ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กิ่งไผ่และดวงโคม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กิ่งไผ่และดวงโคม แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

กระดาษ 5 สี


ใครเป็นลูกหลานจีนที่ได้ไปไหว้สุสานบรรพบุรุษในช่วงเช็งเม้ง คงจะสังเกตเห็นกระดาษหลากสีริ้วยาวๆ คล้ายๆ กระดาษสายรุ้ง ประดับตามสุสาน เดี๋ยวนี้บางรายใช้กระดาษสายรุ้งไปประดับก็มี
เรื่องนี้มีที่มาที่ไป เป็นตำนานแต่ครั้งโบราณ รู้แล้วก็จะหายข้องใจว่า ทำไมเขาต้องเอากระดาษสีเป็นริ้วๆ มาประดับสุสานด้วย
กระดาษสีริ้วๆ นี้ แต้จิ๋วเรียกว่า “โหงวเซ็กจั้ว” จีนกลางเรียกว่า “อู่ สื้อ จื่อ” แปลว่า กระดาษ 5 สี ซึ่งความจริงแล้วอาจจะเกิน 5 สีก็ได้ 5 สีในที่นี้อยู่ในนัยยะ “หลายสี” หรือ “หลากสี” นั่นเอง

เรื่องเล่าว่า ครั้งที่แคว้นฉู่ และแคว้นฮั่น ต่อสู้ช่วงชิงความเป็นใหญ่กันนั้น หลิวปัง แห่งฮั่น ได้ครองชัยชนะในที่สุด แล้วสถาปนาตนขึ้นเป็นกษัตริย์นามว่า ฮั่นเกาจู่
เมื่อหลิวปัง รบชนะแล้ว ก็ยกทัพคืนสู่แผ่นดินจงหยวน ระหว่างเดินทางไปถึงบ้านเกิด หลิวปังต้องการที่จะไปไหว้สุสานบิดามารดาที่เสียชีวิตไปแล้ว เป็นการแสดงความกตัญญูตามคติความเชื่อของจีน แต่เมื่อไปถึงจริงๆ กลับพบว่า สงครามได้สร้างความเสียหายให้กับเมืองเกิดของตนเป็นอย่างยิ่ง กำแพงป้อมค่ายพังทลาย บ้านเมืองรกร้าง ที่สุสาน ป้ายศิลาหน้าหลุมศพล้วนแตกหักทรุดโทรม ตัวอักษรที่จารึกไว้ที่ป้ายศิลาแต่ละหลุมนั้นสึกกร่อนเลอะเลือน จนแยกแยะไม่ได้ว่าหลุมใดเป็นสุสานของใคร
เมื่อหลิวปังพบสภาพสุสานเป็นเช่นนี้ ก็โศกเศร้าเป็นอย่างมาก เฝ้าแต่คิดอยู่ในใจว่า ชัยชนะยิ่งใหญ่หรือก็พิชิตมาได้ แต่สุสานของบิดามารดานั้น ไยจึงไม่อาจหาได้พบ คร่ำครวญด้วยความเศร้าอยู่ในใจ แล้วหลิวปังก็ร่ำไห้ และเปล่งเสียงอธิษฐานต่อฟ้า ขอใช้วิธีโยนกระดาษสีเสี่ยงทาย หากว่าริ้วกระดาษหลากสีที่โยนขี้นสู่ฟ้านี้ร่วงลงมาสู่พื้น ใบใดที่ร่วงลงบนหลุมศพบิดามารดา ขอให้กระดาษสีใบนั้นไม่ปลิวลมไปเช่นใบอื่นๆ
อธิษฐานดังนั้นแล้ว หลิวปังก็โยนริ้วกระดาษสีเสี่ยงทายนั้นขึ้นสู่ฟ้า
ลมพัดหอบกระดาษสีปลิวไปทั้งฟ้า ใบที่ร่วงลงดิน เมื่อลมพัดมาก็ปลิวไปอีก มีริ้วกระดาษสีเพียงใบเดียวที่ร่วงลงมายังหลุมฝังศพหลุมหนึ่ง โดยไม่ถูกลมพัดปลิวต่อไปไหน กระดาษนั้นติดนิ่งกับดินบนสุสานเหมือนยึดติดไว้
หลิวปังรีบเข้าไปสำรวจหลุมศพที่กระดาษสีริ้วนั้นติดอยู่ ก็พบว่าเป็นหลุมฝังศพบิดามารดาของตนจริง จึงได้ทำความสะอาดสุสานนั้นโดยรอบ แล้วจัดการเซ่นไหว้คารวะแสดงความกตัญญู

ตั้งแต่นั้นมา ทุกปีในช่วงเช็งเม้ง ผู้คนก็จะไปไหว้คารวะสุสานบรรพบุรุษ และทำความสะอาดรอบๆ บริเวณสุสานด้วย นอกจากจะถอนหญ้าที่ขึ้นรกออกไป เขายังพากันนำริ้วกระดาษสีมาประดับสุสาน โดยใช้ก้อนหินเล็กๆ วางทับกระดาษสีริ้วๆ นั้น
ริ้วกระดาษสีนั้น นอกจากประดับสุสานให้ดูสดใสสวยงามแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์แสดงให้รู้ว่า สุสานนั้นมิได้เป็นหลุมศพของคนอนาถาไร้ญาติขาดมิตร หากแต่มีลูกหลานที่มาเซ่นไหว้คารวะ แสดงความกตัญญูรู้คุณ
ประเพณีการประดับริ้วกระดาษสี ที่เริ่มต้นจากตำนานการเสี่ยงทายของหลิวปัง ค่อยๆ แพร่ขยายออกไป กลายเป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดต่อมาตราบปัจจุบัน
หากใครมีโอกาสไปไหว้สุสานของชาวจีนในช่วงเทศกาลเช็งเม้ง ไม่ว่าในแผ่นดินไหนๆ ก็จะเห็นว่ามีปฏิบัติเหมือนๆ กัน
นอกจากจะประดับริ้วกระดาษสีและถอนหญ้าที่ขึ้นรกแล้ว ชาวจีนยังเตรียมสีไปเขียนป้ายหน้าหลุมศพให้สดใสชัดเจน เพื่อว่าปีต่อไปจะได้ค้นหาหลุมศพบรรพบุรุษได้ง่าย หากเป็นสุสานที่มีพื้นที่ว่างมากสักหน่อย เขามักปลูกไม้ดอกไม้ประดับหลุมศพจนดูงามตา

