ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทยายุทธ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทยายุทธ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2556

บุรุษเหล็ก เจิ้ง สือ เผย


            ต้นสมัยหมินกว๋อ ภัยโจรคลุมครองไปทั่วทิศ ครอบครัวใหญ่ที่มีเงิน จำต้องจ้างครูมวยมาคุ้มครองครอบครัว ที่เซียงซือวานมีอยู่เพียงไม่กี่ครอบครัวที่มีเงินพอจะจ้างครูมวยได้ พวกเขาจึงร่วมกันรวบรวมเงิน แล้วไปจ้างเถี่ยฮั่นที่หมู่บ้านใกล้กันมาสอนวิทยายุทธ์เป็นการไม่ประมาท
            เถี่ยฮั่น เป็นคนภาคเหนือ เล่ากันว่าเคยเข้าร่วมกับอี้เหอถวน กองกำลังจัดตั้งของประชาชนเพื่อต่อต้านจักรวรรดินิยม แล้วยังเป็นผู้นำคนหนึ่งอีกด้วย เขามีวิทยายุทธ์อยู่ยงคงกระพันฟันแทงไม่เข้า ดังนั้น ผู้ใหญ่บ้านเจิ้งซานไท่ตัดสินใจแน่วแน่ที่จะทดสอบวิทยายุทธ์ของเถี่ยฮั่น คิดจะคัดเลือกชายฉกรรจ์คนหนึ่งเอาดาบไปฟันท้องของเถี่ยฮั่น เลือกไปเลือกมาก็เลือกเอาเสี่ยวหู่จื่อเข้า
            เสี่ยวหู่จื่อ ไม่มีพ่อแม่ ตั้งแต่เล็กแต่น้อยก็กินข้าวชาวบ้าน ใส่เสื้อผ้าของชาวบ้านเติบโตมา เขาเป็นคนจิตใจดี พอได้ยินว่าให้เขาเอาดาบไปฟันเถี่ยฮั่น พูดอย่างไรเขาก็ไม่ยอมทำตาม จนตอนหลังด้วยการเกลี้ยกล่อมอย่างอดทนของซานไท่ จึงได้ยอมถือดาบวาววับฟันเบาๆ ไปที่ท้องของเถี่ยฮั่น
            หนึ่งครั้ง สองครั้ง ท้องนั้นไม่เป็นไรเลย ซานไท่ดูอยู่ข้างๆ ด้วยความหงุดหงิด พูดว่า
"แกกำลังเกาเขาหรือ ออกแรงหน่อยสิ"
            คนที่มุงดูอยู่ก็ร่วมกันร้องเชียร์ บอกให้เสี่ยวหูจื่อออกแรง เสี่ยวหู่จื่อมองดูเถี่ยฮั่นอย่างขลาดๆ เถี่ยฮั่นยิ้มกับเขาพยักหน้าหงึกหงัก เสี่ยวหูจื่อลังเลอีกครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ตัดสินใจออกแรงฟันไปดาบหนึ่ง
            ดาบดูเหมือนถูกดีดสะท้อน เสี่ยวหูจื่อโยนดาบทิ้งโดยพลัน แล้วไปดูพุงของเถี่ยฮัน พบว่าที่ผิวหนังตรงพุงนอกจากมีรอยขาวๆ รอบหนึ่งเพิ่มเข้ามาแล้ว ไม่มีอะไรอื่นอีก จึงได้วางใจยิ้มออกมา

            จากนั้นมา เสี่ยวหู่จื่อกลายเป็นลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดเถี่ยฮันที่สุด กลางวันกลางคืนก็อยู่ข้างกายเถี่ยฮั่น ดูราวจะเป็นพี่น้องท้องเดียวกันฉะนั้น
            เพราะเหตุที่ชาวเซียงซือวานได้เห็นวิชาดาบฟันไม่เข้าของเถี่ยฮั่นกับตา ความกระตือรือร้นในการฝึกวิทยายุทธ์จึงสูงอย่างยิ่ง ทางนั้นก็เรียกอาจารย์เถี่ยฮั่น ทางนี้ก็ร้องเรียกอาจารย์เถี่ยฮั่น ถ้ามีปัญหาอะไรในครอบครัว ก็ล้วนแต่มาเชิญเถี่ยฮั่นให้ไปตัดสินให้ความเป็นธรรม บางครั้งก็เชิญไปดื่มสุราที่เพิ่งเปิดไห ชื่อเสียงของเถี่ยฮั่นโด่งดังยิ่งขึ้นทุกวัน จนค่อยๆ กลายเป็นเสาหลักสำคัญของหมู่บ้าน
            ผู้ใหญ่บ้านเจิ้งซานไท่ เฝ้าจับตาดูด้วยอารมณ์ไม่เป็นสุขอยู่ในใจ เขาแอบนัดหมายคนสนิทเพื่อปรึกษาหารือ คิดจะขับไล่เถี่ยฮั่นไปเสียให้พ้น คนสนิทต่างคิดกันว่าถ้าขับไล่เถี่ยฮั่นไปเสียแล้ว หากวันใดมีโจรมา จะมีใครเข้าไปต่อกร ดังนั้น ต่างก็เตือนให้เขาเก็บเถี่ยฮั่นไว้ รอจนเมื่อในหมู่บ้านมีคนฝึกวิชาคงกระพันได้ ค่อยคิดขับไล่เถี่ยฮั่นไปเสีย ก็ยังไม่สาย
            เจิ้งซานไท่ เห็นว่าคนสนิทไม่สนับสนุนให้ขับไล่เถี่ยฮั่น ได้แต่ถอนใจยาวๆ ไม่พูดเรื่องนี้อีก แต่ละวันไม่ว่าจะมีธุระหรือไม่ มักจะไปเดินวนเวียนที่ลานฝึกวิทยายุทธ์ แลดูคนในหมู่บ้านฝึกวิทยายุทธ์

