ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โดดเดี่ยว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โดดเดี่ยว แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

กลางคืน


ค่ำคืนที่เดือดพล่าน
เอาผิวหนังที่ร้อนลวกที่สุดของเธอ
แนบที่ตรงแก้มของฉัน

ฉันปวดจนน้ำตาไหล ร้องว่า อย่า
ตรงนี้ไม่ใช่ตำแหน่งที่ฉันต้องการความอบอุ่นอย่างที่สุด
                  
จากบทกวี 'เยว่'
โดย : เฉิน เค่อ ฮว๋า
กวีร่วมสมัยไต้หวัน


            กลางคืนในโลกสมัยใหม่สว่างไสว แทบจะพูดได้ว่าสะดวกสบายเท่ากับยามกลางวัน ชีวิตดำเนินไปในยามกลางวัน และกลางคืนแทบจะไม่แตกต่างกัน
            ไฟฟ้า, โทรทัศน์, โทรศัพท์, การแบ่งเวลาทำงานและการผลิตออกเป็นกะ เป็นช่วงเวลา, อินเทอร์เน็ต ฯลฯ มีส่วนทำให้ชีวิตกลางวันและกลางคืนของคนผกผัน สับสน ต่อเนื่องจนทำให้เลอะเลือนแยกแยะไม่ได้
            ตื่นตัวอยู่ในยามค่ำคืนนานเข้า กลายเป็นการเคยชินที่จะใช้ชีวิตกลางคืน ครั้นนานวันเข้า โรคนอนไม่หลับก็เริ่มถามหา

            คนเป็นโรคนอนไม่หลับมักจะฟุ้งซ่านง่าย เป็นคนคิดมากขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เป็นคนหวั่นไหว เคว้งคว้าง ได้ง่าย
            แม้ว่าโทรทัศน์ วิทยุ อินเทอร์เน็ต จะมีให้ใช้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่บ่อยครั้งที่สิ่งเหล่านี้ไม่อาจถมช่องว่างในจิตใจให้เต็มได้ คนเป็นจำนวนไม่น้อยเปิดวิทยุ โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์เอาไว้เป็นเพื่อน ให้เครื่องจักรเหล่านี้สร้างเสียง สร้างภาพ ให้จิตใจพอได้ไขว่คว้าพึ่งพิง

            ความเปลี่ยวเหงา ไม่ว่าในยุคใดๆ ก็ล้วนแต่คือความเปลี่ยวเหงา มันมีอานุภาพอันทรงพลังของมันคอยเคี่ยวกรำชีวิตผู้คน ในอดีตเนิ่นนาน มันเคี่ยวกรำกระทั่งทำให้หลี่ไป๋ รัตนกวีสมัยราชวงศ์ถาง ต้องลุกขึ้นมาชูจอกชวนจันทร์ มีเงาร่ายรำเป็นเพื่อน ทำให้คนอีกจำนวนหนึ่งต้องไปแขวนตัวเองไว้ตามโรงเตี๊ยมหรือโรงเหล้า ทำให้คนอีกจำนวนหนึ่งชอบอยู่ในที่ทำงานจนค่ำมืดดึกดื่น ทั้งๆ ที่งานก็ไม่มีอะไรจะต้องเร่งรีบทำขนาดนั้น เพราะเป็นทางหนึ่งที่เขาจะได้ไม่ต้องอยู่ในค่ำคืนคนเดียวในห้องของเขา
            อยู่ในค่ำคืนคนเดียวในเวลาที่ไม่อ้างว้างผู้คนจำนวนหนึ่ง ก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสแล้ว อยู่ในค่ำคืนคนเดียวในยามโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา รสชาติย่อมมิใช่ความหอมหวานแน่นอน หากเป็นช่วงระยะเวลาสั้นยังอาจปลอบใจตนว่าฝืนทนกล้ำกลืนไปแล้ว จะสามารถผ่านพ้นไปได้ในวันใดวันหนึ่ง แต่หากเป็นความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงากับวันเวลาที่ไม่อาจรู้กำหนดได้นั้น ค่ำคืนแต่ละคืนเหมือนทอดยาวราวไม่รู้สิ้นสุด