เช็งเม้งเป็นวันสำคัญมากวันหนึ่งของชาวจีน คติความเชื่อเรื่องกตัญญูรู้คุณนั้น มีส่วนสำคัญให้ผู้คนยึดถือปฏิบัติตามธรรมเนียมประเพณีของวันเช็งเม้งอย่างเคร่งครัด
ในเมืองจีนนั้น นอกจากจะไปเซ่นไหว้คารวะสุสานบรรพบุรุษแล้ว ชาวจีนบางคนยังไปทำความสะอาดและเซ่นไหว้สุสานของกษัตริย์ฮว๋างตี้ เพราะชาวจีนถือกันว่า พวกตนทุกคนต่างสืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์ฮว๋างตี้และเหยนตี้
คำพูดที่ว่า ชาวจีนนั้นคือลูกหลานแห่งจักรพรรดิเหลือง (อึ่ง ตี้ เกี๋ย ซุง – แต้จิ๋ว หรือ เหยน ฮว๋าง จื่อ ซุน – จีนกลาง) ฝรั่งแปลว่าคำนี้ว่า Son of the yellow Emperor ในที่นี่ Son หมายถึง ลูกหลานผู้สืบเชื้อสาย มิได้หมายเพียง “บุตร” ในความหมายแคบเท่านั้น มิได้เป็นแต่คำพูดลอยๆ
มีชาวจีนจำนวนหนึ่ง ยึดถือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยการไปเซ่นไหว้ยังสุสานฮว๋างตี้ ซึ่งพวกเขาถือเป็นต้นบรรพบุรุษของตนนั่นเอง

 เรืองรอง  รุ่งรัศมี
1999


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ กิ่งไผ่และดวงโคม สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ฉบับวันที่ 3-9 เมษายน พ.ศ.2542 

วันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ระหว่างดวงดาว


หมู่ดาวริบหรี่อยู่บนท้องฟ้า หากเราบินสูงขึ้นไปบนฟ้าในคืนเช่นนี้ ดวงดาวก็ยังลอยอยู่ห่างไกล วอมแวมริบหรี่อยู่ในสายตา
ถ้ามนุษย์ลอยตัวบนฟ้าอย่างนก หรืออย่างนักบินที่เหินบินอยู่ลิบๆ ท่ามกลางฟ้ากว้าง มนุษย์จะรู้ถึงความเล็กน้อยแห่งชีวิตของเขาบ้างไหม และแสงวอมแวมริบหรี่บนฟ้า กับแสงวอมแวมริบหรี่บนดิน จะเป็นดวงดาวที่โยงสายใยสัมพันธ์ชีวิตของเขาให้งดงามเพียงใด
เมื่อหัวใจอ่อนโยนบินสูงอยู่ใต้แผ่นฟ้า อยู่เหนือแผ่นดิน ดวงดาวอบอุ่นอยู่ทั้งเบื้องบนและที่เบื้องล่าง ส่องแสงสว่างเรื่อเรืองงดงาม
ดวงดาวนั้นดั่งมีสายใยผูกพัน ดั่งเชือกโยงเรือที่ทอดจากฟากสวรรค์ นำพามนุษย์ไปสู่จุดหมายของการเดินทางที่ใดที่หนึ่ง ดวงดาววอมแวมบนพื้นโลกนั้น คือกองไฟให้ความอบอุ่นข้างกระโจมเปลี่ยวในคืนเหน็บหนาว เป็นที่ซึ่งอาหารร้อนกรุ่นและความเอื้ออาทรรินหลั่งเจือจานให้แก่ชีวิต
แสงริบหรี่ๆ อาจเป็นการกะพริบตาหยอกเย้าของดาวอ่อนโยน อาจเป็นเปลวปะทุในกองไฟ ขณะผู้คนรุ่นหนึ่งบอกเล่านิทาน ตำนานชีวิต สืบทอดต่อคนรุ่นหลัง รุ่นแล้วรุ่นเล่า รุ่นแล้วรุ่นเล่า

แหงนมองบนฟ้าคืนใด ดวงดาวก็เยี่ยมทักทายยามนั้น
และหากบินสูงสู่ฟ้า ดวงดาวที่บนแผ่นดินก็ยิ้มทักทายเฉกกัน
บนฟ้าสูงนั้น ดวงดาวนำสู่จุดหมายเมื่อเราเหินบิน
บนฟ้าสูงนั้น มนุษย์กลายเป็นหิ่งห้อยน้อยนิดของจักรวาล
ยิ่งบินสูงขึ้นไป มนุษย์ก็จะยิ่งมองเห็นโลกได้ชัดเจนขึ้น โลกเป็นเพียงแต่ดาวดวงหนึ่ง เส้นรุ้งเส้นแวงเป็นแต่เพียงนามธรรมสมมติ เขตแดนประเทศปลาสนาการไป ยิ่งบินขึ้นสูงก็จะยิ่งเห็นโลกทั้งโลกเป็นองค์รวมไป และโลกทั้งโลกเป็นเพียงองค์ประกอบเล็กน้อยของจักรวาล

