ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บาดแผล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บาดแผล แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

พลัดหลง


 เดินลากกระเป๋าล้อลากไปตามไปตามกลางบันไดกลางสะพานลอยคนข้ามถนน ซำเหมาสองคนจากเมืองไทยพบว่า พวกเขาไม่บ่นว่าเหมือนเวลาเดินข้ามถนนที่เมืองไทย
“...คนเราทำไมจึงมักเปรียบเทียบสิ่งที่ไม่ดีในประเทศของตน กับสิ่งที่ดีในประเทศคนอื่นเสมอ...” ซำเหมา เอาสนุก คิดอยู่ในใจ
แม้สะพานลอยคนข้ามของเซินเจิ้นจะไม่ชันมาก และมีทางลาดตรงกลางให้ลากกระเป๋าล้อลากเป็นการทุ่นแรง แต่เขายังคงรู้สึกเหนื่อย เนื่องจากร่างกาย และสังขาร
ท้องถนนในช่วงเวลาทำงานของวันทำงานไม่เงียบเหงาและไม่ถึงกับพลุกพล่านวุ่นวาย ผู้คนไม่ถึงกับมีสีหน้าบึ้งตึง แต่ก็มิได้ถึงกับเอื้อเฟื้อ ยิ้มแย้ม และไม่ได้เป็นมิตรอย่างสัมผัสได้
คงเป็นธรรมดาของเมืองใหม่ ที่มีคนพลัดถิ่นจากที่ต่างๆ ของเมืองจีน มาเซินเจิ้นเพื่อแสวงหาเงินทอง  และโอกาสของชีวิต
แล้วเขาล่ะ...

ซำเหมาเอาสนุก หาข้ออ้างให้กับตัวเอง ว่าเขามาหาซื้อหนังสือและซีดี มาหาหนังสือ หนัง และเพลง เพื่อใช้เป็นข้อมูลและใช้เป็นอุปกรณ์ในการทำงาน
แต่หนังสือ หนัง และเพลงนั้น เขาพอหาซื้อเอาจากบ้านเมืองที่อาศัยอยู่ได้ แม้จะแพงกว่า หาได้ไม่สะดวกนัก แต่ก็ไม่ถึงกับขาดแคลนจนหาไม่ได้
หรือว่าเขา “เพียงแต่อยากออกไปข้างนอก”

กว่า 30 ปีมาแล้ว ที่เขาสัมผัสกับอารมณ์ความรู้สึกอยากออกไปข้างนอก
“ตอนอายุน้อย คนเรารู้สึกอยากออกจากบ้าน” เพื่อนนักเขียนคนหนึ่งเคยพูดคำนี้ และเขาจดจำมันไว้โดยไม่ต้องใช้ความตั้งใจ
“ออกไปข้างนอกแล้วรู้จักโต...” ซำเหมา เอาสนุก คิดถึงหอยทาก ปูเสฉวน และรอยแผล...
ซำเหมา เอาสนุก เติบโตมาจากเด็กยากจนในย่านคนจน เขาเคยพาตัวเองไปให้พ้นจากย่านคนจน ดิ้นรนขลุกขลักมาจนถึงบัดนี้ เขาไม่ได้รู้สึกกับคำว่ายากจนหรือร่ำรวยต่อไป บัดนี้เขาไม่ได้อาศัยอยู่ในย่านที่พักอาศัยเดิม และมิได้ร่ำรวย แต่แปลกที่เขาไม่รู้สึกว่าตนเองยากจนน่าสงสาร
“บาดแผลเป็นอาภรณ์ของชีวิต” เขาคิดถึงคำหนึ่งที่เขาชอบ เป็นคำของนักเขียนอีกคนหนึ่ง เขารู้สึกว่าเสื้อผ้าของเขาเหมาะสมกับลมฟ้าอากาศที่ตนพบ
ลมหนาวต่างแดนพัดมา เขากระชับเสื้อแจ๊กเก็ตเล็กน้อย
เดินไปกับลมหนาว พลันเขารู้สึกเหมือนว่าได้ไปเดินอยู่ในอีกสถานที่หนึ่ง ในอีกเวลาหนึ่ง

