ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เงา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เงา แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

กระจกเงาของผู้ชาย


กระจกเงาของผู้ชาย

จะต้องมีกระจกเงาบานหนึ่งที่รอคอยข้าอย่างเปล่าประโยชน์
กระจกเงาที่รอคอยข้า ช่างว่างเปล่า รอบข้างของมัน
ไม่มีเครื่องเรือน ไม่มีโคมไฟ และหนังสือ
ไม่มีกิ่งใบที่แผ่ออกอย่างยุ่งเหยิงราวผมยาวของผู้หญิง
และผลแอปเปิ้ลที่ไม่เคยถูกคนลิ้มชิม

ภายในกระจกเงายิ่งไม่มีใบหน้าของข้า
ความทุกข์ตรมในดวงตาและรอยย่นเต็มหน้าผาก
มิได้เปล่งร้อง มันจะแตกร้าวจากการเปล่งร้อง
มิได้ครวญคราง มันจะเปลี่ยนรูปในการครวญคราง
บิดเบี้ยว ทำให้ใบหน้าของโลกกลายเป็นชวนขัน

กระจกเงานี้ เพียงแต่กลืนกินฝุ่นธุลีอยู่ทุกวันคืน

จากบทกวี : หนาน เหญิน เตอ จิ้ง จื่อ
โดย : จื่อ เหวิน

            บทกวีทำหน้าที่อะไร?
            บางทีคำถามนี่ไม่น่าจะถามนี้ก็ทำให้เราชะงัก
            บทกวีบอกเล่าอะไรบางอย่างนั้นเป็นของแน่ แต่อะไรบางอย่างนี้บางทีก็ทำให้พร่ามัว งุนงง
            บทกวี คือ การแสดงความในใจส่วนตัว ความในใจส่วนตัวนี้น่าจะเป็นทั้งความรู้สึก และความคิด แต่ความในใจส่วนตัวนี้น่าจะเป็นทั้งความรู้สึก และความคิด แต่ความในใจส่วนตัวเมื่อเป็น 'ส่วนตัว' ทำไมจึงต้องเขียนเพื่อให้ผู้อื่นได้อ่านด้วย
            เพื่อแสดงถึงลักษณะร่วม และลักษณะเฉพาะ ของมนุษย์เพื่อการทำความเข้าใจ มนุษย์ ชีวิต โลก ร่วมกัน นี่น่าจะเป็นเป้าหมายหรืออุดมคติที่สำคัญกว่าการแสดงความเก่งกล้าสามารถของตัวผู้เขียน
            การไปถึงสัจจะสูงสุด น่าจะคือจุดมุ่งหมายของบทกวี เช่นเดียวกับศิลปะวิทยาแขนงอื่นๆ ทั้ง คีตศิลป์ วิจิตรศิลป์ นาฏศิลป์

            การเขียนเพื่อแสดงความเก่ง ความยิ่งใหญ่ บางทีก็เป็นเพียงเป้าหมายตื้นเขิน และการหลงตัวเอง
          แต่หากไม่มีความเก่ง ความสามารถเลยก็ยากที่จะบรรลุถึงซึ่งสัจจะสูงสุดตามที่ตั้งใจไว้
            เว้นแต่ว่ากำลังลวงทั้งตนและผู้อื่นว่าตนนั้นอยู่เหนือระดับมนุษย์สามัญ
            แน่นอนว่า อัจฉริยะ หรือผู้อยู่เหนือระดับมนุษย์สามัญนั้นมี แต่คนเช่นนั้นก็ยังต้องค้นคิด ศึกษา เรียนรู้ ไม่มียกเว้น
           