            กลางคืน คือ ความเย็นและความร้อนรุ่ม เย็นและร้อมรุ่มทั้งอากาศและใจ เป็นความขุ่นมัว หรือว่าหม่นคว้าง ล้วนแต่เป็นค่ำคืนที่ไม่น่ารักสำหรับคนที่ถูกมันเคี่ยวกรำอยู่
            ค่ำคืนเสมือนเหวลึกสำหรับบางคน ในแต่ละค่ำคืนราวยืนหมิ่นเหม่อยู่ตรงปากเหว โชคดีก็ได้นอนหลับสักหลายชั่วโมง หากพลาดพลั้งร่วงดิ่งลงในเหวลึกนั้น ก็ราวกับจะกลายเป็นเจ้าของคอกแกะฝูงมหึมา เป็นชาวปศุสัตว์ที่น่าสงสาร นับแกะของเขาอยู่อย่างสับสน ตัวที่ 33, ตัวที่ 34 ... ตัวที่ 75 ... ตัวที่ 737 ... ตัวที่เท่าไรกันแน่ เขาเองก็เริ่มมึนงง ทว่าใจยังคงไม่หลับ...

            ค่ำคืนยื่นฝ่ามือร้อนผ่าวแตะเขาที่แก้ม ที่ขมับ และที่หน้าผาก ร้อนรุมขึ้นมาราวว่าอุณหภูมินี้เกิดจากตัวเขา ปรอทความรู้สึกบอกว่าชีวิตกำลังป่วยไข้
            ความร้อนรุมๆ ผ่าวๆ ที่ตรงแก้ม หน้าผาก และขมับทั้งสอง และอาการหนาวเย็นที่หัวใจนั้น คืออาการป่วยไข้กระมัง
            แกะตัวที่เท่าไรแล้วที่เขากำลังนับ เกิดอาการวูบผวาขึ้นมาอีกแล้ว เอามือกุมที่หน้าอก หลับตานับแกะตัวที่หนึ่งใหม่
            มีแกะตัวหนึ่งสะดุดรั้วล้มลง เขาจะเริ่มต้นนับใหม่หรือนับต่อเนื่องไปดี
            แกะตัวนั้นมุดไปในดงไม้นอกรั้วไปแล้ว สีขนของมันค่อยๆ มอลง
            แกะดำตัวหนึ่งนอนกระสับกระส่ายบนเตียง เสียงเครื่องปรับอากาศกำลังคราง เขาควรลุกขึ้นหรือยัง...
            ร้อนผ่าวที่หัว และที่เบ้าตา ทว่าหนาวเย็นอยู่ที่หัวใจ


เรืองรอง รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ สายลมในกิ่งหลิว เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 616

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ร่องรอยของความทุกข์ตรม



วันวัยนำพาชีวิตผ่านพบประสบการณ์ เรื่องราวบางอย่างคนเราต้องผ่านพ้นวันเวลามาพอจึงจะเข้าใจ ซิน ชี่ จี๋ กวีสมัยราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ.960-ค.ศ.1276) เคยเขียนไว้ในบทกวี 'โฉ่ว หนู เอ๋อร์' ไว้ว่า

"วัยเยาว์ไม่รู้จักรสชาติของความทุกข์ตรม
รักแต่จะปีนไต่หอสูงยิ่งขึ้นอีก
รักแต่จะปีนไต่หอสูงยิ่งขึ้นอีก
เพื่อจะเขียนกวีบทใหม่ เค้นเอ่ยว่าทุกข์ตรม
บัดนี้ได้ลิ้มรสความทุกข์ตรมจนสิ้นแล้ว
คิดจะเอ่ยเอื้อนออกมาก็ยังหยุดชะงักไว้
คิดจะเอื้อนเอ่ยออกมาก็ยังหยุดชะงักไว้
แล้วกลับพูดว่า อากาศเย็นสบาย
ช่างเป็นฤดูใบไม้ร่วงที่งดงาม"

