ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กระบี่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กระบี่ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ยิ้มเยาะโลก 笑紅塵 แปลเพลงจีน

วรรณกรรมกำลังภายในเรื่อง "กระบี่เย้ยยุทธจักร" (笑傲江湖) ของ กิมย้ง (จินยง - 金庸) ถูกนำมาทำเป็นหนังหลายภาค โดยให้ความสำคัญกับตัวละครสำคัญ "บูรพาไม่แพ้” (ตงฟางปุ๊ป้าย-東方不敗-บูรพาไม่แพ้) ซึ่งรับบทโดย หลินชิงเสีย-林青霞
หนังเรื่องนี้ได้ทั้งเงินและกล่อง กลายเป็นหนังกำลังภายในอมตะไตรภาคในประวัติศาสตร์หนังจีน
ในหนังแต่ละภาคจะมีเพลงไพเราะ และเป็นที่จดจำประทับใจในหมู่ผู้ฟังเพลงจีน เพลงแต่ละเพลงของหนังเรื่องนี้มีทั้งภาคที่เป็นภาษากวางตุ้งและภาษาจีนกลาง ความหมายของเนื้อเพลงทั้ง 2 ภาษาใกล้เคียงกัน ท่วงทำนองไพเราะ เนื้อหาลึกซึ้ง งดงาม
เพลงที่นำมาให้ฟังในที่นี้เป็นภาคภาษาจีนกลาง เสียงร้องของ เฉินสูฮว๋า 陳淑樺 นักร้องที่มีเพลงโด่งดังอยู่มากมาย

笑紅塵
ยิ้มเยาะโลก
詞:厲曼婷 / 曲:李宗盛 / 唱:陳淑樺
คำร้อง : ลี่ม่านถิง / ทำนอง : หลี่จงเซิ่ง / ขับร้อง : เฉินสูฮว๋า

红尘多可笑
โลกช่างน่าหัวร่อเสียนี่กระไร
痴情最无聊
ลุ่มหลงเมามายรักน่าเบื่อหน่าย
目空一切也好
ไม่แลดูสิ่งใดเลยคงจะดี
此生未了
ชีวิตนี้ยังมิสิ้น
心却已无所扰
ใจกลับสิ้นสิ่งรบกวนแล้ว
只想换得半世逍遥
เพียงหวังครึ่งชาตินี้เริงสราญ
醒时对人笑
ยามตื่นยิ้มแย้มหัวเราะร่ากับผู้คน
梦中全忘掉
ในฝันก็ลืมสิ้น
叹天黑得太早
ทอดถอนใจว่าฟ้านั้นช่างมืดเร็วเสียเหลือเกิน
来生难料
ชาติหน้ายากจะคาดคะเน
爱恨一笔勾销
ความรักความแค้นลบหายในฝ่ามือเดียว
对酒当歌
เบื้องหน้าสุราควรขับขานบทเพลง
我只愿开心到老
ข้าปรารถนาเพียงเบิกบานจนแก่เฒ่า

 *风再冷不想逃
สายลมหนาวเย็นยิ่งกว่านี้ก็ไม่คิดหลบหนี
花再美也不想要
ดอกไม้งามยิ่งกว่านี้ก็มิได้ปรารถนา
任我飘摇
ข้าจะลอยล่องไปตามใจ
天越高心越小
ฟ้ายิ่งสูง ใจยิ่งเล็ก
不问因果有多少
ไม่ถามว่าบาปบุญมีเท่าไร
独自醉倒
เมามายกับตัวเอง
今天哭
วันนี้ร่ำไห้
明天笑
พรุ่งนี้หัวร่อร่า
不求有人能明了
ไม่ขอให้ใครมาเข้าใจ
一身骄傲
ทระนงในตัว
歌在唱
บทเพลงกำลังขับขาน
舞在跳
เริงรำระบำฟ้อน
长夜漫漫不觉晓
ค่ำคืนยาวนานมิรู้แจ้ง
将快乐寻找**
เสาะหาความรื่นรมย์


เรืองรอง รุ่งรัศมี 


Check out this video on YouTube:


วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

บนเส้นทาง เจิ้ง สือ เผย

บนเส้นทาง
เจิ้ง สือ เผย

          หิมะตกโปรยปรายในทุ่งรกร้าง และดูขาวโพลนสุดสายตา แยกไม่ออกว่าตรงไหนเป็นทางตรง ไหนเป็นร่องหลุม มานพหนุ่มวัย 16 นาม ชิงซง เร่งรีบเดินทาง กระบี่ชำระแค้นในมือเต็มไปด้วยลิ่มน้ำแข็ง นั่นคือกระบี่ซึ่งบิดาที่เพิ่งสิ้นใจมอบต่อให้แก่เขา บิดาพูดว่า เจ้าต้องไปฆ่าสตรีนางนั้น จากนั้นอาศัย 'เพลงกระบี่ชำระแค้น' ครองความเป็นเจ้ายุทธจักร
            ฝีก้าวไร้สุ้มเสียง ฝีเท้าไร้ร่องรอย วิทยายุทธ์ของชิงซงสูงล้ำ ท่วงท่าสงบราวเดินทางไปเยี่ยมญาติ แท้จริงแล้ว จิตใจของชิงซงวุ่นวายอย่างยิ่ง เขาคิดจินตนาการถึงสตรีคนที่บิดาวาดบรรยายให้เขาฟังครั้งแล้วครั้งเล่า สตรีที่โหดเหี้ยมอำมหิตคนนั้น บิดาพูดว่าครั้งก่อนเก่านั้น สตรีนางนั้นหลอกเขาออกไปจากบ้าน โอบล้อมไว้ที่หาดเซียงซือวาน คิดจะสังหารบิดาให้ตาย หวังจะแย่งชิงกระบี่ชำระแค้นที่อยู่ในมือบิดาและตัวชิงซงที่ยังแบเบาะ
            บิดารู้ว่าหลงกลเสียแล้ว ใช้ 'เพลงกระบี่ชำระแค้น' ที่สืบทอดมาแต่บรรพบุรุษตีฝ่าออกไปจากวงล้อม เพียงน่าเสียดายว่า ช้าไปก้าวหนึ่งเสียแล้ว หญิงคนนั้นสั่งให้คนไปสังหารมารดาของชิงซงแย่งชิงเอาตัวชิงซงไป บิดาได้รับบาดเจ็บ อาศัยกระบี่เล่มเดียวบุกเข้าไปในคฤหาสน์ที่มีการคุ้มครองแน่นหนาของสตรีนางนั้น อุ้มเอาตัวชิงซงกลับมาหนีเข้าไปในขุนเขาป่าลึก 16 ปีแล้ว บิดารักษาอาการบาดเจ็บไปพลาง สอนวิทยายุทธ์แก่ชิงซงไปเพลง เพื่อว่าจะมีวันหนึ่งที่ชิงซงจะสามารถออกจากภูเขาไปล้าง แค้นให้กับมารดาที่ตายจากไป

            ไม่มีสิ่งใดสำคัญเสียยิ่งกว่าการแก้แค้น ชิงซงเดินทางทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน จนมาถึงเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งโดยมิได้หยุดพัก พบเห็นผู้ที่ผ่านทางมาก็สอบถามถึงเส้นทางที่ไปยังเมืองฉวีโจว คนผ่านทางถอนใจคำหนึ่งพูดว่า
“ไปที่นั่นทำไม? ได้ข่าวว่าโจรปล้นสวาทเย่ซานหู่ออกจากเขาอีกแล้ว คราวนี้ไม่รู้ว่าใครต้องเคราะห์ร้ายอีก”
            ชิงซงยิ้มเยือกเย็น พูดว่า
“ท่านบอกทางข้าก็พอแล้ว”
            คนผ่านทางชี้มือไปทางทิศตะวันตกอย่างไม่เต็มใจ พูดว่า
“ข้ามเขาลูกนี้ไปก็ถึง”

ชิงซงกุมกระบี่ชำระแค้นไว้มั่น ก้าวเท้ารวดเร็วดังเหินบิน ไม่ทันถึงสองชั่วยาม เมืองฉวีโจวก็ปรากฏต่อเบื้องสายตาของชิงซง ขณะกำลังจะเข้าไปในเมือง ที่เชิงกำแพงเมือง พลันมีคนบ้าคนหนึ่งกระโจนขึ้นมากอดตัวชิงซง ร้องไห้สะอึกสะอื้นพูดว่า
“ลูกเอ๋ย เจ้ากลับมาแล้ว ลูกเอ๋ยเจ้ากลับมาแล้ว”
            ชิงซงเห็นเป็นหญิงชราคนหนึ่ง อดโมโหเดือดดาลขึ้นมาไม่ได้ มือค่อยๆ ยกสูงขึ้น ขณะกระบี่กำลังจะออกจากฝัก ตาเฒ่าคนหนึ่งยับยั้งชิงซงพูดว่า
“หญิงผู้นี้ช่างน่าสงสาร สิบกว่าปีมานี้ ไม่ว่าลมแรงหิมะตก นางก็รอคอยลูกของนางอยู่ที่นี่ คนอายุเพียง 30 กว่าปี แต่แก่เหมือนกับยายเฒ่าคนหนึ่ง นี่เป็นบาปกรรมที่เย่ซานหู่สร้างเอาไว้”
            เย่ซานหู่อีกแล้ว! ชิงซงเกรี้ยวโกรธอยู่ในใจ แต่บนใบหน้ากลับเรียบเฉย ตาเฒ่าเห็นชิงซงไม่แสดงอารมณ์ ก็พูดต่อว่า
“16 ปีก่อน โจรปล้นสวาทเย่ซานหู่ หมายตาสุ่ยเหลียน สะใภ้สกุลเจิ้ง จะชิงตัวไปเป็นภริยา เวลานั้น สุ่ยเหลียนเพิ่งคลอดบุตรชายคนหนึ่ง ถูกคุกคามจนยากจะต้านทาน ได้แต่เชื้อเชิญให้ชาวยุทธ์ยื่นมือมาช่วยเหลือ คิดจะให้โอกาสนี้ขจัดเพทภัยครั้งนี้ออกไป คาดไม่ถึงว่ากลับถูกชิงตัวบุตรชาย เพิ่งฟังมาว่าโจรปล้นสวาทพาเด็กออกจากภูเขามาด้วย พบคนก็ฆ่าสังหารเลย”
            ขณะที่ตาเฒ่ากำลังเล่า มีเงาร่างหนึ่งโผเข้ามา ชิงซงฉากกายหลบ มือที่กุมกระบี่ชักขึ้นมาเบาๆ ประกายเย็นเยือกสายหนึ่งวาบผ่าน คมกระบี่วาดไปทางเงาร่างนั้น คนๆ นั้นล้มคว่ำลงบนพื้นในชั่วพริบตา ครู่หนึ่งโลหิตสดๆ ค่อยๆ อาบไปบนพื้นหิมะ ตาเฒ่าเซ่อซึมไปครึ่งค่อนวัน ร้องด้วยความตระหนกตกใจว่า
“เพลงกระบี่หิมะชำระแค้น”
            ที่ล้มลงบนพื้นเป็นมือสังหารผู้หนึ่ง ชิงซงไม่รู้ว่าทำไมมือสังหารจึงต้องการฆ่าเขา ได้ยินตาเฒ่าร้องเรียกชื่อเพลงกระบี่ออกมา คิดจะไถ่ถามให้รู้แน่ชัด ตาเฒ่าก็หนีไปไกลราวเหินไปเสียเนิ่นนานแล้ว ขณะที่ชิงซงกำลังจะไล่ตามไป หญิงบ้าคนนั้นกอดขาของเขาไว้แน่น ไม่ยอมคลายมือ ชิงซงเกิดอารมณ์ขึ้นมา หันคมกระบี่ไปทางหญิงบ้าโดยอัตโนมัติ หญิงบ้าล้มลงในทันใด โลหิตอีกผืนหนึ่งไหลแผ่ซ่านไปบนพื้น

