ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คติ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คติ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เซียน และเทพ


            บนหิ้งบูชาของชาวจีน มีรูปเคารพอะไรบ้าง?
            พระพุทธรูป
            เจ้าแม่กวนอิม
            แป๊ะกง
            ตี่จู๋เอี๊ย
            จี้กง
            ฮก ลก ซิ่ว
            ไท่ เสียง เล่า กุน
            ไฉ่ สิ่ง เอี๊ย
            ฮู้ หรือผ้ายันต์
            และ ฯลฯ
            นอกจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว ชาวจีนยังเคารพบรรพบุรุษ การกราบไหว้บรรพบุรุษ เป็นคติความเชื่อที่มีลักษณะพิเศษโดดเด่นแตกต่างจากคติธรรมเนียมของชนชาติอื่น
            การกราบไหว้บูชารูปเคารพต่างๆ ของชาวจีน คือปรากฏการณ์ที่สะท้อนอุดมคติอันสืบต่อการมายาวนาน เป็นขนบประเพณีและความเชื่อเชิงจริยธรรม คติความเชื่อนี้ ผสมผสานทั้งแนวคิดฝ่ายพุทธ แนวคิดฝ่ายเต๋า และขงจื๊อ
            พุทธแบบจีน ผสมผสานอุดมคติแบบโพธิสัตว์และการปล่อยวางหลุดพ้นเข้าไว้ด้วยกัน ขณะหนึ่งจึงมีแนวคิดแบบอยู่เหนือโลก แต่พร้อมกันก็มีแนวคิดแบบอยู่กับโลกด้วย พุทธตามอุดมคติแบบจีนจึงออกจะเป็นพุทธแบบไม่นิ่งดูดาย เป็นแนวคิดแบบคาดหวังให้เข้าร่วมแบกรับภารกิจของสังคม และของโลก
            รูปเทพของจีนน่าจะจัดอยู่ในกลุ่มเทวรูป เทวรูปโดยหลักการแล้วคือรูปเทพเทวา หรือ 'เสิน' (shen) (จีนกลางอ่าน 'เสิน' แต้จิ๋วอ่าน 'ซิ้ง)
            ไฉ่สิ่งเอี๊ย (cai shen ye : ไฉ เสิน เหยฺ เสียงจีนกลาง) คือ เทพเจ้าแห่งทรัพย์สมบัติ (ไฉ cai : ทรัพย์สมบัติ, shen เสิน = เทพ, ye : เหยฺ = ผู้เฒ่า, คำที่เติมเข้าไปเพื่อใช้เรียกขุนนาง, คหบดี หรือเทพเจ้า) เป็นเทพเจ้าที่ชาวจีนกราบไหว้ขอพรให้ร่ำรวย ช่วยนำพาทรัพย์สมบัติมาให้
            เทพที่คล้ายไฉ่สิ่งเอี๊ย คือให้โชคลาภความร่ำรวย ยังนิยม ฮก ลก ซิ่ว (fu lu shou : ฝู ลู่ โซ่ว) ฝู หรือ ฮก คือ ลาภสมบัติ, ทรัพย์สิน และความสุข ความโชคดี, ลู่ หรือ ลก คือ ยศสมบัติ ตำแหน่งราชการ หรือสถานะทางสังคม, โซ่ว หรือ ซิ่ว คือการมีอายุยืน  (บางทีแทน ฮก ลก ซิ่ว ด้วยรูปค้างคาว, กวาง และลูกท้อ ในเชิงสัญลักษณ์)
            ความคิดเรื่องมีอายุยืน หรือมีชีวิตอมตะ ไปพ้องกับความคิดเรื่อง 'เซียน (xian) ในลัทธิเต๋า เซียน คือผู้บรรลุมรรคผลเป็นคนเหนือโลกที่ไม่ตาย การบรรลุเซียนอาจจะเป็นผลจากการบำเพ็ญเพียรในทางธรรม หรือจากการได้กินยาอายุวัฒนะ หรือ 'เซียนตัน' (xian dan) ก็ได้
            'เซียน' ในแนวคิดจีนมีมากมาย มีรูปลักษณ์ต่างๆ กัน 'โป๊ยเซียน' หรือ 'แปดเซียน' (ba xian : ปาเซียน) คือเทพ 8 องค์ในตำนาน ที่มีอภินิหาร และชอบช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก เรื่องเล่าเกี่ยวกับ 'เซียน' และ '8 เซียน' นอกจากเป็นเรื่องเชิงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์แล้ว หลายเรื่องยังมีลักษณะแบบเรื่องของจอมยุทธ์ด้วย
