งใด
ดวงดาวมิได้มีไว้เพื่อเป็นสมบัติซื้อขาย หากแต่มีไว้เพื่อการผูกพันรักใคร่ หัวใจเช่นไรหรือ จึงตัดแบ่งมันดั่งชิ้นขนมเพื่อการซื้อขายครอบครอง
สีผิว ชาติพันธุ์ เป็นแต่เพียงขอบเขตจำกัด รึงรัดมนุษย์ให้หนักอึ้ง จนมิอาจบินสูงขึ้นไป การซื้อขายยึดครองเป็นแต่เพียงสายโซ่พันธนาการ
ตระหนักในความเล็กน้อย หัวใจจึงจะเติบโต มนุษย์จึงมีนิยามความหมายงดงาม และความเอื้ออาทรจึงจะหลั่งรินไปดั่งสายน้ำให้ความฉ่ำชื่นต่อสรรพสิ่ง ไม่เห็นความสำคัญของตนจนเกินไป จึงจะสามารถรับรู้คุณค่าความหมายของสรรพสิ่ง สรรพชีวิต

เมื่อบินไปบนฟ้า เราผูกสัมพันธ์กับผืนแผ่นดินกับโลกอย่างที่เป็นจริง ว่าเป็นแหล่งที่พำนักพักพิง เป็น “บ้าน” ที่เราจะคืนไปสู่ภายหลังการร่อนเร่พเนจรเหนื่อยล้า เป็นสถานที่ที่มีอาหาร มีความอบอุ่น ความรัก และความเอื้ออาทร เป็นสายใยสุกสกาว ทอแสงงดงาม รอคอยการกลับคืนของทุกชีวิต
รู้ในความเล็กน้อย รู้ในขอบเขตจำกัด ภาระความรับผิดชอบ จึงควรถูกให้ความหมาย คุณค่าจึงถูกสร้างสรรค์ขึ้นมา
ไม่ใช่ความเล็กน้อยที่มีขอบเขตจำกัดหรอก ที่ทำมนุษย์เหนื่อยล้าอ่อนแอ เพราะรู้ในขอบเขตจำกัดเช่นนี้ เราจึงตระหนักรู้ในพันธะหน้าที่ชีวิต เพราะรู้ว่าการครอบครองเป็นแต่สิ่งชั่วคราวอันไม่จีรัง จึงควรรู้ถึงความสุขของความอิ่ม ความมี ความได้ ความพอ

ทุกสิ่งทุกอย่างเรามีอยู่แล้ว เป็นทรัพย์ล้ำค่า เพียงแค่ผูกความสัมพันธ์
ร่มเงา อากาศ สายธาร หมู่ดาว เคหาสน์บ้านเรือน หน้าที่การงาน ล้วนแต่งดงามเมื่อผูกสายสัมพันธ์
มนุษย์สัมพันธ์ต่อเพื่อนมนุษย์ ต่องานที่ทำ ต่อวิถีแห่งการดำรงอยู่ ต่อโลกทั้งโลก ต่อร่มเงาไม้ ดอกไม้เล็กๆ นกน้อย ผีเสื้อ กรวด หิน ดิน ทราย สายใยสัมพันธ์ถักทอเป็นผืนคลุมห่มโลกได้ทั้งโลก อบอุ่นในยามเหน็บหนาว เย็นชื้นในยามร้อนผ่าว งดงามดั่งสายลมเย็น โชยพัดมิได้เพื่อและเพราะสิ่งใด เพียงแต่โชยพัดให้ความชื่นเย็น เบิกบาน เพียงแต่ทอแสงให้ความสว่าง เพียงแต่เปล่งประกายงามอยู่เช่นนั้น ให้โลกเรื่อเรือง
มิต้องมีความกล้าหาญยิ่งใหญ่แต่ประการใด ไม่ต้องรอคอยจังหวะเวลาเพื่อจะกระทำในสิ่งที่สะเทือนแผ่นฟ้าสะท้านแผ่นดินแต่อย่างไรเลย เพียงแต่หายใจออกมาด้วยความดีงาม อ่อนโยน ให้กลายเป็นความสัมพันธ์ที่มีต่อโลกต่อสรรพสิ่งเท่านั้น เป็นเรื่องเล็กๆ เป็นสิ่งง่ายๆ ไม่ต้องรู้สึกว่ามันสลักสำคัญ ไม่ต้องอวดอ้างว่ามันสูงส่ง เพียงแต่สัมพันธ์ต่อสรรพสิ่งด้วยความปกติธรรมดา มิได้รู้สึกภาคภูมิ มิได้รู้สึกต้อยต่ำ สัมพันธ์ต่อโลก ต่อดาวดวงนี้อย่างธรรมดาสามัญที่สุดก็พอ