            โดยไม่ลังเล ชิงซงเข้าเมืองไปเสาะหาสตรีใจดำอำมหิตนางนั้น หิมะหยุดตก ลมนิ่ง บนฟ้าในตัวเมืองฉวีโจว ควันไฟจากครัวลอยอ้อยอิ่ง ถึงเวลากินข้าวอีกแล้ว ชิงซงคิดอยู่ในใจว่าไม่เคยได้กินข้าวที่แม่ทำให้เลย ใจยิ่งเกลียดชังสตรีนางนั้น ฝีเท้าก็เร่งขึ้นอีกเล็กน้อย จับตัวใครได้ก็ถามขึ้นอย่างร้อนรนว่า
“คฤหาสน์ตระกูลเจิ้งตั้งอยู่ที่ใจ?”
            คนที่ถูกถามล้วนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า
“ท่านถามถึงทำไม? เดี๋ยวนี้ไม่มีคนอยู่อาศัยแล้ว”
พูดจบยังคงชี้ให้ชิงซงดูว่าควรไปทางไหน แล้วเลี้ยวอีกกี่เลี้ยว เดินไกลอีกเพียงไหนจึงจะถึงที่ตั้งเดิมของคฤหาสน์ตระกูลเจิ้ง

            ไปตามทิศทางที่ชี้บอก ในที่สุดชิงซงก็มาถึงหน้าบ้านตระกูลเจิ้ง เป็นเช่นนั้นจริงๆ เป็นลานบ้านที่บิดาบรรยายให้ฟังเสมอๆ ทำตามคำกำชับของบิดา หาบ้านหลังนี้พบ ไม่จำเป็นต้องถามให้มากความ บุกเข้าไปแล้วฆ่าให้เรียบ อย่าให้เหลือ จึงจะเป็นการชำระแค้น เพียงแต่ว่า บัดนี้ในลานบ้านว่างเปล่าไร้ผู้คนแม้แต่คนเดียว จะทำอย่างไรดี? ชิงซงได้แต่ร้องเรียกเพื่อนบ้านหนุ่มเพื่อถามไถ่สืบความ
            เพื่อนบ้านหนุ่มพูดว่า ครอบครัวนี้เมื่อสิบกว่าปีก่อน ถูกโจรปล้นสวาทชิงเอาตัวลูกชายไป ตั้งแต่นั้นมาเริ่มตกต่ำทรุดโทรม เหลืออยู่เพียงหญิงบ้านางหนึ่ง นางเป็นมารดาของเด็กนั้น ทุกๆ วันตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่างก็ไปรอคอยรับลูกอยู่ที่ประตูเมือง 16 ปีมาแล้ว ทำเช่นนี้ทุกวัน ที่จริงแล้วเวลานี้นางควรจะกลับมาแล้ว
            ชิงซงฟังเพื่อนบ้านพูดจบ ใจอดรู้สึกกระตุกไม่ได้ ดวงตาเหมือนจะมีอาการล้า ถามว่า
“นางมีชื่อว่ากระไร?”
            คนหนุ่มพูดว่า
“นางชื่อสุ่ยเหลียน เมื่อ 16 ปีก่อนถูกเย่ซานหู่ชิงเอาตัวลูกชายไป ก็เลยเป็นบ้าตั้งแต่วันนั้น”
            ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ไปได้? ชิงซงค่อยๆ ทรุดนั่งลงบนพื้นหิมะ พูดพึมพำออกมาว่า
“ข้าจะคอยนางกลับบ้าน”

