ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เพลงดาบ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เพลงดาบ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

บนเส้นทาง เจิ้ง สือ เผย

บนเส้นทาง
เจิ้ง สือ เผย

          หิมะตกโปรยปรายในทุ่งรกร้าง และดูขาวโพลนสุดสายตา แยกไม่ออกว่าตรงไหนเป็นทางตรง ไหนเป็นร่องหลุม มานพหนุ่มวัย 16 นาม ชิงซง เร่งรีบเดินทาง กระบี่ชำระแค้นในมือเต็มไปด้วยลิ่มน้ำแข็ง นั่นคือกระบี่ซึ่งบิดาที่เพิ่งสิ้นใจมอบต่อให้แก่เขา บิดาพูดว่า เจ้าต้องไปฆ่าสตรีนางนั้น จากนั้นอาศัย 'เพลงกระบี่ชำระแค้น' ครองความเป็นเจ้ายุทธจักร
            ฝีก้าวไร้สุ้มเสียง ฝีเท้าไร้ร่องรอย วิทยายุทธ์ของชิงซงสูงล้ำ ท่วงท่าสงบราวเดินทางไปเยี่ยมญาติ แท้จริงแล้ว จิตใจของชิงซงวุ่นวายอย่างยิ่ง เขาคิดจินตนาการถึงสตรีคนที่บิดาวาดบรรยายให้เขาฟังครั้งแล้วครั้งเล่า สตรีที่โหดเหี้ยมอำมหิตคนนั้น บิดาพูดว่าครั้งก่อนเก่านั้น สตรีนางนั้นหลอกเขาออกไปจากบ้าน โอบล้อมไว้ที่หาดเซียงซือวาน คิดจะสังหารบิดาให้ตาย หวังจะแย่งชิงกระบี่ชำระแค้นที่อยู่ในมือบิดาและตัวชิงซงที่ยังแบเบาะ
            บิดารู้ว่าหลงกลเสียแล้ว ใช้ 'เพลงกระบี่ชำระแค้น' ที่สืบทอดมาแต่บรรพบุรุษตีฝ่าออกไปจากวงล้อม เพียงน่าเสียดายว่า ช้าไปก้าวหนึ่งเสียแล้ว หญิงคนนั้นสั่งให้คนไปสังหารมารดาของชิงซงแย่งชิงเอาตัวชิงซงไป บิดาได้รับบาดเจ็บ อาศัยกระบี่เล่มเดียวบุกเข้าไปในคฤหาสน์ที่มีการคุ้มครองแน่นหนาของสตรีนางนั้น อุ้มเอาตัวชิงซงกลับมาหนีเข้าไปในขุนเขาป่าลึก 16 ปีแล้ว บิดารักษาอาการบาดเจ็บไปพลาง สอนวิทยายุทธ์แก่ชิงซงไปเพลง เพื่อว่าจะมีวันหนึ่งที่ชิงซงจะสามารถออกจากภูเขาไปล้าง แค้นให้กับมารดาที่ตายจากไป

            ไม่มีสิ่งใดสำคัญเสียยิ่งกว่าการแก้แค้น ชิงซงเดินทางทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน จนมาถึงเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งโดยมิได้หยุดพัก พบเห็นผู้ที่ผ่านทางมาก็สอบถามถึงเส้นทางที่ไปยังเมืองฉวีโจว คนผ่านทางถอนใจคำหนึ่งพูดว่า
“ไปที่นั่นทำไม? ได้ข่าวว่าโจรปล้นสวาทเย่ซานหู่ออกจากเขาอีกแล้ว คราวนี้ไม่รู้ว่าใครต้องเคราะห์ร้ายอีก”
            ชิงซงยิ้มเยือกเย็น พูดว่า
“ท่านบอกทางข้าก็พอแล้ว”
            คนผ่านทางชี้มือไปทางทิศตะวันตกอย่างไม่เต็มใจ พูดว่า
“ข้ามเขาลูกนี้ไปก็ถึง”

ชิงซงกุมกระบี่ชำระแค้นไว้มั่น ก้าวเท้ารวดเร็วดังเหินบิน ไม่ทันถึงสองชั่วยาม เมืองฉวีโจวก็ปรากฏต่อเบื้องสายตาของชิงซง ขณะกำลังจะเข้าไปในเมือง ที่เชิงกำแพงเมือง พลันมีคนบ้าคนหนึ่งกระโจนขึ้นมากอดตัวชิงซง ร้องไห้สะอึกสะอื้นพูดว่า
“ลูกเอ๋ย เจ้ากลับมาแล้ว ลูกเอ๋ยเจ้ากลับมาแล้ว”
            ชิงซงเห็นเป็นหญิงชราคนหนึ่ง อดโมโหเดือดดาลขึ้นมาไม่ได้ มือค่อยๆ ยกสูงขึ้น ขณะกระบี่กำลังจะออกจากฝัก ตาเฒ่าคนหนึ่งยับยั้งชิงซงพูดว่า
“หญิงผู้นี้ช่างน่าสงสาร สิบกว่าปีมานี้ ไม่ว่าลมแรงหิมะตก นางก็รอคอยลูกของนางอยู่ที่นี่ คนอายุเพียง 30 กว่าปี แต่แก่เหมือนกับยายเฒ่าคนหนึ่ง นี่เป็นบาปกรรมที่เย่ซานหู่สร้างเอาไว้”
            เย่ซานหู่อีกแล้ว! ชิงซงเกรี้ยวโกรธอยู่ในใจ แต่บนใบหน้ากลับเรียบเฉย ตาเฒ่าเห็นชิงซงไม่แสดงอารมณ์ ก็พูดต่อว่า
“16 ปีก่อน โจรปล้นสวาทเย่ซานหู่ หมายตาสุ่ยเหลียน สะใภ้สกุลเจิ้ง จะชิงตัวไปเป็นภริยา เวลานั้น สุ่ยเหลียนเพิ่งคลอดบุตรชายคนหนึ่ง ถูกคุกคามจนยากจะต้านทาน ได้แต่เชื้อเชิญให้ชาวยุทธ์ยื่นมือมาช่วยเหลือ คิดจะให้โอกาสนี้ขจัดเพทภัยครั้งนี้ออกไป คาดไม่ถึงว่ากลับถูกชิงตัวบุตรชาย เพิ่งฟังมาว่าโจรปล้นสวาทพาเด็กออกจากภูเขามาด้วย พบคนก็ฆ่าสังหารเลย”
            ขณะที่ตาเฒ่ากำลังเล่า มีเงาร่างหนึ่งโผเข้ามา ชิงซงฉากกายหลบ มือที่กุมกระบี่ชักขึ้นมาเบาๆ ประกายเย็นเยือกสายหนึ่งวาบผ่าน คมกระบี่วาดไปทางเงาร่างนั้น คนๆ นั้นล้มคว่ำลงบนพื้นในชั่วพริบตา ครู่หนึ่งโลหิตสดๆ ค่อยๆ อาบไปบนพื้นหิมะ ตาเฒ่าเซ่อซึมไปครึ่งค่อนวัน ร้องด้วยความตระหนกตกใจว่า
“เพลงกระบี่หิมะชำระแค้น”
            ที่ล้มลงบนพื้นเป็นมือสังหารผู้หนึ่ง ชิงซงไม่รู้ว่าทำไมมือสังหารจึงต้องการฆ่าเขา ได้ยินตาเฒ่าร้องเรียกชื่อเพลงกระบี่ออกมา คิดจะไถ่ถามให้รู้แน่ชัด ตาเฒ่าก็หนีไปไกลราวเหินไปเสียเนิ่นนานแล้ว ขณะที่ชิงซงกำลังจะไล่ตามไป หญิงบ้าคนนั้นกอดขาของเขาไว้แน่น ไม่ยอมคลายมือ ชิงซงเกิดอารมณ์ขึ้นมา หันคมกระบี่ไปทางหญิงบ้าโดยอัตโนมัติ หญิงบ้าล้มลงในทันใด โลหิตอีกผืนหนึ่งไหลแผ่ซ่านไปบนพื้น

