ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดวงจันทร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดวงจันทร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ไล่ล่าจอมยุทธ์ อี ปิง

ไล่ล่าจอมยุทธ์
อี ปิง

          ในอากาศ รังสีฆ่าฟันยิ่งมายิ่งเข้มข้นแล้ว
            เมฆสีอันวิจิตรตระการตาทางเบื้องฟ้าตะวันตก สะท้อนแสงพราวพรายจน ไฉจินป้า มิอาจลืมตาขึ้นได้ ดวงตาทั้งสองของเขาหลับลงแล้วลืมขึ้นอีก ห่างออกไปกว่า 10 วา มีคนเพิ่มมา 1 คน แล้วในบัดนี้
            เส้นผมขาวโพลน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยย่น อาภรณ์ชุดเขียวที่ซักจนซีด พู่กระบี่สีเหลืองแกว่งไกวอยู่ในสายลมภูเขา

            เขาก็คือ 'หนึ่งในกระบี่เย้ยฟ้า กระบี่สะท้านวิญญาณ' ผู้นั้น ไป๋เซี่ยวเทียน มือสังหารอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน
            เป็นเขานั่นเองที่เล็ดลอดผ่านกองกำลังทหารที่ดักซุ่มอยู่ถึง 3,000 คน จู่โจมเข้าใส่หน่วยคุ้มกันที่มีพลังฝีมือล้ำเลิศ 29 คน จนแตกพ่ายภายในเวลาที่นัดหมายกันไว้ จนสามารถสังหารขุนพลอู่ที่ซ่อนตัวอยู่ในหีบเหล็ก ที่ซ่อนเอาไว้ในบ่อลึกอีกชั้นหนึ่ง
            ผู้อาวุโสหลิน แห่งพรรคกระยาจกเมามาย แล้วสังหารผู้คนในครอบครัวข่งไหลเฟิงแห่ง 'หมู่ตึกนกยูง' 63 คน เป็นเขานี่เองที่เดินทาง 5,000 กว่าลี้ ตีฝ่าการสกัดกั้นประมุขกู้แห่งพรรคกระยาจก และบรรดาผู้อาวุโสของพรรค จนสามารถนำเอาศีรษะของผู้อาวุโสหลินจากซินเจียงมายังหน้าหลุมศพของข่งไหลเฟิง
                                                           
          สามสิบปีมานี้ ไม่มีผู้ใดสามารถขัดขวางเรื่องที่ ไป๋เซี่ยวเทียน ต้องการจะกระทำ
            "ท่านก็คือไฉจินป้า?"
            "ท่านก็คือไป๋เซี่ยวเทียน?"
            "ชักดาบของท่านออกมา" ไป๋เซี่ยวเทียนกวาดตามองไฉจินป้าอย่างไม่กระตือรือร้นครั้งหนึ่ง ในสายตานั้น มีความรู้สึกเหยียดหยาม เยาะเย้ย กระทั่งโกรธแค้น
            ไฉจินป้าชักดาบของเขาออกมาช้าๆ ดาบหนัก 82 ชั่ง ยังคงคมกริบดังเดิม ถืออยู่ในมือยังคงถนัดถนี่ดังเคย
            แต่ใจเล่า? ใจยังคงผ่อนคลาย เป็นปกติดังก่อนหรือไม่?
            คมดาบวาววับ ลมพลันพัดกรรโชก

            ไป๋เซี่ยวเทียนเงยหน้าขึ้นฟ้าหัวร่อฮาฮาคำหนึ่ง เสียงหัวร่อดังสะท้านก้องในหุบเขา
            โลกพลันเงียบสงบลง เงียบเสียจนสามารถจะได้ยินเสียงการตกของดวงตะวัน
            ไฉจินป้ายังยืนอยู่ ดวงตาของเขาเบิกกว้าง เขาแทบจะไม่เชื่อว่านี่จะเป็นความจริง ...ที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ เขาราวกับว่ายังหายใจได้อยู่
            เบื้องหน้าของเขาคือปลายแหลมของกระบี่เล่มหนึ่ง บนปลายแหลมของกระบี่ประคองกลีบดอกไม้กลีบหนึ่ง
            นี่คือกลีบของดอกชาภูเขา หากไม่ใช่เพราะกระบี่ของไป๋เซี่ยวเทียนเรียวเกินไป ย่อมไม่มีทางมองเห็นได้อย่างแน่นอน

            เป็นเสียงหัวร่อยาวนานอีกเสียงหนึ่ง เงาร่างสีขาวร่างหนึ่งพลิ้วลงตรงกลางระหว่างคนทั้งสอง
            มานพหนุ่มท่วงท่าสง่างามคนหนึ่ง ประสานมือค้อมคารวะต่อไป๋เซี่ยวเทียนครั้งหนึ่ง
"ท่านผู้อาวุโสไป๋ ข้า ฮวาเมิ่งเตี๋ย น้อมคารวะ"
            ไป๋เซี่ยวเทียนพูดอย่างราบเรียบว่า
"คุณชายกรุ้มกริ่มฮวาเมิ่งเตี๋ย?"
            "เป็นผู้น้อยเอง"
            ไป๋เซี่ยวเทียนทอดถอนใจยาว สะบัดมือคราหนึ่ง กระบี่ในมือวาดแสงสว่างวาบสายหนึ่ง หายไปในหุบเขา
            ไป๋เซี่ยวเทียนพูด "คุณชายฮวา ข้ามีเรื่องไหว้วานเรื่องหนึ่ง"
            ฮว่าเมิ่งเตี้ยพูดว่า "ผู้อาวุโสโปรดบอกออกมา"