            พอเวลาผ่านไปนานเข้า เวลามีงานมงคลหรืองานศพของคนในหมู่บ้าน พวกเขามักจะเชิญเถี่ยฮั่นไปร่วมงานโดยลืมเชิญเจิ้งซานไท่อยู่เสมอๆ เจิ้งซานไท่ก็ไม่โวยวาย อุ่นสุราดื่มอยู่ที่บ้านตนเอง รอจนเมื่อเจ้าภาพนึกขึ้นได้ว่าลืมเชิญผู้ใหญ่บ้านมาร่วมงาน ค่อยออกไปเชิญ เขาก็ยังไปร่วมงาน ทั้งยังประสานมือคารวะผู้คนแล้วพูดว่า มาสายแล้ว มาสายแล้ว
            คงเป็นเพราะความตั้งใจฝึกวิทยายุทธ์ของชาวเซียงซือวานจริงจังเสียจนพวกโจรตกใจกลัว หรือบางทีอาจเป็นเพราะเซียงซือวานไม่มีทรัพย์สินเงินทองอะไรให้ปล้น พวกโจรมุดเข้ามุดออกบริเวณรอบๆ หมู่บ้านเซียงซือวานอย่างไร ก็ไม่เคยไปรบกวนเซียงซือวานเลย ความคึกคักในการฝึกวิทยายุทธ์ของชาวเซียงซือวาน ก็เลยยิ่งกระตือรือร้นจริงจังยิ่งขึ้น ในจำนวนคนเหล่านั้นต้องถือว่าวิทยายุทธ์ของเสี่ยวหู่จื่อก้าวหน้าเร็วยิ่งกว่าผู้ใด กำหมัดชกไปโครม โครม โครม ก็สามารถซัดก้อนหินทั้งก้อนเสียแหลกละเอียด ไม่ทันนาน เสี่ยวหู่จื่อยังสามารถฝึกเคล็ดวิชาดาบฟันไม่เข้าของเถี่ยฮั่นได้สำเร็จ ว่างๆ ยังให้คนเอาดาบฟันพุงของเขาบ่อยๆ
          
            วันหนึ่ง ที่อำเภอเรียกตัวผู้ใหญ่บ้านเจิ้งซานไท่ไปประชุม เมื่อเจิ้งซานไท่กลับจากประชุมที่อำเภอ บนใบหน้าก็ประดับด้วยรอยยิ้มที่น้อยครั้งจะปรากฏให้เห็น เขาเรียกผู้ฝึกวิทยายุทธ์ในหมู่บ้านมารวมกัน แล้วพูดว่า
“ทางอำเภอชมเชยพวกเราว่าฝึกวิทยายุทธ์ได้มาก ต้องการให้พวกเราไปช่วยจับโจรกับพวกที่อำเภอ เป็นการร่วมแรงร่วมใจออกแรงเพื่อความสงบสุข นี่เป็นเรื่องดีที่จะได้เผยแพร่เกียรติคุณของบรรพบุรุษ”