            สิ่งที่แยกบทกวีที่มีคุณค่า ออกจากบทกวีพื้นๆ ทั่วไป แง่มุมหนึ่งคือ บทกวีที่มีคุณค่าทำให้ความในใจเฉพาะนั้นกลายเป็นข้อร่วมของบุคคลทั่วไปได้ จากนั้นยกระดับอารมณ์ และภูมิปัญญาให้สูง
            ที่เขายกย่องให้จัดหนังสือบทกวีไว้ในชั้นเดียวกับปรัชญาก็อยู่ที่ตรงเงื่อนไขนี้
          คำไพเราะ จินตภาพสวยๆ ภาษาที่ลื่นไหล ความสามารถในเชิงช่าง เป็นแต่เพียงความเก่ง ความสามารถยังมีอีกชั้นหนึ่งที่ต้องมุ่งไปสู่นั้นคือภูมิปัญญาที่นำมาสื่อสารเพื่อให้ชีวิต และโลกดีขึ้น
           
            บทกวี 'กระจกเงาของผู้ชาย' เป็นแต่เพียงบทกวีแสดงความในใจของปัจเจกบุคคล หรือว่าเป็นบทกวีที่ควรให้คะแนนมากกว่านั้น ท่านส่องเห็นสิ่งใดในกระจกเงานั้น และกระจกเงานั้นสะท้อนเงากลับไปกลับมาอย่างไร
            บทกวีสามารถเป็นได้ทั้งสิ่งที่เป็นเฉพาะกาล และนิรันดร์กาล
          ชั่วขณะหนึ่งข้าพเจ้าเห็นภาพผู้ชายคนหนึ่งในฐานะมนุษย์คนหนึ่งมองดูกระจกบานเดียวกับที่ฮุ่ยเหนิง สังฆปรินายก องค์ที่ 6 ของนิกาย ฌาณ (ธยานะ) เคยมอง
          พวกเขากำลังเจรจากันถึงชีวิต สนทนาจากโลกียะ สู่โลกุตระ


เรืองรอง รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ สายลมในกิ่งหลิว เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 629

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

กระจกที่ส่องไม่ค่อยเห็นตัว

หากว่าแต่งงานมีครอบครัว คนอายุ 35–50 ปี ก็คงเป็นพ่อแม่ของเด็กๆ ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงอุดมศึกษาได้สบายๆ หากเป็นพ่อแม่ของลูกที่เป็นวัยรุ่นหรือเรียนอยู่ระดับอุดมศึกษา ปัญหาช่องว่างทางความคิด ซึ่งแตกต่างตามช่วงวัย ภูมิหลัง ประสบการณ์ชีวิต และความแตกต่างของสังคมและยุคสมัย ทำให้เกิดสิ่งใดขึ้นกับคนเหล่านี้
เราพบว่าคนรุ่น 14 ตุลาและคนรุ่นเข้าป่าซึ่งอยู่ในวัย 35–50 ปี โดยประมาณ ในวันนี้ปฏิบัติต่อเรื่องเหล่านี้แตกต่างกันไป การกระทำบางอย่างชวนฉงนจนน่าตั้งข้อสังเกตเป็นประเด็นทางสังคม
            เด็กๆ ลูกของคนรุ่น 14 ตุลา ถึงรุ่นเข้าป่านั้นมีกระจัดกระจายไปทั่วประเทศ พวกเขาเรียนหนังสืออยู่ตามโรงเรียนต่างๆ ทั้งโรงเรียนวัด โรงเรียนประชาบาล โรงเรียนประจำอำเภอ ประจำจังหวัด โรงเรียนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง จนถึงโรงเรียนเอกชนที่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนแพงๆ จำนวนหนึ่งถูกพ่อแม่ให้ไปแสวงหากระดาษแผ่นนั้นถึงเมืองนอนด้วยจำนวนเงินก้อนโต
เกิดอะไรขึ้นกับวิธีคิดของคนเป็นพ่อแม่ อันมีผลถึงการกำหนดฝีเท้าก้าวเดินของผู้เป็นลูกให้แตกต่างกันมาก