            ไป๋เซี่ยวเทียนหยิบเศษเงินชิ้นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ พูดว่า
"ขอให้คุณชายฮวานำเงิน 5 เหรียญเงินนี้ไปคืนให้แก่หญิงชราผู้หนึ่ง ข้ามิได้แก้แค้นให้กับนาง และนี่เป็นครั้งเดียวในชีวิตที่ข้าไม่อาจทำตามที่รับปากให้เป็นจริงเช่นกัน"
            ฮวาเมิ่งเตี๋ยหัวร่อพูดว่า
"จ่าย 5 เหรียญเงินก็สามารถจ้างมือสังหารหมายเลข 1 ของแผ่นดินได้ คิดว่าคนๆ นี้คงไม่ใช่คนธรรมดากระมัง?"
            ไฉจินป้าใบหน้าแดงก่ำขึ้นในทันใด ร้องออกมาอย่างร้อนรนว่า
"หรือว่าข้ามีค่าเพียง 5 เหรียญเงิน? ข้าให้เจ้า 5 หมื่นตำลึง... ไม่, ไม่...ห้าสิบหมื่นตำลึง ขอให้เจ้าไปสังหารมัน!"
            ไป๋เซี่ยวเทียนพูดว่า
"ท่านได้สังหารสามีของผู้อื่น แย่งชิงภริยาและบุตรสาว แล้วยังต้องการจะฆ่าล้างตระกูลอีกหรือ?"
            ไฉจินป้าร้องด้วยความโมโหว่า
"อะไรกัน 'สังหารสามี แย่งชิงภริยาและบุตรสาว'? เจ้าอย่าได้อมโลหิตพ่นใส่ผู้คน!"
            ไป๋เซี่ยวเทียนหัวร่อฮาฮาพูดว่า
"ท่านมีชื่อ 'จอมดาบ' เสียเปล่า แม้แต่คนธรรมดาที่ไม่มีวิชายุทธ์ก็ยังกล้าฆ่า ท่านไม่รู้สึกอับอายต่อผู้คนบ้างหรือ?"

            ไฉจินป้าเบิกดวงตากว้างด้วยความโกรธ กำลังจะมีปฏิกิริยา ฮวาเมิ่งเตี๋ยยิ้มแล้วพูดว่า
"เรื่องราวความเป็นมาผู้น้อยรู้มาบ้างเล็กน้อย ผู้น้อยเองก็มาเพราะว่าเรื่องนี้ หนึ่งปีก่อน คุณชายรองไฉหย่งของผู้อาวุโสไฉไปเที่ยวเล่นที่เจียงหนาน ได้พบกับสตรีรูปโฉมงดงามนางหนึ่งที่นอกเมืองหางโจว ก็จะรับเอามาเป็นภริยาน้อย สตรีนางนี้นั้นมีสามีและบุตรอายุ 2 ขวบคนหนึ่งแล้ว คาดมิถึงว่าไฉหย่งไม่ยอมละเว้น จะเอาตัวไปให้ได้ นางไม่ยินยอม ไฉหย่งโมโหโกรธา กลับสังหารสามีที่ไม่มีวิชายุทธ์ และบุตรชายเสีย เหลือเพียงมารดาชราอายุ 60 กว่าปี ยายเฒ่าเที่ยวกล่าวโทษร้องทุกข์ไปทั่ว แต่ทางการก็ไร้กำลังจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องในยุทธจักร ยายเฒ่าสิ้นไร้หนทางขอความช่วยเหลือ ฟังมาว่าในยุทธจักรมีมือสังหารสามารถจะชำระความแค้นให้ได้ จึงนำเอาเงิน 5 เหรียญเงินที่อดออมมาตลอดชั่วชีวิตของนาง คิดจะจ้างมือสังหารตามหาตัวฆาตกร ท่านผู้อาวุโสไป๋บังเอิญเดินทางผ่านไปหางโจว ยายเฒ่าได้แขวนเงิน 5 เหรียญเงินนั้นไว้ที่หัวถนนเพื่อจ้างมือสังหารนานกว่าครึ่งปีแล้ว ท่านผู้อาวุโสไป๋เป็นผู้กล้าซึ่งเปี่ยมคุณธรรม เก็บเอาเงิน 5 เหรียญเงินมาแล้วติดตามไล่ล่ามาถึงนี่ เพราะว่าตอนที่ไฉหยงกระทำเรื่องชั่ว ได้ประกาศใช้นาม 'จอมดาบ' ดังนั้นท่านผู้อาวุโสไป๋จึงมุ่งมาหาท่านผู้อาวุโสไฉโดยตรง สะใภ้รองที่ท่านผู้อาวุโสไฉตกแต่งมาเมื่อวันก่อน ก็คือสตรีนางนี้"

            ไฉจินป้าใบหน้าแดงก่ำไปทั้งใบหน้า คล้ายจะเชื่อ คล้ายจะไม่เชื่อ ยามนี้ฮวาเมิ่งเตี๋ยร้องเรียกว่า
"ท่านออกมาได้แล้ว"
            ที่ในพงหญ้ามีเสียงดังขยับเคลื่อนไหวระลอกหนึ่ง ไฉหยงก้มหัวเดินออกมา
            ไฉจินป้าร้องด้วยความโกรธออกมา
"ที่คุณชายฮวาพูด เป็นเรื่องจริงใช่ไหม?"
            ไฉหย่งตอบเสียงเบาว่า "เป็นเรื่องจริง"
            แสงสว่างวาบและสายลมกล้าวูบหนึ่งเกิดขึ้นอีกครั้ง ดาบของไฉจินป้าตวัดขึ้นสูง คุณชายรองไฉหย่ง หัวและร่างกายไม่ได้อยู่ด้วยกันอีกแล้ว
            บนดาบของไฉจินป้าไม่มีหยาดโลหิตแปดเปื้อนแม้แต่หยดเดียว