บินไประหว่างดวงดาวกันไหม บินไปให้เห็นความงามของดาวริบหรี่ที่อยู่บนฟ้าและบนผืนดิน
เรามิได้บินไปเพื่อแสวงหาวัตถุสมบัติใด เพียงแต่เหินบินขึ้นไปเพื่อให้เห็นแสงวอมแวมงดงาม ให้ดวงจิตรับรู้ถึงความเรืองรองพร่างพราย
เพียงแต่เหินบินขึ้นไป ชื่นชมความงามของดาวบนฟ้าและที่ผืนดิน
บินไประหว่างดวงดาวกันไหม ไปอาบหัวใจของเราให้เป็นสีทอง


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ กิ่งไผ่และดวงโคม ผู้จัดการรายวัน 17-18 ธันวาคม พ.ศ.2537

วันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ช้างหินของคนธรรมดา



แรกเห็น รู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่งที่มีใครแกะสลักช้างหินใหญ่เท่าช้างจริงไว้ที่ลานวัด
พอเดินเข้าไปพินิจดูใกล้อย่างละเอียด กลับทึ่งยิ่งกว่า ช้างหินตัวนี้ไม่ได้ถูกยกมาวางจากที่อื่น แต่แกะสลักขึ้นมาจากพื้นหินใหญ่ตรงนั้นเอง
“น้าตุ๋งติ๋ง” เป็นผู้ชายชาวบ้านตัวโต แกะสลักแผ่นหิน แท่งหิน และวัสดุอื่น เป็นงานศิลปะ ประติมากรรมพื้นบ้านมอบไว้ให้วัดใกล้บ้าน ออกเหงื่อ และออกเงินทำขึ้นด้วยใจ ทำเสร็จชิ้นหนึ่ง มีแรงกระตุ้นเร้าใหม่ น้าก็สร้างงานชิ้นใหม่ นอกจากที่วัดถ้ำพระศิลาทองแล้ว น้ายังสร้างงานศิลปะฝากไว้กับวัดอีกแห่งหนึ่งที่อยู่บนภู ห่างจากตัวเมืองอุบลฯ มาทางอำเภอเขมราฐ
จังหวะของแดดบ่ายวันนั้นสวย ต้นไม้ใหญ่รายรอบทิ้งใบไปทั้งพื้น บางใบค้างอยู่บนตัวช้างหิน ฟ้าสดกระจ่าง แดด อากาศ และประติมากรรมช้างหินในธรรมชาติง่ายๆ ที่ไม่ปรุงแต่งเกินงาม เสมือนจะบอกเล่าปริศนาธรรมบางอย่าง
น้าตุ๋งติ๋งเป็นชาวบ้านธรรมดา ใช้ชีวิตอย่างธรรมดา คิดและกระทำสิ่งต่างๆ ในชีวิต ไปในความเป็นธรรมดา
ความธรรมดาของน้านั้น น่าค้อมคารวะ


เรืองรอง  รุ่งรัศมี



พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “โลกกว้างได้เท่ากับครอบฟ้า” ปาจารยสาร ฉบับที่ 6 ปีที่ 33 มกราคม – กุมภาพันธ์ 2553