            ในแนวคิดจีน เซียนกับเทพ จะแยกแยะลักษณะคุณสมบัติที่แตกต่างอย่างเด็ดขาดชัดเจนยาก และเส้นแบ่งระหว่างเทพในแนวคิดเต๋า กับเทพในแนวคิดพุทธ ก็พร่ามัวมากในความคิดของชาวบ้านจีน
            จี้กง (ji gong) และเจ้าแม่กวนอิม (guan shi yin : กวน สื้อ อิน) ถ้าจัดแบ่งตามคติความเชื่อที่มาที่ไปแล้ว น่าจะเป็นแนวความคิดทางพุทธ แต่เมื่อพุทธศาสนาเข้าสู่จีนนั้น ได้ผสานเอาทั้งลัทธิพราหมณ์และลัทธิเต๋าเข้าไว้ด้วย ความเป็น 'พระ' และความเป็น 'เทพ' จึงผสานเข้าหากัน ศัพท์ภาษาจีน : shen fo : เสินฝอ-จีนกลาง, สิ่งฮุก-แต้จิ๋ว) โดยรูปคำแปลว่า เทพ และพระ โดยกินความได้ทั้งความหมาย 'สิ่งศักดิ์สิทธิ์', 'เทพเจ้า' แม้แต่รูปปั้นแทนตัวศวกยะมุนีพุทธะและเจ้าแม่กวนอิม หรือพระอวโลกิเตศวร ก็ใช้คำ 'เสินฝอ' หรือ 'สิ่งฮุก' เรียกแทนได้
            เวลาคนจีนพูดว่า 'ไป้เสิน' (bai shen) แปลโดยเคร่งครัดแล้วควรจะหมายถึงการไหว้เทพในสายคติคิดเต๋า แต่แม้ไปไหว้พระพุทธรูป หรือไปกราบไหว้เจ้าแม่กวนอิม จะใช้คำว่า 'ไป้เสิน' ก็มิได้รู้สึกว่าฟังแปร่งหูนัก
            ที่จริงแล้วพระพุทธรูปมีคำศัพท์เฉพาะว่า 'ฝอเซียง' (fo xiang-จีนกลาง) ส่วนเทวรูปมีศัพท์เฉพาะว่า 'เสิน เซียง' (shen xian) เสินฝอ (shen fo) อันหมายถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จึงหมายรวมถึงทั้งเทวรูป และพุทธรูป
            ความกำกวมคลุมเครือในแนวคิดอุดมคติเรื่องความดี และกุศลผลบุญของจีนนั้น ยากจะแยกแยะเต๋าและพุทธออกจากกันอย่างเด็ดขาด ถึงอย่างไรอุดมคติ เรื่อง 'ความดี' ความเป็น 'กุศล' และ 'บุญ' นั้น ก็เป็นสภาวะดีงาม เป็นนามธรรมแห่งอุดมคติ และเป็นธรรมภาวะ เป็นภาวะสงบสุข ปลอดจากพันธนาการและความรัดรึงที่ชวนให้อึดอัดคับข้อง
            การผสมผสานแนวคิดแบบพุทธ, เต๋า และขงจื๊อ ปรากฏทั่วไปในวรรณกรรมบู๊เฮี้ยบ หลักการของจอมยุทธ์ แยกออกจากอุดมคติของ 3 สายธารความคิดนี้ยากอย่างยิ่ง นักเขียนเรื่องบู๊เฮี้ยบที่ได้รับการยกย่องสูง ไม่เพียงแต่จะเป็นนักเขียนเรื่องแต่งที่มีความสามารถมาก หากแต่ยังต้องผสานความรู้เชิง 'จีนวิทยา' เข้าไว้ในเรื่องอย่างกลมกลืน
            ความรู้เชิงจีนวิทยา ครอบคลุมทั้งเรื่องปรัชญาจีน ขนบธรรมเนียมประเพณี สังคม วัฒนธรรม ศิลปะ และประวัติศาสตร์จีน ความรู้เหล่านี้ผสมผสานและแฝงอยู่ในเรื่องบู๊เฮี้ยบชั้นดี การที่ 'กิมย้ง' ถูกยกย่องมากกว่านักเขียนเรื่องบู๊เฮี้ยบคนใดๆ นั้น มิได้เพียงเพราะว่าเขาเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่งอย่างยิ่ง แต่คำยกย่องทั้งหลายยังมาจากการยกย่องใน 'องค์ความรู้' ด้านจีนวิทยาอันกว้างขวางและลึกซึ้งอีกด้วย