            จอมดาบยังคงคือจอมดาบ
            น้ำตาของจอมดาบรินไหลออกมาแล้ว... จอมดาบไม่หลั่งโลหิต จอมดาบหลั่งน้ำตาออกมา
          ดวงจันทร์กระจ่างลอยสูง
            ไฉจินป้าพลันหัวร่อออกมา พูดเสียงแหบแห้งว่า
"ท่านทั้งสองมาที่หมู่ตึกดาบทองมิได้เพื่อดื่มสายลมภูเขากระมัง?"
            ฮวาเมิ่งเตี๋ยก็หัวร่อพูดว่า
"ท่านผู้อาวุโสไฉยังได้ตระเตรียมสุราเขียวใบไผ่ที่หมักบ่มเอาไว้ถึง 300 ปีไว้ด้วย"
          ทั้งสามหัวร่อเสียงดัง ในเสียงหัวร่อนั้น เงาร่าง 3 สาย พลันหายไปในแสงจันทร์...

เรืองรอง รุ่งรัศมี
แปล


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ สายลมในกิ่งหลิว เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับทึ่ 718

วันพุธที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เพลงพิณพระจันทร์ในวสันต์

ลมเย็นยามค่ำโชยพลิ้ว จันทร์กระจ่างทอแสงนวลกลางฟ้า บรรยากาศช่างปลอดโปร่งชวนให้รู้สึกสบาย
จินตนาการไปว่าเอื้อมคว้าเอาดวงเดือนบนฟ้าลงมากอดแนบอกได้พลันนั้น เพลงพิณดังมาจากเครื่องเสียงที่เปิดไว้
“เพลงพิณพระจันทร์” ทำให้ค่ำคืนเช่นนี้งดงามยิ่งขึ้น เสียงนั้นเร้ารัว สดใส และทรงพลัง
“พิณพระจันทร์” หรือ “พิณวงเดือน” เป็นเครื่องดนตรีจีนโบราณชิ้นหนึ่ง ภาษาจีนเรียกว่า “เยว่ฉิน” “เยว่” แปลว่า พระจันทร์หรือดวงเดือน “ฉิน” แปลว่า พิณ “เยว่ฉิน” จึงถูกเรียกในภาษาไทยว่า “พิณพระจันทร์” หรือ “พิณวงเดือน” เป็นเครื่องดนตรีจีนที่มีชื่อไทยไพเราะ และบ่งบอกถึงลักษณะเฉพาะได้อย่างชัดเจนงดงามที่สุด

พิณพระจันทร์หรือพิณวงเดือน เป็นพิณรูปวงกลมเหมือนจันทร์เต็มดวง มีสาย 4 สาย แต่คอสั้นกว่ากีตาร์ ไวโอลิน หรือแบนโจของฝรั่ง โดยรูปลักษณ์แล้ว พิณพระจันทร์มีรูปทรงคล้ายแบนโจของฝรั่งมาก เพียงแต่ลำตัวที่เป็นวงกลมหรือวงเดือนของเยว่ฉินมีขนาดใหญ่กว่า และมี “คอ” ที่สั้นมาก
ลักษณะน้ำเสียงของพิณพระจันทร์ใกล้มาทางเสียงพิณของภาคอีสานและภาคเหนือของเรา วิธีการเล่นก็คล้ายคลึงกับวิธีการเล่นพิณไทย เครื่องดนตรีประเภทพิณของชาวเขาทั้งเอเชีย และพิณพื้นบ้านทั้งหลายในย่านซีกโลกตะวันออก ถือเป็นเครื่องดนตรีที่เป็น “เครือญาติ” ของพิณพระจันทร์ได้ทั้งในแง่ของรูปร่าง น้ำเสียง และวิธีการเล่น
ในยุคโบราณ พิณพระจันทร์มีชื่อเรียกภาษาจีนอีกชื่อหนึ่งว่า “หญ่วน” หญ่วนในสมัยโบราณของจีนกับพิณซามิเซ็นของญี่ปุ่นนั้นคล้ายกันมาก พิณพระจันทร์หรือเยว่ฉินในปัจจุบันนี้ได้ดัดแปลงพัฒนามาจาก “หญ่วน” ในยุคโบราณนั่นเอง