            จากยามพลบคล้อยไปจนดึก ชิงซงมิได้ขยับเคลื่อนไหวเลยแม้แต่น้อย รุ่งเช้าเพื่อนบ้านมองเห็นชิงซงใบหน้าหมองคล้ำ มีเกล็ดหิมะจับ หัวร่อฮาฮา สลัดรองเท้าทิ้งไป มุ่งออกจากเมืองไปทางทิศตะวันออก
            หลังจากนั้นไม่กี่วัน มีเสียงเล่าว่ากระบี่หิมะชำระแค้นคืนสู่ยุทธจักร ที่แปลกประหลาดก็คือ เหล่าอิสตรีล้วนอยู่รอดปลอดภัย มีแต่พวกโจรขโมยที่ล้มตาย แน่นอนว่าข่าวลือไม่แน่ว่าจะเชื่อถือได้ แต่ทว่า เมืองฉวีโจวอยู่อย่างสงบสุขมาหลายสิบปี กลับเป็นเรื่องจริง

 เรืองรอง รุ่งรัศมี แปล
2007
 
พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “ในยุทธจักร” เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 16 ฉบับที่ 793 วันที่ 10-16 ส.ค. 2550

วันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ไล่ล่าจอมยุทธ์ อี ปิง

ไล่ล่าจอมยุทธ์
อี ปิง

          ในอากาศ รังสีฆ่าฟันยิ่งมายิ่งเข้มข้นแล้ว
            เมฆสีอันวิจิตรตระการตาทางเบื้องฟ้าตะวันตก สะท้อนแสงพราวพรายจน ไฉจินป้า มิอาจลืมตาขึ้นได้ ดวงตาทั้งสองของเขาหลับลงแล้วลืมขึ้นอีก ห่างออกไปกว่า 10 วา มีคนเพิ่มมา 1 คน แล้วในบัดนี้
            เส้นผมขาวโพลน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยย่น อาภรณ์ชุดเขียวที่ซักจนซีด พู่กระบี่สีเหลืองแกว่งไกวอยู่ในสายลมภูเขา

            เขาก็คือ 'หนึ่งในกระบี่เย้ยฟ้า กระบี่สะท้านวิญญาณ' ผู้นั้น ไป๋เซี่ยวเทียน มือสังหารอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน
            เป็นเขานั่นเองที่เล็ดลอดผ่านกองกำลังทหารที่ดักซุ่มอยู่ถึง 3,000 คน จู่โจมเข้าใส่หน่วยคุ้มกันที่มีพลังฝีมือล้ำเลิศ 29 คน จนแตกพ่ายภายในเวลาที่นัดหมายกันไว้ จนสามารถสังหารขุนพลอู่ที่ซ่อนตัวอยู่ในหีบเหล็ก ที่ซ่อนเอาไว้ในบ่อลึกอีกชั้นหนึ่ง
            ผู้อาวุโสหลิน แห่งพรรคกระยาจกเมามาย แล้วสังหารผู้คนในครอบครัวข่งไหลเฟิงแห่ง 'หมู่ตึกนกยูง' 63 คน เป็นเขานี่เองที่เดินทาง 5,000 กว่าลี้ ตีฝ่าการสกัดกั้นประมุขกู้แห่งพรรคกระยาจก และบรรดาผู้อาวุโสของพรรค จนสามารถนำเอาศีรษะของผู้อาวุโสหลินจากซินเจียงมายังหน้าหลุมศพของข่งไหลเฟิง
                                                           
          สามสิบปีมานี้ ไม่มีผู้ใดสามารถขัดขวางเรื่องที่ ไป๋เซี่ยวเทียน ต้องการจะกระทำ
            "ท่านก็คือไฉจินป้า?"
            "ท่านก็คือไป๋เซี่ยวเทียน?"
            "ชักดาบของท่านออกมา" ไป๋เซี่ยวเทียนกวาดตามองไฉจินป้าอย่างไม่กระตือรือร้นครั้งหนึ่ง ในสายตานั้น มีความรู้สึกเหยียดหยาม เยาะเย้ย กระทั่งโกรธแค้น
            ไฉจินป้าชักดาบของเขาออกมาช้าๆ ดาบหนัก 82 ชั่ง ยังคงคมกริบดังเดิม ถืออยู่ในมือยังคงถนัดถนี่ดังเคย
            แต่ใจเล่า? ใจยังคงผ่อนคลาย เป็นปกติดังก่อนหรือไม่?
            คมดาบวาววับ ลมพลันพัดกรรโชก

            ไป๋เซี่ยวเทียนเงยหน้าขึ้นฟ้าหัวร่อฮาฮาคำหนึ่ง เสียงหัวร่อดังสะท้านก้องในหุบเขา
            โลกพลันเงียบสงบลง เงียบเสียจนสามารถจะได้ยินเสียงการตกของดวงตะวัน
            ไฉจินป้ายังยืนอยู่ ดวงตาของเขาเบิกกว้าง เขาแทบจะไม่เชื่อว่านี่จะเป็นความจริง ...ที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ เขาราวกับว่ายังหายใจได้อยู่
            เบื้องหน้าของเขาคือปลายแหลมของกระบี่เล่มหนึ่ง บนปลายแหลมของกระบี่ประคองกลีบดอกไม้กลีบหนึ่ง
            นี่คือกลีบของดอกชาภูเขา หากไม่ใช่เพราะกระบี่ของไป๋เซี่ยวเทียนเรียวเกินไป ย่อมไม่มีทางมองเห็นได้อย่างแน่นอน