“พี่ชายสบายดีหรือ?” ซำเหมา เอาสนุก แว่วได้ยินบทสนทนาเก่าในครั้งอดีต
“ดี...” เขาตอบ
“ทำไมอยากมาเรียนที่นี่?...” เพื่อนของพี่ชายถาม
“...” ซำเหมา เอาสนุก เมื่อครั้งยังเป็นซำเหมา หม่นหมองและเคร่งเครียด ไม่สามารถจะตอบออกมาได้  ในเวลานั้น เขาจนทั้งความคิด ถ้อยคำ และความรู้ในภาษาจีน
“คืนนี้จะพาออกไปเที่ยว ไปกินข้าว แล้วพรุ่งนี้จะพาไปส่งโรงเรียน...”
นั่นเป็นการเดินทางออกไปข้างนอกจริงๆ เป็นครั้งแรกของซำเหมา เอาสนุก ครั้งนั้นเขาเอาแต่เคร่งเครียด จริงจัง หม่นหมองและสนุกไม่เป็น ลาออกจากงาน เดินทางไปอีกดินแดนหนึ่ง แต่กับเดินวนเวียนอยู่ดินแดนภายใน
บางทีนั้นอาจเป็นการเดินทางครั้งสำคัญ เป็น ‘รอยสัก’ สำคัญรอยแรก และเป็น ‘รอยแผล’ แรกที่ทำให้รู้ว่าโลกกว้าง ลมแรง และจำเป็นต้องเติบโต

ลมหนาวพัดมา ไม่หนาวมาก ไม่มีฝนปรอยมาก เหมือนการก้าวเท้าออกสู่โลกภายนอก ทว่า พลัดหลงเข้าไปในโลกภายในครั้งอดีต เขายกมือขึ้นลูบต้นคอของตนเอง ไม่มีสร้อยคอของแม่ ไม่มีแหวนวงเท่าเส้นด้ายที่นิ้ว เขามองดูมือตัวเอง และมองดูป้ายตัวหนังสือจีนที่ติดอยู่ตามหน้าอาคาร ห้าง ร้าน เป็นตัวหนังสือจีนคนละระบบเขียน แตกต่างจากที่เขาเรียนในโรงเรียน เขาอ่านมันได้จากการพยายามฝึกอ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลังจากเรียนมาในอีกระบบหนึ่งจนพอจะก้าวเท้าต่อไปได้
ต้าเกอ เป็นอย่างไรบ้างวันนี้ เขาคิดถึงเพื่อนของพี่ชายขึ้นมา ต้าเกอ เป็นคนจีนเวียดนาม แต่งงานกับต้าส่าวซึ่งเป็นคนจีนเกาหลี ครั้งหนึ่ง เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วทั้งสองเคยช่วยเหลือเกื้อกูล ลูกจีนเกิดเมืองไทยที่ตัดสินใจทิ้งงานไปเรียนภาษาจีนที่ไต้หวัน
นี่เป็นรอยสักหรือรอยแผล นี่คือการเดินทางที่แท้จริงเป็นครั้งแรก เป็นการออกไปข้างนอก และกลับไปข้างใน
ซำเหมา เอาสนุก เดินไปในอดีตและปัจจุบัน ไม่ทันสังเกตว่าเงาทอดไปทางใด เขาเดินอยู่ไม่ไกลจากซำเหมา ไม่เอาไหน ทว่าเหมือนพลัดหลงกันแสนไกล

เรืองรอง  รุ่งรัศมี
4/2005

พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ สายลมในกิ่งหลิว เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 13 ฉบับที่ 667 วันที่ 14 –20 มีนาคม 2548

