ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คนเดือนตุลา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คนเดือนตุลา แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

กระจกที่ส่องไม่ค่อยเห็นตัว

หากว่าแต่งงานมีครอบครัว คนอายุ 35–50 ปี ก็คงเป็นพ่อแม่ของเด็กๆ ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงอุดมศึกษาได้สบายๆ หากเป็นพ่อแม่ของลูกที่เป็นวัยรุ่นหรือเรียนอยู่ระดับอุดมศึกษา ปัญหาช่องว่างทางความคิด ซึ่งแตกต่างตามช่วงวัย ภูมิหลัง ประสบการณ์ชีวิต และความแตกต่างของสังคมและยุคสมัย ทำให้เกิดสิ่งใดขึ้นกับคนเหล่านี้
เราพบว่าคนรุ่น 14 ตุลาและคนรุ่นเข้าป่าซึ่งอยู่ในวัย 35–50 ปี โดยประมาณ ในวันนี้ปฏิบัติต่อเรื่องเหล่านี้แตกต่างกันไป การกระทำบางอย่างชวนฉงนจนน่าตั้งข้อสังเกตเป็นประเด็นทางสังคม
            เด็กๆ ลูกของคนรุ่น 14 ตุลา ถึงรุ่นเข้าป่านั้นมีกระจัดกระจายไปทั่วประเทศ พวกเขาเรียนหนังสืออยู่ตามโรงเรียนต่างๆ ทั้งโรงเรียนวัด โรงเรียนประชาบาล โรงเรียนประจำอำเภอ ประจำจังหวัด โรงเรียนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง จนถึงโรงเรียนเอกชนที่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนแพงๆ จำนวนหนึ่งถูกพ่อแม่ให้ไปแสวงหากระดาษแผ่นนั้นถึงเมืองนอนด้วยจำนวนเงินก้อนโต
เกิดอะไรขึ้นกับวิธีคิดของคนเป็นพ่อแม่ อันมีผลถึงการกำหนดฝีเท้าก้าวเดินของผู้เป็นลูกให้แตกต่างกันมาก

ไม่เพียงแต่การกำหนดฝีเท้าก้าวเดินของคนเป็นลูก คนช่วงวัย 35–50 ปี ยังมีส่วนอย่างสำคัญต่อการโน้มนำชักจูงฝีเท้าก้าวเดินของคนอีกรุ่นหนึ่งของสังคมอยู่ในวันนี้
            ขณะที่คนรุ่นอายุ 35–50 ปี บ่นว่าไม่มีเพลงไทยจะฟัง ไม่มีหนังไทยจะดู ไม่มีละครโทรทัศน์ไทยที่ชอบ ในสายงานวัฒนธรรมบันเทิงไทยกลับเต็มไปด้วยคนในวัย 35–50 ปี
ไม่เพียงจะเป็นคนทำงานในระดับปฏิบัติการ แต่มีจำนวนไม่น้อยที่เป็นผู้บริหารระดับตัดสินและวางแผนทางนโยบาย
            ในแวดวงเศรษฐกิจการเมืองก็เช่นเดียวกัน คนที่ปั่นและเป่าลูกโป่งฟองสบู่ ส่วนข้างมากอยู่ในช่วงวัยนี้
            บรรณาธิการหนังสือพิมพ์และนิตยสารจำนวนมากเป็นคนในช่วงวัยนี้ ผู้กำกับภาพยนตร์กี่คนเป็นคนรุ่นนี้ หัวหน้าข่าวและนักข่าวมากมาย คนเขียนบทหนังสือและโทรทัศน์ คนแต่งเพลง คนเขียนคำโฆษณา คนสร้างภาพลักษณ์ให้สินค้า คนวางแผนงานสินค้าวัฒนธรรม ผู้ถือหุ้นและผู้ร่วมทุนในกิจการวัฒนธรรมบันเทิงเหล่านี้ ลองไล่เรียงไปตามแต่ละหน่วยงานของสังคมไทยในวันนี้ เราจะพบว่าคนรุ่นอายุ 35–50 ปี ยึดครองพื้นที่อยู่มาก 
            ส่วนหนึ่งที่คนในสายศิลปวัฒนธรรมและการบันเทิงไทยรุ่นอายุ 35–50 ปี ไม่กระทำลงไป ได้เป็นเสมือนบูมเมอแรงที่ย้อนกลับมากระทบตัวของเขาและสังคมที่เขาอยู่
            การจับคนหน้าตาดีที่เสียงงั้นๆ มาเปล่งเสียงประกอบเสียงดนตรี เป็นการกระทำของใคร คนกำหนดนโยบายและเจ้าของทุนเป็นคนรุ่นไหน คนทำมิวสิควิดีโอหรือคนกำหนดงบโปรโมทมิวสิควีดีโอที่มีให้ดูจนมีนชาเป็นใคร คนทำนิตยสารเล่มหรูหราแต่สาระรุ่งริ่งนั้นมาจากนอกโลกหรือ คนวางภาพลักษณ์ในให้สิ่งกลวงๆ ล้างสมองผู้คนอยู่ในโทรทัศน์เล่า ทั้งหลายเหล่านี้คนรุ่นอายุ 35–50 ปี พูดว่ามิได้ร่วมทำและกำหนดให้เกิดขึ้นได้หรือ

            คนรุ่นอายุ 35–50 ปี บ่นเสียงดังเสมอ ต่อความอึดอัดคับข้องใจเรื่องสินค้าเชิงวัฒนธรรมและรสนิยมซึ่งอัตคัดขาดแคลนสำหรับเขา เป็นธรรมชาติของช่วงวัยหรือที่คนในช่วงวัยนี้จะเริ่มบ่นอย่างไม่ต้องเหลียวมองตนเอง ข้าพเจ้ามิได้ยกเว้นตัวเองไว้ในกรณีเช่นนี้ หลายปีมานี้ข้าพเจ้าพบว่าตนเองก็ไม่ติดต่อสัมพันธ์กับโรงภาพยนตร์ ไม่ชอบฟังเพลงที่ออกใหม่ๆ หงุดหงิดกับการ “ขาย” อะไรต่อมิอะไร แน่นอน ข้าพเจ้ารำคาญและไม่ชอบใน Presenter ของสิ่งนั้นๆ ไม่น้อย แต่พอได้สติคิด ข้าพเจ้าบอกตัวเองว่า เออ! พวกคนที่ผมเริ่มหงอกแซมอย่างคนรุ่นข้าพเจ้านี่หว่า ที่กำหนดให้สิ่งน่าหงุดหงิดเหล่านี้เกิดเฟื่องฟูขึ้นมาในสังคมยุคนี้
            ข้าพเจ้าและคนรุ่นข้าพเจ้าได้เหวี่ยงบูมเมอแรงทางวัฒนธรรม ให้ย้อนกลับมาเคาะหัวตัวเองมาแล้วเท่าไร