ไยจึงยังแบ่งแยกสิ่งที่เล็กน้อยนักนี้ ให้เป็นชิ้นเป็นเสียง ส่วน เสี้ยว ให้เล็กไปอีก
ไยจึงต้องแบ่งฝ่าย แบ่งสี แบ่งเป็นประเทศ เป็นเมือง เป็นโฉนด เป็นแปลงลงอีก
แล้วโลกทั้งใบ แล้วดาวทั้งดวง จะเหลือสิ่งใด
ดวงดาวมิได้มีไว้เพื่อเป็นสมบัติซื้อขาย หากแต่มีไว้เพื่อการผูกพันรักใคร่ หัวใจเช่นไรหรือ จึงตัดแบ่งมันดั่งชิ้นขนมเพื่อการซื้อขายครอบครอง
สีผิว ชาติพันธุ์ เป็นแต่เพียงขอบเขตจำกัด รึงรัดมนุษย์ให้หนักอึ้ง จนมิอาจบินสูงขึ้นไป การซื้อขายยึดครองเป็นแต่เพียงสายโซ่พันธนาการ
ตระหนักในความเล็กน้อย หัวใจจึงจะเติบโต มนุษย์จึงมีนิยามความหมายงดงาม และความเอื้ออาทรจึงจะหลั่งรินไปดั่งสายน้ำให้ความฉ่ำชื่นต่อสรรพสิ่ง ไม่เห็นความสำคัญของตนจนเกินไป จึงจะสามารถรับรู้คุณค่าความหมายของสรรพสิ่ง สรรพชีวิต

เมื่อบินไปบนฟ้า เราผูกสัมพันธ์กับผืนแผ่นดินกับโลกอย่างที่เป็นจริง ว่าเป็นแหล่งที่พำนักพักพิง เป็น “บ้าน” ที่เราจะคืนไปสู่ภายหลังการร่อนเร่พเนจรเหนื่อยล้า เป็นสถานที่ที่มีอาหาร มีความอบอุ่น ความรัก และความเอื้ออาทร เป็นสายใยสุกสกาว ทอแสงงดงาม รอคอยการกลับคืนของทุกชีวิต
รู้ในความเล็กน้อย รู้ในขอบเขตจำกัด ภาระความรับผิดชอบ จึงควรถูกให้ความหมาย คุณค่าจึงถูกสร้างสรรค์ขึ้นมา
ไม่ใช่ความเล็กน้อยที่มีขอบเขตจำกัดหรอก ที่ทำมนุษย์เหนื่อยล้าอ่อนแอ เพราะรู้ในขอบเขตจำกัดเช่นนี้ เราจึงตระหนักรู้ในพันธะหน้าที่ชีวิต เพราะรู้ว่าการครอบครองเป็นแต่สิ่งชั่วคราวอันไม่จีรัง จึงควรรู้ถึงความสุขของความอิ่ม ความมี ความได้ ความพอ

ทุกสิ่งทุกอย่างเรามีอยู่แล้ว เป็นทรัพย์ล้ำค่า เพียงแค่ผูกความสัมพันธ์
ร่มเงา อากาศ สายธาร หมู่ดาว เคหาสน์บ้านเรือน หน้าที่การงาน ล้วนแต่งดงามเมื่อผูกสายสัมพันธ์
มนุษย์สัมพันธ์ต่อเพื่อนมนุษย์ ต่องานที่ทำ ต่อวิถีแห่งการดำรงอยู่ ต่อโลกทั้งโลก ต่อร่มเงาไม้ ดอกไม้เล็กๆ นกน้อย ผีเสื้อ กรวด หิน ดิน ทราย สายใยสัมพันธ์ถักทอเป็นผืนคลุมห่มโลกได้ทั้งโลก อบอุ่นในยามเหน็บหนาว เย็นชื้นในยามร้อนผ่าว งดงามดั่งสายลมเย็น โชยพัดมิได้เพื่อและเพราะสิ่งใด เพียงแต่โชยพัดให้ความชื่นเย็น เบิกบาน เพียงแต่ทอแสงให้ความสว่าง เพียงแต่เปล่งประกายงามอยู่เช่นนั้น ให้โลกเรื่อเรือง
มิต้องมีความกล้าหาญยิ่งใหญ่แต่ประการใด ไม่ต้องรอคอยจังหวะเวลาเพื่อจะกระทำในสิ่งที่สะเทือนแผ่นฟ้าสะท้านแผ่นดินแต่อย่างไรเลย เพียงแต่หายใจออกมาด้วยความดีงาม อ่อนโยน ให้กลายเป็นความสัมพันธ์ที่มีต่อโลกต่อสรรพสิ่งเท่านั้น เป็นเรื่องเล็กๆ เป็นสิ่งง่ายๆ ไม่ต้องรู้สึกว่ามันสลักสำคัญ ไม่ต้องอวดอ้างว่ามันสูงส่ง เพียงแต่สัมพันธ์ต่อสรรพสิ่งด้วยความปกติธรรมดา มิได้รู้สึกภาคภูมิ มิได้รู้สึกต้อยต่ำ สัมพันธ์ต่อโลก ต่อดาวดวงนี้อย่างธรรมดาสามัญที่สุดก็พอ

บินไประหว่างดวงดาวกันไหม บินไปให้เห็นความงามของดาวริบหรี่ที่อยู่บนฟ้าและบนผืนดิน
เรามิได้บินไปเพื่อแสวงหาวัตถุสมบัติใด เพียงแต่เหินบินขึ้นไปเพื่อให้เห็นแสงวอมแวมงดงาม ให้ดวงจิตรับรู้ถึงความเรืองรองพร่างพราย
เพียงแต่เหินบินขึ้นไป ชื่นชมความงามของดาวบนฟ้าและที่ผืนดิน
บินไประหว่างดวงดาวกันไหม ไปอาบหัวใจของเราให้เป็นสีทอง


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ กิ่งไผ่และดวงโคม ผู้จัดการรายวัน 17-18 ธันวาคม พ.ศ.2537

วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เงื้อมผาอดีต

บทกวี : สีอะคริลิค บนแคนวาส

หากยืนตรงเงื้อมผาสูง คนเราจะรู้สึกเหมือนอยู่ใกล้ขอบฟ้า ขณะเดียวกันความรู้สึกหวาดหวิวก็จะแล่นจับหัวใจได้ในทันใด หากว่าเขามองต่ำลงสู่หุบเหวลึกเบื้องล่าง
ผาสูงฉ่ำชื้น เหน็บหนาว และเปล่าเปลี่ยว รางเลือนสลัวหากมองจากที่ไกลๆ เมื่ออยู่บนพื้นราบ ผาสูงซ่อนตัวรางเลือนราวกับจะไปไม่ถึง แต่เมื่อมุ่งลึกเข้าไปในป่า ไต่ระดับความชันไปเรื่อยๆ หากใช้เวลายาวนานเพียงพอ น่าจะมีวันใดวันหนึ่งที่เขาพบตัวเองยืนอยู่ตรงเงื้อมผา ตรงรอยต่อระหว่างความจริงและความฝัน ตรงรอยต่อของความเจ็บปวดและความเอิบอิ่ม ตรงความเหนื่อยล้าต่อรองกับความมุ่งมั่น เป็นภาวะความรู้สึกหลากหลายคละเคล้าที่ยากจะแยกแยะบรรยาย

หลายปีมาแล้วที่เราไปเยือนขุนเขาด้วยกัน มิตรสหายกลุ่มเล็กๆ ที่เคยอยู่ป่าและที่ไม่เคยเข้าป่า เดินทางด้วยรถกระบะมุ่งหน้าไปตามถนนที่ทอดตัวไปกับขุนเขา หลายคนตั้งใจกลับไปค้นหาความหลัง ไปหากระท่อมที่เขาเคยนอน ไปเยี่ยมเยือนมิตรสหายคนเก่าที่ยังคงอบอุ่นในมิตรภาพ ไปพบกับความเปลี่ยนแปลงเกินกว่าที่เราคาดหมาย คนที่เคยอยู่ป่าคึกคักกระปรี้กระเปร่ากับการเดินทาง ขณะที่คนไม่เคยเข้าป่าเช่นข้าพเจ้า ตื่นเต้นกับการคาดเดาภาพแห่งอดีตของเพื่อน พร้อมทั้งคาดหวังกับการเดินทาง         
ป่าเคยเป็นความหวังโรแมนติกของคนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อย ป่าเป็นบันทึกอดีตบางบทของคนเข้าป่าและคนอยู่เมืองในยุคสมัยหนึ่ง เราต่างปีนไต่ความฝันไปตามวิถีที่เราทำได้ แม้ในหนทางที่แตกต่างกัน หลังจากพลพรรคคนหนุ่มสาวตีจากพรรคคอมมิวนิสต์คืนสู่นาคร ภายหลังเล็มเลียบาดแผลจนหายเจ็บช้ำ และป่ามิได้เป็นแดนต้องห้ามอีกแล้ว มิตรสหายกลุ่มเล็กๆ ของเราจึงได้นัดหมายเพื่อการเดินทางครั้งนั้น

รถของเราออกจากเมืองหลวงมุ่งสู่อีสานพร้อมกับเสียงเพลงและเสียงพูดคุย ต่างจากการหนีตายเข้าป่าด้วยความคับแค้นของเพื่อนหลายคนเมื่อครั้งอดีต รอยแผลในใจแม้ว่าจะเลือนลงบ้างแล้วแต่ก็ยังคงประทับแน่นในความรู้สึก ภายหลังจากที่แต่ละคนผ่านประสบการณ์ชีวิตหลากหลาย ริ้วรอยชีวิตทำให้เราต่างเติบโตขึ้นมาไม่น้อย เรื่องเล่าความหลังผุดพรายจากความทรงจำ ยอดผักหวาน เสียงร้องของสัตว์ แผ่นผา ลำธาร ล้วนแต่มีเรื่องราวตำนานชีวิต
รถของเราทิ้งห่างชุมชนไปทุกที แม้การสู้รบระหว่างกองทัพของรัฐกับกองกำลังของทหารป่าจะสงบลงแล้วใน พ.ศ.นั้น แต่ก่อนตะวันลับฟ้า เรารู้ว่าควรมีที่พักเพื่อความปลอดภัย รถของเราวิ่งเข้าสู่หมู่บ้านผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย อดีตนักรบจรยุทธ์กองทัพปลดแอก เพื่อนของเราอบอุ่นในมิตรภาพกับมิตรสหายเก่าของเขา เราทุกคนอิ่มท้องกับอาหารง่ายๆ และผักสดที่เด็ดจากแปลงผักข้างบ้าน อากาศกำลังหนาวเย็น มิตรสหายของข้าพเจ้าพูดคุยและถามข่าวคราวของผู้คุ้นเคยคนอื่น ๆ   
หลังจากสงครามแห่งอุดมการณ์ เมื่อวางอาวุธลงแล้ว พวกเขาเหมือนจะเข้าสู่สงครามในรูปแบบใหม่ สงครามชีวิตเพื่อความอิ่มท้องของตนเองและของครอบครัว ปีนผ่านเขาลูกหนึ่งมิได้หมายความว่าไม่มีภูเขาลูกอื่นขวางกั้น การทุ่มชีวิตให้กับการรบและการให้เหงื่อหลั่งรดผืนดิน ต่างก็เหน็ดเหนื่อยทุกข์ยาก นับประสาอะไรกับการปีนไม่ผ่านภูเขาลูกแรก