พิณพระจันทร์เป็นเครื่องดนตรีที่เล่นกันแพร่หลายมากในประเทศจีน ในดนตรีของชนพื้นเมือง และในการแสดงงิ้ว พิณพระจันทร์ก็ถือเป็นเครื่องดนตรีชิ้นสำคัญ
ในคณะดนตรีที่เล่นประกอบการแสดงงิ้ว (จิงจวี้) นั้น เยว่ฉินถือเป็นเครื่องดนตรีชิ้นสำคัญ 1 ใน 3 ชิ้น ซึ่งประกอบด้วย เยว่ฉิน เอ้อร์หู และจิงเอ้อร์หู้ เครื่องดนตรีทั้งสามชิ้นนี้ถูกเรียกว่า “3 เครื่องดนตรีหลัก” หรือ “ซานต้าเจี้ยน”
ชนชาติอี๋ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนนั้น เรียกเยว่ฉินหรือพิณพระจันทร์ว่า “เสวียนจื่อ” พวกเขามีความคุ้นเคยกับเครื่องดนตรีชิ้นนี้มาก และนิยมเล่นกันอย่างแพร่หลายในเวลาขับระบำรำฟ้อนในชีวิตประจำวัน
พิณพระจันทร์แต่ดั้งเดิมนั้นมิได้มีช่วงเสียงกว้างอย่างในปัจจุบัน ที่นิยมบรรเลงอยู่ในปัจจุบันนี้เป็นพิณพระจันทร์ที่ได้ผ่านการพัฒนาและปรับปรุงทั้งในด้านช่วงเสียง และนำเอาสายไนลอนอย่างสมัยใหม่มาขึงแทนสายที่ทำจากเส้นไหมแต่เดิมด้วย

แผ่น YUEQIN AND ORCHESTRA LEI QIN-AN ของบริษัท HUGO แห่งฮ่องกง รหัสแผ่น HRP 7102-2 นี้ เป็นแผ่นน่าสนใจอย่างยิ่ง สำหรับคอเพลงคลาสสิคจีน
ซีดีแผ่นนี้บันทึกระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน -1 กรกฎาคม 1994 ที่ RECORDING STUDIO OF PLA ORCHESTRA ในปักกิ่ง ผู้บรรเลงเดี่ยวเยว่ฉินหรือพิณพระจันทร์นี้ คือ เหลยฉวินอาน โดยเธอร่วมเล่นกับวง THE SYMPHONY ORCHESTRA OF THE CENTRAL BALLET COMPANY (จงยางปาเหลยอู่เจียวเสี่ยงเยว่ถวน) ผู้อำนวยเพลงคือ เปี่ยนจู่ซ่าน ลีลาท่วงทำนองโดยรวมของแผ่นนี้ มีกลิ่นอายของเพลงที่ใช้บรรเลงประกอบการแสดงบัลเล่ต์อย่างชัดเจน คอเพลงคลาสสิคฝรั่งสามารถรับฟังได้อย่างไม่รู้สึกแปลกแยกมากนัก
ตลอด 65.18 นาที ที่นั่งฟังซีดีชุดนี้ เราจะสัมผัสได้ถึงฝีมือการเล่นและการกำกับเพลงที่เด็ดขาด ชัดเจน เสียงแต่ละเสียงที่เปล่งออกมาในบทเพลงล้วนเต็มไปด้วยความมั่นใจของตัวผู้เล่นและผู้อำนวยเพลง หากสามารถเปิดฟังด้วยเสียงดังๆ ได้ จะยิ่งทำให้เพลงชุดนี้เปล่งอานุภาพได้ดียิ่งขึ้น

รายละเอียดเกี่ยวกับตัวเหลยฉวินอาน ผู้บรรเลงพิณเยว่ฉินที่ให้มาในแผ่นเสียงมีว่า
เหลยฉวินอานสำเร็จการศึกษาด้านดนตรีมาจากแผนกการดนตรีในวิทยาลัยนาฏศิลป์และการดนตรีแห่งประเทศจีน เมื่อปี ค.ศ.1984 เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ได้รับการบรรจุเข้าเป็นอาจารย์สอน ณ สถาบันที่เธอเคยเรียนนั้นเอง ปัจจุบันเธอเป็นสมาชิกของสมาคมดนตรีแห่งชาติ และเป็นสมาชิกสมาคมนักดนตรีแห่งปักกิ่งอีกด้วย
เหลยฉวินอานเกิดในครอบครัวตระกูลช่างตัดเย็บเสื้อผ้า บิดาเป็นคนที่หลงใหลในอุปรากรงิ้ว และส่งอิทธิพลความชอบนี้มาถึงเธอด้วย ทำให้เธอเกิดความนิยมชมชื่นการเล่นพิณเยว่ฉินตั้งแต่วัยเยาว์ เธอได้เป็นศิษย์เรียนการบรรเลงพิณเยว่ฉินกับอาจารย์ จินลี่ฮว๋า ในคณะงิ้วที่อู่ฮั่น ฝีมือความสามารถของเธอก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ค.ศ.1978 เธอได้รับคัดเลือกเข้าเรียนในวิทยาลัยการดนตรีและอุปรากรจีน ระหว่างนี้เธอได้รับคำชี้แนะจากอาจารย์ ชุยหย่งขุย และอาจารย์ เฝิงซ่าว ทำให้สามารถพัฒนาเทคนิคการเล่นพิณเยว่ฉินได้อย่างมาก ค.ศ.1984 เธอสำเร็จการศึกษาด้วยคะแนนดีเด่น
สำหรับ เปี่ยนจู่ซ่าน ผู้เป็นวาทยกรนั้นก็มีชื่อเสียงเลื่องลือ มีผลงานบันทึกแผ่นเสียงและกำกับดนตรีมามาก ชื่อของท่านเป็นอีกชื่อหนึ่งที่สามารถประกันถึงความสมบูรณ์แบบของผลงาน