เรืองรอง รุ่งรัศมี


ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "ในยุทธจักร" เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 778

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

กระดาษ 5 สี


ใครเป็นลูกหลานจีนที่ได้ไปไหว้สุสานบรรพบุรุษในช่วงเช็งเม้ง คงจะสังเกตเห็นกระดาษหลากสีริ้วยาวๆ คล้ายๆ กระดาษสายรุ้ง ประดับตามสุสาน เดี๋ยวนี้บางรายใช้กระดาษสายรุ้งไปประดับก็มี
เรื่องนี้มีที่มาที่ไป เป็นตำนานแต่ครั้งโบราณ รู้แล้วก็จะหายข้องใจว่า ทำไมเขาต้องเอากระดาษสีเป็นริ้วๆ มาประดับสุสานด้วย
กระดาษสีริ้วๆ นี้ แต้จิ๋วเรียกว่า “โหงวเซ็กจั้ว” จีนกลางเรียกว่า “อู่ สื้อ จื่อ” แปลว่า กระดาษ 5 สี ซึ่งความจริงแล้วอาจจะเกิน 5 สีก็ได้ 5 สีในที่นี้อยู่ในนัยยะ “หลายสี” หรือ “หลากสี” นั่นเอง

เรื่องเล่าว่า ครั้งที่แคว้นฉู่ และแคว้นฮั่น ต่อสู้ช่วงชิงความเป็นใหญ่กันนั้น หลิวปัง แห่งฮั่น ได้ครองชัยชนะในที่สุด แล้วสถาปนาตนขึ้นเป็นกษัตริย์นามว่า ฮั่นเกาจู่
เมื่อหลิวปัง รบชนะแล้ว ก็ยกทัพคืนสู่แผ่นดินจงหยวน ระหว่างเดินทางไปถึงบ้านเกิด หลิวปังต้องการที่จะไปไหว้สุสานบิดามารดาที่เสียชีวิตไปแล้ว เป็นการแสดงความกตัญญูตามคติความเชื่อของจีน แต่เมื่อไปถึงจริงๆ กลับพบว่า สงครามได้สร้างความเสียหายให้กับเมืองเกิดของตนเป็นอย่างยิ่ง กำแพงป้อมค่ายพังทลาย บ้านเมืองรกร้าง ที่สุสาน ป้ายศิลาหน้าหลุมศพล้วนแตกหักทรุดโทรม ตัวอักษรที่จารึกไว้ที่ป้ายศิลาแต่ละหลุมนั้นสึกกร่อนเลอะเลือน จนแยกแยะไม่ได้ว่าหลุมใดเป็นสุสานของใคร
เมื่อหลิวปังพบสภาพสุสานเป็นเช่นนี้ ก็โศกเศร้าเป็นอย่างมาก เฝ้าแต่คิดอยู่ในใจว่า ชัยชนะยิ่งใหญ่หรือก็พิชิตมาได้ แต่สุสานของบิดามารดานั้น ไยจึงไม่อาจหาได้พบ คร่ำครวญด้วยความเศร้าอยู่ในใจ แล้วหลิวปังก็ร่ำไห้ และเปล่งเสียงอธิษฐานต่อฟ้า ขอใช้วิธีโยนกระดาษสีเสี่ยงทาย หากว่าริ้วกระดาษหลากสีที่โยนขี้นสู่ฟ้านี้ร่วงลงมาสู่พื้น ใบใดที่ร่วงลงบนหลุมศพบิดามารดา ขอให้กระดาษสีใบนั้นไม่ปลิวลมไปเช่นใบอื่นๆ
อธิษฐานดังนั้นแล้ว หลิวปังก็โยนริ้วกระดาษสีเสี่ยงทายนั้นขึ้นสู่ฟ้า
ลมพัดหอบกระดาษสีปลิวไปทั้งฟ้า ใบที่ร่วงลงดิน เมื่อลมพัดมาก็ปลิวไปอีก มีริ้วกระดาษสีเพียงใบเดียวที่ร่วงลงมายังหลุมฝังศพหลุมหนึ่ง โดยไม่ถูกลมพัดปลิวต่อไปไหน กระดาษนั้นติดนิ่งกับดินบนสุสานเหมือนยึดติดไว้
หลิวปังรีบเข้าไปสำรวจหลุมศพที่กระดาษสีริ้วนั้นติดอยู่ ก็พบว่าเป็นหลุมฝังศพบิดามารดาของตนจริง จึงได้ทำความสะอาดสุสานนั้นโดยรอบ แล้วจัดการเซ่นไหว้คารวะแสดงความกตัญญู