ไม่เพียงแต่การกำหนดฝีเท้าก้าวเดินของคนเป็นลูก คนช่วงวัย 35–50 ปี ยังมีส่วนอย่างสำคัญต่อการโน้มนำชักจูงฝีเท้าก้าวเดินของคนอีกรุ่นหนึ่งของสังคมอยู่ในวันนี้
            ขณะที่คนรุ่นอายุ 35–50 ปี บ่นว่าไม่มีเพลงไทยจะฟัง ไม่มีหนังไทยจะดู ไม่มีละครโทรทัศน์ไทยที่ชอบ ในสายงานวัฒนธรรมบันเทิงไทยกลับเต็มไปด้วยคนในวัย 35–50 ปี
ไม่เพียงจะเป็นคนทำงานในระดับปฏิบัติการ แต่มีจำนวนไม่น้อยที่เป็นผู้บริหารระดับตัดสินและวางแผนทางนโยบาย
            ในแวดวงเศรษฐกิจการเมืองก็เช่นเดียวกัน คนที่ปั่นและเป่าลูกโป่งฟองสบู่ ส่วนข้างมากอยู่ในช่วงวัยนี้
            บรรณาธิการหนังสือพิมพ์และนิตยสารจำนวนมากเป็นคนในช่วงวัยนี้ ผู้กำกับภาพยนตร์กี่คนเป็นคนรุ่นนี้ หัวหน้าข่าวและนักข่าวมากมาย คนเขียนบทหนังสือและโทรทัศน์ คนแต่งเพลง คนเขียนคำโฆษณา คนสร้างภาพลักษณ์ให้สินค้า คนวางแผนงานสินค้าวัฒนธรรม ผู้ถือหุ้นและผู้ร่วมทุนในกิจการวัฒนธรรมบันเทิงเหล่านี้ ลองไล่เรียงไปตามแต่ละหน่วยงานของสังคมไทยในวันนี้ เราจะพบว่าคนรุ่นอายุ 35–50 ปี ยึดครองพื้นที่อยู่มาก 
            ส่วนหนึ่งที่คนในสายศิลปวัฒนธรรมและการบันเทิงไทยรุ่นอายุ 35–50 ปี ไม่กระทำลงไป ได้เป็นเสมือนบูมเมอแรงที่ย้อนกลับมากระทบตัวของเขาและสังคมที่เขาอยู่
            การจับคนหน้าตาดีที่เสียงงั้นๆ มาเปล่งเสียงประกอบเสียงดนตรี เป็นการกระทำของใคร คนกำหนดนโยบายและเจ้าของทุนเป็นคนรุ่นไหน คนทำมิวสิควิดีโอหรือคนกำหนดงบโปรโมทมิวสิควีดีโอที่มีให้ดูจนมีนชาเป็นใคร คนทำนิตยสารเล่มหรูหราแต่สาระรุ่งริ่งนั้นมาจากนอกโลกหรือ คนวางภาพลักษณ์ในให้สิ่งกลวงๆ ล้างสมองผู้คนอยู่ในโทรทัศน์เล่า ทั้งหลายเหล่านี้คนรุ่นอายุ 35–50 ปี พูดว่ามิได้ร่วมทำและกำหนดให้เกิดขึ้นได้หรือ

            คนรุ่นอายุ 35–50 ปี บ่นเสียงดังเสมอ ต่อความอึดอัดคับข้องใจเรื่องสินค้าเชิงวัฒนธรรมและรสนิยมซึ่งอัตคัดขาดแคลนสำหรับเขา เป็นธรรมชาติของช่วงวัยหรือที่คนในช่วงวัยนี้จะเริ่มบ่นอย่างไม่ต้องเหลียวมองตนเอง ข้าพเจ้ามิได้ยกเว้นตัวเองไว้ในกรณีเช่นนี้ หลายปีมานี้ข้าพเจ้าพบว่าตนเองก็ไม่ติดต่อสัมพันธ์กับโรงภาพยนตร์ ไม่ชอบฟังเพลงที่ออกใหม่ๆ หงุดหงิดกับการ “ขาย” อะไรต่อมิอะไร แน่นอน ข้าพเจ้ารำคาญและไม่ชอบใน Presenter ของสิ่งนั้นๆ ไม่น้อย แต่พอได้สติคิด ข้าพเจ้าบอกตัวเองว่า เออ! พวกคนที่ผมเริ่มหงอกแซมอย่างคนรุ่นข้าพเจ้านี่หว่า ที่กำหนดให้สิ่งน่าหงุดหงิดเหล่านี้เกิดเฟื่องฟูขึ้นมาในสังคมยุคนี้
            ข้าพเจ้าและคนรุ่นข้าพเจ้าได้เหวี่ยงบูมเมอแรงทางวัฒนธรรม ให้ย้อนกลับมาเคาะหัวตัวเองมาแล้วเท่าไร