            โดยไม่ลังเล ชิงซงเข้าเมืองไปเสาะหาสตรีใจดำอำมหิตนางนั้น หิมะหยุดตก ลมนิ่ง บนฟ้าในตัวเมืองฉวีโจว ควันไฟจากครัวลอยอ้อยอิ่ง ถึงเวลากินข้าวอีกแล้ว ชิงซงคิดอยู่ในใจว่าไม่เคยได้กินข้าวที่แม่ทำให้เลย ใจยิ่งเกลียดชังสตรีนางนั้น ฝีเท้าก็เร่งขึ้นอีกเล็กน้อย จับตัวใครได้ก็ถามขึ้นอย่างร้อนรนว่า
“คฤหาสน์ตระกูลเจิ้งตั้งอยู่ที่ใจ?”
            คนที่ถูกถามล้วนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า
“ท่านถามถึงทำไม? เดี๋ยวนี้ไม่มีคนอยู่อาศัยแล้ว”
พูดจบยังคงชี้ให้ชิงซงดูว่าควรไปทางไหน แล้วเลี้ยวอีกกี่เลี้ยว เดินไกลอีกเพียงไหนจึงจะถึงที่ตั้งเดิมของคฤหาสน์ตระกูลเจิ้ง

            ไปตามทิศทางที่ชี้บอก ในที่สุดชิงซงก็มาถึงหน้าบ้านตระกูลเจิ้ง เป็นเช่นนั้นจริงๆ เป็นลานบ้านที่บิดาบรรยายให้ฟังเสมอๆ ทำตามคำกำชับของบิดา หาบ้านหลังนี้พบ ไม่จำเป็นต้องถามให้มากความ บุกเข้าไปแล้วฆ่าให้เรียบ อย่าให้เหลือ จึงจะเป็นการชำระแค้น เพียงแต่ว่า บัดนี้ในลานบ้านว่างเปล่าไร้ผู้คนแม้แต่คนเดียว จะทำอย่างไรดี? ชิงซงได้แต่ร้องเรียกเพื่อนบ้านหนุ่มเพื่อถามไถ่สืบความ
            เพื่อนบ้านหนุ่มพูดว่า ครอบครัวนี้เมื่อสิบกว่าปีก่อน ถูกโจรปล้นสวาทชิงเอาตัวลูกชายไป ตั้งแต่นั้นมาเริ่มตกต่ำทรุดโทรม เหลืออยู่เพียงหญิงบ้านางหนึ่ง นางเป็นมารดาของเด็กนั้น ทุกๆ วันตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่างก็ไปรอคอยรับลูกอยู่ที่ประตูเมือง 16 ปีมาแล้ว ทำเช่นนี้ทุกวัน ที่จริงแล้วเวลานี้นางควรจะกลับมาแล้ว
            ชิงซงฟังเพื่อนบ้านพูดจบ ใจอดรู้สึกกระตุกไม่ได้ ดวงตาเหมือนจะมีอาการล้า ถามว่า
“นางมีชื่อว่ากระไร?”
            คนหนุ่มพูดว่า
“นางชื่อสุ่ยเหลียน เมื่อ 16 ปีก่อนถูกเย่ซานหู่ชิงเอาตัวลูกชายไป ก็เลยเป็นบ้าตั้งแต่วันนั้น”
            ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ไปได้? ชิงซงค่อยๆ ทรุดนั่งลงบนพื้นหิมะ พูดพึมพำออกมาว่า
“ข้าจะคอยนางกลับบ้าน”

            จากยามพลบคล้อยไปจนดึก ชิงซงมิได้ขยับเคลื่อนไหวเลยแม้แต่น้อย รุ่งเช้าเพื่อนบ้านมองเห็นชิงซงใบหน้าหมองคล้ำ มีเกล็ดหิมะจับ หัวร่อฮาฮา สลัดรองเท้าทิ้งไป มุ่งออกจากเมืองไปทางทิศตะวันออก
            หลังจากนั้นไม่กี่วัน มีเสียงเล่าว่ากระบี่หิมะชำระแค้นคืนสู่ยุทธจักร ที่แปลกประหลาดก็คือ เหล่าอิสตรีล้วนอยู่รอดปลอดภัย มีแต่พวกโจรขโมยที่ล้มตาย แน่นอนว่าข่าวลือไม่แน่ว่าจะเชื่อถือได้ แต่ทว่า เมืองฉวีโจวอยู่อย่างสงบสุขมาหลายสิบปี กลับเป็นเรื่องจริง