            ประเด็นปัญหาที่น่ามองคือ เป็นไปได้หรือที่การเหวี่ยงบูมเมอแรงทางวัฒนธรรมที่ปฏิบัติติดต่อกันมานับสิบปีนี้จะเป็นไปโดยไม่รู้สึกตัว หรือว่ามืออาชีพทั้งหลายจะเร่งรุดไปกับกระแสและความเร็วจนไม่ได้ทบทวนตัวเอง หรือว่าได้กลายเป็น “คนในร่องในรอย” แบบที่มีร่องก็ไหล มีรอยก็ตามๆ กันไป พอหงุดหงิดอึดอัดก็บ่นๆ กันไป โดยลืมไปว่าผลของวิถีพฤติกรรมของตนนั่นเองที่ตนบ่นไม่พอใจอยู่
            เมื่อครั้งที่คนรุ่นอายุ 35–50 ปี ในวัยนี้ยังเป็นหนุ่มเป็นสาวเป็นวัยรุ่นอยู่ เขาเคยบ่นเบื่อวิพากษ์วิจารณ์เพลงสมัยก่อนว่ามีร้อยเนื้อทำนองเดียว หนังไทยละครโทรทัศน์ไทยเชย ไม่ลึกซึ้งและน่าเบื่อ  พอถึงวันนี้ที่คนรุ่นอายุ 35–50 ปี สามารถผลักดันแนวเพลงไทย ละครโทรทัศน์ไทย และภาพยนตร์ แล้วเราก็ได้เพลงแบบ “เนื้อเดียวครึ่งทำนอง” จำนวนมากมายเสียยิ่งกว่าเพลงยุค สุเทพ, สุนทราภรณ์ และได้ดูหนังไทยและภาพยนตร์โทรทัศน์ที่เชยบ้างไม่เชยบ้างเท่านั้น เท่านั้นจริงๆ

            วัฒนธรรมบันเทิงและศิลปะนั้น คือวิถีแห่งวิญญาณและภูมิปัญญาของสังคม มันส่องสะท้อนถึงอดีตและชี้ให้เห็นถึงอนาคต
            แต่คนที่ทำงานวัฒนธรรมบันเทิงและศิลปะของเรานั้น เคยส่องเห็นตนเองซึ่งเป็นผู้กระทำไหม  โดยเฉพาะคนรุ่นอายุ 35–50 ปีในวันนี้ นอกจากบ่นว่าคนรุ่นน้องรุ่นลูก และยุคสมัยของสังคมแล้ว เขาเคยพยายามหยิบกระจกส่องมองวิถีแห่งวัฒนธรรมของตนเองมากน้อยเพียงไร เขามองเห็นหรือไม่ว่ามือของใครที่เหวี่ยงมูมเมอแรงทางวัฒนธรรมเช่นนี้ออกไป
            เขาพร้อมที่จะมองเห็น วิพากษ์วิจารณ์ และรับการวิพากษ์วิจารณ์ ตลอดจนตื่นขึ้นมากำหนดแก้ไขและปฏิบัติสู่สิ่งที่ดีขึ้นหรือยัง
            เอาเข้าจริงๆ ตอนที่ข้าพเจ้าผมเริ่มหงอกแซม ข้าพเจ้าก็บอกตัวเองได้ยิ้มๆ ว่า “กรรมใดใครก่อ” และมันก็เป็นกันทั้งหัวหงอกหัวเริ่มหงอก และหัวดำพอๆ กัน

            เราต่างเป็นกระจกที่ส่องไม่ค่อยเห็นตัว และเป็นผู้ร่วมกำหนดความงามความอัปลักษณ์ที่เราผจญอยู่ไม่ได้มากน้อยกว่ากัน
            เราวางทางบางอย่างให้เด็กอนุบาลจนถึงเด็กมหาวิทยาลัยของเราอยู่ในวันนี้ และเราควรรับผลของมันต่อไป
            วิธีคิดของเรานั่นแหละ ที่มีส่วนกำหนดสังคมและฝีเท้าของคนรุ่นน้องรุ่นลูกของเราในวันนี้ และนั่นเท่ากับวิธีคิดของเรามีส่วนกำหนดการคลี่คลายตัวของคนรุ่นลูกรุ่นน้องของเราด้วย
            กระจกเงาของยุคสมัยสะท้อนกลับไปกลับมา แต่เราไม่ค่อยมอง เราไม่ค่อยยอมเห็นเงาสะท้อนของเราในกระจกนั้น


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรก : นสพ.ผู้จัดการรายวัน 5-6 สิงหาคม 2538 

วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เงื้อมผาอดีต

บทกวี : สีอะคริลิค บนแคนวาส

หากยืนตรงเงื้อมผาสูง คนเราจะรู้สึกเหมือนอยู่ใกล้ขอบฟ้า ขณะเดียวกันความรู้สึกหวาดหวิวก็จะแล่นจับหัวใจได้ในทันใด หากว่าเขามองต่ำลงสู่หุบเหวลึกเบื้องล่าง
ผาสูงฉ่ำชื้น เหน็บหนาว และเปล่าเปลี่ยว รางเลือนสลัวหากมองจากที่ไกลๆ เมื่ออยู่บนพื้นราบ ผาสูงซ่อนตัวรางเลือนราวกับจะไปไม่ถึง แต่เมื่อมุ่งลึกเข้าไปในป่า ไต่ระดับความชันไปเรื่อยๆ หากใช้เวลายาวนานเพียงพอ น่าจะมีวันใดวันหนึ่งที่เขาพบตัวเองยืนอยู่ตรงเงื้อมผา ตรงรอยต่อระหว่างความจริงและความฝัน ตรงรอยต่อของความเจ็บปวดและความเอิบอิ่ม ตรงความเหนื่อยล้าต่อรองกับความมุ่งมั่น เป็นภาวะความรู้สึกหลากหลายคละเคล้าที่ยากจะแยกแยะบรรยาย

หลายปีมาแล้วที่เราไปเยือนขุนเขาด้วยกัน มิตรสหายกลุ่มเล็กๆ ที่เคยอยู่ป่าและที่ไม่เคยเข้าป่า เดินทางด้วยรถกระบะมุ่งหน้าไปตามถนนที่ทอดตัวไปกับขุนเขา หลายคนตั้งใจกลับไปค้นหาความหลัง ไปหากระท่อมที่เขาเคยนอน ไปเยี่ยมเยือนมิตรสหายคนเก่าที่ยังคงอบอุ่นในมิตรภาพ ไปพบกับความเปลี่ยนแปลงเกินกว่าที่เราคาดหมาย คนที่เคยอยู่ป่าคึกคักกระปรี้กระเปร่ากับการเดินทาง ขณะที่คนไม่เคยเข้าป่าเช่นข้าพเจ้า ตื่นเต้นกับการคาดเดาภาพแห่งอดีตของเพื่อน พร้อมทั้งคาดหวังกับการเดินทาง         
ป่าเคยเป็นความหวังโรแมนติกของคนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อย ป่าเป็นบันทึกอดีตบางบทของคนเข้าป่าและคนอยู่เมืองในยุคสมัยหนึ่ง เราต่างปีนไต่ความฝันไปตามวิถีที่เราทำได้ แม้ในหนทางที่แตกต่างกัน หลังจากพลพรรคคนหนุ่มสาวตีจากพรรคคอมมิวนิสต์คืนสู่นาคร ภายหลังเล็มเลียบาดแผลจนหายเจ็บช้ำ และป่ามิได้เป็นแดนต้องห้ามอีกแล้ว มิตรสหายกลุ่มเล็กๆ ของเราจึงได้นัดหมายเพื่อการเดินทางครั้งนั้น