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ตื่นอยู่และมีอยู่

ตื่นอยู่และมีอยู่
กลับไปอ่านวรรณกรรมเรื่อง  “ผู้บริสุทธิ์” ของ  อัลแบร์  กามูส์

พอเส้นผมหงอกเริ่มแซมบนหัว คนเราก็มักจะกำชับกำชาและเตือนตัวเองให้มีชีวิตอยู่กับความจริง  เหมือนกับว่าความใฝ่ฝันและความมุ่งมั่นต่อสู้เพื่อส่วนรวมนั้น เป็นสมบัติเฉพาะที่ครอบครองได้เพียงในวัยเยาว์ และความเป็นจริงของคนวัยกลางคนคือการเอาชีวิตเฉพาะส่วนตัวให้รอด ซึ่งเพียงเท่านี้ก็นับว่าหนักหนาสาหัสพอแล้วสำหรับคนมือเปล่าตีนเปล่า ที่มีความสามารถระดับธรรมดาๆ
การวิพากษ์วิจารณ์สำรวจความคิดและสำนึกของตัวเองดูเผินๆ ก็เป็นสิ่งที่ดี ถ้าผู้วิจารณ์จะรู้จักจริงใจกับตัวเองจริงๆ ไม่ใช่พูดถึงความผิดของตัวเองแล้วเป็นเสร็จธุระ ดังกลาม็องซ์ตัวละครในเรื่อง  “มนุษย์สองหน้า” พูดไว้ว่า “เอาละ  เมื่อเราทุกคนต่างมีความผิดด้วยกันทั้งนั้นแล้ว  นั่นแหละคือประชาธิปไตย”
วรรณกรรมที่ดีมักนำพาเราสู่ภาวะของการตื่นขึ้นมา  บางครั้งแถมอาการข้างเคียงเป็นความเจ็บปวด และนี่เองที่อาจเป็นเหตุผลที่ผู้คนจำนวนหนึ่งไม่ชอบวรรณกรรมที่ดี เพราะว่ามันนำพาความเจ็บปวดมาให้ ทำให้มองเห็นด้านอัปลักษณ์ของตนเองชัดเสียจนตามหลอกหลอนในบ่อยครั้ง และสำหรับโลกอันรีบเร่งและเหน็ดเหนื่อยเช่นปัจจุบัน บางเรื่องของวรรณกรรมที่ดีนั้นอ่านแล้วเหนื่อยและมึนหัว มันเป็นดอกไม้ที่มีหนามแหลม และหนามคมนั้นสามารถเกี่ยวหัวใจและจิตสำนึกให้เลือดไหลซิบ
แต่หากมนุษย์สูญเสียความรู้สึกเจ็บปวดไปโดยสิ้นเชิง มนุษย์จะแตกต่างอันใดกันกับหุ่นยนต์หรือท่อนไม้ หุ่นยนต์นั้นแม้จะเคลื่อนไหวได้แต่ว่าไร้ซึ่งชีวิต ท่อนไม้มีแต่รอวันผุพังเน่าเปื่อย ไม่สามารถแตกใบให้ดอกได้อีก ชีวิตที่เหมือนไม่ใช่ชีวิตเช่นนี้มีอยู่มากมาย ใกล้ตัวใกล้ตาจนเราเลอะเลือน
เช่นนี้แล้วมนุษย์ที่มีเป้าหมายแจ่มชัด มิได้เป็นเพียงเศษสวะที่ลอยเปะปะไปตามลำคลองชีวิต จะเป็นผู้สูงค่าเลิศล้ำใช่ไหม ยังคงต้องกลับมามองสัมพันธ์ที่คำว่า การตื่นขึ้นมาและความรู้สึกเจ็บปวด