 เรืองรอง รุ่งรัศมี แปล
2007
 
พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “ในยุทธจักร” เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 16 ฉบับที่ 793 วันที่ 10-16 ส.ค. 2550

วันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ไล่ล่าจอมยุทธ์ อี ปิง

ไล่ล่าจอมยุทธ์
อี ปิง

          ในอากาศ รังสีฆ่าฟันยิ่งมายิ่งเข้มข้นแล้ว
            เมฆสีอันวิจิตรตระการตาทางเบื้องฟ้าตะวันตก สะท้อนแสงพราวพรายจน ไฉจินป้า มิอาจลืมตาขึ้นได้ ดวงตาทั้งสองของเขาหลับลงแล้วลืมขึ้นอีก ห่างออกไปกว่า 10 วา มีคนเพิ่มมา 1 คน แล้วในบัดนี้
            เส้นผมขาวโพลน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยย่น อาภรณ์ชุดเขียวที่ซักจนซีด พู่กระบี่สีเหลืองแกว่งไกวอยู่ในสายลมภูเขา

            เขาก็คือ 'หนึ่งในกระบี่เย้ยฟ้า กระบี่สะท้านวิญญาณ' ผู้นั้น ไป๋เซี่ยวเทียน มือสังหารอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน
            เป็นเขานั่นเองที่เล็ดลอดผ่านกองกำลังทหารที่ดักซุ่มอยู่ถึง 3,000 คน จู่โจมเข้าใส่หน่วยคุ้มกันที่มีพลังฝีมือล้ำเลิศ 29 คน จนแตกพ่ายภายในเวลาที่นัดหมายกันไว้ จนสามารถสังหารขุนพลอู่ที่ซ่อนตัวอยู่ในหีบเหล็ก ที่ซ่อนเอาไว้ในบ่อลึกอีกชั้นหนึ่ง
            ผู้อาวุโสหลิน แห่งพรรคกระยาจกเมามาย แล้วสังหารผู้คนในครอบครัวข่งไหลเฟิงแห่ง 'หมู่ตึกนกยูง' 63 คน เป็นเขานี่เองที่เดินทาง 5,000 กว่าลี้ ตีฝ่าการสกัดกั้นประมุขกู้แห่งพรรคกระยาจก และบรรดาผู้อาวุโสของพรรค จนสามารถนำเอาศีรษะของผู้อาวุโสหลินจากซินเจียงมายังหน้าหลุมศพของข่งไหลเฟิง
                                                           
          สามสิบปีมานี้ ไม่มีผู้ใดสามารถขัดขวางเรื่องที่ ไป๋เซี่ยวเทียน ต้องการจะกระทำ
            "ท่านก็คือไฉจินป้า?"
            "ท่านก็คือไป๋เซี่ยวเทียน?"
            "ชักดาบของท่านออกมา" ไป๋เซี่ยวเทียนกวาดตามองไฉจินป้าอย่างไม่กระตือรือร้นครั้งหนึ่ง ในสายตานั้น มีความรู้สึกเหยียดหยาม เยาะเย้ย กระทั่งโกรธแค้น
            ไฉจินป้าชักดาบของเขาออกมาช้าๆ ดาบหนัก 82 ชั่ง ยังคงคมกริบดังเดิม ถืออยู่ในมือยังคงถนัดถนี่ดังเคย
            แต่ใจเล่า? ใจยังคงผ่อนคลาย เป็นปกติดังก่อนหรือไม่?
            คมดาบวาววับ ลมพลันพัดกรรโชก

            ไป๋เซี่ยวเทียนเงยหน้าขึ้นฟ้าหัวร่อฮาฮาคำหนึ่ง เสียงหัวร่อดังสะท้านก้องในหุบเขา
            โลกพลันเงียบสงบลง เงียบเสียจนสามารถจะได้ยินเสียงการตกของดวงตะวัน
            ไฉจินป้ายังยืนอยู่ ดวงตาของเขาเบิกกว้าง เขาแทบจะไม่เชื่อว่านี่จะเป็นความจริง ...ที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ เขาราวกับว่ายังหายใจได้อยู่
            เบื้องหน้าของเขาคือปลายแหลมของกระบี่เล่มหนึ่ง บนปลายแหลมของกระบี่ประคองกลีบดอกไม้กลีบหนึ่ง
            นี่คือกลีบของดอกชาภูเขา หากไม่ใช่เพราะกระบี่ของไป๋เซี่ยวเทียนเรียวเกินไป ย่อมไม่มีทางมองเห็นได้อย่างแน่นอน

            เป็นเสียงหัวร่อยาวนานอีกเสียงหนึ่ง เงาร่างสีขาวร่างหนึ่งพลิ้วลงตรงกลางระหว่างคนทั้งสอง
            มานพหนุ่มท่วงท่าสง่างามคนหนึ่ง ประสานมือค้อมคารวะต่อไป๋เซี่ยวเทียนครั้งหนึ่ง
"ท่านผู้อาวุโสไป๋ ข้า ฮวาเมิ่งเตี๋ย น้อมคารวะ"
            ไป๋เซี่ยวเทียนพูดอย่างราบเรียบว่า
"คุณชายกรุ้มกริ่มฮวาเมิ่งเตี๋ย?"
            "เป็นผู้น้อยเอง"
            ไป๋เซี่ยวเทียนทอดถอนใจยาว สะบัดมือคราหนึ่ง กระบี่ในมือวาดแสงสว่างวาบสายหนึ่ง หายไปในหุบเขา
            ไป๋เซี่ยวเทียนพูด "คุณชายฮวา ข้ามีเรื่องไหว้วานเรื่องหนึ่ง"
            ฮว่าเมิ่งเตี้ยพูดว่า "ผู้อาวุโสโปรดบอกออกมา"