รถของเราออกจากเมืองหลวงมุ่งสู่อีสานพร้อมกับเสียงเพลงและเสียงพูดคุย ต่างจากการหนีตายเข้าป่าด้วยความคับแค้นของเพื่อนหลายคนเมื่อครั้งอดีต รอยแผลในใจแม้ว่าจะเลือนลงบ้างแล้วแต่ก็ยังคงประทับแน่นในความรู้สึก ภายหลังจากที่แต่ละคนผ่านประสบการณ์ชีวิตหลากหลาย ริ้วรอยชีวิตทำให้เราต่างเติบโตขึ้นมาไม่น้อย เรื่องเล่าความหลังผุดพรายจากความทรงจำ ยอดผักหวาน เสียงร้องของสัตว์ แผ่นผา ลำธาร ล้วนแต่มีเรื่องราวตำนานชีวิต
รถของเราทิ้งห่างชุมชนไปทุกที แม้การสู้รบระหว่างกองทัพของรัฐกับกองกำลังของทหารป่าจะสงบลงแล้วใน พ.ศ.นั้น แต่ก่อนตะวันลับฟ้า เรารู้ว่าควรมีที่พักเพื่อความปลอดภัย รถของเราวิ่งเข้าสู่หมู่บ้านผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย อดีตนักรบจรยุทธ์กองทัพปลดแอก เพื่อนของเราอบอุ่นในมิตรภาพกับมิตรสหายเก่าของเขา เราทุกคนอิ่มท้องกับอาหารง่ายๆ และผักสดที่เด็ดจากแปลงผักข้างบ้าน อากาศกำลังหนาวเย็น มิตรสหายของข้าพเจ้าพูดคุยและถามข่าวคราวของผู้คุ้นเคยคนอื่น ๆ   
หลังจากสงครามแห่งอุดมการณ์ เมื่อวางอาวุธลงแล้ว พวกเขาเหมือนจะเข้าสู่สงครามในรูปแบบใหม่ สงครามชีวิตเพื่อความอิ่มท้องของตนเองและของครอบครัว ปีนผ่านเขาลูกหนึ่งมิได้หมายความว่าไม่มีภูเขาลูกอื่นขวางกั้น การทุ่มชีวิตให้กับการรบและการให้เหงื่อหลั่งรดผืนดิน ต่างก็เหน็ดเหนื่อยทุกข์ยาก นับประสาอะไรกับการปีนไม่ผ่านภูเขาลูกแรก

ข่าวคราวการมาเยี่ยมเยือนของพวกเราใน พ.ศ.นั้น อาจสร้างความยุ่งยากให้กับมิตรสหายเก่าของเพื่อนเราได้ ข้าพเจ้าเองก็หวาดหวั่นไม่น้อยในคืนวันนั้น เรารู้อยู่ในใจว่าสายตาของรัฐยังมองคนหนุ่มสาวและอดีตสหายด้วยความไม่ไว้วางใจนัก เราต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจต่อเจ้าหน้าที่รัฐ โดยแจ้งจุดหมายล่วงหน้าตลอดการเดินทางเที่ยวนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกใจหายเมื่อย้อนคิดกลับไป ในรถกระบะที่แล่นโดดเดี่ยวไต่ไปตามภูสูง นอกจากกล้องถ่ายรูป เครื่องนอน มีดปอกผลไม้แล้ว เราไม่มีอาวุธไปเลย เมื่อมองย้อมกลับสู่การเดินทางในครั้งนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนเรากำลังไต่เงื้อมผาอันน่าหวาดเสียว                 
เราไต่ขึ้นสูงจนสุดความสูงที่ถนนจะทอดไปถึง เราลัดเลาะไปตามบ้านมิตรสหายของเพื่อน ลึกเข้าไปจนรถต้องลุยป่า ตำนานชีวิตแต่ครั้งหนหลังของเพื่อนผุดพรายฉายชัดยิ่งขึ้นทุกที ข้าพเจ้าซึ่งไม่มีอดีตในป่า นอกจากความฝันโรแมนติกไร้เดียงสาวัยเยาว์ มองเห็นแต่เพียงป่าค่อนข้างโปร่ง ขณะที่เพื่อนหลายคนมองเห็นเงาอดีตตอนที่พวกเขาเป้ข้าว
เพื่อนคนหนึ่งพยายามค้นหาเส้นทางสู่กระท่อมเก่าของเขา ข้าพเจ้าเดินตามหลังมาค่อนข้างห่างเพราะสภาพร่างกาย เขาตื่นเต้นดีใจเมื่อค้นพบว่ามีร่องรอยไม้ผุกองหนึ่งตรงตำแหน่งที่เขาเชื่อว่าเคยเป็นกระท่อมทับของเขา ข้าพเจ้ามองเห็นเพียงกองไม้ผุเล็กๆ กองหนึ่งกับตำนานอดีตพร่ามัวของเพื่อน คาดเดาไม่ถูกว่าเพื่อนของข้าพเจ้ามองเห็นภาพเช่นไรบ้าง จะเหมือนความรู้สึกตอนที่ข้าพเจ้าได้ไปยืนตรงเงื้อมผาสูงหรือไม่ ยื่นมือออกไปเหมือนจะถึงเมฆ แต่ก็คว้าจับสิ่งใดไม่ได้ เหมือนความรู้สึกตอนมองต่ำสู่หุบเหวลึกเบื้องล่างบ้างไหม หวาดหวั่นแต่ก็ภาคภูมิใจที่ยืนอยู่สูงเพียงนี้ 