ข่าวคราวการมาเยี่ยมเยือนของพวกเราใน พ.ศ.นั้น อาจสร้างความยุ่งยากให้กับมิตรสหายเก่าของเพื่อนเราได้ ข้าพเจ้าเองก็หวาดหวั่นไม่น้อยในคืนวันนั้น เรารู้อยู่ในใจว่าสายตาของรัฐยังมองคนหนุ่มสาวและอดีตสหายด้วยความไม่ไว้วางใจนัก เราต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจต่อเจ้าหน้าที่รัฐ โดยแจ้งจุดหมายล่วงหน้าตลอดการเดินทางเที่ยวนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกใจหายเมื่อย้อนคิดกลับไป ในรถกระบะที่แล่นโดดเดี่ยวไต่ไปตามภูสูง นอกจากกล้องถ่ายรูป เครื่องนอน มีดปอกผลไม้แล้ว เราไม่มีอาวุธไปเลย เมื่อมองย้อมกลับสู่การเดินทางในครั้งนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนเรากำลังไต่เงื้อมผาอันน่าหวาดเสียว                 
เราไต่ขึ้นสูงจนสุดความสูงที่ถนนจะทอดไปถึง เราลัดเลาะไปตามบ้านมิตรสหายของเพื่อน ลึกเข้าไปจนรถต้องลุยป่า ตำนานชีวิตแต่ครั้งหนหลังของเพื่อนผุดพรายฉายชัดยิ่งขึ้นทุกที ข้าพเจ้าซึ่งไม่มีอดีตในป่า นอกจากความฝันโรแมนติกไร้เดียงสาวัยเยาว์ มองเห็นแต่เพียงป่าค่อนข้างโปร่ง ขณะที่เพื่อนหลายคนมองเห็นเงาอดีตตอนที่พวกเขาเป้ข้าว
เพื่อนคนหนึ่งพยายามค้นหาเส้นทางสู่กระท่อมเก่าของเขา ข้าพเจ้าเดินตามหลังมาค่อนข้างห่างเพราะสภาพร่างกาย เขาตื่นเต้นดีใจเมื่อค้นพบว่ามีร่องรอยไม้ผุกองหนึ่งตรงตำแหน่งที่เขาเชื่อว่าเคยเป็นกระท่อมทับของเขา ข้าพเจ้ามองเห็นเพียงกองไม้ผุเล็กๆ กองหนึ่งกับตำนานอดีตพร่ามัวของเพื่อน คาดเดาไม่ถูกว่าเพื่อนของข้าพเจ้ามองเห็นภาพเช่นไรบ้าง จะเหมือนความรู้สึกตอนที่ข้าพเจ้าได้ไปยืนตรงเงื้อมผาสูงหรือไม่ ยื่นมือออกไปเหมือนจะถึงเมฆ แต่ก็คว้าจับสิ่งใดไม่ได้ เหมือนความรู้สึกตอนมองต่ำสู่หุบเหวลึกเบื้องล่างบ้างไหม หวาดหวั่นแต่ก็ภาคภูมิใจที่ยืนอยู่สูงเพียงนี้ 

เราเดินทางกันทั้งวัน จากจุดหนึ่งสู่อีกจุดหนึ่ง แวะเยี่ยมเยียนมิตรสหายในที่ที่มีคนรู้จัก หยุดหาที่เหมาะๆ รับประทานอาหารที่เตรียมมาเมื่อหิว แวะให้เพื่อนช่างภาพถ่ายรูปดอกไม้ป่าไปเป็นระยะ แต่ดอกไม้ที่เคยบานและร่วงโรยในช่วงชีวิตของเพื่อนบางคน ป่าที่เคยปร่าในชีวิตช่วงหนึ่งของคนหนุ่มสาวจะงดงามลึกซึ้งหรือว่าปวดร้าวเพียงใด ผู้มิได้มีประสบการณ์ตรงร่วมด้วยได้แต่คาดเดา
            เพื่อนอีกคนหนึ่งชาวคณะของเรา ค้นหาภูผาแห่งเพลงสายลมหวีดหวิวด้วยความพยายาม สถานที่ธรรมดาบางแห่งไม่ธรรมดา เพราะด้วยตำนานความหลัง เราไปยืนอยู่ตรงจุดที่เพื่อนเราบอก เงี่ยหูฟังเพลงสายลมขับขาน เสียงหวูหวิวหวูอย่างนั้นข้าพเจ้าไม่เคยฟังด้วยความรู้สึกหลากหลายคละเคล้าจากที่อื่นเลย
หมายกำหนดกลับถูกเลื่อนออกไปวันหนึ่ง แล้วอีกวันหนึ่งเราไต่ไปตามเส้นทางอดีต ไปดูร่องรอยฝันเมื่อครั้งวัยเยาว์ ขอเพียงมีใครคนหนึ่งในกลุ่มเสนอขึ้นมาว่าไปต่ออีกวันหนึ่ง คนที่เหลือไม่มีความเห็นคัดค้าน กี่ปีก็ลืมเลือนแล้ว การเดินทางค้นหาอดีตและร่องรอยความฝันครั้งนั้น เราสมบุกสมบันกับสายลมหนาว รถกระบะของเราแล่นไปโดดเดี่ยว

            วันที่เรายืนอยู่ตรงเงื้อมผาสูง เหมือนว่าจะใกล้ขอบฟ้าอย่างยิ่ง แต่เราไปไม่ถึงฟ้า แม้หุบเหวลึกจะอยู่เบื้องล่าง แต่เราก็มิได้หล่นร่วงสู้ห้วงเหวนั้น
วันเวลาผ่านไปกับวันเวลา เราหวนรำลึกวันคืนก่อนเก่าที่ล่วงผ่านมา ภาคภูมิใจกับชีวิตที่เคยไปถึง ตรงที่ความจริงเชื่อมต่อกับความฝัน ตรงความเจ็บปวดและความอิ่มเอิบคละเคล้า เรายากที่จะลืมเลือน


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรก : นสพ.ผู้จัดการรายวัน 24-25 กันยายน 2539

วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2556

พินัยกรรมฉบับหนึ่ง


กลุ่มมิตรสหายของเราเรียกท่านว่า “คุณพ่อ” ด้วยความสนิทสนมและคุ้นเคย ดูเหมือนคนหนึ่งในกลุ่มของเราซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับลูกสาวของท่านจะเรียกท่านอย่างนี้ แล้วเราก็พากันเรียก “คุณพ่อ” ตามเขาต่อมา
และคุณพ่อก็เป็นคุณพ่อของลูกๆ เช่นพวกเรา เต็มตามความหมายและความรู้สึกของทั้งเราและท่านตลอดมา
คุณพ่อไม่ได้เป็นนักบวช ท่านเป็นฆราวาสที่ครองเรือนด้วยความรักความอบอุ่นอย่างชาวพุทธแท้ เราพากันมาเป็นลูกๆ ของคุณพ่อคุณแม่ครอบครัวนี้ ภายหลังท่านสูญเสียลูกสาวซึ่งเป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนของเรา เวลาผ่านไปยี่สิบกว่าปีแล้ว ลูกๆ แต่ละคนเปลี่ยนจากเด็กหนุ่มที่ห่ามและคะนอง เป็นคนย่างเข้าสู่วัยกลางคนที่มีบาดแผลริ้วรอย คุณพ่อคุณแม่ชราและอ่อนแรงไปตามวัยด้วยเช่นกัน
แต่เรายังคงรักนับถือท่านเป็นคุณพ่อ คุณแม่ และท่านก็ผูกพันรักใคร่พวกเราเป็นลูกอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

หลายเดือนที่แล้วคุณพ่อโทรศัพท์มาหา น้ำเสียงของท่านยังคงแสดงออกถึงความผูกพันเอาใจใส่ในตัวลูกๆ อย่างเดิม ข้าพเจ้ามักรู้สึกผิดที่ไม่ค่อยได้โทรศัพท์ไปพูดคุย และไม่ค่อยได้ไปเยี่ยมเยียนคุณพ่อที่บ้าน นานๆ ครั้งจึงจะนัดแนะกับเพื่อนเพื่อไปเยี่ยมท่านที่บ้านสักครั้ง ครั้งนั้นคุณพ่อดีใจมาก ท่านพูดคุยถึงชีวิตและงานการของเรา นอกจากจะบ่นว่าท่านแก่ตัวไปมาก และสุขภาพก็ไม่แข็งแรงเหมือนเก่าแล้ว คุณพ่อได้เล่าถึงงานหนังสือที่ท่านกลับมาทำอีกครั้งหนึ่ง ในเวลาที่สุกงอมกับความคิดและชีวิตเต็มที่แล้ว

คุณพ่อเคยเขียนหนังสือและแปลหนังสือเมื่อครั้งวัยหนุ่ม ท่านเคยเล่าถึงมิตรสหายในแวดวงหนังสือให้เราฟังเป็นบางครั้ง แต่ท่านก็มักจะเล่าข้ามส่วนที่เป็นตัวท่านและผลงานหนังสือของท่านไป
มิตรสหายคนหนึ่งของคุณพ่อ คือ จิตร ภูมิศักดิ์ อีกท่านหนึ่งคือ ทวีป วรดิลก ซึ่งเป็นมิตรสหายของจิตร ภูมิศักดิ์ เช่นกัน คุณพ่อไม่ค่อยจะพูดถึงคุณจิตร ภูมิศักดิ์ บ่อยนัก ท่านคงเกรงว่าจะเป็นการอวดอ้างตนว่ารู้จักสนิทสนมกับคนเก่งที่มีชื่อเสียงมากๆ อย่างจิตร ภูมิศักดิ์ ลักษณะถ่อมตนอย่างจริงใจนี้เป็นธรรมชาติในบุคลิกของคุณพ่อ เรารู้ว่าคุณพ่อสนิทสนมกับจิตร ภูมิศักดิ์ รู้มาว่าในช่วงหนึ่งของชีวิต จิตร ภูมิศักดิ์ เคยเดินทางไปเที่ยวสิงคโปร์โดยเรือเดินสมุทร เรารู้ว่าคุณพ่อมีอาชีพเป็นกัปตันเรือเดินสมุทร จากครั้งวัยหนุ่มจวบจนเกษียณจากงาน อีกทั้งผู้คนในแวดวงหนังสือหลายคนก็เล่าให้ฟังว่า จิตร ภูมิศักดิ์ มีเพื่อนเป็นกัปตันเรือ
ชื่อของจิตร ภูมิศักดิ์ กลายเป็นชื่อที่น่าทึ่งและเร้าความสนใจของเราอย่างยิ่ง ในช่วงกระแสความรับผิดชอบต่อสังคมของปัญญาชนสูงเมื่อช่วงยี่สิบกว่าปีที่แล้ว เวลานั้นเองที่พวกเราต่างเป็นเด็กหนุ่มคะนอง และเป็นช่วงเวลาที่พวกเรากระหายใคร่รู้ในเรื่องต่างๆ ตามวัย เราพากันเข้าร่วมในกิจกรรมทางสังคม ไปฟังอภิปราย ไปเดินขบวน ไปดูหนังเรื่องต่างๆ แล้วนำมาถกเถียงพูดคุย หลายคนในกลุ่มของเราเริ่มฝึกฝนการเขียนหนังสือ และทุกคนในกลุ่มของเราต่างก็กระหายในการอ่านหนังสือนอกห้องเรียน เรามักนำเรื่องราวต่างๆ ที่เราไปพบไปทำมาเล่าให้คุณพ่อฟัง