            ไป๋เซี่ยวเทียนหยิบเศษเงินชิ้นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ พูดว่า
"ขอให้คุณชายฮวานำเงิน 5 เหรียญเงินนี้ไปคืนให้แก่หญิงชราผู้หนึ่ง ข้ามิได้แก้แค้นให้กับนาง และนี่เป็นครั้งเดียวในชีวิตที่ข้าไม่อาจทำตามที่รับปากให้เป็นจริงเช่นกัน"
            ฮวาเมิ่งเตี๋ยหัวร่อพูดว่า
"จ่าย 5 เหรียญเงินก็สามารถจ้างมือสังหารหมายเลข 1 ของแผ่นดินได้ คิดว่าคนๆ นี้คงไม่ใช่คนธรรมดากระมัง?"
            ไฉจินป้าใบหน้าแดงก่ำขึ้นในทันใด ร้องออกมาอย่างร้อนรนว่า
"หรือว่าข้ามีค่าเพียง 5 เหรียญเงิน? ข้าให้เจ้า 5 หมื่นตำลึง... ไม่, ไม่...ห้าสิบหมื่นตำลึง ขอให้เจ้าไปสังหารมัน!"
            ไป๋เซี่ยวเทียนพูดว่า
"ท่านได้สังหารสามีของผู้อื่น แย่งชิงภริยาและบุตรสาว แล้วยังต้องการจะฆ่าล้างตระกูลอีกหรือ?"
            ไฉจินป้าร้องด้วยความโมโหว่า
"อะไรกัน 'สังหารสามี แย่งชิงภริยาและบุตรสาว'? เจ้าอย่าได้อมโลหิตพ่นใส่ผู้คน!"
            ไป๋เซี่ยวเทียนหัวร่อฮาฮาพูดว่า
"ท่านมีชื่อ 'จอมดาบ' เสียเปล่า แม้แต่คนธรรมดาที่ไม่มีวิชายุทธ์ก็ยังกล้าฆ่า ท่านไม่รู้สึกอับอายต่อผู้คนบ้างหรือ?"

            ไฉจินป้าเบิกดวงตากว้างด้วยความโกรธ กำลังจะมีปฏิกิริยา ฮวาเมิ่งเตี๋ยยิ้มแล้วพูดว่า
"เรื่องราวความเป็นมาผู้น้อยรู้มาบ้างเล็กน้อย ผู้น้อยเองก็มาเพราะว่าเรื่องนี้ หนึ่งปีก่อน คุณชายรองไฉหย่งของผู้อาวุโสไฉไปเที่ยวเล่นที่เจียงหนาน ได้พบกับสตรีรูปโฉมงดงามนางหนึ่งที่นอกเมืองหางโจว ก็จะรับเอามาเป็นภริยาน้อย สตรีนางนี้นั้นมีสามีและบุตรอายุ 2 ขวบคนหนึ่งแล้ว คาดมิถึงว่าไฉหย่งไม่ยอมละเว้น จะเอาตัวไปให้ได้ นางไม่ยินยอม ไฉหย่งโมโหโกรธา กลับสังหารสามีที่ไม่มีวิชายุทธ์ และบุตรชายเสีย เหลือเพียงมารดาชราอายุ 60 กว่าปี ยายเฒ่าเที่ยวกล่าวโทษร้องทุกข์ไปทั่ว แต่ทางการก็ไร้กำลังจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องในยุทธจักร ยายเฒ่าสิ้นไร้หนทางขอความช่วยเหลือ ฟังมาว่าในยุทธจักรมีมือสังหารสามารถจะชำระความแค้นให้ได้ จึงนำเอาเงิน 5 เหรียญเงินที่อดออมมาตลอดชั่วชีวิตของนาง คิดจะจ้างมือสังหารตามหาตัวฆาตกร ท่านผู้อาวุโสไป๋บังเอิญเดินทางผ่านไปหางโจว ยายเฒ่าได้แขวนเงิน 5 เหรียญเงินนั้นไว้ที่หัวถนนเพื่อจ้างมือสังหารนานกว่าครึ่งปีแล้ว ท่านผู้อาวุโสไป๋เป็นผู้กล้าซึ่งเปี่ยมคุณธรรม เก็บเอาเงิน 5 เหรียญเงินมาแล้วติดตามไล่ล่ามาถึงนี่ เพราะว่าตอนที่ไฉหยงกระทำเรื่องชั่ว ได้ประกาศใช้นาม 'จอมดาบ' ดังนั้นท่านผู้อาวุโสไป๋จึงมุ่งมาหาท่านผู้อาวุโสไฉโดยตรง สะใภ้รองที่ท่านผู้อาวุโสไฉตกแต่งมาเมื่อวันก่อน ก็คือสตรีนางนี้"

            ไฉจินป้าใบหน้าแดงก่ำไปทั้งใบหน้า คล้ายจะเชื่อ คล้ายจะไม่เชื่อ ยามนี้ฮวาเมิ่งเตี๋ยร้องเรียกว่า
"ท่านออกมาได้แล้ว"
            ที่ในพงหญ้ามีเสียงดังขยับเคลื่อนไหวระลอกหนึ่ง ไฉหยงก้มหัวเดินออกมา
            ไฉจินป้าร้องด้วยความโกรธออกมา
"ที่คุณชายฮวาพูด เป็นเรื่องจริงใช่ไหม?"
            ไฉหย่งตอบเสียงเบาว่า "เป็นเรื่องจริง"
            แสงสว่างวาบและสายลมกล้าวูบหนึ่งเกิดขึ้นอีกครั้ง ดาบของไฉจินป้าตวัดขึ้นสูง คุณชายรองไฉหย่ง หัวและร่างกายไม่ได้อยู่ด้วยกันอีกแล้ว
            บนดาบของไฉจินป้าไม่มีหยาดโลหิตแปดเปื้อนแม้แต่หยดเดียว

            จอมดาบยังคงคือจอมดาบ
            น้ำตาของจอมดาบรินไหลออกมาแล้ว... จอมดาบไม่หลั่งโลหิต จอมดาบหลั่งน้ำตาออกมา
          ดวงจันทร์กระจ่างลอยสูง
            ไฉจินป้าพลันหัวร่อออกมา พูดเสียงแหบแห้งว่า
"ท่านทั้งสองมาที่หมู่ตึกดาบทองมิได้เพื่อดื่มสายลมภูเขากระมัง?"
            ฮวาเมิ่งเตี๋ยก็หัวร่อพูดว่า
"ท่านผู้อาวุโสไฉยังได้ตระเตรียมสุราเขียวใบไผ่ที่หมักบ่มเอาไว้ถึง 300 ปีไว้ด้วย"
          ทั้งสามหัวร่อเสียงดัง ในเสียงหัวร่อนั้น เงาร่าง 3 สาย พลันหายไปในแสงจันทร์...