            วันนั้น เจิ้งซานไท่เป็นประธานแบ่งคนที่ฝึกวิทยายุทธ์ออกเป็นหลายหน่วย ทั้งหมดให้เถี่ยฮั่นนำไปซ่อนตัวนอกหมู่บ้าน รอซุ่มโจมตีพวกโจร เถี่ยฮั่นไม่อยากรับพูดขึ้นว่า
"เรื่องใหญ่อย่างนี้ สมควรให้ผู้ใหญ่บ้านนำพวกเราถึงจะถูก"
            ชาวบ้านฟังคำของเถี่ยฮั่น คิดดูก็มีเหตุผล พากันขอให้เจิ้งซานไท่รับหน้าที่ผู้นำใหญ่ เจิ้งซานไท่ยิ้มแห้งๆ พูดว่า
"ขอบคุณที่ทุกท่านสนับสนุน แต่ว่าตัวข้าไม่รู้วิทยายุทธ์ พูดไปอีกที ก็ยังคงต้องมีคนคอยส่งข้าวส่งน้ำให้พวกท่านด้วย"
            เสี่ยวหู่จื่อก็อยากให้เถี่ยฮั่นนำพาพวกเขา แสดงอาการยินดีปฏิบัติตามการบัญชาการของเถี่ยฮั่นอย่างกระตือรือร้น คนอื่นๆ คิดดูแล้วก็เห็นว่าเจิ้งซานไท่ไม่รู้วิทยายุทธ์จริงๆ ถ้าให้เขาไปจริงๆ ไม่แน่ ว่าอาจเป็นที่กีดมือขวางตีนก็เป็นได้ ต่างจึงร้องเร่งให้เถี่ยฮั่นรีบออกเดินทาง
            เถี่ยฮั่นถอนใจเบาๆ คราหนึ่ง นำพาผู้คนมายังจุดหมอบซุ่มที่เคยเลือกไว้แล้วอย่างเงียบๆ ผู้คนต่างคึกคักกระปรี้กระเปร่า ฝึกวิทยายุทธ์มาเป็นเวลาตั้งนาน จะได้มีโอกาสลองวิชากันเสียที มีเพียงเถี่ยฮั่น เท่านั้นที่อึดอัดกลัดกลุ้ม ดึงตัวเสี่ยวหู่จื่อไปเสียทางหนึ่ง กำชับว่า
“สักเดี๋ยวถ้าเกิดสู้กันขึ้นมา ถ้าเจ้าได้ยินเสียงปืนดัง ต้องรีบหนีไปเสียให้พ้น อย่าได้เอาชีวิตไปทิ้งเสียเป็นอันขาด”

            พูดถึงตรงนี้ ผู้คนทางด้านนั้นก็เกิดวุ่นวายขึ้นมา เถี่ยฮั่นมองดูขบวนผู้คนที่ยกมาจากที่ไกลๆ แวบหนึ่ง ใบหน้าเคร่งเครียดลงในทันใด นี่เป็นพวกโจรป่าจากที่ไหนกัน! กำลังคิดจะออกคำสั่งให้ถอยกลับหมู่บ้าน มีคนหลายคนร้องตะโกนบุกไปยังคนกลุ่มนั้น ตามติดด้วยผู้คนมากมายที่กระโจนขึ้นมาจากจุดหมอบซุ่ม บุกไปยังคนกลุ่มนั้น ตอนที่เถี่ยฮั่นคิดจะขัดขวางก็ได้สายไปเสียแล้ว ได้ยินแต่เสียงปืนดัง ปัง ปัง ปัง ระลอกหนึ่ง พวกคนที่บุกไปอย่างบ้าคลั่ง พากันร่วงลงไปทีละคนๆ จนสิ้น

            คืนนั้น เจิ้งซานไท่นำขบวนแม่บ้านเอาข้าวไปส่งยังจุดหมอบซุ่ม มองดูศพของเถี่ยฮั่น พูดอย่างชั่วร้ายว่า
"ไหนว่าแทงฟันไม่เข้าไงล่ะ? ฮึ จะมาสู้กับข้าได้อย่างไร"
            พวกแม่บ้านร้องไห้กันหลายวันหลายคืน ท้ายที่สุดยังคงเอาศพของญาติไปฝัง ไม่มีใครสังเกตสังกาตัวผู้ใหญ่บ้าน จนเมื่อเสร็จจากเรื่องวุ่นทั้งหลาย ผู้คนจึงนึกขึ้นได้ว่าดูเหมือนจะไม่พบศพของเสี่ยวหูจื่อ ตามหากันจนทั่วก็ไม่พบแม้เงา มีคนมองเห็นที่หลุมศพใหม่ๆ ไกลๆ มีคนคุกเข่าอยู่คนหนึ่งจึงเร่งรีบไปดู
            บนคอของคนผู้นั้นมีเชือกคล้องอยู่เส้นหนึ่ง เขาขาดใจตายไปนานแล้ว ผู้คนดูชัดเจนแล้วจึงเห็นว่า คนผู้นี้คือผู้ใหญ่บ้านเจิ้งซานไท่ พวกเขาฝังเขาลวกๆ ไม่มีใจคิดออกตามหาเสี่ยวหู่จื่ออีก


เรืองรอง รุ่งรัศมี แปล
2007
 
พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “ในยุทธจักร” เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 16 ฉบับที่ 791 วันที่ 26 ก.ย.-2 ส.ค. 2550

วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

บนเส้นทาง เจิ้ง สือ เผย

บนเส้นทาง
เจิ้ง สือ เผย

          หิมะตกโปรยปรายในทุ่งรกร้าง และดูขาวโพลนสุดสายตา แยกไม่ออกว่าตรงไหนเป็นทางตรง ไหนเป็นร่องหลุม มานพหนุ่มวัย 16 นาม ชิงซง เร่งรีบเดินทาง กระบี่ชำระแค้นในมือเต็มไปด้วยลิ่มน้ำแข็ง นั่นคือกระบี่ซึ่งบิดาที่เพิ่งสิ้นใจมอบต่อให้แก่เขา บิดาพูดว่า เจ้าต้องไปฆ่าสตรีนางนั้น จากนั้นอาศัย 'เพลงกระบี่ชำระแค้น' ครองความเป็นเจ้ายุทธจักร
            ฝีก้าวไร้สุ้มเสียง ฝีเท้าไร้ร่องรอย วิทยายุทธ์ของชิงซงสูงล้ำ ท่วงท่าสงบราวเดินทางไปเยี่ยมญาติ แท้จริงแล้ว จิตใจของชิงซงวุ่นวายอย่างยิ่ง เขาคิดจินตนาการถึงสตรีคนที่บิดาวาดบรรยายให้เขาฟังครั้งแล้วครั้งเล่า สตรีที่โหดเหี้ยมอำมหิตคนนั้น บิดาพูดว่าครั้งก่อนเก่านั้น สตรีนางนั้นหลอกเขาออกไปจากบ้าน โอบล้อมไว้ที่หาดเซียงซือวาน คิดจะสังหารบิดาให้ตาย หวังจะแย่งชิงกระบี่ชำระแค้นที่อยู่ในมือบิดาและตัวชิงซงที่ยังแบเบาะ
            บิดารู้ว่าหลงกลเสียแล้ว ใช้ 'เพลงกระบี่ชำระแค้น' ที่สืบทอดมาแต่บรรพบุรุษตีฝ่าออกไปจากวงล้อม เพียงน่าเสียดายว่า ช้าไปก้าวหนึ่งเสียแล้ว หญิงคนนั้นสั่งให้คนไปสังหารมารดาของชิงซงแย่งชิงเอาตัวชิงซงไป บิดาได้รับบาดเจ็บ อาศัยกระบี่เล่มเดียวบุกเข้าไปในคฤหาสน์ที่มีการคุ้มครองแน่นหนาของสตรีนางนั้น อุ้มเอาตัวชิงซงกลับมาหนีเข้าไปในขุนเขาป่าลึก 16 ปีแล้ว บิดารักษาอาการบาดเจ็บไปพลาง สอนวิทยายุทธ์แก่ชิงซงไปเพลง เพื่อว่าจะมีวันหนึ่งที่ชิงซงจะสามารถออกจากภูเขาไปล้าง แค้นให้กับมารดาที่ตายจากไป

            ไม่มีสิ่งใดสำคัญเสียยิ่งกว่าการแก้แค้น ชิงซงเดินทางทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน จนมาถึงเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งโดยมิได้หยุดพัก พบเห็นผู้ที่ผ่านทางมาก็สอบถามถึงเส้นทางที่ไปยังเมืองฉวีโจว คนผ่านทางถอนใจคำหนึ่งพูดว่า
“ไปที่นั่นทำไม? ได้ข่าวว่าโจรปล้นสวาทเย่ซานหู่ออกจากเขาอีกแล้ว คราวนี้ไม่รู้ว่าใครต้องเคราะห์ร้ายอีก”
            ชิงซงยิ้มเยือกเย็น พูดว่า
“ท่านบอกทางข้าก็พอแล้ว”
            คนผ่านทางชี้มือไปทางทิศตะวันตกอย่างไม่เต็มใจ พูดว่า
“ข้ามเขาลูกนี้ไปก็ถึง”