            เป็นเสียงหัวร่อยาวนานอีกเสียงหนึ่ง เงาร่างสีขาวร่างหนึ่งพลิ้วลงตรงกลางระหว่างคนทั้งสอง
            มานพหนุ่มท่วงท่าสง่างามคนหนึ่ง ประสานมือค้อมคารวะต่อไป๋เซี่ยวเทียนครั้งหนึ่ง
"ท่านผู้อาวุโสไป๋ ข้า ฮวาเมิ่งเตี๋ย น้อมคารวะ"
            ไป๋เซี่ยวเทียนพูดอย่างราบเรียบว่า
"คุณชายกรุ้มกริ่มฮวาเมิ่งเตี๋ย?"
            "เป็นผู้น้อยเอง"
            ไป๋เซี่ยวเทียนทอดถอนใจยาว สะบัดมือคราหนึ่ง กระบี่ในมือวาดแสงสว่างวาบสายหนึ่ง หายไปในหุบเขา
            ไป๋เซี่ยวเทียนพูด "คุณชายฮวา ข้ามีเรื่องไหว้วานเรื่องหนึ่ง"
            ฮว่าเมิ่งเตี้ยพูดว่า "ผู้อาวุโสโปรดบอกออกมา"

            ไป๋เซี่ยวเทียนหยิบเศษเงินชิ้นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ พูดว่า
"ขอให้คุณชายฮวานำเงิน 5 เหรียญเงินนี้ไปคืนให้แก่หญิงชราผู้หนึ่ง ข้ามิได้แก้แค้นให้กับนาง และนี่เป็นครั้งเดียวในชีวิตที่ข้าไม่อาจทำตามที่รับปากให้เป็นจริงเช่นกัน"
            ฮวาเมิ่งเตี๋ยหัวร่อพูดว่า
"จ่าย 5 เหรียญเงินก็สามารถจ้างมือสังหารหมายเลข 1 ของแผ่นดินได้ คิดว่าคนๆ นี้คงไม่ใช่คนธรรมดากระมัง?"
            ไฉจินป้าใบหน้าแดงก่ำขึ้นในทันใด ร้องออกมาอย่างร้อนรนว่า
"หรือว่าข้ามีค่าเพียง 5 เหรียญเงิน? ข้าให้เจ้า 5 หมื่นตำลึง... ไม่, ไม่...ห้าสิบหมื่นตำลึง ขอให้เจ้าไปสังหารมัน!"
            ไป๋เซี่ยวเทียนพูดว่า
"ท่านได้สังหารสามีของผู้อื่น แย่งชิงภริยาและบุตรสาว แล้วยังต้องการจะฆ่าล้างตระกูลอีกหรือ?"
            ไฉจินป้าร้องด้วยความโมโหว่า
"อะไรกัน 'สังหารสามี แย่งชิงภริยาและบุตรสาว'? เจ้าอย่าได้อมโลหิตพ่นใส่ผู้คน!"
            ไป๋เซี่ยวเทียนหัวร่อฮาฮาพูดว่า
"ท่านมีชื่อ 'จอมดาบ' เสียเปล่า แม้แต่คนธรรมดาที่ไม่มีวิชายุทธ์ก็ยังกล้าฆ่า ท่านไม่รู้สึกอับอายต่อผู้คนบ้างหรือ?"

            ไฉจินป้าเบิกดวงตากว้างด้วยความโกรธ กำลังจะมีปฏิกิริยา ฮวาเมิ่งเตี๋ยยิ้มแล้วพูดว่า
"เรื่องราวความเป็นมาผู้น้อยรู้มาบ้างเล็กน้อย ผู้น้อยเองก็มาเพราะว่าเรื่องนี้ หนึ่งปีก่อน คุณชายรองไฉหย่งของผู้อาวุโสไฉไปเที่ยวเล่นที่เจียงหนาน ได้พบกับสตรีรูปโฉมงดงามนางหนึ่งที่นอกเมืองหางโจว ก็จะรับเอามาเป็นภริยาน้อย สตรีนางนี้นั้นมีสามีและบุตรอายุ 2 ขวบคนหนึ่งแล้ว คาดมิถึงว่าไฉหย่งไม่ยอมละเว้น จะเอาตัวไปให้ได้ นางไม่ยินยอม ไฉหย่งโมโหโกรธา กลับสังหารสามีที่ไม่มีวิชายุทธ์ และบุตรชายเสีย เหลือเพียงมารดาชราอายุ 60 กว่าปี ยายเฒ่าเที่ยวกล่าวโทษร้องทุกข์ไปทั่ว แต่ทางการก็ไร้กำลังจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องในยุทธจักร ยายเฒ่าสิ้นไร้หนทางขอความช่วยเหลือ ฟังมาว่าในยุทธจักรมีมือสังหารสามารถจะชำระความแค้นให้ได้ จึงนำเอาเงิน 5 เหรียญเงินที่อดออมมาตลอดชั่วชีวิตของนาง คิดจะจ้างมือสังหารตามหาตัวฆาตกร ท่านผู้อาวุโสไป๋บังเอิญเดินทางผ่านไปหางโจว ยายเฒ่าได้แขวนเงิน 5 เหรียญเงินนั้นไว้ที่หัวถนนเพื่อจ้างมือสังหารนานกว่าครึ่งปีแล้ว ท่านผู้อาวุโสไป๋เป็นผู้กล้าซึ่งเปี่ยมคุณธรรม เก็บเอาเงิน 5 เหรียญเงินมาแล้วติดตามไล่ล่ามาถึงนี่ เพราะว่าตอนที่ไฉหยงกระทำเรื่องชั่ว ได้ประกาศใช้นาม 'จอมดาบ' ดังนั้นท่านผู้อาวุโสไป๋จึงมุ่งมาหาท่านผู้อาวุโสไฉโดยตรง สะใภ้รองที่ท่านผู้อาวุโสไฉตกแต่งมาเมื่อวันก่อน ก็คือสตรีนางนี้"