เรืองรอง รุ่งรัศมี
แปล


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ สายลมในกิ่งหลิว เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับทึ่ 718

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ดาบเทพยดาไร้เงา อี ปิง


ดาบเทพยดาไร้เงา
อี ปิง

            จอมยุทธ์อู๋ฉิง (ไร้น้ำใจ) ปีนี้อายุ 32 ปี
            จอมยุทธ์อู๋ฉิงไม่มีพ่อแม่ ไม่มีภรรยา และย่อมจะไม่มีลูก
            ญาติสนิทเพียงหนึ่งเดียวของจอมยุทธ์อู๋ฉิงคือกระบี่ของเขา
            จอมยุทธ์อู๋ฉิงรับสังหารผู้คนให้กับคนอื่น
            จอมยุทธ์อู๋ฉิง คือมือสังหาร
            คุณสมบัติพื้นฐานของมือสังหารคือ ไร้น้ำใจ ดังนั้นจอมกระบี่อู๋ฉิงจึงเป็นมือสังหารที่ได้มาตรฐานอย่างยิ่ง ผู้คนเป็นจำนวนมากยินดีขอให้เขาไปสังหารผู้คน
            เขาเองก็ยินดีไปสังหารคนแทนผู้อื่น

            เขาเพิ่งตกลงงานค้าขายเรื่องหนึ่ง ทั้งยังเป็นงานค้าขายที่ใหญ่มากด้วย
            ผู้จ้างพูดว่า คนผู้นั้นได้สังหารหลิ่วหย่วนฟาง (หอมขจรไกลแซ่หลิ่ว) แห่งหย่วนฟางหยวนอุทยานหอมขจรไกล ที่เจียงหนาน ใครๆ ต่างก็รู้ว่า หลิ่วหย่วนฟางคือจอมยุทธ์ใหญ่ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือในยุทธจักร ความตายของหลิ่วหย่วนฟางเป็นปริศนาในยุทธจักรมาโดยตลอด บัดนี้ความจริงได้เปิดเผยออกมาในที่สุด
            ผู้ที่สังหารทำร้ายหลิ่วหย่วนฟาง ย่อมเป็นคนเลวอันไม่ควรให้อภัย
            ผู้ที่สังหารทำร้ายหลิ่วหย่วนฟาง ย่อมมีวิทยายุทธ์สูงล้ำ
            ผู้จ้างเชื่อว่ามีเพียงจอมกระบี่อู๋ฉิงเท่านั้นที่สามารถฆ่าเขาได้

          เขา คือ เถียนหนาน 'ดาบเมฆเหิน' เถียนหนาน
            บ้านของเถียนหนานหาพบได้ยากยิ่ง ผู้จ้างวานได้ทุ่มเทเลือดเนื้อและจิตใจเป็นอันมากจึงหาได้พบ
            จอมกระบี่อู๋ฉิงหาเถียนหนานพบแล้ว
            ตอนที่จอมกระบี่อู๋ฉิงหาเถียนหนานพบนั้น เถียนหนานกำลังฟาดฟ่อนข้าว
            ฟ่อนข้าวเพิ่งเก็บเกี่ยว ส่งกลิ่นหอมของดินกำจาย ท่าทางการฟาดฟ่อนข้าวของเถียนหนานเหมือนว่าหลงใหลในงานอย่างยิ่ง กระทั่งเหมือนจะเต็มไปด้วยความรู้สึกเทิดทูน และศรัทธาเปี่ยมอารมณ์
            มือของเถียนหนานหยาบกร้านอย่างยิ่ง เป็นมือคู่หนึ่งของชาวนาอย่างแท้จริง
            มือของเถียนหนานหยาบกร้านอย่างยิ่ง ไม่เหมือนกับมือคู่ที่จะกุมกระชับดาบเลยแม้แต่น้อย
            "ท่านก็คือเถียนหนาน?" จอมกระบี่อู๋ฉิงถาม
            "ข้าคือเถียนหนาน"
มือของเถียนหนานยังคงทำงานอยู่ไม่หยุด เสียงของเขาก็มิได้สั่นสะท้อนเลยแม้แต่น้อย สีหน้าของเขายังคงดื่มด่ำกับงานดังเดิม
            "ท่านต้องรู้แม่ว่าข้ามาเพื่อทำสิ่งใด?" จอมกระบี่อู๋ฉิงพูดน้ำเสียงเฉยชา
            "ช่างเป็นฟ่อนข้าวที่ดีอะไรเช่นนี้!"
เถียนหนานยืนขึ้น ไม่ได้สนใจคำพูดของจอมกระบี่อู๋ฉิง เขาพูดด้วยอารมณ์ลึกเต็มอกอีกครั้งว่า
"ช่างเป็นฟ่อนข้าวที่ดีอะไรเช่นนี้!"