วงดนตรี THE SYMPHONY ORCHESTRA OF THE CENTRAL BALLET COMPANY ของจีน เป็นวงดนตรีเก่าแก่ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1959 มีผลงานการแสดงบรรเลงประกอบการแสดงบัลเล่ต์ ทั้งที่เป็นเรื่องทางตะวันตกและเรื่องของจีนเองมามากมาย
ฟังซีดีแผ่นนี้แล้ว จะรับรู้ได้ถึงความลงตัวสมบูรณ์แบบของนักดนตรีทั้งวง และฝีมือการอำนวยเพลงได้อย่างน่าชื่นชม ฝีมือนั้นเต็มเปี่ยมทั้งความเด็ดขาด ชัดเจน และมั่นใจ
บทเพลงในซีดีแผ่นนี้มีทั้งหมด 5 บทเพลงใหญ่ เป็นเพลง SUITE เสีย 1 เพลง และเป็น CONCERTO อีก 1 บทเพลง
SUITE FOR YUEQIN “SPRING” เป็นเพลง SUITE สำรับแรกแบ่งเป็น 4 ท่อนย่อย อยู่ในแทร็คที่ 1, 2, 3, 4 ของแผ่น เพลงนี้แต่งโดย เฉิงข่าย เห็นชื่อเพลงในภาษาจีนแล้วอยากเรียกชื่อเพลงนี้ว่า “เพลงพิณพระจันทร์ชุด ‘เพลงวสันต์’”

แทร็คที่ 1  “คืนสู่วสันตกาล” หรือ RETURNING OF SPRING เปิดเพลงเหมือนลีลาของเสียงกบเขียดที่ตื่นฟื้นจากการจำศีลในฤดูหนาวอันยาวนาน เราจะรับรู้ได้ถึงสายลมที่พลิ้วพัด และความสดชื่นอ่อนโยนของการคืนสู่ฤดูใบไม้ผลิอีกครั้งหลังจากฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ ต้นไม้พากันแตกใบและหน่ออ่อน ดอกไม้แย้มบาน หมู่นกและแมลงบินฟ้อน เป็นบรรยากาศที่ชวนให้สดชื่นเบิกบานใจ เพลงในแทร็คที่ 1 นี้ ฟังรื่นหู สดใส น่าชื่นบาน
แทร็คที่ 2 “ระบำวสันต์” หรือ DANCING OF SPRING ท่วงทำนองคึกคักขึ้น เสียงกระหึ่มคึกคักของดนตรีทั้งวง ชวนให้รู้สึกอยากลุกขึ้นมาเต้นระบำรำฟ้อน เป็นท่วงทำนองที่สนุกสนาน สดใส และสง่างาม ฟังคุ้นหูมาก สำหรับคนฟังเพลงจีน
แทร็คที่ 3 “เพลงวสันต์” หรือ SPRING SONG เปิดเพลงด้วยเสียงขลุ่ยพลิ้วไหว ลีลาคล้ายท่วงทำนองของ THE BUTTERFLY LOVERS อยู่พอสมควร และแล้วเสียงของเยว่ฉินหรือพิณพระจันทร์ก็ดังสอดรับอย่างอ่อนหวาน ไพเราะ เป็นบทเพลงแห่งฤดูใบไม้ผลิที่หวานไหว เราจะรู้สึกถึงฟ้ากว้างสดใส สายลมเย็นสบาย เหมือนจะดมดอมได้ถึงกลิ่นหอมของมวลดอกไม้ และได้แลเห็นสีสันงดงามของธรรมชาติ เป็นลีลา ท่วงทำนองที่ให้ความรู้สึกฉ่ำเย็น อ่อนโยน หรืองดงามอย่างเต็มที่
แทร็คที่ 4 “ท่องวสันต์” หรือ OUTING SPRING ลีลาคึกคักสดใส ชวนให้คิดถึงการออกท่องเที่ยวไปด้วยความเบิกบานและปลอดโปร่งใจเป็นอย่างยิ่ง
จากแทร็คที่ 1-4 รวมกันเป็นเพลงชุด จะแยกฟังเดี่ยวๆ หรือฟังต่อเนื่องทั้งสี่แทร็คก็ดูลงตัวและไพเราะ สมบูรณ์ เป็นเพลงหวาน ไพเราะ ที่ปราศจากกลิ่นอายความหม่นเศร้า ฟังแล้วชื่นบานใจเป็นอย่างยิ่ง