            ไฉจินป้าใบหน้าแดงก่ำไปทั้งใบหน้า คล้ายจะเชื่อ คล้ายจะไม่เชื่อ ยามนี้ฮวาเมิ่งเตี๋ยร้องเรียกว่า
"ท่านออกมาได้แล้ว"
            ที่ในพงหญ้ามีเสียงดังขยับเคลื่อนไหวระลอกหนึ่ง ไฉหยงก้มหัวเดินออกมา
            ไฉจินป้าร้องด้วยความโกรธออกมา
"ที่คุณชายฮวาพูด เป็นเรื่องจริงใช่ไหม?"
            ไฉหย่งตอบเสียงเบาว่า "เป็นเรื่องจริง"
            แสงสว่างวาบและสายลมกล้าวูบหนึ่งเกิดขึ้นอีกครั้ง ดาบของไฉจินป้าตวัดขึ้นสูง คุณชายรองไฉหย่ง หัวและร่างกายไม่ได้อยู่ด้วยกันอีกแล้ว
            บนดาบของไฉจินป้าไม่มีหยาดโลหิตแปดเปื้อนแม้แต่หยดเดียว

            จอมดาบยังคงคือจอมดาบ
            น้ำตาของจอมดาบรินไหลออกมาแล้ว... จอมดาบไม่หลั่งโลหิต จอมดาบหลั่งน้ำตาออกมา
          ดวงจันทร์กระจ่างลอยสูง
            ไฉจินป้าพลันหัวร่อออกมา พูดเสียงแหบแห้งว่า
"ท่านทั้งสองมาที่หมู่ตึกดาบทองมิได้เพื่อดื่มสายลมภูเขากระมัง?"
            ฮวาเมิ่งเตี๋ยก็หัวร่อพูดว่า
"ท่านผู้อาวุโสไฉยังได้ตระเตรียมสุราเขียวใบไผ่ที่หมักบ่มเอาไว้ถึง 300 ปีไว้ด้วย"
          ทั้งสามหัวร่อเสียงดัง ในเสียงหัวร่อนั้น เงาร่าง 3 สาย พลันหายไปในแสงจันทร์...

เรืองรอง รุ่งรัศมี
แปล


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ สายลมในกิ่งหลิว เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับทึ่ 718

วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ลายแทงขุมทรัพย์ เจิ้ง สือ เผย

ลายแทงขุมทรัพย์
เจิ้ง สือ เผย

            คน 2 กลุ่มชุมนุมกันอยู่ที่คุ้งเซียงซือวาน ดาบเย็นกระบี่ยะเยือกทำเช่นนี้ก็เพราะลายแทงขุมทรัพย์แผ่นหนึ่ง ยุทธจักรร่ำลือไปทั่วว่าปลายราชวงศ์ถางฮว๋างฉาวผู้นำกบฏชาวนาพ่ายแพ้ ได้ฝังซ่อนทรัพย์สินเงินทองล้ำค่าไว้มากมาย แล้วเขียนลายแทงขุมทรัพย์แผ่นหนึ่งซ่อนเอาไว้ที่หน้าผาหุบเขาเซียงซือกู่
            คนสองกลุ่มนี้ กลุ่มหนึ่งคือ แก๊งเพื่อนชาวนา ของหมู่บ้านศิลาขาว คนเป็นหัวหน้าคือ พยัคฆ์เจียงซาน-เจียงซานหู่ ถือคราดเป็นอาวุธ ลูกน้องของเขาบางคนลาก บางคนแบกอาวุธลักษณะอย่างเครื่องมือทำไร่ไถนา ดูไปเหมือนทำตัวลอยไปลอยมา เวลาต่อสู้กลับห้าวหาญเหนือกว่าคาดคิด คนอีกกลุ่มคือ แก๊งไร้เทียมทาน-อู๋ตี๋ฟาย แห่งท่าเรือตระกูลเยี่ย เจ้าสำนักเยี่ยไร้เทียมทาน-เยี่ยอู๋ซวง เป็นคนกลอกกลิ้ง มากเล่ห์ ถือดาบโซ่เป็นอาวุธ หมายมั่นปั้นมือที่จะหาขุมทรัพย์ให้พบ
            นอกจากคนสองกลุ่มนี้ ยังมีคนแอบซ่อนตัวอยู่บนต้นการบูรอีกคนหนึ่ง คนผู้นี้ก็คือ แส้ เซียง ซือ เจิ้ง หนาน เหลย

            คนทั้งสองกลุ่มต่างเตือนให้อีกฝ่ายหนึ่งถอนตัว ทว่า ต่างก็ไม่ยอม เยี่ยอู๋ซวง หัวร่อพูดว่า
“พวกท่านปล่อยให้ข้าเข้าไป เมื่อข้าได้สมบัติมาแล้ว จะแบ่งที่ให้ท่านเพาะปลูกส่วนหนึ่ง อย่างนี้ไม่ดีหรอกหรือ?”
            พยัคฆ์เจียงซานเกลียดชังคำพูดเช่นนี้ที่สุด ร้องด่าว่า
"ผายลมมารดาท่าน"
แล้วยกคราดฟาดมา เยี่ยอู๋ซวงยกดาบขึ้นรับ ดาบกับคราดกระแทกกัน เยี่ยอู๋ซวงรู้สึกชาที่ง่ามมือ รีบถอยหลังไป พยัคฆ์เจียงซานร้องว่า
“พี่น้องทั้งหลาย ฆ่ามัน!”