            ความเหงา ความเศร้า ความทุกข์ ความเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย แม้ว่าจะเรียกขานด้วยคำเดียวกัน แต่รสชาตินั้นซับซ้อนแตกต่างกันไปตามวันเวลาของชีวิตแต่ละช่วงวัย
            วันเวลานำพาทั้งความเหนื่อยล้า และการเติบโตมาให้กับชีวิตในวัยเยาว์ที่ร่างกายยังดี จิตใจยังแกร่งนั้น ชีวิตมักขาดประสบการณ์ และความจัดเจน พบพานปัญหาอุปสรรค มักจะร่ำไห้เสียงดัง แต่ก็ด้วยวัยอันเยาว์นั้นเองที่ช่วยให้ฟื้นคืนสภาพได้เร็ว ผิดกับยามเมื่อชีวิตเดินทางมายาวนาน ผ่านพบประสบการณ์หลากหลายมาจนชุ่มโชก ยามพบกับทุกข์สุขใดๆ มักจะฟูมฟายน้อยกว่า
            ในความนิ่งเงียบเรียบเฉย มีริ้วรอยของวันเวลากระเพื่อมเป็นระลอกอยู่อย่างที่บางครั้งผู้อื่นก็มองไม่เห็น


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ สายลมในกิ่งหลิว เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 583

วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ไม้ต้นเดียว



เพื่อนที่อยู่เคียงกันจำนวนเท่าไรที่ตายไป
หากแต่มันยังมีชีวิตอยู่
มันรู้ว่าเพื่อน ตายไปเพราะความหิวโหย
นี่คือซีไห่กู้ของเมืองเซี่ยหนิง
หมู่บ้านที่ลำคอมีเสียงแหบแห้ง

แม่ของฉันใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ แม่ให้กำเนิดฉัน
ในช่วงปีแห่งความแร้นแค้น
ยามเมื่อใบไม้แห้งปูเต็มไปทั่วพื้นพสุธา
หยาดน้ำตาห่าหนึ่งคือ
น้ำที่อาบรดแรกสุดของฉัน
แม่คว้าผักป่ากำหนึ่ง
ยัดเข้าไปในปากที่หิวกระหาย
เพื่อป้อนให้กับวิญญาณที่น่าสงสารของฉัน

ฉันเกิดในหมู่บ้านที่ชื่อ 'ไม้ต้นเดียว' แห่งนี้ ที่นั่นมี
พ่อและแม่ของฉัน
แม่ ชื่อว่า ขม
พ่อ ชื่อว่า ปร่า

จากบทกวี 'อี้ เคอ ซู่'
โดย : ตาน หย่ง เจิน


เรืองรอง รุ่งรัศมี 
แปล



วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

พลัดหลง


 เดินลากกระเป๋าล้อลากไปตามไปตามกลางบันไดกลางสะพานลอยคนข้ามถนน ซำเหมาสองคนจากเมืองไทยพบว่า พวกเขาไม่บ่นว่าเหมือนเวลาเดินข้ามถนนที่เมืองไทย
“...คนเราทำไมจึงมักเปรียบเทียบสิ่งที่ไม่ดีในประเทศของตน กับสิ่งที่ดีในประเทศคนอื่นเสมอ...” ซำเหมา เอาสนุก คิดอยู่ในใจ
แม้สะพานลอยคนข้ามของเซินเจิ้นจะไม่ชันมาก และมีทางลาดตรงกลางให้ลากกระเป๋าล้อลากเป็นการทุ่นแรง แต่เขายังคงรู้สึกเหนื่อย เนื่องจากร่างกาย และสังขาร
ท้องถนนในช่วงเวลาทำงานของวันทำงานไม่เงียบเหงาและไม่ถึงกับพลุกพล่านวุ่นวาย ผู้คนไม่ถึงกับมีสีหน้าบึ้งตึง แต่ก็มิได้ถึงกับเอื้อเฟื้อ ยิ้มแย้ม และไม่ได้เป็นมิตรอย่างสัมผัสได้
คงเป็นธรรมดาของเมืองใหม่ ที่มีคนพลัดถิ่นจากที่ต่างๆ ของเมืองจีน มาเซินเจิ้นเพื่อแสวงหาเงินทอง  และโอกาสของชีวิต
แล้วเขาล่ะ...