เราเดินทางกันทั้งวัน จากจุดหนึ่งสู่อีกจุดหนึ่ง แวะเยี่ยมเยียนมิตรสหายในที่ที่มีคนรู้จัก หยุดหาที่เหมาะๆ รับประทานอาหารที่เตรียมมาเมื่อหิว แวะให้เพื่อนช่างภาพถ่ายรูปดอกไม้ป่าไปเป็นระยะ แต่ดอกไม้ที่เคยบานและร่วงโรยในช่วงชีวิตของเพื่อนบางคน ป่าที่เคยปร่าในชีวิตช่วงหนึ่งของคนหนุ่มสาวจะงดงามลึกซึ้งหรือว่าปวดร้าวเพียงใด ผู้มิได้มีประสบการณ์ตรงร่วมด้วยได้แต่คาดเดา
            เพื่อนอีกคนหนึ่งชาวคณะของเรา ค้นหาภูผาแห่งเพลงสายลมหวีดหวิวด้วยความพยายาม สถานที่ธรรมดาบางแห่งไม่ธรรมดา เพราะด้วยตำนานความหลัง เราไปยืนอยู่ตรงจุดที่เพื่อนเราบอก เงี่ยหูฟังเพลงสายลมขับขาน เสียงหวูหวิวหวูอย่างนั้นข้าพเจ้าไม่เคยฟังด้วยความรู้สึกหลากหลายคละเคล้าจากที่อื่นเลย
หมายกำหนดกลับถูกเลื่อนออกไปวันหนึ่ง แล้วอีกวันหนึ่งเราไต่ไปตามเส้นทางอดีต ไปดูร่องรอยฝันเมื่อครั้งวัยเยาว์ ขอเพียงมีใครคนหนึ่งในกลุ่มเสนอขึ้นมาว่าไปต่ออีกวันหนึ่ง คนที่เหลือไม่มีความเห็นคัดค้าน กี่ปีก็ลืมเลือนแล้ว การเดินทางค้นหาอดีตและร่องรอยความฝันครั้งนั้น เราสมบุกสมบันกับสายลมหนาว รถกระบะของเราแล่นไปโดดเดี่ยว

            วันที่เรายืนอยู่ตรงเงื้อมผาสูง เหมือนว่าจะใกล้ขอบฟ้าอย่างยิ่ง แต่เราไปไม่ถึงฟ้า แม้หุบเหวลึกจะอยู่เบื้องล่าง แต่เราก็มิได้หล่นร่วงสู้ห้วงเหวนั้น
วันเวลาผ่านไปกับวันเวลา เราหวนรำลึกวันคืนก่อนเก่าที่ล่วงผ่านมา ภาคภูมิใจกับชีวิตที่เคยไปถึง ตรงที่ความจริงเชื่อมต่อกับความฝัน ตรงความเจ็บปวดและความอิ่มเอิบคละเคล้า เรายากที่จะลืมเลือน


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรก : นสพ.ผู้จัดการรายวัน 24-25 กันยายน 2539

วันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2556

คนที่นึกชื่อไม่ออก

สุภาษิต : สีอะคริลิค บนแคนวาส 


            ข้าพเจ้ามักพบเขาละแวกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือบริเวณใกล้ๆ นั้นเสมอ ในช่วงใกล้ๆ วันที่ 14 ตุลาคมของแต่ละปี บางครั้งเขานั่งอยู่ในอาการเหน็ดเหนื่อยอยู่ที่ม้านั่งยาวตรงสนามหลวง บางครั้งเดินเตร็ดเตร่อยู่บนบาทวิถีด้านท่าพระจันทร์ บางปีข้าพเจ้าพบเขาเดินชมแผงหนังสือในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
            เขาแลดูทรุดโทรมไปจากเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วมาก การแต่งกายของเขาบอกให้รู้ว่า เขาอยู่ในสภาพชีวิตที่ฝืดเคืองทางเศรษฐกิจ ฟันที่หลอไปซี่หรือสองซี่นั้นก็ยังคงหลออยู่เช่นเดิม กี่ปีมาแล้วข้าพเจ้าก็จำไม่ได้ จะว่าข้าพเจ้าไม่ได้จดจำเขาไว้เป็นพิเศษก็เป็นได้

            เขาเป็นเพื่อนรุ่นน้องของเพื่อนคนหนึ่งของข้าพเจ้า เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วเขาเป็นนักเรียนอาชีวะที่เหมือนกับเด็กวัยรุ่นที่เป็นนักเรียนอาชีวะทั่วไป ไม่ค่อยตั้งใจเรียน มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับคนในซอยและเด็กต่างสถาบันบ่อยๆ เขาชอบเล่นกีตาร์ และจับกลุ่มตั้งวงดื่มกินเอะอะเฮฮา บางครั้งข้าพเจ้าก็นั่งร่วมอยู่ในวงเฮฮาของพวกเขา ดื่มกินกับพวกเขา ฟังพวกเขาเล่นดนตรีร้องเพลงจากเพลงที่ถูกแปลงเนื้อร้องให้ค่อนข้างลามกหยาบคาย ถึงเพลงแสวงหาของฮิปปี้ฝรั่ง และเพลงเพื่อชีวิต
            กลุ่มของเขา และเพื่อนของข้าพเจ้า รวมทั้งตัวข้าพเจ้าด้วยไม่ใช่คนตื่นตัวทางการเมือง เราเป็นเพียงวัยรุ่นที่มักทำอะไรขวางๆ สายตาและความรู้สึกของผู้ใหญ่ เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วเราชอบใส่เสื้อชาวเลยับๆ ที่เราซื้อมาย้อมสีเอง เราชอบไว้ผมยาว สะพายย่าม นุ่งกางเกงยีนส์ และใส่รองเท้ายางรถยนต์  เรียกว่าเราแต่งกายกันอย่างพวก 5 ย. เต็มรูปแบบ เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเราชอบทำอย่างนี้ คงเป็นเพราะผู้ใหญ่ไม่ชอบให้เราทำอย่างนี้กระมัง เราก็เลยตั้งอกตั้งใจกระทำมัน

            ข้าพเจ้ารู้จักกับเขาและกลุ่มของเขาเพราะเพื่อน ข้าพเจ้าและเพื่อนจบมัธยมปลายมาจากโรงเรียนเดียวกัน เราต่างสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเปิดเพราะสอบคัดเลือกไม่ได้ อันที่จริงแล้วเพื่อนของข้าพเจ้าเป็นเพื่อนรุ่นพี่ที่เข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยก่อนหนึ่งปี แต่อาจเพราะความรู้สึกเคว้งคว้างในมหาวิทยาลัยที่ทำให้เราจับกลุ่มกันตามโรงอาหารเมื่อไม่มีชั่วโมงเรียน เรากินอาหารร่วมกัน รอรถเมล์หน้ามหาวิทยาลัยร่วมกัน โบกรถกลับบ้านร่วมกัน ชวนกันไปดูหนัง ไปเที่ยวเตร่เฮฮาดื่มกิน และในวงเฮฮาดื่มกินในซอยบ้านเพื่อนนี้เองที่ข้าพเจ้ารู้จักเขา
            เขาพอเล่นกีตาร์ได้เป็นเพลง สนิทสนมกับรุ่นพี่ง่าย โดยเฉพาะเขาให้เกียรติรุ่นพี่ที่เรียนมหาวิทยาลัย อาจเป็นปมด้อยในใจของคนเรียนอาชีวะในสมัยยี่สิบกว่าปีที่แล้วกระมัง ในวงเฮฮาของเราเขาจึงมักเป็นคนวิ่งไปซื้อน้ำแข็ง โซดา กับแกล้มเสมอ
            เราดื่มกันสนุกสนานอย่างนั้นบ่อยๆ ทั้งๆ ที่แต่ละคนต่างไม่ค่อยมีเงิน ข้าพเจ้าและเพื่อนหลายคนหารายได้ใช้จ่ายเองโดยการรับจ้างตรวจปรู๊ฟหนังสือพ็อกเกตบุ๊ค รับจ้างจัดรูปเล่มหนังสือ รับหนังสือไปเร่ขายริมฟุตบาทบ้าง ลานว่างหน้าโรงหนังบ้าง คนที่ครอบครัวมีสตางค์หน่อยก็ไม่ต้องทำงานหารายได้อย่างพวกเรา แต่เราก็ดื่มกินด้วยกัน ใช้ชีวิตกันไปอย่างไม่เป็นโล้เป็นพายบ้าง มีสำนึกต่อสังคมและส่วนรวมบ้าง ดูเหมือนมิตรภาพในกลุ่มเล็กๆ ของเราจะสามารถข้ามพ้นสถานะทางชนชั้นอย่างที่ไม่มีใครรู้สึกและตั้งใจ