            ประเด็นปัญหาที่น่ามองคือ เป็นไปได้หรือที่การเหวี่ยงบูมเมอแรงทางวัฒนธรรมที่ปฏิบัติติดต่อกันมานับสิบปีนี้จะเป็นไปโดยไม่รู้สึกตัว หรือว่ามืออาชีพทั้งหลายจะเร่งรุดไปกับกระแสและความเร็วจนไม่ได้ทบทวนตัวเอง หรือว่าได้กลายเป็น “คนในร่องในรอย” แบบที่มีร่องก็ไหล มีรอยก็ตามๆ กันไป พอหงุดหงิดอึดอัดก็บ่นๆ กันไป โดยลืมไปว่าผลของวิถีพฤติกรรมของตนนั่นเองที่ตนบ่นไม่พอใจอยู่
            เมื่อครั้งที่คนรุ่นอายุ 35–50 ปี ในวัยนี้ยังเป็นหนุ่มเป็นสาวเป็นวัยรุ่นอยู่ เขาเคยบ่นเบื่อวิพากษ์วิจารณ์เพลงสมัยก่อนว่ามีร้อยเนื้อทำนองเดียว หนังไทยละครโทรทัศน์ไทยเชย ไม่ลึกซึ้งและน่าเบื่อ  พอถึงวันนี้ที่คนรุ่นอายุ 35–50 ปี สามารถผลักดันแนวเพลงไทย ละครโทรทัศน์ไทย และภาพยนตร์ แล้วเราก็ได้เพลงแบบ “เนื้อเดียวครึ่งทำนอง” จำนวนมากมายเสียยิ่งกว่าเพลงยุค สุเทพ, สุนทราภรณ์ และได้ดูหนังไทยและภาพยนตร์โทรทัศน์ที่เชยบ้างไม่เชยบ้างเท่านั้น เท่านั้นจริงๆ

            วัฒนธรรมบันเทิงและศิลปะนั้น คือวิถีแห่งวิญญาณและภูมิปัญญาของสังคม มันส่องสะท้อนถึงอดีตและชี้ให้เห็นถึงอนาคต
            แต่คนที่ทำงานวัฒนธรรมบันเทิงและศิลปะของเรานั้น เคยส่องเห็นตนเองซึ่งเป็นผู้กระทำไหม  โดยเฉพาะคนรุ่นอายุ 35–50 ปีในวันนี้ นอกจากบ่นว่าคนรุ่นน้องรุ่นลูก และยุคสมัยของสังคมแล้ว เขาเคยพยายามหยิบกระจกส่องมองวิถีแห่งวัฒนธรรมของตนเองมากน้อยเพียงไร เขามองเห็นหรือไม่ว่ามือของใครที่เหวี่ยงมูมเมอแรงทางวัฒนธรรมเช่นนี้ออกไป
            เขาพร้อมที่จะมองเห็น วิพากษ์วิจารณ์ และรับการวิพากษ์วิจารณ์ ตลอดจนตื่นขึ้นมากำหนดแก้ไขและปฏิบัติสู่สิ่งที่ดีขึ้นหรือยัง
            เอาเข้าจริงๆ ตอนที่ข้าพเจ้าผมเริ่มหงอกแซม ข้าพเจ้าก็บอกตัวเองได้ยิ้มๆ ว่า “กรรมใดใครก่อ” และมันก็เป็นกันทั้งหัวหงอกหัวเริ่มหงอก และหัวดำพอๆ กัน