แทร็คที่ 5 “วสันตกาลที่เทียนซาน” หรือ SPRING IN TIANSHAN เดิมเพลงนี้เป็นเพลงสำหรับบรรเลงเดี่ยว ด้วยเครื่องดนตรีพื้นบ้านของชนชาติอุยกูร (UYGUR) ที่เรียกว่า REWAFU เป็นเพลงที่แต่งขึ้นโดย อูซื่อหม่านเจียง และอวี๋หลี่ฉุน และต่อมา หวางฟ่านตี้ ได้นำมาเรียบเรียงใหม่เพื่อให้ใช้เล่นกับพิณผีผา (พิณรูปหยดน้ำ) ในปี ค.ศ.1961 ทำให้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายต่อมา จากนั้น สวีเจิ้นหมิง ได้นำมาเรียบเรียงใหม่เพื่อให้ใช้แสดงเดี่ยวด้วยพิณเยว่ฉินร่วมกับวงออร์เคสตร้า
เพลง “วสันตกาลที่เทียนซาน” นี้ เริ่มด้วยเสียงของออร์เคสตร้าทั้งวง จากนั้นเยว่ฉินจะรับด้วยเสียงอันสดใส แล้วขลุ่ยก็สอดร้อยเป็นท่วงทำนองที่สดใส รื่นเริง ดนตรีลื่นไหลไปอย่างสดใสงดงามเช่นนี้อยู่ช่วงหนึ่ง แล้วจึงร้อนแรงขึ้นด้วยลีลาท่วงทำนองที่มีสีสันบรรยากาศ แบบดนตรีของชาวมุสลิมในแถบถิ่นทะเลทราย เสียงดนตรีที่คึกคักนี้ ถ้าสามารถเปิดฟังด้วยเสียงดังๆ จะให้ความรู้สึกที่สนุกสนานมาก ดนตรีมีลูกเล่น ฟังเร้าใจ ชวนให้ขยับแข้งขยับขาตามจังหวะทำนอง ถ้าฟังเพลงนี้อยู่กลางแจ้งในกลุ่มมิตรสหาย ก็น่าลุกขึ้นมาจับคู่เต้นระบำกันอย่างยิ่ง
เป็นเพลงที่สดใส มีชีวิตชีวา เปี่ยมพลัง จบลงอย่างหมดจดและเต็มอิ่มในอารมณ์ ฟังแล้วโล่งอกโล่งใจไม่น้อย ใครกำลังเครียด เพลงนี้เป็นเพลงคลายเครียดที่ใช้ได้เลย
แทร็คที่ 6 “เย่เซินเฉิน” หรือ “ดึกดื่น” หรือ NIGHT THOUGHTS เป็นเพลงหนึ่งที่ใช้ประกอบงิ้วบ่อยๆ คนที่ชอบดูงิ้วหรือแฟนหนังกำลังภายในรุ่นเก่าคงคุ้นหู เป็นเพลงที่เมื่อนำมาเล่นร่วมกับวงดนตรีใหญ่ๆ แล้วให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่ สง่างาม และฟังเต็มอิ่มในอารมณ์มาก
ระหว่างแทร็คที่ 6 กับ 7 เพลงหักอารมณ์รุนแรงไปนิดหนึ่ง กำลังฟังเพลินๆ อยู่ในอารมณ์แบบหนึ่ง แล้วพลันต้องมาฟังเพลงที่หนักหน่วง เคร่งเครียด จริงจัด โดยทันที ทำให้รู้สึกสะดุดเหมือนหัวคะมำ ทำให้รับอารมณ์ของเพลงที่ 7 ได้ไม่ค่อยทัน
แทร็คที่ 7 “นิรวาณ” หรือ NIRVANA เป็นเพลงที่แต่งขึ้นจากบทกวีขนาดยาวเรื่อง “นิรวาณแห่งเฟิ่งฮว๋าง” (เฟิ่งฮว๋างเนี่ยผาน) ของ กวอมว่อยว่อ กวีใหญ่คนหนึ่งของจีนยุคใกล้
เพลง “นิรวาณ” หรือ “นิพพาน” นี้อยู่ในลีลากึ่งๆ ระหว่างเพลงประกอบภาพยนตร์และเพลงอุปรากร แต่ค่อนไปทางเพลงอุปรากรมากกว่า มีช่วงที่กระหน่ำเสียงอย่างหนักหน่วงรุนแรงและต่อเนื่องอยู่หลายช่วง หากไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะรับดนตรีที่หนักหน่วงและจริงจังแล้ว อาจทำให้หงุดหงิดได้
แต่หากว่าอารมณ์พร้อม เพลงนี้จะทำให้รู้สึกถึงพลังอันยิ่งใหญ่ได้เป็นอย่างดี
ถือเป็นเพลงหนวกหูและน่าเบื่อสำหรับคนที่ชอบฟังเพลงเสียงเรียบรื่น สดใส เบาสบาย แต่เป็นเพลงฟังสะใจสำหรับคอเพลงที่ชอบเสียงเครื่องเป่าแผดดัง กลองรัวกระหน่ำก้อง บรรยากาศแทบถล่มทลายในบางช่วง สลับกับท่วงทำนองที่บาดลึก โหยเศร้า
ออกจะต้องใช้สมาธิมากหน่อยสำหรับเพลงนี้ และหากฟังตอนดึกๆ ในสถานที่การเก็บเสียงไม่ดี ระวังวัตถุลึกลับมากระทบบ้านหรือร่างกายไว้บ้างก็ดี

แทร็คที่ 8, 9, 10 เป็นเพลงชุดคอนแชร์โต้ “เปียนไจ้เฟิงฉิง” หรือ YUEQIN CONCERTO “CUSTOMS IN BORDERLAND VILLAGE” เพลงนี้สวีเจิ้นหมิงแต่งขึ้นเมื่อปี 1992 ตามคำขอของเหลยฉวินอาน ถือเป็นคอนแชร์โต้สำหรับพิณเยว่ฉิน ที่แต่งขึ้นเป็นบทแรก โดยผู้แต่งเก็บซับบรรยากาศและความประทับใจจากครั้งไปเยือนยวิ๋นหนาน (ยูนนาน) เมื่อเดือนเมษายน 1982
เพลงบรรยายถึงดินแดนห่างไกล ฟ้ากว้าง แลดูเวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตา บรรยากาศแฝงความหม่นหมอง เปล่าเปลี่ยวอยู่ในที
จากบรรยากาศที่เรียบเรื่อยในช่วงแรก แล้วเปลี่ยนเป็นคึกคักในเวลาต่อมา สลับด้วยท่วงทำนองหวานๆ ที่สดใสขึ้น สามารถนำพาอารมณ์ผู้ฟังให้เคลิ้ม คล้อยตามได้เป็นอย่างดี โดยสลับช้าเร็วไปเรื่อยๆ นำพาอารมณ์ให้สูงขึ้นๆ จนสู่จุดสูงสุด แล้วค่อยผ่อนคลายเบาลงๆ แทร็คที่ 8 นี้เป็นการเล่าเรื่องราวสมดังชื่อเพลงภาษาอังกฤษว่า BALLADE
แทร็คที่ 9 “เพลงรัก” หรือ LOVE SONG เป็นเพลงรักในบรรยากาศป่าเขา เยว่ฉินยังคงเป็นเสียงที่โดดเด่นงดงาม ให้ความรู้สึก ขลุ่ยและดนตรีทั้งวงบรรเลงรองรับสอดประสานอย่างยิ่งใหญ่ เป็นเพลงรักหวานล้ำที่ฟังไพเราะยิ่ง
แทร็คที่ 10 “เพลงระบำ” หรือ DANCE ดนตรีทั้งวงเปิดเพลงอย่างยิ่งใหญ่ แล้วเยว่ฉินก็เล่นทำนองหลักให้ทั้งวงเดินตาม เคล้าคลอไปอย่างไพเราะ ลีลาของเพลงปลอดโปร่ง เบาสบาย ลื่นไหลทั้งเพลง โดยจบท้ายเพลงลงด้วยความรื่นเริง เด็ดขาด
YUEQIN CONCERTO “CUSTOMS IN BORDERLAND VILLAGE” ให้ภาพและความรู้สึกถึงดินแดนห่างไกลที่หมดจดงดงามและเต็มอิ่มในอารมณ์