ซำเหมาเอาสนุก หาข้ออ้างให้กับตัวเอง ว่าเขามาหาซื้อหนังสือและซีดี มาหาหนังสือ หนัง และเพลง เพื่อใช้เป็นข้อมูลและใช้เป็นอุปกรณ์ในการทำงาน
แต่หนังสือ หนัง และเพลงนั้น เขาพอหาซื้อเอาจากบ้านเมืองที่อาศัยอยู่ได้ แม้จะแพงกว่า หาได้ไม่สะดวกนัก แต่ก็ไม่ถึงกับขาดแคลนจนหาไม่ได้
หรือว่าเขา “เพียงแต่อยากออกไปข้างนอก”

กว่า 30 ปีมาแล้ว ที่เขาสัมผัสกับอารมณ์ความรู้สึกอยากออกไปข้างนอก
“ตอนอายุน้อย คนเรารู้สึกอยากออกจากบ้าน” เพื่อนนักเขียนคนหนึ่งเคยพูดคำนี้ และเขาจดจำมันไว้โดยไม่ต้องใช้ความตั้งใจ
“ออกไปข้างนอกแล้วรู้จักโต...” ซำเหมา เอาสนุก คิดถึงหอยทาก ปูเสฉวน และรอยแผล...
ซำเหมา เอาสนุก เติบโตมาจากเด็กยากจนในย่านคนจน เขาเคยพาตัวเองไปให้พ้นจากย่านคนจน ดิ้นรนขลุกขลักมาจนถึงบัดนี้ เขาไม่ได้รู้สึกกับคำว่ายากจนหรือร่ำรวยต่อไป บัดนี้เขาไม่ได้อาศัยอยู่ในย่านที่พักอาศัยเดิม และมิได้ร่ำรวย แต่แปลกที่เขาไม่รู้สึกว่าตนเองยากจนน่าสงสาร
“บาดแผลเป็นอาภรณ์ของชีวิต” เขาคิดถึงคำหนึ่งที่เขาชอบ เป็นคำของนักเขียนอีกคนหนึ่ง เขารู้สึกว่าเสื้อผ้าของเขาเหมาะสมกับลมฟ้าอากาศที่ตนพบ
ลมหนาวต่างแดนพัดมา เขากระชับเสื้อแจ๊กเก็ตเล็กน้อย
เดินไปกับลมหนาว พลันเขารู้สึกเหมือนว่าได้ไปเดินอยู่ในอีกสถานที่หนึ่ง ในอีกเวลาหนึ่ง

“พี่ชายสบายดีหรือ?” ซำเหมา เอาสนุก แว่วได้ยินบทสนทนาเก่าในครั้งอดีต
“ดี...” เขาตอบ
“ทำไมอยากมาเรียนที่นี่?...” เพื่อนของพี่ชายถาม
“...” ซำเหมา เอาสนุก เมื่อครั้งยังเป็นซำเหมา หม่นหมองและเคร่งเครียด ไม่สามารถจะตอบออกมาได้  ในเวลานั้น เขาจนทั้งความคิด ถ้อยคำ และความรู้ในภาษาจีน
“คืนนี้จะพาออกไปเที่ยว ไปกินข้าว แล้วพรุ่งนี้จะพาไปส่งโรงเรียน...”
นั่นเป็นการเดินทางออกไปข้างนอกจริงๆ เป็นครั้งแรกของซำเหมา เอาสนุก ครั้งนั้นเขาเอาแต่เคร่งเครียด จริงจัง หม่นหมองและสนุกไม่เป็น ลาออกจากงาน เดินทางไปอีกดินแดนหนึ่ง แต่กับเดินวนเวียนอยู่ดินแดนภายใน
บางทีนั้นอาจเป็นการเดินทางครั้งสำคัญ เป็น ‘รอยสัก’ สำคัญรอยแรก และเป็น ‘รอยแผล’ แรกที่ทำให้รู้ว่าโลกกว้าง ลมแรง และจำเป็นต้องเติบโต