            เราต่างเป็นกระจกที่ส่องไม่ค่อยเห็นตัว และเป็นผู้ร่วมกำหนดความงามความอัปลักษณ์ที่เราผจญอยู่ไม่ได้มากน้อยกว่ากัน
            เราวางทางบางอย่างให้เด็กอนุบาลจนถึงเด็กมหาวิทยาลัยของเราอยู่ในวันนี้ และเราควรรับผลของมันต่อไป
            วิธีคิดของเรานั่นแหละ ที่มีส่วนกำหนดสังคมและฝีเท้าของคนรุ่นน้องรุ่นลูกของเราในวันนี้ และนั่นเท่ากับวิธีคิดของเรามีส่วนกำหนดการคลี่คลายตัวของคนรุ่นลูกรุ่นน้องของเราด้วย
            กระจกเงาของยุคสมัยสะท้อนกลับไปกลับมา แต่เราไม่ค่อยมอง เราไม่ค่อยยอมเห็นเงาสะท้อนของเราในกระจกนั้น


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรก : นสพ.ผู้จัดการรายวัน 5-6 สิงหาคม 2538 

วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2556

เงาในน้ำ, ผ้าขาว


























ริม ห้วย หนอง คลอง บึง แม่น้ำ ลำธาร
มีพลิ้วคลื่น มีสายลม มีร่มเงา
และมีเงาสะท้อนของท้องฟ้าอยู่ในน้ำ
ถ้ามองให้ดี  มีเงาของเราอยู่บนผิวน้ำนั้นด้วย
เป็นเงาที่สำคัญ  และเราควรคุยกับเงานั้นให้สม่ำเสมอ.






ภาพ : ชวิน  ถวัลย์ภิยโย
คำ : เรืองรอง  รุ่งรัศมี



ผ้าขาว

ผ้าสีขาวผืนใหญ่แขวนอยู่บนราวกลางแดด ผู้คนที่ผ่านไปมา ต่างพูดกันถึงความขาวสะอาดของผ้าผืนนั้น เสียงบรรยายถึงความขาวของผ้าถูกบอกเล่าจากปากหนึ่งสู่อีกปากหนึ่ง แพร่จากเมืองหนึ่ง สู่อีกเมืองหนึ่ง แล้วในที่สุดก็กลายเป็นที่รำลือไปทั้งแผ่นดิน
...............................
หลังจากวันอากาศแปรปรวน ลมวนพัดหมุน ผู้คนต่างพากันจ้องมองไปที่ “ผ้าขาวผืนใหญ่บนราวกลางแดด” มีผู้ใดกี่คนที่ทำใจสงบ พิจารณาอาภรณ์สีขาวที่ห่มคลุมร่างกายตนไว้ มีใครมองเห็นดวงจิตของตนในชั่วขณะจิตนี้ว่าเป็นเช่นไรบ้างไหม ภายในหมู่เหล่าผู้คนที่นุ่งห่มสีขาว และผู้ที่ร่ำลือโจษจันในสีขาว มีใครถามและตอบตัวเองไหมว่า สีขาวนั้นแท้จริงคืออะไร ความมืดสีขาวถูกพิสูจน์ในวัดลมวนพัดหมุน
ที่ราวกลางแดด ผ้าขาวเป็นเช่นใดกัน
เมื่อผ้าขาวผืนหนึ่งถูกมองพิจารณา จิตของผู้นุ่งห่มด้วยอาภรณ์สีขาวมากมาย เปรอะเปื้อนด้วยตัวตนของอัตตาของตนหรือไม่
การเข้าใจให้ลึกถึงสาระของความจริง ความดี ความงาม เป็นสิ่งที่ใครทำ คนนั้นก็ได้รับเองจริงๆ
อย่ากลัวเงาเลย มีเงา หมายความว่า มีแสงสว่างอยู่ใกล้ๆ ไปที่แสงนั้น ไปสู่ความจริง ความดี ความงามที่แท้
มายาสีไหนๆ ก็คือ มายา





เรืองรอง  รุ่งรัศมี
1/1/2005


คัดลอกบางส่วนที่ตีพิมพ์ลงในคอลัมน์ กิ่งไผ่และดวงโคม ผู้จัดการปริทรรศน์ ฉบับวันที่ 28 มกราคม -3 กุมภาพันธ์ 2537