ตั้งแต่นั้นมา ทุกปีในช่วงเช็งเม้ง ผู้คนก็จะไปไหว้คารวะสุสานบรรพบุรุษ และทำความสะอาดรอบๆ บริเวณสุสานด้วย นอกจากจะถอนหญ้าที่ขึ้นรกออกไป เขายังพากันนำริ้วกระดาษสีมาประดับสุสาน โดยใช้ก้อนหินเล็กๆ วางทับกระดาษสีริ้วๆ นั้น
ริ้วกระดาษสีนั้น นอกจากประดับสุสานให้ดูสดใสสวยงามแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์แสดงให้รู้ว่า สุสานนั้นมิได้เป็นหลุมศพของคนอนาถาไร้ญาติขาดมิตร หากแต่มีลูกหลานที่มาเซ่นไหว้คารวะ แสดงความกตัญญูรู้คุณ
ประเพณีการประดับริ้วกระดาษสี ที่เริ่มต้นจากตำนานการเสี่ยงทายของหลิวปัง ค่อยๆ แพร่ขยายออกไป กลายเป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดต่อมาตราบปัจจุบัน
หากใครมีโอกาสไปไหว้สุสานของชาวจีนในช่วงเทศกาลเช็งเม้ง ไม่ว่าในแผ่นดินไหนๆ ก็จะเห็นว่ามีปฏิบัติเหมือนๆ กัน
นอกจากจะประดับริ้วกระดาษสีและถอนหญ้าที่ขึ้นรกแล้ว ชาวจีนยังเตรียมสีไปเขียนป้ายหน้าหลุมศพให้สดใสชัดเจน เพื่อว่าปีต่อไปจะได้ค้นหาหลุมศพบรรพบุรุษได้ง่าย หากเป็นสุสานที่มีพื้นที่ว่างมากสักหน่อย เขามักปลูกไม้ดอกไม้ประดับหลุมศพจนดูงามตา

เช็งเม้งเป็นวันสำคัญมากวันหนึ่งของชาวจีน คติความเชื่อเรื่องกตัญญูรู้คุณนั้น มีส่วนสำคัญให้ผู้คนยึดถือปฏิบัติตามธรรมเนียมประเพณีของวันเช็งเม้งอย่างเคร่งครัด
ในเมืองจีนนั้น นอกจากจะไปเซ่นไหว้คารวะสุสานบรรพบุรุษแล้ว ชาวจีนบางคนยังไปทำความสะอาดและเซ่นไหว้สุสานของกษัตริย์ฮว๋างตี้ เพราะชาวจีนถือกันว่า พวกตนทุกคนต่างสืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์ฮว๋างตี้และเหยนตี้
คำพูดที่ว่า ชาวจีนนั้นคือลูกหลานแห่งจักรพรรดิเหลือง (อึ่ง ตี้ เกี๋ย ซุง แต้จิ๋ว หรือ เหยน ฮว๋าง จื่อ ซุน จีนกลาง) ฝรั่งแปลว่าคำนี้ว่า Son of the yellow Emperor ในที่นี่ Son หมายถึง ลูกหลานผู้สืบเชื้อสาย มิได้หมายเพียง “บุตร” ในความหมายแคบเท่านั้น มิได้เป็นแต่คำพูดลอยๆ
มีชาวจีนจำนวนหนึ่ง ยึดถือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยการไปเซ่นไหว้ยังสุสานฮว๋างตี้ ซึ่งพวกเขาถือเป็นต้นบรรพบุรุษของตนนั่นเอง

 เรืองรอง  รุ่งรัศมี
1999


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ กิ่งไผ่และดวงโคม สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ฉบับวันที่ 3-9 เมษายน พ.ศ.2542