ลมหนาวพัดมา ไม่หนาวมาก ไม่มีฝนปรอยมาก เหมือนการก้าวเท้าออกสู่โลกภายนอก ทว่า พลัดหลงเข้าไปในโลกภายในครั้งอดีต เขายกมือขึ้นลูบต้นคอของตนเอง ไม่มีสร้อยคอของแม่ ไม่มีแหวนวงเท่าเส้นด้ายที่นิ้ว เขามองดูมือตัวเอง และมองดูป้ายตัวหนังสือจีนที่ติดอยู่ตามหน้าอาคาร ห้าง ร้าน เป็นตัวหนังสือจีนคนละระบบเขียน แตกต่างจากที่เขาเรียนในโรงเรียน เขาอ่านมันได้จากการพยายามฝึกอ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลังจากเรียนมาในอีกระบบหนึ่งจนพอจะก้าวเท้าต่อไปได้
ต้าเกอ เป็นอย่างไรบ้างวันนี้ เขาคิดถึงเพื่อนของพี่ชายขึ้นมา ต้าเกอ เป็นคนจีนเวียดนาม แต่งงานกับต้าส่าวซึ่งเป็นคนจีนเกาหลี ครั้งหนึ่ง เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วทั้งสองเคยช่วยเหลือเกื้อกูล ลูกจีนเกิดเมืองไทยที่ตัดสินใจทิ้งงานไปเรียนภาษาจีนที่ไต้หวัน
นี่เป็นรอยสักหรือรอยแผล นี่คือการเดินทางที่แท้จริงเป็นครั้งแรก เป็นการออกไปข้างนอก และกลับไปข้างใน
ซำเหมา เอาสนุก เดินไปในอดีตและปัจจุบัน ไม่ทันสังเกตว่าเงาทอดไปทางใด เขาเดินอยู่ไม่ไกลจากซำเหมา ไม่เอาไหน ทว่าเหมือนพลัดหลงกันแสนไกล

เรืองรอง  รุ่งรัศมี
4/2005

พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ สายลมในกิ่งหลิว เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 13 ฉบับที่ 667 วันที่ 14 –20 มีนาคม 2548

อินทรีโดดเดี่ยว กู อิง

อินทรีโดดเดี่ยว
กู อิง

แดดยามเย็นโรยอ่อน เขาเดินไปช้าๆ บนทางสายน้อย โรงเตี๊ยมอยู่ข้างหน้า เขาเดินเข้าไปในบรรยากาศสลัวทึมนั้น
กระบี่ถูกวางลงบนโต๊ะ เขาดูอ่อนล้าโรยแรง เป็นชายวัยกลางคนที่พกพากระบี่
สุราและอาหาร 2 จาน ถูกนำมาวางตั้งไว้บนโต๊ะ เขารินสุราดื่มกินช้าๆ โต๊ะที่เขานั่งอยู่ในมุมที่สุดระเบียง บางครั้งมีใบไม้แห้งปลิวมา

โรงเตี๊ยมซอมซ่อนี้เขาพอคุ้นเคย เป็นโรงเตี๊ยมที่ธรรมดาสามัญอย่างยิ่ง เพราะความธรรมดาสามัญนั่นเองที่เขาชอบ ยามมาดื่มกินเขาเป็นเพียงลูกค้าธรรมดาคนหนึ่ง ดื่มสุราไม่มาก รับประทานอาหารไม่มาก มาและจากไปเงียบๆ
จะว่าไม่มีใครจดจำเขาได้ก็มิใช่ เสี่ยวเอ้อร์จดจำเขาได้ เพียงแต่ปฏิบัติต่อเขาเยี่ยงลูกค้าธรรมดาคนหนึ่ง ลูกค้าเช่นนี้ไม่วุ่นวาย มิได้สุรุ่ยสุร่าย มิได้มากเรื่อง ไม่ก่อความรำคาญ นี่ก็เป็นลูกค้าที่ดีแบบหนึ่ง ลูกค้าที่ดีถึงจะเป็นลูกค้าที่ธรรมดาสามัญเช่นไร ก็ยังคงเป็นคนที่น่าจดจำ เป็นลูกค้าที่มิได้น่ารังเกียจ