ชิงซงกุมกระบี่ชำระแค้นไว้มั่น ก้าวเท้ารวดเร็วดังเหินบิน ไม่ทันถึงสองชั่วยาม เมืองฉวีโจวก็ปรากฏต่อเบื้องสายตาของชิงซง ขณะกำลังจะเข้าไปในเมือง ที่เชิงกำแพงเมือง พลันมีคนบ้าคนหนึ่งกระโจนขึ้นมากอดตัวชิงซง ร้องไห้สะอึกสะอื้นพูดว่า
“ลูกเอ๋ย เจ้ากลับมาแล้ว ลูกเอ๋ยเจ้ากลับมาแล้ว”
            ชิงซงเห็นเป็นหญิงชราคนหนึ่ง อดโมโหเดือดดาลขึ้นมาไม่ได้ มือค่อยๆ ยกสูงขึ้น ขณะกระบี่กำลังจะออกจากฝัก ตาเฒ่าคนหนึ่งยับยั้งชิงซงพูดว่า
“หญิงผู้นี้ช่างน่าสงสาร สิบกว่าปีมานี้ ไม่ว่าลมแรงหิมะตก นางก็รอคอยลูกของนางอยู่ที่นี่ คนอายุเพียง 30 กว่าปี แต่แก่เหมือนกับยายเฒ่าคนหนึ่ง นี่เป็นบาปกรรมที่เย่ซานหู่สร้างเอาไว้”
            เย่ซานหู่อีกแล้ว! ชิงซงเกรี้ยวโกรธอยู่ในใจ แต่บนใบหน้ากลับเรียบเฉย ตาเฒ่าเห็นชิงซงไม่แสดงอารมณ์ ก็พูดต่อว่า
“16 ปีก่อน โจรปล้นสวาทเย่ซานหู่ หมายตาสุ่ยเหลียน สะใภ้สกุลเจิ้ง จะชิงตัวไปเป็นภริยา เวลานั้น สุ่ยเหลียนเพิ่งคลอดบุตรชายคนหนึ่ง ถูกคุกคามจนยากจะต้านทาน ได้แต่เชื้อเชิญให้ชาวยุทธ์ยื่นมือมาช่วยเหลือ คิดจะให้โอกาสนี้ขจัดเพทภัยครั้งนี้ออกไป คาดไม่ถึงว่ากลับถูกชิงตัวบุตรชาย เพิ่งฟังมาว่าโจรปล้นสวาทพาเด็กออกจากภูเขามาด้วย พบคนก็ฆ่าสังหารเลย”
            ขณะที่ตาเฒ่ากำลังเล่า มีเงาร่างหนึ่งโผเข้ามา ชิงซงฉากกายหลบ มือที่กุมกระบี่ชักขึ้นมาเบาๆ ประกายเย็นเยือกสายหนึ่งวาบผ่าน คมกระบี่วาดไปทางเงาร่างนั้น คนๆ นั้นล้มคว่ำลงบนพื้นในชั่วพริบตา ครู่หนึ่งโลหิตสดๆ ค่อยๆ อาบไปบนพื้นหิมะ ตาเฒ่าเซ่อซึมไปครึ่งค่อนวัน ร้องด้วยความตระหนกตกใจว่า
“เพลงกระบี่หิมะชำระแค้น”
            ที่ล้มลงบนพื้นเป็นมือสังหารผู้หนึ่ง ชิงซงไม่รู้ว่าทำไมมือสังหารจึงต้องการฆ่าเขา ได้ยินตาเฒ่าร้องเรียกชื่อเพลงกระบี่ออกมา คิดจะไถ่ถามให้รู้แน่ชัด ตาเฒ่าก็หนีไปไกลราวเหินไปเสียเนิ่นนานแล้ว ขณะที่ชิงซงกำลังจะไล่ตามไป หญิงบ้าคนนั้นกอดขาของเขาไว้แน่น ไม่ยอมคลายมือ ชิงซงเกิดอารมณ์ขึ้นมา หันคมกระบี่ไปทางหญิงบ้าโดยอัตโนมัติ หญิงบ้าล้มลงในทันใด โลหิตอีกผืนหนึ่งไหลแผ่ซ่านไปบนพื้น

            โดยไม่ลังเล ชิงซงเข้าเมืองไปเสาะหาสตรีใจดำอำมหิตนางนั้น หิมะหยุดตก ลมนิ่ง บนฟ้าในตัวเมืองฉวีโจว ควันไฟจากครัวลอยอ้อยอิ่ง ถึงเวลากินข้าวอีกแล้ว ชิงซงคิดอยู่ในใจว่าไม่เคยได้กินข้าวที่แม่ทำให้เลย ใจยิ่งเกลียดชังสตรีนางนั้น ฝีเท้าก็เร่งขึ้นอีกเล็กน้อย จับตัวใครได้ก็ถามขึ้นอย่างร้อนรนว่า
“คฤหาสน์ตระกูลเจิ้งตั้งอยู่ที่ใจ?”
            คนที่ถูกถามล้วนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า
“ท่านถามถึงทำไม? เดี๋ยวนี้ไม่มีคนอยู่อาศัยแล้ว”
พูดจบยังคงชี้ให้ชิงซงดูว่าควรไปทางไหน แล้วเลี้ยวอีกกี่เลี้ยว เดินไกลอีกเพียงไหนจึงจะถึงที่ตั้งเดิมของคฤหาสน์ตระกูลเจิ้ง