บ้านของคุณพ่อมีหนังสือต่างๆ ตั้งแต่ช่วงก่อน พ.ศ.2500 เก็บเอาไว้มาก นอกจากหนังสือแนววรรณกรรมที่พวกเราชอบอ่านแล้ว คุณพ่อยังมีหนังสือด้านสังคมศาสตร์ แนวคิดทางปรัชญา และหนังสือที่ให้ความรู้ด้านพุทธศาสนาเก็บเอาไว้มาก พวกเราชอบหยิบยืมหนังสือของคุณพ่อไปอ่าน เรายืมหนังสือของคุณพ่อครั้งละนานๆ บ่อยครั้งนานจนหนังสือหายหรือลืมนำมาคืนก็เคย แต่คุณพ่อก็ไม่เคยบ่นหรือตำหนิพวกเรา ตรงกันข้ามบ่อยครั้งที่คุณพ่อมอบหนังสือเล่มที่คุณพ่อมีซ้ำให้กับพวกเรา
ตู้หนังสือที่บ้านคุณพ่อมีหนังสือของท่านพุทธทาสอยู่มาก นอกจากจะศึกษาด้วยการอ่านแล้ว คุณพ่อยังปฏิบัติตนเยี่ยงชาวพุทธ ที่แท้ท่านครองตนเป็นแบบอย่างที่ดี แต่แม้คุณพ่อจะครองตนด้วยศีลด้วยธรรม ท่านก็ใจกว้าง เข้าใจธรรมชาติของช่วงวัยคะนองของลูกๆ ได้ดี

เรามักนัดกันไปให้คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงข้าวที่บ้านในช่วงวันหยุด อิ่มข้าวอิ่มขนมแล้ว เราพากันไปค้นตู้หนังสือของคุณพ่อ จากนั้นพูดคุยเรื่องต่างๆ กับคุณพ่อคุณแม่บ้าง คุยโม้ และถกเถียงกันเองเอะอะโวยวายบ้าง พอเย็นย่ำเราก็ลากลับ มีขนมบ้าง หนังสือบ้าง ติดมือไปด้วย
แต่ลากลับแล้ว เราไปกินเหล้าเมายากันอยู่เสมอๆ โดยกลับไม่ถึงบ้านพักตนเอง ข้าพเจ้าคาดว่าคุณพ่อเองก็น่าจะรู้อยู่ในใจว่า ลูกๆ วัยคะนองกลุ่มนี้มิได้เป็นเด็กดีหรือเรียบร้อยอย่างที่อยู่ต่อหน้าคุณพ่อ ดูเหมือนช่วงนั้นเราทุกคนในกลุ่มจะติดบุหรี่ เมาเหล้า เมาเบียร์ เป็นเรื่องประจำ มีเพียงกัญชาเท่านั้นที่เราปกปิดไม่ให้คุณพ่อรู้ว่า พวกเราก็เสพมันบ่อยๆ
คุณพ่อคุณแม่มักจะเตือนสติพวกเราด้วยความอ่อนโยน แต่แม้กระนั้นเพื่อนบางคนในกลุ่มของเราก็ยังเตลิดไปตามจิตใจอ่อนแอ แม้จนบัดนี้

หลัง 6 ตุลาคม 2519 ปัญญาชนนักศึกษาหลบหนีซ่อนตัวจากสังคมและมหาวิทยาลัย บางคนในกลุ่มของเราเข้าป่า ส่วนใหญ่เตลิดหลบซ่อนตัวตามที่ต่างๆ กลุ่มของเรากระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง พวกเราไม่ค่อยได้ติดต่อกับคุณพ่ออีกหลังจากนั้น
คุณพ่อคุณแม่ยังคงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายสมถะเหมือนเดิม พวกเราหายกันไปคนละหลายๆ ปี นานๆ ครั้งจะมีใครสักคนไปเยี่ยมคุณพ่อ พร้อมทั้งฟ้องให้ฟังว่าลูกคนนั้นกำลังทำตัวเละเทะเหลวไหล คนนี้เลอะเทอะเลยเถิดไปใหญ่แล้ว เรามาปรับทุกข์ให้คุณพ่อฟัง มาระบายความอึดอัดคับข้องของเรา คุณพ่อรับฟังด้วยความเป็นห่วงทุกครั้ง เราสัมผัสได้ถึงความรัก ความอบอุ่นผูกพันทุกครั้งที่ไปหาคุณพ่อ ไม่ว่าสังคมจะเป็นเช่นไร ไม่ว่าภาวะชีวิตของเราและคุณพ่อจะเป็นเช่นไร คุณพ่อก็เป็นคุณพ่อคนเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง
จนไม่กี่ปีหลังนี้เองที่เราไปติดต่อคุณพ่อบ่อยครั้งขึ้น แต่บ่อยครั้งของเราคือปีละไม่กี่ครั้ง คุณพ่อดีใจทุกครั้งที่พวกเราไปเยี่ยมหรือโทรศัพท์ไปพูดคุย แต่พวกเราก็ช่างบกพร่องเหลือเกิน อ้างโน่น อ้างนี่ จนลืมครั้งละนานๆ

ครั้งหลังๆ ที่ไปเยี่ยมคุณพ่อ ดูเหมือนจะหลายเดือนแล้ว คุณพ่อตัดเก็บบทความที่เห็นว่าเราได้ควรอ่านไว้ให้ ให้กำลังใจด้วยการพูดถึงงานเขียนในกรอบหน้าของข้าพเจ้า คุณพ่อพูดด้วยอารมณ์ดีว่า คุณพ่อก็กลับมาเขียนหนังสือแล้วเหมือนกันนะ จากนั้นก็ไปค้นหนังสือที่ท่านเรียบเรียงมาเซ็นมอบให้ เราไปดูที่โต๊ะหนังสือ เห็นต้นฉบับลายมืออีกปึกหนึ่งวางอยู่ คุณพ่อกำลังเรียบเรียงหนังสือที่ท่านตั้งชื่อคร่าวๆ ไว้ว่า “ธรรมนิยม” ซึ่งเป็นผลงานชิ้นที่ท่านผูกพันมาก
คุณพ่อศึกษาความคิดทางสังคม และปรัชญาต่างๆ มาเป็นเวลาเนิ่นนาน ท่านบอกด้วยความสุขกับข้าพเจ้าว่า ธรรมนิยมคือคำตอบที่น่าจะมีประโยชน์ต่อผู้คนในทัศนะของท่าน หลังจากศึกษาค้นคว้าทั้งทุนนิยม สังคมนิยม และปรัชญาศาสนาต่างๆ มากมาย คุณพ่อเล่าให้ฟังว่า ให้คำตอบกับตนเองได้อย่างหนักแน่นแล้วในวัยสนธยาของชีวิต
มือเย็นวันนั้นคุณพ่อชวนไปเลี้ยงข้าวนอกบ้าน และยังเอ่ยปากให้ข้าพเจ้าและเพื่อนสั่งเบียร์มาดื่ม แม้ว่าจะเป็นชาวพุทธที่แท้ แต่คุณพ่อก็ไม่เคยทำให้เรารู้สึกว่าตนผิดรุนแรงกับการดื่มเหล้าดื่มเบียร์ต่อหน้าคุณพ่อ ท่านยอมรับในความเป็นโลกียชนที่ยังเป็นเหมือนผลไม้ดิบของเรา ท่านเพียงแต่ให้สติและรอคอยให้ผลไม้ดิบเช่นเราสุกงอมตามความควรเป็นของเราเอง