            เถียนหนานหันศีรษะกลับมา พูดกับจอมกระบี่อู๋ฉิงว่า
"พวกเราเดินไปไกลสักหน่อยเถิด อย่าให้เลือดกระเซ็นไปบนข้าว"
 น้ำเสียงของเขาราวว่ากำลังขอร้อง
            จอมดาบอู๋ฉิงพยักหน้า จากนั้นเถียนหนานเดินนำทางอยู่ที่ข้างหน้า วกอ้อมผ่านภูเขาเล็กๆ ลูกหนึ่งแล้วเถียนหนานหยุดยืนนิ่งอยู่
            "ชักดาบของท่านออกมา?" จอมดาบอู๋ฉิงพูด
            "ดาบ?" เถียนหนานมองดูมือทั้งคู่ของตน "ข้าไม่ได้กุมดาบมา 30 ปีแล้ว"
            "อะไร?" จอมดาบอู๋ฉิงตกตะลึง
            "ตั้งแต่...ตั้งแต่..." เถียนหนานทอดถอนใจคำหนึ่งพูดว่า
"ตั้งแต่...จอมยุทธ์หลิ่วตาย ข้าก็ไม่ได้จับดาบอีกเลย"
            "ท่านเกิดสำนึกบาปขึ้นมา?" จอมกระบี่อู๋ฉิงพูดเย้ย
            "มิได้ เป็นความรู้สึกเสียดาย"
นัยน์ตาของเถียนหนานปรากฏประกายวาววูบหนึ่ง แล้วหายไปอย่างรวดเร็ว เขาถอนใจยาวครั้งหนึ่ง
"ท่านลงมือได้แล้ว"

            จอมกระบี่อู๋ฉิงชักกระบี่ของเขาออกมาช้าๆ เขาไม่คิดสิ้นเปลืองเวลาอีกแล้ว กระบี่ไร้น้ำใจวาดวงเส้นงดงามสายหนึ่งไปทางคอหอยของเถียนหนาน...
            "หยุดไว้!"
ได้ยินเพียงเสียงแหลมเศร้าเสียงหนึ่งดังมา แต่ว่าได้สายไปเสียแล้ว คอหอยของเถียนหนานมีประกายโลหิตฉีดพ่นมาตามกระบี่ ใบหน้าของเขาสอบ ดวงตาของเรายังคงจ้องมองฝ่ามือของตน จากนั้นค่อยๆ ล้มลงบนพื้น
            สตรีร่างเล็กผอมซูบคนหนึ่งโผไปที่ร่างของเขา ร่ำไห้ออกมาสุดเสียง
"ท่านพี่หนาน ท่านพี่หนาน ทำไมท่านไม่พูดออกมา? ทำไมท่านจึงไม่พูดออกมา?"
            จอมกระบี่อู๋ฉิงมองดูกระบี่ของตนด้วยความหวั่นหวาด รู้สึกราวว่าผิดหวังในใจ รู้สึกเหมือนจะมีเรื่องไม่ถูกต้องอะไรบางอย่างเกิดขึ้น ทำไมท่านจึงไม่พูด? ทำไมท่านจึงรู้สึกเสียดาย?
            สตรีนางนั้นหันกลับมา พูดด้วยความเดือดดาลว่า
"ท่านทำผิดแล้ว! ท่านทำผิดแล้ว!"
            "ข้าทำผิด?" จอมกระบี่อู๋ฉิงพูดพึมพำ

            สตรีนางนั้นหลั่งน้ำตานองหน้า
"สิบสามปีก่อน ท่านพี่หนานและข้าเดินทางผ่านมาทางเจียงหนาน เนื่องจากพวกเราเลื่อมใสในชื่อเสียงของจอมยุทธหลิ่วมาเนิ่นนาน จึงได้ไปเยี่ยมคารวะ คาดไม่ถึงว่าจอมยุทธ์หลิ่วถูกวางยาพิษ ยาพิษชนิดนี้ไม่ถึงกับทำให้ตาย เพียงแต่ทำให้สูญเสียการควบคุมจิตใจไป ทำให้ต้องตกอยู่ในการบังคับของคนวางยา วิทยายุทธ์ของจอมยุทธ์หลิ่วอยู่ในระดับที่ 1 แห่งแผ่นดิน ถ้าหากถูกเขาบังคับใช้ประโยชน์ ผลลัพธ์เกินจะหยั่งคาด
จอมยุทธ์หลิ่วรู้ถึงอันตรายจุดนี้อย่างลึกซึ้ง พอพบพวกเรา ก็ขอให้ท่านพี่หนานสังหารตัวเขาเสีย เพื่อไม่ให้เขากระทำเรื่องอันเป็นเพทภัยต่อยุทธจักรเมื่อสูญเสียการควบคุมตนเอง ท่านพี่หนานได้แต่สังหารเขาเสียทั้งน้ำตา จอมยุทธ์หลิ่วช่างกล้าหาญเปี่ยมคุณธรรม มากความเมตตา ไม่ยอมให้ท่านพี่หนานแก้แค้นแทนเขา ท่านพี่หนานกับข้าเก็บตัวใช้ชีวิตอยู่ในป่าเขา ยังคงถูกคนชั่วเช่นเจ้าหาตัวจนพบ..."
            จอมกระบี่อู๋ฉิงโง่งมไปแล้ว
            "นอกจากนี้" สตรีนางนั้นพูดเสียงเย็นชา
"ท่านมิได้เป็นคู่มือของท่านพี่หนานแต่ประการใดเลย ท่านลองคลำดูที่ศีรษะของท่านดูสิ"

            จอมกระบี่อู๋ฉิงรีบยื่นมือออกไปคลำที่บนศีรษะ อดหนาวเยือกในใจวูบหนึ่งไม่ได้... มวยผมบนศีรษะของเขาถูกตัดไปครึ่งหนึ่ง
            สตรีนางนั้นพูดว่า
"เพลงดาบเทพยดาไร้เงาของท่านพี่หนาน บรรลุสุดยอดตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อนแล้ว เพียงแต่เพราะเขาถือว่าตนเองเป็นผู้สังหารจอมยุทธหลิ่ว ไม่อาจละความคิดนั้นจากจิตใจได้เลย.."