ฟัง “เพลงพิณพระจันทร์” ในซีดีแผ่นนี้ด้วยความเอิบอิ่ม โปร่งใจ แหงนมองดวงจันทร์บนฟ้า อยากเอามากอดแนบอกแล้วบรรเลงเพลงพิณให้ใครต่อใครฟังเหลือเกิน
และถ้ามีตาซึ้งๆ อีกคู่ร่วมมองดวงจันทร์ด้วยแล้ว เพลงพิณพระจันทร์ คงหวานและหวามเสียจนอยากตากน้ำค้างอาบแสงจันทร์นวลจวบจนฟ้ารุ่งราง


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ “ขลุ่ยผิวพิณพระจันทร์” แพรวเอนเตอร์เทน พ.ศ.2542

วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ใบหู ม่าว หมาง ฉง

ใบหู
ม่าว หมาง ฉง

เรือลำนั้นแล่นทวนน้ำ นอกจากคนเรือแล้ว ในเรือมีเพียงดรุณีน้อยอายุราวสิบห้าปีคนหนึ่งกับชายร่างเล็กท่าทางเงียบขรึมคนหนึ่ง
ดวงจันทร์ฤดูชุนเทียนกระจ่าง ดวงจันทร์เกือบเต็มดวงแล้ว ชายร่างเล็กแหงนมองดูฟ้า

จันทร์กระจ่างฉายอาบธาร
บ้านของข้า บ้านของข้า
ยามใดกลับคืน

ดรุณีน้อยมองดูนายของตนเอง นางรู้ว่านายของนางมิใช่คนแถบถิ่นนี้ นางถูกรับมาอยู่กับนายท่านหลายปีแล้ว หลายปีมานี้นางไม่ต้องซ่อนเร้นพเนจรเหมือนดั่งวิญญาณโดดเดี่ยวอีกแล้ว นางไม่มีพ่อแม่ ไม่มีญาติมิตร ได้มาอยู่รับใช้นายท่านเช่นนี้ ทำให้นางรู้สึกว่าชีวิตนางมีที่พักพิง
ทว่า นายของนาง ไฉนจึงราวมีชีวิตเยี่ยงคนไร้ที่พึงพิง

“ฉงเอ๋อร์ ข้างหน้ามีโรงเตี๊ยม เจ้าไปหาสุราอาหารมาจำนวนหนึ่ง คืนนี้เราพักที่นี่”
ฉงเอ๋อร์ขึ้นฝั่งไปแล้ว นางรู้ดีว่าแต่ละครั้งที่นายท่านสั่งให้นางติดตามไปในเรือ นายท่านมักจะแวะพักเรือในสถานที่ที่ไม่แน่นอน และสนทนาอยู่ในเรือกับคนที่นางไม่รู้ว่าเป็นใคร
“นายท่าน สุรา อาหาร ถูกตระเตรียมพร้อมแล้ว” ฉงเอ๋อร์จัดโต๊ะสุราอาหารไว้ที่หัวเรือ นางรู้ว่าควรขึ้นฝั่งไปพักที่ห้องของนางในโรงเตี๊ยมแล้ว นางและคนเรือพากันขึ้นฝั่งมุ่งหน้าไปทางโรงเตี๊ยมที่นางจองห้องพักไว้

ดวงจันทร์ใกล้สิบห้าค่ำ ดวงโตอย่างยิ่ง สว่างอย่างยิ่ง ฉงเอ๋อร์ได้ยินนายของนางกล่าวเบาๆ ขณะเดินทางจากฝั่งเพียงไม่กี่ก้าว
“ท่านมาแล้ว ข้าคอยท่านอยู่ที่นี่มาหลายวันแล้ว”
ฉงเอ๋อร์รู้สึกว่าน้ำเสียงที่พูดคุยกับนายท่านคล้ายว่านางเคยได้ยิน แต่นางก็นึกไม่ออกว่าเป็นเสียงของผู้ใด นางรู้ว่านางควรไปจากที่นี่โดยเร็ว นี่คือกฎที่นายท่านกำหนดขึ้น นางรู้ดีว่าทำไมเรือลำนี้จึงเหลือนางอยู่รับใช้นายท่านเพียงคนเดียว เดินทางร่วมกันกับนายท่านมาหลายปี นางรู้ว่าการถูกนายทิ้งไปกลางทางไม่ใช่เรื่องดีของชีวิตสาวใช้