คนที่เสี่ยวเอ้อร์มิกล้ารังเกียจมาแล้ว เป็นลูกค้ากลุ่มหนึ่งที่มาสรวลเสรื่นเริงบ่อยๆ พวกเขาเป็นคนมือเติบ ดื่มสุราหนักหน่วง พูดคุยเสียงดัง และมักจะยืดเยื้อยาวนาน เป็นลูกค้าที่ดีอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องจดจำ
ทว่าลูกค้าที่ดีที่ต้องจดจำของโรงเตี๊ยม กลับไม่ใช่คนที่เสี่ยวเอ้อร์จดจำด้วยความชื่นชม
ที่ต้องจดจำเพราะจะได้ไม่ไปตอแยผิดเรื่องผิดเวลา

โต๊ะใหญ่โดดเด่นที่สุดของโรงเตี๊ยมตั้งอยู่กลางร้าน เสี่ยวเอ้อร์รู้ว่าต้องรีบไปคอยรับคำสั่งอย่างอ่อนน้อมโดยเร็ว รู้ว่าสุรา 2 ไห กับแกล้มหลายอย่างจะถูกยกมาในทุกครั้ง
เสี่ยวเอ้อร์เคยรีบยกไหสุราออกมา 2 ไห ก่อนที่ลูกค้าที่ต้องจดจำจะร้องสั่ง เพราะรู้ว่าทุกคนก็จะเป็นเช่นนี้ ทว่า ทันที่ที่พื้นไหสุราสัมผัสกับโต๊ะ พลันก็แตกกระจาย
“ผู้ใดสั่งให้ยกมา!” เสียงตวาดนั้นดังยิ่ง สุรานองไหลไปที่โต๊ะและบนพื้น เสี่ยวเอ้อร์หน้าซีดตัวสั่น
“เอ้อ....” เสี่ยวเอ้อร์เสียงสั่น “... ข้า... ข้าทำไปเอง”
คุณชายที่ตบไหสุราแตกจ้องมองเสี่ยวเอ้อร์ “ยังไม่ได้สั่ง ไม่ต้องยกมา!”
“ขอรับใต้เท้า” เสี่ยวเอ้อร์รับคำเสียงเบาอย่างยิ่ง
“สุรา 2 ไห กับแกล้มหลายอย่าง จัดมาโดยเร็ว!” เสียงนั้นตวาดดังลั่น
เสี่ยวเอ้อร์เซ่อเซอะไปแล้ว
เสียงหัวร่อดังขึ้นกึกก้องทั้งโต๊ะ
เสี่ยวเอ้อร์จดจำลูกค้าที่ต้องจดจำด้วยความอกสั่นขวัญแขวนนับตั้งแต่นั้น

คุณชายเหล่านั้นคงเป็นชาวยุทธ พวกเขาพูดคุยเสียงดังถึงเรื่องดีๆ ที่พวกเขาเพิ่งไปทำมา พวกเขามักมาดื่มกินสำราญ ภายหลังไปกระทำการต่อกรกังฉินขายชาติอย่างใดอย่างหนึ่ง
กังฉินครองแผ่นดิน
และชาวยุทธก็ครองแผ่นดินเช่นกัน
ใต้หล้าถูกครอบครองปล้นชิงผลประโยชน์จากทางการ
ขุนนางกังฉิน ชาวยุทธ พวกโจร และเหล่าผู้พิทักษ์คุณธรรม