เรืองรอง รุ่งรัศมี 
แปล


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มือสังหาร สำนักพิมพ์ openbooks ตุลาคม 2551

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ราชันดาบไว ฮว๋าง เว่ย ผิง

ราชันดาบไว
ฮว๋าง เว่ย ผิง

เทือกเขาทางตะวันตกของฮว๋าซานสูงตระหง่านมองเห็นอยู่ลิบๆ หวางจิ่ว ราชันดาบไวที่มีชื่อเลื่องลือไปทั่วด่านกวนจง ฝ่าวงล้อมที่รุกไล่ล่าชั้นแล้วชั้นเล่าของทัพชิง ในที่สุดก็มาถึงเชิงเขาฮว๋าซาน
เกี้ยวคันหนึ่งจอดอยู่กลางทาง ขวางทางของหวางจิ่วเอาไว้
นี่คือทางภูเขาที่หากแม้มีคนเพียงคนเดียวเฝ้าพิทักษ์ไว้ คนนับหมื่นคนก็อย่าคิดหมายว่าจะบุกฝ่าไปได้
หวางจิ่วประสานมือทั้งคู่กระทำคารวะ พูดว่า
“วีรบุรุษผู้กล้าจากทางใด ผู้น้อยหวางจิ่ว มีเรื่องจำเป็นใคร่ขอผ่านทาง”
ในเกี้ยวยังคงไร้สุ้มเสียง
หวางจิ่วพูดซ้ำต่อเนื่อง 3 ครั้ง ล้วนไร้เสียงตอบ ได้แต่พูดคนเดียวว่า
“ล่วงเกินแล้ว”
แล้วทะยานตัวขึ้น คิดจะทะยานข้ามเกี้ยวหามเพื่อเร่งเดินทาง คาดไม่ถึงว่าเพิ่งจะเหินถึงเบื้องบนเกี้ยวหาม พลันได้ยินเสียงกัมปนาท เกี้ยวระเบิดกระจายไปรอบทิศ มีผู้เฒ่าหนวดเครายาวคนหนึ่งเหินขึ้นมาจากภายในนั้น กระบี่สระมังกรวาววับเล่มหนึ่งชี้มายังกลางหว่างคิ้วของหวางจิ่ว
ยามเล่านั้นช้าทว่ายามนั้นกลับรวดเร็วยิ่ง หวางจิ๋วที่มีรูปร่างสูงใหญ่คล่องแคล่วประดุจเสือดาว พลิกตัวตีลังกา ชักดาบยาวกว่า 3 เชียะ กว้างไม่ถึง 2 นิ้วจากเอว ต้านกระบี่สระมังกรเอาไว้ ปากก็ร้องตะโกนว่า
“ผู้กล้าจากทางใด เราต่างไม่เคยรู้จักกัน ไยจึงมาขวางทางเราผู้แซ่หวางเอาไว้?”
ผู้เฒ่าท่านนั้นหัวร่อฮาฮา “สมที่เป็นนักดาบ ข้าขอถามหน่อย กองกำลังพลเรือน 72 คนที่หมู่บ้านซานเหอ ตายใต้คมดาบของท่านใช่หรือไม่?”
หวางจิ่วหัวร่ออย่างอาจหาญ “พวกเขาข่มเหงรังแกคนดี ฆ่าฟันทำร้ายประชาชน หากข้าไม่สังหารเสีย ย่อมมีผู้กล้าคนอื่นผดุงคุณธรรมแทนฟ้าดินอยู่ดี”
“ไพร่พล 13 นายที่กองกำลังค่ายเขียวท่าเรือริมพงหญ้า แม่น้ำเว่ยเหอ ท่านเป็นคนฆ่าใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้วจะเป็นไง?” หวางจิ่วตอบเย็นชา “พวกเขาวางแผนดักซุ่มที่นั่น จะจับกุมตัวข้าไปเอารางวัลที่ซีอาน หากข้าไม่สังหารพวกเขา ข้าก็จะถูกพวกเขาฆ่าทิ้ง!”
“สมกับที่เป็นดาบไว แล้วพวกพลพรรคธงขลิบเหลือง 21 คนที่บนทางน้อย ที่เสียนหยางเล่า?”
“พวกลูกผู้ลากมากดีพวกนั้น ไหนเลยจะเป็นคู่มือข้าได้?”
“ไม่ผิดจากคำร่ำลือจริงๆ ผู้คนพากันพูดว่า ราชันดาบไวแห่งกวนจง ลำพองในชื่อเสียง เที่ยวเกะกะระรานชาวบ้าน ยากจะมีคู่มือต่อกร วันนี้ข้าเลยลองมาขอรับการสั่งสอน!”
“ฮึ” หวางจิ่วถลึงตาทั้งคู่ “รับการสั่งสอน ขออภัยที่ข้าไม่อาจน้อมปฏิบัติตามได้”
“ทำไม?”
“วันนี้ราชันดาบไวมีเรื่องสำคัญต้องทำ ในเมื่อท่านรู้ถึงชื่อเสียงของข้า ไยกลับไม่รู้ว่าข้ามีกฎ 3 ไม่ฆ่า ข้าจะทำลายชื่อเสียงของข้า เพราะตัวท่านได้อย่างไร?”
“3 ไม่ฆ่า? 3 ไม่ฆ่าอันใด?”
“คนยากคนจนที่เป็นคนดีไม่ฆ่า คนแก่และเด็ก, สตรีไม่ฆ่า, คนไม่มีอาวุธในมือไม่ฆ่า”
“นั่นเพราะท่านมิได้พบกับคู่มือที่แท้จริง ใช้ชื่อเสียงแสวงหาลาภยศสรรเสริญเท่านั้น วันนี้ศัตรูกล้าแข็งอยู่นี่ ท่านคิดจะหาข้ออ้างด้วยเหตุนี้หรือ --- ดูกระบี่!”