            หลัง 14 ตุลาคม 2516 มีการเดินขบวนบ่อยๆ มีการอภิปรายและแสดงดนตรีที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลุ่มของเราก็เป็นเช่นเดียวกับคนหนุ่มสาวจำนวนหนึ่งในยุคนั้น เราชอบไปฟังอภิปรายที่ธรรมศาสตร์ ชอบไปฟังดนตรีที่แปลกหูแปลกตาจากที่เราเคยได้ยินได้ฟังจากวิทยุ เพื่อนของข้าพเจ้าเล่นดนตรีเก่ง เขามักเล่นเพลงที่เคยได้ฟังที่หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ให้เราฟังในวงเหล้าบ่อยๆ เวลามีการชุมนุมเดินขบวน เราไปร่วมอยู่ในขบวน ส่วนใหญ่เราจะอยู่ในกลุ่มค่อนไปทางข้างท้าย บางครั้งเพื่อนของข้าพเจ้าและเพื่อนชาวอาชีวะของเราจะสมัครเป็นหน่วยรักษาความปลอดภัย การลุยการตีกันเป็นสิ่งคุ้นเคยสำหรับพวกเขา จิตใจกล้าเสียสละหรือสำนึกทางสังคมจะมีในใจของเขาหรือไม่ ข้าพเจ้าไม่รู้ แต่ข้าพเจ้ามักเห็นเขาชอบไปอยู่ในกลุ่มรักษาความปลอดภัย อาจเป็นเพราะว่าที่หน่วยนี้เขามีมิตรสหายที่คุ้นหน้าตา อาจเพราะว่านี่เป็นโอกาสที่เขาจะไม่ต้องวางตัวในสถานะเป็นรองใคร หรืออาจด้วยเหตุผลอื่นใดที่ข้าพเจ้าไม่อาจเข้าใจ แต่เราก็เข้าร่วมในการชุมนุมเดินขบวนเสมอๆ และโดยมิได้นัดหมาย เรามักจะพบกันในการชุมนุมเดินขบวนเช่นนั้น
            ทุกครั้งที่พบกันเขาจะผละจากกลุ่มเพื่อนอาชีวะของเขาเข้ามาทักทายข้าพเจ้าด้วยความสนิทสนมคุ้นเคย บ่อยครั้งที่เขาขอเงินสิบบาทยี่สิบบาทจากข้าพเจ้า เราต่างไม่คิดมากกับการขอเงินเพื่อนฝูงใช้ บางทีเราชวนกันไปหาข้าวแกงข้างทางกิน ถ้ารวยหน่อยหลังเลิกจากการชุมนุมเรากลับไปตั้งวงดื่มกินในซอยบ้านของเขา เราคงไม่ใช่คนที่มีชีวทัศน์และโลกทัศน์แจ่มชัด แม้ว่าเราจะอ่านหนังสือ “ชีวทัศน์เยาวชน” เล่มเล็กๆ  กันคนละหลายๆ เที่ยวก็ตาม

            หลัง 6 ตุลาคม 2519 เราต่างไม่ได้พบกัน ดูเหมือนคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มนี้ไม่มีใครเข้าป่า แต่เราก็ระมัดระวังตัวและหวั่นหวาดต่ออันตราย ข้าพเจ้าไม่ได้ข่าวว่าเพื่อนของข้าพเจ้าและเพื่อนชาวอาชีวะถูกจับหรือได้รับอันตรายในเหตุการณ์ 6 ตุลา หรือไม่ ข่าวคราวของเราแต่ละคนเงียบหายไปพร้อมๆ กันกับเหตุการณ์ 6 ตุลาและการเดินทางเข้าป่าของคนหนุ่มสาว ข้าพเจ้าและเพื่อนเลิกไปมหาวิทยาลัย ดูเหมือนเพื่อนชาวอาชีวะของเราก็ไม่ได้กลับไปเรียนหนังสือเช่นกัน หลังจากหลบซ่อนตัวกันพักใหญ่ เราต่างก็หาช่องทางดำรงชีพในเมืองตามวิถีทางของแต่ละคน
            เพื่อนที่เล่นดนตรีเก่งของข้าพเจ้าเคยเข้าไปเป็นนักดนตรีในบาร์อยู่ช่วงหนึ่ง เขาทนความเย้ายวนของชีวิตกลางคืนไม่ได้จึงใช้ชีวิตค่อนข้างเหลวไหล กระทั่งบางช่วงจังหวะชีวิตค่อนไปทางเหลวแหลก เพื่อนอีกคนกลายเป็นคนติดเหล้า อีกคนกลายเป็นคนขาดความจริงใจต่อสังคม ทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ชีวิตรอด ทั้งหลอกต้ม โกง กระทั่งหักหลัง อีกคนทำงานสารพัดอย่าง ตั้งแต่ขายทุเรียน ขับสิบล้อ แต่ด้วยจิตใจที่เปราะบาง เขาเป็นคนพ่ายแพ้ต่อชีวิต ที่เมาทั้งเหล้าเมาทั้งชีวิต ชีวิตครอบครัวล้มเหลว และตกงานยาวนาน พูดจาไม่รู้เรื่องจนเพื่อนเอือมระอาที่จะเข้าใกล้ คนที่ประสบผลสำเร็จทางการทำงานก็มีอยู่บ้าง ส่วนข้าพเจ้าพอดำรงชีพอยู่ได้กับงานที่ไม่ต้องใช้แรงงาน เนื่องจากสุขภาพไม่อำนวย ผิดกับเพื่อนชาวอาชีวะที่ข้าพเจ้าพบริ้วรอยชีวิตของคนกรำงานหนักได้อย่างชัดเจน