การตื่นขึ้นมาทำให้ต้องแยกแยะพิจารณาสิ่งทั้งหลายด้วยความมีอยู่ของตน เมื่อตระหนักในการมีในการมีอยู่ของตน จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะใช้วิธีการอะไรก็ได้ทำในสิ่งใดก็ได้ต่อชีวิต เมื่อตระหนักในการมีอยู่ของตน จึงทำให้เป็นผู้ที่เรียกร้องในรายละเอียด จึงไม่สามารถทำอย่างที่เคยทำตามแบบอย่างที่เคยมีมาโดยไม่ไตร่ตรอง ผู้มีอยู่จึงไม่ยินยอมทำสิ่งใดแบบตามๆ กันไป เขาทำในฐานะผู้ตื่นอยู่ ผู้มีอยู่ ผ่านการไตร่ตรอง ผ่านการตัดสินใจ
            การมีอยู่ การเป็นผู้ตื่นอยู่ การเป็นผู้กระทำโดยผ่านการไตร่ตรอง ผ่านการตัดสินใจนี้เป็นคนละกรณีกับการเป็นคนเจ้าเล่ห์แสนกลมากเพทุบาย การรู้ในความมีอยู่ของตนไม่ใช่การวางหมากกลและขาดความจริงใจต่อโลกต่อชีวิต หากแต่คือการรู้จักอ่อนน้อมค้อมหัวยอมรับดอกผลที่เกิดจากการกระทำด้วยการมีอยู่ของตน
            ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้แสนงาม หรือบาดแผลปวดร้าว ผู้มีอยู่ควรพร้อมรู้จักค้อมหัวน้อมรับ
การมีอยู่ การมีสำนึกโดยตัวตนตื่นขึ้นมานั้น ทำให้ชีวิตมิใช่ความว่างเปล่า เมื่อเกิดบาดแผล แผลนั้นย่อมมิได้ประทับในความว่างแปล่าแล้ก็เลือนหายไร้ซึ่งร่องรอยเสมือนหนึ่งไม่เคยมี ไม่เคยเกิดไปอย่างรวดเร็ว      
            แผลของผู้มีอยู่ย่อมเกิดขึ้นที่ตัวตนของตน ไม่ว่าจะเริ่มขึ้นโดยการตื่นรู้หรือว่าเริ่มโดยมิได้ตระหนักรู้ ถึงที่สุดแล้วเมื่อตัวตนตื่นขึ้นมาในตอนท้าย บาดแผลความเจ็บปวดย่อมเป็นของตัวตนผู้ที่ตื่นนั้น และความเจ็บปวดของมนุษย์ที่มิได้อยู่ในภาวะสะลึมสะลือนั้นย่อมจะเจ็บปวดลึกซึ้ง
และนั่นก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะความเจ็บปวดจะคอยเตือนมิให้สติเลอะเลือน ความเจ็บปวดจะเตือนถึงความรับผิดชอบของตน เตือนให้ไม่ตีโพยตีพาย ให้รู้จักระมัดระวังยั้งคิดในการย่างเท้าก้าวเดินไปในหนทางชีวิต
เช่นนี้แล้ว ชีวิตจะมิเป็นการดื่มด่ำประทับความทุกข์แต่เพียงด้านเดียวล่ะหรือ ชีวิตที่รู้ถึงการมีอยู่จะต้องเต็มไปด้วยริ้วรอยบาดแผลใช่ไหม
           
ต้นไม้ชีวิตก็เป็นเช่นเดียวกับพืชพันธุ์มากมายในโลก ริ้วรอยบาดแผลหลายครั้งช่วยให้เกิดมีดอกผล  การทำอะไรโดยไม่คิด ไม่รู้ มักสร้างบาดแผลซ้ำซากให้กับโลกและผู้คนรอบข้าง จนพืชพันธุ์ชอกช้ำเกินให้ดอกผลใดได้ แต่การรู้ในการมีอยู่ การอยู่ในภาวะที่ตื่นขึ้นมาช่วยให้ชีวิตในความเป็นปัจเจกบุคคลนั้น ตั้งมั่น เติบโต และช่วยให้โลกเกิดบาดแผลน้อยลงจากการกระทำที่ไม่รู้ตัวของคนทั้งหลาย
            ระหว่างหนทางชีวิตย่อมมีดอกไม้งดงาม ย่อมมีอากาศสดชื่น ย่อมมีสิ่งดีๆ หล่อเลี้ยงชีวิตไม่ให้สิ้นไร้เรี่ยวแรงเร็วเกินไปนัก โลกที่ไม่มีบาดแผลซ้ำซากเหลือดินอุดมให้พันธุ์ไม้ดอกไม้ผลเติบโตได้มากกว่าโลกใบที่พรุนด้วยรอยแผล ผู้คนที่ไม่บาดเจ็บปวดร้าวเกินไปร้อยยิ้มของเขาคงจะเบิกบานแจ่มใสมากกว่าความหมองรันทด
            เรายังเหลือพื้นที่ว่างให้กับความบริสุทธิ์ถูกต้อง และการเจริญเติบโตงอกงาม ทั้งที่หัวใจและที่พื้นโลกของเราหรือไม่เพียงไร
ผู้มีอยู่  ผู้ตื่นรู้ทั้งหลายควรหาคำตอบให้กับตนเอง  เพื่อโลกและชีวิตที่เขามีอยู่


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรก : นสพ.ผู้จัดการรายวัน 28-29 ตุลาคม 2538

วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ตัวข้าที่แท้



ผู้คนในโลกใช้ชีวิตไปต่างๆ นานา การมีชีวิตอยู่ในวงสังคมก็เป็นเช่นเดียวกับอยู่ในแวดวงยุทธจักร “คนในยุทธจักรไม่อาจเป็นตัวของตัวเองได้” ผู้คนไม่น้อยรู้สึกลึกซึ้งกับถ้อยคำๆ นี้ เป็นถ้อยคำที่เรียนรู้ด้วยความขมขื่นปวดร้าว
ยิ่งหากผู้ใดยึดถือหลักการเยี่ยงอย่างจอมยุทธ์ เขายิ่งมักต้องขมขื่นปวดร้าวยิ่งขึ้นกับถ้อยคำ “คนในยุทธจักรมิอาจเป็นตัวของตัวเองได้” เพราะเหตุว่าจอมยุทธ์นั้นมีสิ่งที่ไม่อาจกระทำ และมีสิ่งที่ไม่อาจไม่กระทำ
ไม่ว่าจะอย่างไร ในบางเรื่องราวเขาพึงจำต้องไม่กระทำ ขณะเดียวกันในอีกมากหลายเรื่องราว เขาก็มิอาจจะไม่กระทำ ทั้งทำและไม่กระทำ บ่อยครั้งกล้ำกลืนเจ็บปวด บางครั้งอ้างว้างเปลี่ยวเหงา คับข้องอยู่ในหัวใจ บางคราก็นึกตำหนิตนเองว่า ไยต้องยึดถือกฎเกณฑ์เคร่งครัดเช่นนี้แต่ผู้เดียว

หากมิใช่วิญญูชนจอมปลอม ชีวิตที่เป็นไปเหมือนสวมบทบาทละครซ่อนเร้น ในบางขณะผู้คนจึงปรารถนาให้ตนได้คืนสู่ความเป็น “ตัวข้าที่แท้” คนที่มีความเป็น “ตัวข้าที่แท้” ที่มิได้จริงจังมั่นคง คนที่มิได้เป็นวิญญูชนไหนเลยจะเปล่าเปลี่ยวเจ็บปวด คับแค้นลึกซึ้งจนต้องร่ำร้องเรียกหาความเป็น “ตัวข้าที่แท้” เช่นนี้ได้ คนที่ไร้พันธนาการไหนเลยจะต้องเรียกร้องถึงการปลดปล่อย
แท้จริงแล้วขณะที่ตัวเขาร่ำหาตัวข้าที่แท้ ก็มักเป็นเวลาที่ความเป็น “ตัวข้าที่แท้” ของเขา เผยตัวออกมาปะทะกับความคับแค้นขมขื่น สร้างความเจ็บปวดจนเขาอยากร่ำร้องขอความเป็นธรรมต่อโลก เขาเพียงปรารถนาในความรื่นเริงหรรษากว่านี้ เขาเพียงปรารถนาที่จะออกจากภาวะที่ “มิอาจกระทำ” หรือ “มิอาจไม่กระทำ” อันทุรนทุรายนี้
คนที่มิได้มี “ตัวข้าที่แท้” คู่เคียงสนิทแนบกับจิตวิญญาณ ไหนเลยจะมีพันธนาการไร้รูปอันซับซ้อนนี้ หากเขาเปลี่ยนบทบาทท่าที และหลักยึดถือไปตามสถานการณ์อยู่ทุกเช้าค่ำ เขาไหนเลยจะต้องไปสู่ภาวะนำพานาวาปะทะเกาะแก่ง ทั้งที่รู้ว่าการกระทำเช่นนี้ย่อมต้องเหนื่อยล้า และลำนาวาก็อาจแตกพังล่มสลายได้

ที่เขาร่ำหาความเป็นตัวข้าที่แท้ แท้จริงแล้วคือความเปล่าเปลี่ยว เจ็บปวด คับแค้น หวั่นไหว เขาเพียงแต่ร่ำร้องออกมาปลอบประโลมตนเอง เขาเพียงแต่ร่ำร้องออกมาเพื่อเตือนตนเองให้อย่าลืมเลือน ให้อภัยต่อภาวะอับจนขมขื่นของชีวิตนี้
ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ยังคงเลือกไม่กระทำในสิ่งอันไม่อาจกระทำ และเลือกที่จะกระทำในสิ่งอันมิอาจไม่กระทำต่อไป
ไม่ว่าจะมีคนที่เห็นใจ หรือไร้ผู้ที่เข้าใจในการกระทำของเขา เขาก็ต้องกระทำไปอย่างนี้
แม้แต่ผู้ที่มุ่งมั่นกระทำตัวเยี่ยงคนนอกยุทธจักร ที่ชืดชาต่อกฎเกณฑ์ประเพณีสังคมอันเคร่งครัดทั้งหลาย บ่อยครั้งก็ยังจำต้องไม่กระทำในสิ่งที่ไม่อาจกระทำ และจำต้องกระทำในสิ่งที่ไม่อาจไม่กระทำ เนื่องเพราะเขามีกฎเกณฑ์ส่วนตัวที่จำจะต้องยึดถือเคร่งครัดยิ่งกว่า ไม่ว่าเขาจะทำตัวกลมกลืนกับโลก หรือไม่กลมกลืนกับโลกเพียงไร เขาก็ยังคือตัวเขา ตัวเขาที่แท้ที่หลายครั้งต้องร่ำร้องเรียกหาความเป็นข้าที่แท้ด้วยความเจ็บปวดขื่นร้าว