            ไปตามทิศทางที่ชี้บอก ในที่สุดชิงซงก็มาถึงหน้าบ้านตระกูลเจิ้ง เป็นเช่นนั้นจริงๆ เป็นลานบ้านที่บิดาบรรยายให้ฟังเสมอๆ ทำตามคำกำชับของบิดา หาบ้านหลังนี้พบ ไม่จำเป็นต้องถามให้มากความ บุกเข้าไปแล้วฆ่าให้เรียบ อย่าให้เหลือ จึงจะเป็นการชำระแค้น เพียงแต่ว่า บัดนี้ในลานบ้านว่างเปล่าไร้ผู้คนแม้แต่คนเดียว จะทำอย่างไรดี? ชิงซงได้แต่ร้องเรียกเพื่อนบ้านหนุ่มเพื่อถามไถ่สืบความ
            เพื่อนบ้านหนุ่มพูดว่า ครอบครัวนี้เมื่อสิบกว่าปีก่อน ถูกโจรปล้นสวาทชิงเอาตัวลูกชายไป ตั้งแต่นั้นมาเริ่มตกต่ำทรุดโทรม เหลืออยู่เพียงหญิงบ้านางหนึ่ง นางเป็นมารดาของเด็กนั้น ทุกๆ วันตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่างก็ไปรอคอยรับลูกอยู่ที่ประตูเมือง 16 ปีมาแล้ว ทำเช่นนี้ทุกวัน ที่จริงแล้วเวลานี้นางควรจะกลับมาแล้ว
            ชิงซงฟังเพื่อนบ้านพูดจบ ใจอดรู้สึกกระตุกไม่ได้ ดวงตาเหมือนจะมีอาการล้า ถามว่า
“นางมีชื่อว่ากระไร?”
            คนหนุ่มพูดว่า
“นางชื่อสุ่ยเหลียน เมื่อ 16 ปีก่อนถูกเย่ซานหู่ชิงเอาตัวลูกชายไป ก็เลยเป็นบ้าตั้งแต่วันนั้น”
            ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ไปได้? ชิงซงค่อยๆ ทรุดนั่งลงบนพื้นหิมะ พูดพึมพำออกมาว่า
“ข้าจะคอยนางกลับบ้าน”

            จากยามพลบคล้อยไปจนดึก ชิงซงมิได้ขยับเคลื่อนไหวเลยแม้แต่น้อย รุ่งเช้าเพื่อนบ้านมองเห็นชิงซงใบหน้าหมองคล้ำ มีเกล็ดหิมะจับ หัวร่อฮาฮา สลัดรองเท้าทิ้งไป มุ่งออกจากเมืองไปทางทิศตะวันออก
            หลังจากนั้นไม่กี่วัน มีเสียงเล่าว่ากระบี่หิมะชำระแค้นคืนสู่ยุทธจักร ที่แปลกประหลาดก็คือ เหล่าอิสตรีล้วนอยู่รอดปลอดภัย มีแต่พวกโจรขโมยที่ล้มตาย แน่นอนว่าข่าวลือไม่แน่ว่าจะเชื่อถือได้ แต่ทว่า เมืองฉวีโจวอยู่อย่างสงบสุขมาหลายสิบปี กลับเป็นเรื่องจริง

 เรืองรอง รุ่งรัศมี แปล
2007
 
พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “ในยุทธจักร” เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 16 ฉบับที่ 793 วันที่ 10-16 ส.ค. 2550

วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เสียงดาบที่โศกเศร้า อี ปิง


เสียงดาบที่โศกเศร้า
อี ปิง

“ทำไมเสียงดาบของเขาจึงโศกเศร้า ?”
“เพราะว่าเขาเป็นคนโศกเศร้าคนหนึ่ง”
“ทำไมเขาจึงเป็นคนโศกเศร้า ?”
“เพราะว่าเขามีเรื่องน่าเศร้าโศก”
“เรื่องเช่นใดที่ทำให้เขาโศกเศร้า ?”
“ไม่รู้”
“ฟังมาว่า คนที่ตายไปใต้คมดาบของเขา ล้วนแต่แสดงอาการเป็นสุขอย่างยิ่ง”
“ถูกต้อง ยามที่คู่ต่อสู้ได้ยินเสียงดาบของเขา จะรู้สึกว่าการมีชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์เป็นเรื่องน่าโศกเศร้า เจ็บปวด จึงยื่นคอไปหาความตาย”