เสี่ยวเอ้อร์เป็นแต่เพียงเสี่ยวเอ้อร์ เสี่ยวเอ้อร์จดจำแม่นยำว่า ต้องไม่ยกสุรา 2 ไหออกมาก่อนที่ผู้อื่นจะสั่งให้ยกออกมา เสี่ยวเอ้อร์จดจำแม่นยำว่า พวกเขาเป็นลูกค้าที่ดี เสี่ยวเอ้อร์จดจำแม่นยำว่าตนเองไม่สามารถรังเกียจพวกเขา ดังนั้น เขาจึงมิกล้ารังเกียจพวกเขา เสี่ยวเอ้อร์จดจำแม่นยำว่าพวกเขาตักเตือนเสียงดังให้จดจำว่า ตนคือเสี่ยวเอ้อร์
เสี่ยวเอ้อร์มิได้ตอแยกับคุณชายเหล่านั้น สุรา 2 ไหแรกถูกดื่มจนหมด เสี่ยวเอ้อร์ยืนคอยฟังคำสั่งแล้วจึงยกไหสุรามาใหม่
เสียงพูดคุย เสียงหัวร่อที่โต๊ะคุณชายเหล่านั้นดังต่อไป พวกเขาดื่มกินอย่างหนักหน่วง พูดคุยเสียงดัง เสี่ยวเอ้อร์ยกสุราอาหารจากครัวออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า

ชายวัยกลางคนที่พกพากระบี่ลุกขึ้นแล้ว เขาวางเงินเอาไว้บนโต๊ะเหมือนเช่นทุกครั้ง เขาเดินเลี่ยงโต๊ะใหญ่โดดเด่นลงบันไดไปอย่างเงียบๆ
เสี่ยวเอ้อร์มองตามเงาหลังของเขาเงียบๆ เช่นกัน

คืนนั้นดวงจันทร์กระจ่าง เงาของชายวัยกลางคนที่พกพากระบี่ทอดยาวกับพื้น เขาเดินลับหายไปในทางสายน้อย เขาเดินไปในความโดดเดี่ยวใต้แสงจันทร์อันกระจ่างนั้น
นานมาแล้วที่เขามิได้ไปมาหาสู่กับใคร
นานมาแล้วที่เขามิได้กระทำตัวเยี่ยงชาวยุทธอีก

หากว่ามิได้พกพากระบี่ เขาจะเป็นคนธรรมดาสามัญที่ไม่ชวนเร้าความสนใจผู้คน
กระบี่ทำให้เขาแลดูโดดเดี่ยว เป็นเพราะกระบี่ทำให้เขาแลดูไม่กลมกลืนกับทุกแห่งหนที่เขาไป
คุณชายเหล่านั้นคือชาวยุทธ
ตัวของเขาเล่า?
ยุทธจักรเป็นเช่นใดแล้ว?
ใต้หล้าเป็นเช่นใดแล้ว?
ความเมตตาและการพิทักษ์ธรรมอย่างพวกคุณชายที่ตะคอกเสี่ยวเอ้อร์และบริภาษด่าว่ารุนแรง แล้วโยนเงินรางวัลเอาไว้บนโต๊ะเมื่อดื่มกินเสร็จที่โรงเตี๊ยมนั้นเป็นเรื่องเช่นใด?
ตัวของเขาเป็นเช่นใดแล้ว?
เสี่ยวเอ้อร์คนนั้นเป็นเช่นใดแล้ว?

สายลมเย็นของยามกลางคืนพัดมา
ใบไม้แห้งจากต้นไม้ข้างทางหลุดร่วงปลิวมาตามลม
ชายวัยกลางคนที่พกพากระบี่มองดูใบไม้ แล้วมองกระบี่ในมือ
ดวงจันทร์บนฟ้ากระจ่างอย่างยิ่ง

นั่นยิ่งทำให้ตัวเขาแลดูโดดเดี่ยวยิ่งขึ้นไปอีก


เรืองรอง รุ่งรัศมี แปล
2007


 
พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “สายลมในกิ่งหลิว” เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 16 ฉบับที่ 800 วันที่ 26 ก.ย.- 4 ต.ค. 2550