ภายใต้มายาแห่งภาพลักษณ์หลากหลาย มีเพียงตัวตนของตัวเท่านั้น ที่จะให้คำตอบอย่างสัตย์ซื่อต่อตัวเองได้ว่า แท้จริงแล้วความเป็นตัวตนที่แท้ของเขายังคงอยู่ไหม
แม้จะมิได้ถือดาบถือกระบี่เช่นดั่งยุคสมัยของนิยายยุทธจักรอีกแล้ว แต่ดาบและกระบี่ยุคใหม่นั้นไร้รูป กระบวนท่าก็ยิ่งซับซ้อนพลิกแพลง ในยุคสมัยอันซับซ้อนสับสนเช่นนี้ จะมีผู้คนกี่คนที่สามารถครองตนถือสันโดษ เร้นกายอยู่นอกยุทธจักรได้ตลอดรอดฝั่ง จะมีผู้คนเท่าไรที่มุ่งมั่นครองตนอยู่นอกยุทธจักร กระทำในสิ่งที่ผู้คนไม่ค่อยเข้าใจ โดยที่มิอาจเรียกร้องซึ่งความเข้าใจและเห็นใจจากผู้คนเลย
การเป็นคนในยุทธจักรนั้นยาก แต่การครองตนเยี่ยงคนนอกยุทธจักรนั้น จำต้องอาศัยหัวใจที่แกร่งยิ่งกว่า

รอยแผลจากคมกระบี่ย่อมเกิดขึ้นได้กับผู้ยืนหยัดต่อสู้ หากแต่เมื่อเกิดบาดแผลขึ้นแล้ว มิควรสูญเสียซึ่งความมั่นใจ รอยกระบี่ในกายของเราบางรอย อาจเกิดจากความพลาดพลั้งมิได้ตั้งใจของผู้อื่น เขาอาจถือกระบี่เก้งก้างเกินไป เราอาจเดินไปชนคมกระบี่บางคมโดยที่เจ้าของกระบี่มิได้ฟาดฟันออกมา เพียงเพราะเราต่างเป็นเช่นดั่งคนในแวดวงยุทธจักร เราต่างเดินผ่านไปมาใต้เงากระบี่ไร้รูป ปลุกหัวใจยิ่งใหญ่ของเราคืนมา ผ่านพ้นไปให้ได้จากความเจ็บปวด ทั้งในรอยกระบี่ที่ตั้งใจและมิตั้งใจ เก็บคมกระบี่แนบกายอย่าให้ไปบาดผู้อื่น กระบี่ของเราบาดตัวเราบ้างก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ควรทำร้ายผู้อื่น ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม
จิตวิญญาณของจอมยุทธนั้นเมตตาในมือกระบี่ทุกผู้ และพร้อมจะอภัยให้กับผู้อื่น เพราะเขารู้ว่าผู้อื่นมากหลายต่างก็ล้วนคับแค้นขมขื่น ไม่อาจเป็นตัวของตัวเองเช่นเดียวกับตนเอง
สำหรับจอมยุทธ์ หากผู้อื่นวิ่งมาชนคมกระบี่ของเขา โดยที่เขามิได้ตั้งใจ เขามิอาจไม่ตำหนิลงโทษตัวเองที่ถือคมกระบี่ไม่ดี จนคมของมันทำร้ายผู้อื่น ดังนั้น เขาจึงระมัดระวังการถือกระบี่ของเขาอย่างยิ่ง และเขาก็พยายามพัฒนากำลังฝีมือของตนให้เข้าสู่ภาวะสูงล้ำ ที่มิได้มีกระบี่ทั้งที่ใจและที่ในมือ


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ หมาป่าบนทุ่งกระดาษ สำนักพิมพ์วลี สิงหาคม พ.ศ.2549