สิบห้าค่ำ เดือนแปด คืนพระจันทร์เต็มดวง ลว๋อจังลูบไล้ดาบของเขาเบาๆ ดาบคือญาติเพียงหนึ่งเดียวของเขา เขาไม่มีพ่อแม่ ไม่มีลูกเมีย มีเพียงความแค้น ความอัปยศอดสู และดาบ เขามีชีวิตอยู่ก็เพื่อสิ่งเหล่านี้
เพราะว่าหัวใจของเขาได้ถูกทำลายจนเจ็บช้ำไปสิ้นแล้ว
“ข้ามาแล้ว...” เสียงเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นเบาๆ พร้อมๆ กับเสียงที่ดังขึ้นประโยคนี้ จันทร์เต็มดวงราวกับจะสว่างขึ้นยิ่งกว่าเก่า
นี่คือน้ำเสียงอันไพเราะ ไพเราะเสียจนทำให้คนลุ่มหลงเมามาย... แต่เสียงนี้กลับคือความเจ็บปวดอันนิรันดร์ในใจของลว๋อจัง
นางยืนอยู่ตรงเบื้องหน้าเขา นี่คือสตรีที่งดงาม งามเสียทำให้คนลุ่มหลงเมามาย... หากแต่นางกลับคือบาดแผลตลอดการในใจลว๋อจัง
“ท่านสบายดีหรือ?” นางถามอย่างอ่อนโยน
“ข้าสบายดีตลอดมา” ลว๋อจังพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ตั้งแต่ท่านจากไป ก็ยิ่งดียิ่งขึ้น”
 นางยิ้มอีกแล้ว แต่กลับยิ้มอย่างฝืดฝืนอย่างยิ่ง จากนั้นนางทอดถอนใจยาว
“ท่านมีฐานะถึงภริยาเจ้าแคว้น เสพเสวยความหรูหราร่ำรวยทั้งปวงในโลกมนุษย์ ยังมีอะไรต้องทอดถอนใจอีก ?” ลว๋อจังพูดด้วยน้ำเสียงชืดชา
“อา...” นางทอดถอนใจอีก แล้วพูดว่า “ข้าควรจะเป็นสตรีที่ขมขื่นที่สุดในโลก”
“อ้อ ?” ลว๋อจังหัวร่อเย้ยหยันคำหนึ่ง
นางพูด “คัมภีร์ดาบ ข้านำมาให้ท่านแล้ว”
“นั่นที่จริงแล้วเป็นสมบัติของตระกูลลว๋อเรา”
“ตอนนี้ท่านลงมือได้แล้ว” นางพูดด้วยน้ำเสียงสงบ

ลว๋อจังชักดาบของเขาออกมาช้าๆ ประจันหน้ากับศัตรูของเขาคนสุดท้ายของเขา... นางเคยเป็นภริยาของเขา ในเวลาที่เขาตกต่ำที่สุด ปวดร้าวที่สุด นางได้ทิ้งเขาไป ทั้งยังขโมยเอาสมบัติล้ำค่าประตระกูลลว๋อของเขา-‘คัมภีร์ดาบโศกเศร้า’ ครึ่งเล่มแรกโผเข้าสู่อ้อมกอดของอ๋องเก้า พระอนุชากษัตริย์ผู้ครองอำนาจในเวลานั้น
ดาบของลว๋อจังชักออกไปแล้ว... คบดาบวาบผ่าน นำพาเสียงกังวานเศร้าเสียงหนึ่งมาด้วย คล้ายเสียงร่ำไห้ คล้ายเสียงทอดถอนใจ คล้ายเสียงกู่ร้องด้วยความโศกตรม คล้ายดั่งสิ้นหวัง... ทำให้ผู้คนใจแหลกสลาย ไม่อาจยลยิน
...นี่คือ ‘เพลงดาบโศกเศร้า’ ที่โดดเด่นบนพื้นพิภพ
นางล้มลงไปแล้ว นางพลันเปลี่ยนไปจากความอ่อนโยนงดงามตามปกติ ดวงตาของนางเบิกกว้าง จ้องมองลว๋อจังด้วยความแค้นเคือง บนใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความคับแค้น คลั่งแค้น โศกเศร้า ตรอมตรมและอดสูใจ น้ำตาของนางหลั่งไหลออกมา กลับเป็นสีแดง...
ลว๋อจังตื่นตระหนกจนโง่งมไปแล้ว คนที่ตายไปใต้ดาบโศกเศร้า ล้วนแต่ปิติสุขอย่างยิ่ง นางไยจึงกลับมีอาการเช่นนี้? หรือว่าเป็นเพราะครึ่งแรกของคัมภีร์ขาดหายไป ยังไม่อาจฝึกเพลงดาบให้บรรลุถึงขั้นได้ ?
ลว๋อจังรีบพลิกครึ่งเล่มแรกของ ‘คัมภีร์ดาบโศกเศร้า’ เขาตะลึงงันในพลันนั้นเอง... ครึ่งแรกของคัมภีร์ดาบกลับไม่ใช่เคล็ดวิชาในการฝึกฝนเพลงดาบ หากแต่คือส่วนที่เป็น “ทำอย่างไรจึงจะสร้างคนโศกเศร้า” ขึ้นมา
หากคิดจะฝึกเพลงดาบโศกเศร้า ต้องเป็นคนโศกเศร้าเสียก่อน