            เครื่องมือทำเกษตรหลากหลายราวมังกรคะนองน้ำ ตลบโจมตีไปทางเยี่ยอู๋ซวง อาวุธกับอาวุธปะทะกัน เสียงการต่อสู้ดังก้องถึงฟ้า สู้กันไม่ทันถึงครึ่งชั่วยาม แก๊งไร้เทียมทานค่อยๆ ต้านทานไม่ไหว เยี่ยอู๋ซวงใช้กระบวนท่าลวง อาศัยความชุลมุนหลบหนี คนของฝ่ายไร้เทียมทานไม่เห็นตัวเยี่ยอู๋ซวง ไม่มีใจจะรบพุ่งต่อ รีบล้วงเอาถุงปูนขาวข้างเอวออกมา สะบัดมือโปรยออกไป ทันใดนั้น ฝุ่นฟุ้งขาวปกคลุมไปทั่ว พยัคฆ์เจียงซานคาดไม่ถึงว่าแก๊งไร้เทียมทานจะใช้อุบายต่ำช้าเช่นนี้ รีบออกคำสั่งให้ลูกน้องหลับตากลั้นลมหายใจ เลี่ยงหนีไปทางเหนือลม
            ยังดีที่มีเพียงไม่กี่คนถูกซัดจากปูนขาว พยัคฆ์เจียงซานก็ไม่คิดไล่ล่าติดตาม คนทั้งกลุ่มคืนสู่ความผ่อนคลายเอ้อระเหย เดินเรื่อยเฉื่อยไปทางหุบเขาเซียงซือกู่ แน่นอนว่า ในใจของพยัคฆ์เจียงซานย่อมรู้อย่างถ่องแท้ว่า เยี่ยอู๋ซวงย่อมไม่วางมือไปอย่างง่ายดายเช่นนี้ การต่อสู้เมื่อครู่ เป็นเพียงเล่ห์เหลี่ยมที่เขาชอบใช้ จุดหมายเพื่อทดสอบกำลังที่แท้ของฝ่ายตรงข้าม อาศัยฝีมือของแก๊งเพื่อนชาวนา ถ้าสู้กันเดี่ยวๆ อย่างเปิดเผย พยัคฆ์เจียงซานย่อมไม่เกรงกลัว กลัวแต่เพียงพวกพยัคฆ์เจียงซานใช้กลยุทธ์ไม่เก่ง การต่อสู้เมื่อครู่ก็เสียเปรียบเยี่ยอู๋ซวงแล้ว

            เข้าไปในชายป่า คนของเยี่ยอู๋ซวงยังไม่ปรากฏตัว ป่าทั้งสองข้างรกทึบขึ้นเรื่อยๆ สภาพทางภูมิศาสตร์ก็แลดูอันตราย พยัคฆ์เจียงซานใช้รหัสลับออกคำสั่งให้ระมัดระวังตัว จะได้ไม่ต้องกลอุบายเยี่ยอู๋ซวงอีก พูดยังไม่ทันขาดคำ พยัคฆ์เจียงซานพลันพบว่าตรงเบื้องหน้ามีหญ้าแห้งกองใหญ่ หันกลับไปดูข้างหลัง พบว่าต้นไม้สองข้างก็มีหญ้าแห้งแขวนไว้ ใจคิดว่า ถ้าเยี่ยอู๋ซวงจุดไฟเผาหญ้าแห้งตอนนี้ ตนคงถูกเผาตายทั้งเป็นอยู่ที่นี่ พยัคฆ์เจียงซานพลันรู้สึกตระหนกตกใจ รีบออกคำสั่งถอยในทันที
            ขบวนคนหลายสิบคนยังไม่ทันได้เคลื่อนไหว ลูกธนูไฟดอกแล้วดอกเล่าก็บินมาดั่งตั๊กแตน ได้ยินเสียงดังเปรี๊ยะปร๊ะอยู่อย่างสับสน รอบตัวของพยัคฆ์เจียงซานไฟลุกโหมแรง ทุกคนสับสนวุ่นวายในทันใดนั้น ต่างคลุมศีรษะวิ่งฝ่าไปอย่างสับสนอย่างรวดเร็ว บนร่างของคนจำนวนหนึ่งก็ลุกติดไฟ กระโดดโลดเต้นไปเหมือนแมลงวันไร้หัว ยามนี้พยัคฆ์เจียงซานมองเห็นคนๆ หนึ่งโถมกายฝ่าควันหนาทึบเข้ามา รีบยกคราดฟาดไปตามสัญชาตญาณ คนที่ฝ่าเข้ามาร้องเสียงเบาๆ ว่า
“ข้าเองท่านพี่เจียง รีบตามข้ามา”
            พยัคฆ์เจียงซานพบว่าคือแส้เซียงซือเจิ้งหนานเหลยไม่มีเวลาคิดมาก รีบนำพี่น้องข้างกายตามเจิ้งหนานเหลยไป ฝ่าผ่านหมอกควันหนาทึบ พวกชาวเจียงซานมองเห็นบึงน้ำแห่งหนึ่ง ต้นไม้กอหญ้าข้างบึงถูกคนตัดฟันจนเตียน รู้ว่าที่นี่ไม่มีอันตรายถึงชีวิตให้ต้องกังวลอีก รีบประสานมือคารวะพูดว่า
“พยัคฆ์เจียงซานขอขอบพระคุณท่านผู้ช่วยชีวิต ที่ผ่านมาพี่น้องข้าได้ล่วงเกินรังแกสตรีเซียงซือวานไปมิได้น้อย ข้าขอน้อมขออภัย ณ ที่นี้ด้วย จากนี้ไปพี่น้องของข้ารับรองว่าจะไม่ล่วงเกินต่อเซียงซือวานอีกแม้ปลายเส้นขน”