คุณพ่อเป็นชาวพุทธที่คุณธรรมและดวงปัญญาตลอดยี่สิบกว่าปีที่เราไปมาหาสู่คุณพ่อ นอกจากข้อคิดและหนังสือต่างๆ ที่คุณพ่อมอบให้สม่ำเสมอแล้ว ของขวัญสิ่งเดียวที่ต่างออกไปคือ ใบโพธิ์จากพุทธคยา วันนั้นข้าพเจ้าและเพื่อนไปเยี่ยมคุณพ่อด้วยกัน คุณพ่อนำใบโพธิ์จากพุทธคยามามอบให้เราคนละใบ
หลังๆ มานี้สุขภาพของคุณพ่อไม่แข็งแรง แต่คุณพ่อก็ยังแจ่มใสร่าเริง ข้าพเจ้าพบกันคุณพ่อช่วงที่เราต่างเดินทางไปที่สวนโมกข์เมื่อปีที่แล้ว หลังจากนั้นโทรศัพท์ไปพูดคุยและนัดกินข้าวกับคุณพ่ออีกไม่กี่ครั้ง มารับรู้ข่าวว่าคุณพ่อจากไปด้วยโรคหัวใจ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 กันยายนนี้
คุณพ่อเป็นคนที่มีทั้งสติและปัญญาถึงพร้อม แม้ยามเจ็บป่วย ท่านจึงร่างพินัยกรรมคำสั่งของท่านด้วยลายมือของท่านเอง เป็นพินัยกรรมที่แสดงความเป็นคนอย่างคุณพ่ออย่างแท้จริง คนที่ไปงานสวดพระอภิธรรมของคุณพ่อต่างก็ยืนอ่านพินัยกรรมนี้ด้วยความทึ่ง และเคารพในความเป็นคุณพ่อที่น่านับถือ


พินัยกรรมคำสั่งเสียของคุณพ่อมีข้อความดังต่อไปนี้

 _______________________________________________

พินัยกรรมคำสั่งก่อนตายและหลังตาย
ของนายอรุณ  แสงทอง
ทำขึ้น ณ วันที่ 24 สิงหาคม 2539

1)      เมื่อเจ็บหนักจนต้องนำตัวส่งโรงพยาบาล
 1.1  ไม่ขอเข้าพักรักษาตัวในห้อง I.C.U.
 1.2  เมื่อหัวใจหยุดเต้นแล้ว ขอห้ามไม่ให้ปั๊มหัวใจ
 1.3  ขอไม่ใช้เครื่องมือแพทย์ไฮ-เทคเพื่อยืดความตาย (prolong death)
2)      เมื่อถึงแก่กรรมแล้ว
2.1 ให้ติดต่อทางราชการตามระเบียบ และนำศพอุทิศโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เพื่อศึกษาทางการแพทย์ (เอกสารการติดต่อกับ ร.พ.อยู่ในตู้คุณยาย)
2.2 แต่งตัวศพด้วยชุดพระราชทานสีขาว, ถุงเท้าดำ
2.3 ไม่ต้องมีพิธีรดน้ำศพ
2.4 ไม่ต้องขอซากศพมาทำพิธีอะไรอีก ให้โรงพยาบาลทำลายไปเลย
3)      กิจกรรมในส่วนของครอบครัวหลังจากตายไปแล้ว
3.1 ไม่ต้องไว้ทุกข์
3.2 ให้ทำบุญเลี้ยงพระที่เรียกว่าทำบุญ 7 วัน ตามธรรมเนียมประเพณี เพื่อรักษาวัฒนธรรมแห่งความรักและความผูกพันของสังคมไทย
3.3 ในการทำบุญ 7 วัน ให้ประกาศแจ้งในหน้าหนังสือพิมพ์ 2 ฉบับ เป็นการล่วงหน้า 5 วัน
3.4 ญาติมิตรที่มาร่วมทำบุญ 7 วัน ผู้ใดจะบริจาคทรัพย์ร่วมทำบุญด้วยให้รวบรวมเงินก้อนนี้สมทบทุนบุญนิธิในมูลนิธิเผยแพร่ชีวิตประเสริฐ (ผชป.)
3.5 ถ้าเป็นไปได้ การทำบุญ 7 วัน ให้กระทำพิธี ณ วัดชลประทานรังสฤษฎ์
  _______________________________________________


คุณพ่อได้จากไปแล้ว ฝากพินัยกรรมอย่างชาวพุทธที่แท้และต้นฉบับงานเขียนเรียบเรียงเชิงพุทธศาสนาไว้เตือนสติผู้อื่นต่อไป
คุณพ่อทำตัวเป็นผู้ให้ ทั้งในสิ่งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม แม้จนในเวลาสุดท้ายของชีวิต



เรืองรอง  รุ่งรัศมี



พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ กิ่งไผ่และดวงโคม ผู้จัดการรายวัน 14-15 กันยายน พ.ศ.2539