            เกือบยี่สิบปีที่ไม่ได้พบกันทำให้ข้าพเจ้านึกชื่อของเขาไม่ออก เขาเดินรี่เข้ามายกมือไหว้ข้าพเจ้าที่แผงหนังสือข้างสนามบอลธรรมศาสตร์ ในงาน 14 ตุลาคมเมื่อสองปีที่แล้ว ร่างกายของเขาทรุดโทรมไปมาก เขายังขอเงินข้าพเจ้าสิบยี่สิบบาทเมื่อพบหน้าเหมือนยี่สิบปีที่แล้ว ข้าพเจ้าพบรอยยิ้มฟันหลอและรอยยิ้มที่แววตาของเขาได้อย่างชัดเจน
            เขายังคงทำงานไม่เป็นหลักแหล่งแม้ว่าอายุจะมากขึ้น เขาก็ยังคงเหมือนวัยรุ่นซุกซนที่ค่อนข้างเกเรเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว เขายังคงยิ้มอย่างนั้น ยังคงยกมือไหว้ทักทายข้าพเจ้าอย่างสนิทสนมและคุ้นเคย เขาจำชื่อของข้าพเจ้าได้อย่างแม่นยำและขอเงินข้าพเจ้าสิบบาทยี่สิบบาทเหมือนที่เคยทำ ข้าพเจ้าควักเงินออกจากกระเป๋าส่งให้เขา ตบบ่าเขาเบาๆ และชวนเขาไปกินข้าว เขากล่าวขอบคุณเบาๆ แต่ว่าไม่ได้ไปกับข้าพเจ้า
            เวลาผ่านไปยี่สิบกว่าปีแล้ว ข้าพเจ้าไม่กล้าบอกเขาว่าข้าพเจ้ายังจำเขาได้ แต่ว่านึกชื่อเขาไม่ออก

            ปีนี้ข้าพเจ้าไม่ได้ผ่านไปละแวกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในช่วง 14 ตุลา ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าเขาจะมานั่งเหน็ดเหนื่อยอยู่แถวสนามหลวง หรือเดินเตร็ดเตร่อยู่แถวท่าพระจันทร์ หรือว่าคอยเดินหาคนที่รู้จักอยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัย
          เวลาผ่านไปยี่สิบกว่าปีแล้ว ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าในยามจัดงานรำลึกเหตุการณ์เดือนตุลา ผู้คนจะมีใจคิดถึงคนที่นึกชื่อไม่ออกอย่างเพื่อนฟันหลอของข้าพเจ้ากันบ้างไหม?
          เวลาผ่านไปยี่สิบกว่าปีแล้ว...



เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรก : นสพ.ผู้จัดการรายวัน 21-22 ตุลาคม 2538

วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2556

พินัยกรรมฉบับหนึ่ง


กลุ่มมิตรสหายของเราเรียกท่านว่า “คุณพ่อ” ด้วยความสนิทสนมและคุ้นเคย ดูเหมือนคนหนึ่งในกลุ่มของเราซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับลูกสาวของท่านจะเรียกท่านอย่างนี้ แล้วเราก็พากันเรียก “คุณพ่อ” ตามเขาต่อมา
และคุณพ่อก็เป็นคุณพ่อของลูกๆ เช่นพวกเรา เต็มตามความหมายและความรู้สึกของทั้งเราและท่านตลอดมา
คุณพ่อไม่ได้เป็นนักบวช ท่านเป็นฆราวาสที่ครองเรือนด้วยความรักความอบอุ่นอย่างชาวพุทธแท้ เราพากันมาเป็นลูกๆ ของคุณพ่อคุณแม่ครอบครัวนี้ ภายหลังท่านสูญเสียลูกสาวซึ่งเป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนของเรา เวลาผ่านไปยี่สิบกว่าปีแล้ว ลูกๆ แต่ละคนเปลี่ยนจากเด็กหนุ่มที่ห่ามและคะนอง เป็นคนย่างเข้าสู่วัยกลางคนที่มีบาดแผลริ้วรอย คุณพ่อคุณแม่ชราและอ่อนแรงไปตามวัยด้วยเช่นกัน
แต่เรายังคงรักนับถือท่านเป็นคุณพ่อ คุณแม่ และท่านก็ผูกพันรักใคร่พวกเราเป็นลูกอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

หลายเดือนที่แล้วคุณพ่อโทรศัพท์มาหา น้ำเสียงของท่านยังคงแสดงออกถึงความผูกพันเอาใจใส่ในตัวลูกๆ อย่างเดิม ข้าพเจ้ามักรู้สึกผิดที่ไม่ค่อยได้โทรศัพท์ไปพูดคุย และไม่ค่อยได้ไปเยี่ยมเยียนคุณพ่อที่บ้าน นานๆ ครั้งจึงจะนัดแนะกับเพื่อนเพื่อไปเยี่ยมท่านที่บ้านสักครั้ง ครั้งนั้นคุณพ่อดีใจมาก ท่านพูดคุยถึงชีวิตและงานการของเรา นอกจากจะบ่นว่าท่านแก่ตัวไปมาก และสุขภาพก็ไม่แข็งแรงเหมือนเก่าแล้ว คุณพ่อได้เล่าถึงงานหนังสือที่ท่านกลับมาทำอีกครั้งหนึ่ง ในเวลาที่สุกงอมกับความคิดและชีวิตเต็มที่แล้ว

คุณพ่อเคยเขียนหนังสือและแปลหนังสือเมื่อครั้งวัยหนุ่ม ท่านเคยเล่าถึงมิตรสหายในแวดวงหนังสือให้เราฟังเป็นบางครั้ง แต่ท่านก็มักจะเล่าข้ามส่วนที่เป็นตัวท่านและผลงานหนังสือของท่านไป
มิตรสหายคนหนึ่งของคุณพ่อ คือ จิตร ภูมิศักดิ์ อีกท่านหนึ่งคือ ทวีป วรดิลก ซึ่งเป็นมิตรสหายของจิตร ภูมิศักดิ์ เช่นกัน คุณพ่อไม่ค่อยจะพูดถึงคุณจิตร ภูมิศักดิ์ บ่อยนัก ท่านคงเกรงว่าจะเป็นการอวดอ้างตนว่ารู้จักสนิทสนมกับคนเก่งที่มีชื่อเสียงมากๆ อย่างจิตร ภูมิศักดิ์ ลักษณะถ่อมตนอย่างจริงใจนี้เป็นธรรมชาติในบุคลิกของคุณพ่อ เรารู้ว่าคุณพ่อสนิทสนมกับจิตร ภูมิศักดิ์ รู้มาว่าในช่วงหนึ่งของชีวิต จิตร ภูมิศักดิ์ เคยเดินทางไปเที่ยวสิงคโปร์โดยเรือเดินสมุทร เรารู้ว่าคุณพ่อมีอาชีพเป็นกัปตันเรือเดินสมุทร จากครั้งวัยหนุ่มจวบจนเกษียณจากงาน อีกทั้งผู้คนในแวดวงหนังสือหลายคนก็เล่าให้ฟังว่า จิตร ภูมิศักดิ์ มีเพื่อนเป็นกัปตันเรือ
ชื่อของจิตร ภูมิศักดิ์ กลายเป็นชื่อที่น่าทึ่งและเร้าความสนใจของเราอย่างยิ่ง ในช่วงกระแสความรับผิดชอบต่อสังคมของปัญญาชนสูงเมื่อช่วงยี่สิบกว่าปีที่แล้ว เวลานั้นเองที่พวกเราต่างเป็นเด็กหนุ่มคะนอง และเป็นช่วงเวลาที่พวกเรากระหายใคร่รู้ในเรื่องต่างๆ ตามวัย เราพากันเข้าร่วมในกิจกรรมทางสังคม ไปฟังอภิปราย ไปเดินขบวน ไปดูหนังเรื่องต่างๆ แล้วนำมาถกเถียงพูดคุย หลายคนในกลุ่มของเราเริ่มฝึกฝนการเขียนหนังสือ และทุกคนในกลุ่มของเราต่างก็กระหายในการอ่านหนังสือนอกห้องเรียน เรามักนำเรื่องราวต่างๆ ที่เราไปพบไปทำมาเล่าให้คุณพ่อฟัง