            คนที่ได้รับการชี้แนะช่วยเหลือให้หลบหนีมา และพยัคฆ์เจียงซานรู้ว่าตนมิใช่คู่ต่อสู้ของเยี่ยอู่ซวง คิดจะรีบไปจากสถานที่แห่งนี้ให้เร็วที่สุด แส้เซียงซือเจิ้งหนานเหลยรั้งพยัคฆ์เจียงซานไว้ เข้าไปกระซิบสั่งเสียที่ข้างหูครู่หนึ่ง พูดจนพยัคฆ์เจียงซานแย้มยิ้มเบิกบาน
            ไฟที่ลุกโหมมอดลง เยี่ยอู๋ซวงนำคนตรวจดูซากศพในที่เกิดเหตุ ตรงที่ห่างจากบึงน้ำไม่ไกล พบพยัคฆ์เจียงซานและพี่น้องแก๊งเพื่อนชาวนาหลายคนนอนอยู่ในกองเถ้าถ่าน ดำเกรียมไปทั้งร่าง ก็หัวร่อออกมาด้วยความวางใจ เดินเข้าไปเตะพยัคฆ์เจียงวานอย่างแรงไปทีหนึ่ง
เวลาพูดนั้นเชื่องช้า แต่เวลานั้นรวดเร็วยิ่ง เห็นเพียงพยัคฆ์เจียงซานดีดตัวอย่างปลาหลีฮื้อพลิกตัวกระโดดขึ้นมา ลอยตัวดีดเท้าเตะเยี่ยอู๋ซวงล้มคว่ำไป เท้าวาดผ่านเหนี่ยวคราดเหล็กกล้าช้อนตามไป เยี่ยอู๋ซวงยังไม่ทันรู้ว่าเรื่องเป็นมาอย่างไร ชีวิตก็หลุดลอยไปแล้ว ทางด้านนี้พี่น้องที่แกล้งทำเป็นตาย ชาวแก๊งเพื่อนชาวนาทั้งหลายต่างก็ดีดตัวขึ้นมา ยกอาวุธฟาดฟันไปอย่างรุนแรง คนที่เยี่ยอู๋ซวงนำพามา พลันกลายเป็นซากศพเกลื่อนไปทั้งพื้น คนของแก๊งเพื่อนชาวนาถือโอกาสไล่ล่าติดตาม พบคนก็ฆ่า ฆ่าจนกระทั่งหุบเขาเซียงซือกู่เงียบสงัดจนไร้กระทั่งเสียงนก โลหิตไหลนองทั้งพื้น พยัคฆ์เจียงซานจึงเก็บคราดด้วยความหนำใจ เข้าไปเสาะหาขุมทรัพย์ในหุบเขาเซียงซือกู่

            ใต้หน้าผาเซียงซือ พยัคฆ์เจียงซานเสาะหาจนสิ้นเรี่ยวแรงก็ยังมิได้พบทรัพย์สมบัติใด ขณะกำลังหงุดหงิดรำคาญ ที่หน้าผาพลันมีเสียงหัวร่อดังแว่วมา พยัคฆ์เจียงซานแหงนศีรษะมองดู พบว่าคือแส้เซียงซือเจิ้งหนานเหลย อดร้องตามด้วยความประหลาดใจไม่ได้
“ท่านหัวร่ออะไร?”
            เจิ้งหนานเหลยหยุดหัวร่อ พูดอย่างเยือกเย็นว่า
“ข้ากุเรื่องเหลวไหลขึ้นมา ท่านก็ยังเชื่อถือเป็นจริงเป็นจัง อยากได้ขุมทรัพย์ เอาโลงศพไปเถอะ”
            ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง! พยัคฆ์เจียงซานโมโหโกรธา นำคนไล่ฆ่าเจิ้งหนานเหลย เจิ้งหนานเหลยดีดตัวใช้เท้าถีบกองหินที่หน้าผากองหนึ่ง ทะยานร่างพุ่งลงมาพร้อมก้อนหิน แส้ฟาดลงไปที่ใด พยัคฆ์เจียงซานกับสมุนก็กลายเป็นกองเนื้อแหลกเหลวตรงนั้น
          ยามนี้ตะวันกำลังคล้อยดวงทางตะวันตก เจิ้งหนานเหลยพูดพึมพำว่า
“ในที่สุดก็ถึงเวลาสามารถจะชื่นชมดวงตะวันเสียที”

 เรืองรอง รุ่งรัศมี แปล
2007


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “ในยุทธจักร” เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 16 ฉบับที่ 805 วันที่ 2-8 พ.ย. 2550