วันพฤหัสบดีที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ต้นหญ้า

สีน้ำ บนกระดาษ



ไม้ใหญ่นั้นมองดูเด่น เห็นชัดถนัดตา ใครๆ ก็มักให้ความสำคัญ คนก็เช่นกัน
คนโดยทั่วไปให้ความสำคัญกับคนสำคัญ คนที่โดดเด่น คนที่เป็น “ใครบางคน” มากกว่าที่จะมองดูที่ผู้คนเล็กๆ อันเป็นประชาชนสามัญธรรมดาทั่วไปซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่
ประวัติศาสตร์บันทึกเรื่องราวของคนที่เป็นกษัตริย์ คนที่เป็นแม่ทัพ คนที่เป็นผู้นำ มากกว่าที่จะมองเห็นเหล่า "ไพร่พล" ซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนประวัติศาสตร์และเรื่องราวต่างๆ ให้เคลื่อนไปอย่างแท้จริง

เรามักลืมไปว่า การดำเนินไปอย่างปกติของชีวิตทั่วไปเป็นเรื่องจริงและเรื่อง “ปกติ”.
ขณะที่เหตุการณ์ต่างๆที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์เป็นเรื่อง “ไม่ปกติ” ที่เกิดขึ้น
เหตุการณ์ทั้งหลายในประวัติศาสตร์แท้จริงแล้ว คือ “ภาวะอปกติ” หรือ “ภาวะไม่ปกติ” ที่เกิดขึ้นนั่นเอง
ภายใต้ชื่อเสียงเลื่องลือของแม่ทัพใหญ่ มีกองกระดูกขาวโพลน ซากศพ บาดแผล และเลือดเนื้อ ชีวิตมากมายของเหล่าไพร่พล
ภายใต้ศึกสงครามอันสะท้านฟ้า สะเทือนดิน สังเวยด้วยชีวิตผู้คนสามัญธรรมดามากมายเพียงใด
แต่แล้วเมื่อสงครามผ่านพ้นไป ผู้คนเล็กๆ ธรรมดาก็ถูกละเลย ลืมเลือน

คนธรรมดาสามัญ คนที่เป็นเพียงเบี้ยล่าง เป็นไพร่พล มีทางเลือกน้อยเสมอในทุกยุคสมัย
ผู้เสพเสวยผลประโยชน์ พากันตักตวง กอบโกย ย่ำยี และกดขี่ จากนั้นบันทึกสร้างความสำคัญให้กับการกระทำของตน

คนเล็กๆ ผู้เป็นคนสามัญธรรมดา จึงจำเป็นต้องเรียนรู้การรักษาชีวิตให้รอดเหมือนดับต้นหญ้า
ยามลมพัดแรง ยามฝนกระหน่ำ ต้นหญ้าได้แต่ลู่ไหวไปตามแรงลม แรงฝน. ครั้นเมื่อลมฝนผ่านไป กลับเหยียดกายตรงงอกงามต่อไป
เพียงแค่การมีชีวิตผ่านพ้นลมฝน และสามารถเติบใหญ่ต่อไปได้ ก็เป็นเรื่องเหนื่อยยากพอสมควรแล้วสำหรับชีวิตเล็กๆ ที่มีโอกาสถูกย่ำยีเบียดเบียนได้ทุกเมื่อ

ผู้คนมักมองว่าการเป็น “ไม้ใหญ่” หรือ การเป็น “ผู้ยิ่งใหญ่” นั้น เป็นสิ่งยาก แต่จะมีสักกี่คนที่ตระหนักว่าการเป็นคนเล็กๆ ธรรมดาสามัญเหมือนดั่งต้นหญ้าหรือฝุ่นผงนั้นยากยิ่งเหมือนกัน
การเป็นคนเล็กๆ ธรรมดาสามัญ ไม่ใช่เรื่องง่ายดายหรอก. ยิ่งการเรียนรู้ที่จะ ละ ลด อัตตาอันพองใหญ่ ให้เล็กลงเท่าปกตินั้น ยิ่งไม่ง่ายดาย
นี่ยังห่างไกลกับ “อนัตตา” อีกหลายก้าวเดิน


เรืองรอง รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “สายลมในกิ่งหลิว” เนชั่นสุดสัปดาห์