บ้านของคุณพ่อมีหนังสือต่างๆ ตั้งแต่ช่วงก่อน พ.ศ.2500 เก็บเอาไว้มาก นอกจากหนังสือแนววรรณกรรมที่พวกเราชอบอ่านแล้ว คุณพ่อยังมีหนังสือด้านสังคมศาสตร์ แนวคิดทางปรัชญา และหนังสือที่ให้ความรู้ด้านพุทธศาสนาเก็บเอาไว้มาก พวกเราชอบหยิบยืมหนังสือของคุณพ่อไปอ่าน เรายืมหนังสือของคุณพ่อครั้งละนานๆ บ่อยครั้งนานจนหนังสือหายหรือลืมนำมาคืนก็เคย แต่คุณพ่อก็ไม่เคยบ่นหรือตำหนิพวกเรา ตรงกันข้ามบ่อยครั้งที่คุณพ่อมอบหนังสือเล่มที่คุณพ่อมีซ้ำให้กับพวกเรา
ตู้หนังสือที่บ้านคุณพ่อมีหนังสือของท่านพุทธทาสอยู่มาก นอกจากจะศึกษาด้วยการอ่านแล้ว คุณพ่อยังปฏิบัติตนเยี่ยงชาวพุทธ ที่แท้ท่านครองตนเป็นแบบอย่างที่ดี แต่แม้คุณพ่อจะครองตนด้วยศีลด้วยธรรม ท่านก็ใจกว้าง เข้าใจธรรมชาติของช่วงวัยคะนองของลูกๆ ได้ดี

เรามักนัดกันไปให้คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงข้าวที่บ้านในช่วงวันหยุด อิ่มข้าวอิ่มขนมแล้ว เราพากันไปค้นตู้หนังสือของคุณพ่อ จากนั้นพูดคุยเรื่องต่างๆ กับคุณพ่อคุณแม่บ้าง คุยโม้ และถกเถียงกันเองเอะอะโวยวายบ้าง พอเย็นย่ำเราก็ลากลับ มีขนมบ้าง หนังสือบ้าง ติดมือไปด้วย
แต่ลากลับแล้ว เราไปกินเหล้าเมายากันอยู่เสมอๆ โดยกลับไม่ถึงบ้านพักตนเอง ข้าพเจ้าคาดว่าคุณพ่อเองก็น่าจะรู้อยู่ในใจว่า ลูกๆ วัยคะนองกลุ่มนี้มิได้เป็นเด็กดีหรือเรียบร้อยอย่างที่อยู่ต่อหน้าคุณพ่อ ดูเหมือนช่วงนั้นเราทุกคนในกลุ่มจะติดบุหรี่ เมาเหล้า เมาเบียร์ เป็นเรื่องประจำ มีเพียงกัญชาเท่านั้นที่เราปกปิดไม่ให้คุณพ่อรู้ว่า พวกเราก็เสพมันบ่อยๆ
คุณพ่อคุณแม่มักจะเตือนสติพวกเราด้วยความอ่อนโยน แต่แม้กระนั้นเพื่อนบางคนในกลุ่มของเราก็ยังเตลิดไปตามจิตใจอ่อนแอ แม้จนบัดนี้

หลัง 6 ตุลาคม 2519 ปัญญาชนนักศึกษาหลบหนีซ่อนตัวจากสังคมและมหาวิทยาลัย บางคนในกลุ่มของเราเข้าป่า ส่วนใหญ่เตลิดหลบซ่อนตัวตามที่ต่างๆ กลุ่มของเรากระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง พวกเราไม่ค่อยได้ติดต่อกับคุณพ่ออีกหลังจากนั้น
คุณพ่อคุณแม่ยังคงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายสมถะเหมือนเดิม พวกเราหายกันไปคนละหลายๆ ปี นานๆ ครั้งจะมีใครสักคนไปเยี่ยมคุณพ่อ พร้อมทั้งฟ้องให้ฟังว่าลูกคนนั้นกำลังทำตัวเละเทะเหลวไหล คนนี้เลอะเทอะเลยเถิดไปใหญ่แล้ว เรามาปรับทุกข์ให้คุณพ่อฟัง มาระบายความอึดอัดคับข้องของเรา คุณพ่อรับฟังด้วยความเป็นห่วงทุกครั้ง เราสัมผัสได้ถึงความรัก ความอบอุ่นผูกพันทุกครั้งที่ไปหาคุณพ่อ ไม่ว่าสังคมจะเป็นเช่นไร ไม่ว่าภาวะชีวิตของเราและคุณพ่อจะเป็นเช่นไร คุณพ่อก็เป็นคุณพ่อคนเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง
จนไม่กี่ปีหลังนี้เองที่เราไปติดต่อคุณพ่อบ่อยครั้งขึ้น แต่บ่อยครั้งของเราคือปีละไม่กี่ครั้ง คุณพ่อดีใจทุกครั้งที่พวกเราไปเยี่ยมหรือโทรศัพท์ไปพูดคุย แต่พวกเราก็ช่างบกพร่องเหลือเกิน อ้างโน่น อ้างนี่ จนลืมครั้งละนานๆ