ผู้เฒ่าท่านนั้นกู่ร้องเสียงดัง กระบี่สระมังกรในมือพลันเป็นดั่งมังกรคะนองเมฆ ฉวัดเฉวียน รังสีเยียบเย็นสายแล้วสายเล่าคลุมครอบหวางจิ่ว ช่างเป็นเพลงกระบี่ที่ดีกระไรปานนั้น หวางจิ่วผ่านศึกมานับร้อย ยังไม่เคยประสบกับเพลงกระบี่เช่นนี้มาก่อน เขามองทางกระบี่ท่ากระบี่ไม่ออก รู้สึกแต่เพียงว่ารังสีกระบี่คุกคามรุกไล่ ได้แต่กวัดแกว่งดาบกวนซานที่สร้างอย่างวิจิตรพิสดาร ซึ่งสามารถตัดเหล็กดั่งตัดดินโคลน ใช้ออกด้วยกระบวนท่างูทองร่ายรำ ปกป้องตัวเอง คาดไม่ถึงว่า ผู้เฒ่าท่านนั้น มิได้ใช้พลังกระบี่ทำร้ายเขา ทว่าพัวพันทำลายเรี่ยวแรงของเขา ไม่ว่าเขาจะร่ายรำดาบได้ถี่ถ้วนเพียงใด กระบี่เล่มนั้นก็ยังคงหาช่องโหว่จนได้ รังสีกระบี่รุกเข้ามาในประกายวูบไหวของดาบ คิดจะสลัดดาบของเขาให้หลุดจากมือ
ดาบคือชีวิตของนักดาบ ดาบไม่ห่างกาย กายไม่ห่างดาบ คือกฎเกณฑ์ของนักดาบ นักดาบผู้ทระนงยอมให้หัวขาดก็ไม่ยอมทิ้งดาบ
หวางจิ่วรู้อยู่ในใจว่า พบศัตรูกล้าแข็ง การเดินทางครั้งนี้ของเขาก็เพื่อช่วยส่งเทียบเชิญผู้กล้า ต่อยอดฝีมือผู้เร้นกายผู้หนึ่งให้แก่นักดาบหมู่บ้านตะวันตกแห่งกวนจง นักดาบหมู่บ้านตะวันตกคิดวางแผนสังหารผู้ตรวจการส่านซี แห่งราชวงศ์ชิง จากนั้นจะลุกขึ้นก่อการปฏิวัติ แต่ว่าขุมกำลังไม่เพียงพอ จึงได้ขอให้ยอดฝีมือผู้นั้นให้การช่วยเหลือเป็นพิเศษ
ยอดฝีมือผู้นั้นไม่เพียงเป็นคนหมู่บ้านตะวันตก ครั้งอดีตก็เคยลุกขึ้นก่อการปฏิวัติครั้งหนึ่ง ทว่าล้มเหลว ต่อมาจึงได้เร้นกายอยู่ในเขาฮว๋าซาน ไม่ปรากฏตัวอีก คาดไม่ถึงว่าตนได้บุกฝ่าด่านผ่านมาด่านแล้วด่านเล่า จนภารกิจที่รับมอบหมายจวนจะประสบผลสำเร็จอยู่ตรงเบื้องหน้า แต่กลับต้องพบกับเขี้ยวเล็บของทัพกองทัพชิง ลอบซุ่มโจมตีอยู่ที่นี่ แล้วยังเป็นยอดฝีมือผู้เยี่ยมยุทธอีกด้วย
ต่อสู้อย่างดุเดือดรุนแรงกับผู้เฒ่า เดิมหวางจิ่วก็ตกเป็นรองอยู่แล้ว พอเกิดวอกแวก จุดโหว่ก็พลันปรากฏ ผู้เฒ่าท่านนั้นใช้กระบวนท่าลมเย็นโชยพัดเดือนแจ่มจ้า รุกไล่หวางจิ่วไปจนถึงศิลาใหญ่หน้าผาชัน ปลายกระบี่นั้นชี้ตรงข้อมือของหวางจิ่ว ห่างอยู่เพียงแค่ปลายเข็ม แม้เป็นเช่นนั้น หวางจิ่วก็ยังไม่ทิ้งดาบในมือ เพียงแต่ถอนใจยาว ร้องว่า
“คิดไม่ถึงว่า สุนัขรับใช้ราชสำนัก็มีผู้เยี่ยมยุทธเช่นนี้ ข้าหวางจิ่วแม้ตายก็ไม่เสียดายชีวิต เพียงแต่เสียใจว่าภารกิจที่รับมอบหมาย แผนการที่นักดาบแห่งหมู่บ้านตะวันตกตระเตรียมไว้นานปีต้องมาล่มลง...”
เสียงยังไม่สิ้น เขาพลันใช้ออกด้วยกระบวนท่าอัสนีบาตรฟาดฟ้า นั่นคือดาบไวในดาบไวของเขา รวดเร็วปานสายฟ้าฟาด --- เขาคิดจะใช้ความตายชำระความอับอาย แต่ก็ยังช้าไปชั่วขณะ กระบี่ของผู้เฒ่าท่านนั้นกลับไวยิ่งกว่าดาบของเขา ได้กดดาบในมือของเขาไว้แน่น ทำให้เขาไม่อาจใช้ดาบได้เลย
หวางจิ่วร้องด่าเสียงดัง
ผู้เฒ่าท่านนั้นหัวร่อฮาฮา พูดว่า
“เหนือขุนเขายังมีขุนเขา
เหนือฟ้าก็ยังมีฟ้า
ไพร่พลที่เย่อหยิ่งย่อมประสบกับความพ่ายแพ้
แต่โบราณมา ผู้ที่คิดหวังประสบผลสำเร็จในงานใหญ่จะต้องหมั่นเพียรฝึกฝนร่างกายของเขาเป็นประการแรก ทั้งต้องเคี่ยวกรำจิตใจและอุดมการณ์ให้แข็งแกร่งด้วย!
ท่านประสบกับการโจมตีครั้งนี้ก็คิดฆ่าตัวตาย แล้วจะทำงานใหญ่ให้สำเร็จได้อย่างไร?”
หวางจิ่วรู้อยู่ในใจว่า นี่คือคำชี้แนะจากยอดฝีมือ จึงค้อมกายคารวะนิ่งอยู่
ผู้เฒ่าหนวดเครายาวก็คือยอดคนที่เร้นกายอยู่ในเขาฮว๋าซาน ที่หวางจิ่วกำลังตามหา
จากนั้นมา ชื่อเสียงของราชันดาบไวก็เลื่องระบือ แต่หวางจิ่วไม่เคยเรียกขานตนว่าเป็นผู้มีดาบไวต่อหน้าผู้อื่น ยิ่งไม่เคยถือว่าตนคือราชันดาบไว


เรืองรอง รุ่งรัศมี แปล
2007


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “สายลมในกิ่งหลิว” เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 16 ฉบับที่ 813 วันที่ 28 ธ.ค. 2550- 3 ม.ค. 2551
(เป็นฉบับสุดท้ายที่เขียนลงคอลัมน์ด้วยงานแปลชิ้นนี้)