เบื้องหน้าสายตาของลว๋อจัง ปรากฏภาพเรื่องราวความโศกเศร้าที่พบผ่าน จากเด็ก พ่อแม่ก็ให้เขาพบกับการหยามเหยียดอย่างมากมาย คิดหาวิธีการทั้งหลายทั้งปวงเพื่อเคี่ยวกรำเขา ทำร้ายจิตใจของเขา มารดาดีต่อเขาอย่างยิ่ง แต่บิดากลับสังหารมารดาต่อหน้าต่อตาของเขา เพราะบิดากล่าวว่าเขามิได้บุตรแท้ๆ ที่เกิดกับเขา บิดาไล่เขาออกจากบ้าน เขา ‘รับรู้’ มาว่าบิดาที่แท้ของเขาได้ถูกบิดาในปัจจุบันสังหาร ต่อมาภริยาของเขาได้ทิ้งเขาไป ขโมยเอาครึ่งเล่มแรกของคัมภีร์ดาบประจำตระกูลของเขาไป โผสู่อ้อมกอดคนอื่น...
แต่ทว่า ทั้งหลายเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องเท็จ
มิน่าเล่า... นี่จึงทำให้นางตายตาไม่หลับ นางที่จริงแล้วสามารถจะเป็นภริยาธรรมดาสามัญคนหนึ่ง ช่วยเหลือสามีเลี้ยงดูลูกน้อย มีความสุขประสาครอบครัว แต่นางกลับต้องกลายเป็นผู้เสียสละเพื่อทายาทของตระกูลลว๋อ!
บิดามารดาตายไปแล้ว ภริยาตายแล้ว ต่อจากนั้นเล่า ? เขาควรกระทำเรื่องใดอีก ?
“บิดา...” เด็กน้อยคนหนึ่งวิ่งเข้ามา ลว๋อจังมองดูเขาด้วยความแปลกประหลาดใจ หน้าตา กิริยา ลักษณะท่าทางของเขา แทบจะเหมือนกับตนราวเป็นพิมพ์เดียวกัน หรือว่าเขาคือบุตรของตน ?
“บิดา สตรีนางนั้นตายแล้ว?” บุตรชายถามด้วยความชิงชัง
“สตรีนางนั้น ?” ลว๋อจังร้องตวาดด้วยความโกรธา “นางคือแม่แท้ๆ ของเจ้า !”
“นางไม่ใช่แม่ข้า !” บุตรชายร้องด้วยความโกรธ “นางทุบตีข้า ด่าว่าข้า ไม่ให้ข้ากินอาหาร ถากถางข้าด้วยถ้อยคำหยาบคายว่าข้าเป็นเด็กไม่มีพ่อแม่ บนโลกนี้ไหนเลยจะมีมารดาเช่นนี้”

ลว๋อจังมองดูประกายโกรธเกรี้ยวในดวงตาลูก ช่างเป็นพิมพ์เดียวกับตนเมื่อยังเยาว์ ! ยามที่มารดาทุบตีเขา ด่าว่า นางได้แอบหลั่งน้ำตาดั่งสายเลือดไปแล้วมากน้อยเพียงไร ? พอคิดถึงตรงนี้เขาอดที่จะนั่งระทดท้ออยู่บนพื้นมิได้
“บิดา ข้าจะฝึก ‘เพลงดาบโศกเศร้า’ กับท่าน ! สตรีนางนั้นบอกว่าเพลงดาบโศกเศร้าของตระกูลลว๋อเราคือเพลงดาบที่หนึ่งของแผ่นดิน ข้าจะฝึกจนถึงขั้นยอดฝีมือแห่งแผ่นดิน !” บุตรชายกล่าวด้วยความฮึกเหิม
ลว๋อจังมองดูลูกชายตัวเองด้วยความหวั่นหวาดเนิ่นนาน พลันเขาล้วงเอา ‘คัมภีร์ดาบโศกเศร้า’ ออกมาจากอก ขยี้มือทั้งสองทีหนึ่ง คัมภีร์ดาบก็ติดไฟลุกโพลง
บุตรชายร้องถามด้วยความตกใจ “บิดาท่านเผาสิ่งใดหรือ ?”
ลว๋อจังสะบัดมือครั้งหนึ่ง เถ้ากระดาษสีดำในมือโปรยปลิวฟ้อนฟ้า ลว๋อจังพูดอย่างหนักแน่นมั่นคง
“ที่ข้าเผาคือคัมภีร์ดาบอสูร... ข้าจะสอนวิทยายุทธ์ที่แท้ให้กับเจ้า !”


 เรืองรอง รุ่งรัศมี แปล

พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มือสังหาร สำนักพิมพ์ openbooks ตุลาคม 2551