ครั้งหลังๆ ที่ไปเยี่ยมคุณพ่อ ดูเหมือนจะหลายเดือนแล้ว คุณพ่อตัดเก็บบทความที่เห็นว่าเราได้ควรอ่านไว้ให้ ให้กำลังใจด้วยการพูดถึงงานเขียนในกรอบหน้าของข้าพเจ้า คุณพ่อพูดด้วยอารมณ์ดีว่า คุณพ่อก็กลับมาเขียนหนังสือแล้วเหมือนกันนะ จากนั้นก็ไปค้นหนังสือที่ท่านเรียบเรียงมาเซ็นมอบให้ เราไปดูที่โต๊ะหนังสือ เห็นต้นฉบับลายมืออีกปึกหนึ่งวางอยู่ คุณพ่อกำลังเรียบเรียงหนังสือที่ท่านตั้งชื่อคร่าวๆ ไว้ว่า “ธรรมนิยม” ซึ่งเป็นผลงานชิ้นที่ท่านผูกพันมาก
คุณพ่อศึกษาความคิดทางสังคม และปรัชญาต่างๆ มาเป็นเวลาเนิ่นนาน ท่านบอกด้วยความสุขกับข้าพเจ้าว่า ธรรมนิยมคือคำตอบที่น่าจะมีประโยชน์ต่อผู้คนในทัศนะของท่าน หลังจากศึกษาค้นคว้าทั้งทุนนิยม สังคมนิยม และปรัชญาศาสนาต่างๆ มากมาย คุณพ่อเล่าให้ฟังว่า ให้คำตอบกับตนเองได้อย่างหนักแน่นแล้วในวัยสนธยาของชีวิต
มือเย็นวันนั้นคุณพ่อชวนไปเลี้ยงข้าวนอกบ้าน และยังเอ่ยปากให้ข้าพเจ้าและเพื่อนสั่งเบียร์มาดื่ม แม้ว่าจะเป็นชาวพุทธที่แท้ แต่คุณพ่อก็ไม่เคยทำให้เรารู้สึกว่าตนผิดรุนแรงกับการดื่มเหล้าดื่มเบียร์ต่อหน้าคุณพ่อ ท่านยอมรับในความเป็นโลกียชนที่ยังเป็นเหมือนผลไม้ดิบของเรา ท่านเพียงแต่ให้สติและรอคอยให้ผลไม้ดิบเช่นเราสุกงอมตามความควรเป็นของเราเอง

คุณพ่อเป็นชาวพุทธที่คุณธรรมและดวงปัญญาตลอดยี่สิบกว่าปีที่เราไปมาหาสู่คุณพ่อ นอกจากข้อคิดและหนังสือต่างๆ ที่คุณพ่อมอบให้สม่ำเสมอแล้ว ของขวัญสิ่งเดียวที่ต่างออกไปคือ ใบโพธิ์จากพุทธคยา วันนั้นข้าพเจ้าและเพื่อนไปเยี่ยมคุณพ่อด้วยกัน คุณพ่อนำใบโพธิ์จากพุทธคยามามอบให้เราคนละใบ
หลังๆ มานี้สุขภาพของคุณพ่อไม่แข็งแรง แต่คุณพ่อก็ยังแจ่มใสร่าเริง ข้าพเจ้าพบกันคุณพ่อช่วงที่เราต่างเดินทางไปที่สวนโมกข์เมื่อปีที่แล้ว หลังจากนั้นโทรศัพท์ไปพูดคุยและนัดกินข้าวกับคุณพ่ออีกไม่กี่ครั้ง มารับรู้ข่าวว่าคุณพ่อจากไปด้วยโรคหัวใจ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 กันยายนนี้
คุณพ่อเป็นคนที่มีทั้งสติและปัญญาถึงพร้อม แม้ยามเจ็บป่วย ท่านจึงร่างพินัยกรรมคำสั่งของท่านด้วยลายมือของท่านเอง เป็นพินัยกรรมที่แสดงความเป็นคนอย่างคุณพ่ออย่างแท้จริง คนที่ไปงานสวดพระอภิธรรมของคุณพ่อต่างก็ยืนอ่านพินัยกรรมนี้ด้วยความทึ่ง และเคารพในความเป็นคุณพ่อที่น่านับถือ


พินัยกรรมคำสั่งเสียของคุณพ่อมีข้อความดังต่อไปนี้

 _______________________________________________

พินัยกรรมคำสั่งก่อนตายและหลังตาย
ของนายอรุณ  แสงทอง
ทำขึ้น ณ วันที่ 24 สิงหาคม 2539

1)      เมื่อเจ็บหนักจนต้องนำตัวส่งโรงพยาบาล
 1.1  ไม่ขอเข้าพักรักษาตัวในห้อง I.C.U.
 1.2  เมื่อหัวใจหยุดเต้นแล้ว ขอห้ามไม่ให้ปั๊มหัวใจ
 1.3  ขอไม่ใช้เครื่องมือแพทย์ไฮ-เทคเพื่อยืดความตาย (prolong death)
2)      เมื่อถึงแก่กรรมแล้ว
2.1 ให้ติดต่อทางราชการตามระเบียบ และนำศพอุทิศโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เพื่อศึกษาทางการแพทย์ (เอกสารการติดต่อกับ ร.พ.อยู่ในตู้คุณยาย)
2.2 แต่งตัวศพด้วยชุดพระราชทานสีขาว, ถุงเท้าดำ
2.3 ไม่ต้องมีพิธีรดน้ำศพ
2.4 ไม่ต้องขอซากศพมาทำพิธีอะไรอีก ให้โรงพยาบาลทำลายไปเลย
3)      กิจกรรมในส่วนของครอบครัวหลังจากตายไปแล้ว
3.1 ไม่ต้องไว้ทุกข์
3.2 ให้ทำบุญเลี้ยงพระที่เรียกว่าทำบุญ 7 วัน ตามธรรมเนียมประเพณี เพื่อรักษาวัฒนธรรมแห่งความรักและความผูกพันของสังคมไทย
3.3 ในการทำบุญ 7 วัน ให้ประกาศแจ้งในหน้าหนังสือพิมพ์ 2 ฉบับ เป็นการล่วงหน้า 5 วัน
3.4 ญาติมิตรที่มาร่วมทำบุญ 7 วัน ผู้ใดจะบริจาคทรัพย์ร่วมทำบุญด้วยให้รวบรวมเงินก้อนนี้สมทบทุนบุญนิธิในมูลนิธิเผยแพร่ชีวิตประเสริฐ (ผชป.)
3.5 ถ้าเป็นไปได้ การทำบุญ 7 วัน ให้กระทำพิธี ณ วัดชลประทานรังสฤษฎ์
  _______________________________________________


คุณพ่อได้จากไปแล้ว ฝากพินัยกรรมอย่างชาวพุทธที่แท้และต้นฉบับงานเขียนเรียบเรียงเชิงพุทธศาสนาไว้เตือนสติผู้อื่นต่อไป
คุณพ่อทำตัวเป็นผู้ให้ ทั้งในสิ่งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม แม้จนในเวลาสุดท้ายของชีวิต



เรืองรอง  รุ่งรัศมี



พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ กิ่งไผ่และดวงโคม ผู้จัดการรายวัน 14-15 กันยายน พ.ศ.2539