ลมยามค่ำพัด เรือจอดไกลความอึกทึกวุ่นวาย แลดูโดดเดี่ยวในน้ำ
“ท่านก็มาดื่มด้วยกันเถิด” เสียงของผู้อาวุโสน่าเกรงขามยิ่ง คนคนหนึ่งก้าวออกมา เสื้อคลุมสีเขียวที่เขาสวมคลุมชุดดำรัดกุมที่สวมเอาไว้ภายใน ไม่อาจทำให้เขาแลดูไม่ใช่คนถือดาบถือกระบี่
“คารวะท่านผู้อาวุโส” คนเสื้อคลุมเขียวสองมือประคองจอกสุรากระทำคารวะ
“เถ้าแก่ใหม่ของหมู่ตึกมังกรคุณธรรมปฏิบัติต่อท่านดีอยู่หรือ?” ผู้อาวุโสถาม
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโส นี่คือสมุดบัญชีปีนี้ เซี่ยจ๋างก่วนกำชับให้ข้ารายงานว่า เราสูญเสียไปจำนวนหนึ่ง”
ผู้อาวุโสรับบัญชีมา เขามองดูชายร่างเล็ก ยื่นสมุดบัญชีให้เขา “ท่านจะดูเสียหน่อยไหม?”
“ท่านผู้อาวุโสจัดการเถิด ข้าเชื่อในวิธีการของท่าน ข้าเคยเพลี่ยงพล้ำมาแล้ว”
“เหญินเต๋อ เจ้าเฒ่าพิษคนนี้แม้ตายไป แต่กิจการวิญญูชนจอมปลอมของเขา ยังคงลวงหลอกผู้คนได้” ผู้อาวุโสพูด
“ลวงหลอกและปล้นชิงด้วยรอยยิ้ม” ชายร่างเล็กพูด
“เจิ้งชิง ท่านปรับตัวกับสภาวการณ์ปัจจุบันได้แล้วกระมัง?” เสียงของผู้อาวุโสเจือความอ่อนโยน
“ไม่มีเรื่องราว ร่างกายก็เบาสบาย” เจิ้งชิงทอดถอนใจเบาๆ คราหนึ่ง
“นายท่าน เมื่อไรจึงจะกลับสู่หมู่ตึกมังกรคุณธรรม” คนเสื้อคลุมเขียวเอ่ยขึ้นเบาๆ
“ข้าไม่กลับไปอีกแล้ว” เจิ้งชิงพูด
“ไม่กลับ!?!?” คนเสื้อคลุมเขียวมองดูเจิ้งชิงและมองดูผู้อาวุโส
“ไม่เพียงไม่กลับ แต่เรายังจะขายหมู่ตึกมังกรคุณธรรมออกไปด้วย” ผู้อาวุโสพูดเบาๆ
“แล้วข้า?” คนเสื้อคลุมเขียวยิ่งมายิ่งรู้สึกประหลาดใจ
“ท่านทำเรื่องบางเรื่องให้เสร็จ จากนั้นก็ออกมาด้วย” ผู้อาวุโสพูด

ข่าวลือเกี่ยวกับหมู่ตึกมังกรคุณธรรมแพร่ออกไปอีกแล้ว ภายหลังกิจการหมู่ตึกมังกรคุณธรรมเปลี่ยนมืออีกครั้งหนึ่ง มีผู้พบศพเถ้าแก่ของหมู่ตึกมังกรคุณธรรม บ้างว่าเจิ้งชิงกลับมาล้างแค้น บ้างว่าขบวนการของเหญินเต๋อบีบคั้น บ้างว่าเถ้าแก่พบความลับบางอย่างของหมู่ตึกมังกรคุณธรรม คิดจะถอนตัวรักษาชีวิต
เรื่องราวความเลวที่เทียนเต๋อกระทำก็ถูกล่ำลือ  เรื่องราวของคฤหาสน์หลังนั้น และนางบำเรอคนแล้วคนเล่า ยิ่งเล่าก็ยิ่งฟังน่าเป็นไปได้ ยิ่งวาดก็ยิ่งดำแล้ว
ในที่สุด คำล่ำลือก็กลายเป็นเรื่องเล่าของคนทั้งเมือง การตายด้วยอาการปากอ้าตาค้างของเหญินเต๋อถูกตั้งข้อฉงนสงสัย ความตายของเถ้าแก่คนต่อมา การร่ำรวยขึ้นมาของเหญินเต๋อ การหายไปของเจิ้งชิง กลายเป็นเรื่องบันเทิงหลังอาหารไปแล้ว
ในที่สุด ก็มีผู้ตั้งข้อสงสัยว่าทำไมเหญินเต๋อจึงเข้าครอบครองหมู่ตึกมังกรคุณธรรมได้ ทำไมคนแข็งอย่างเจิ้งชิงจึงตกลงขายหมู่ตึกมังกรคุณธรรมให้เหญินเต๋อ เขายินยอมหรือไม่?

ภาพใบหูเกิดขึ้นที่กำแพงหมู่ตึกมังกรคุณธรรมไม่นาน หลุมศพของเหญินเต๋อก็มีภาพใบหูเช่นเดียวกัน ประชาชนเล่าเรื่องนี้ออกไปราวไฟลามทุ่ง ใบหูของคนทั้งเมืองก็พากันรอคอยฟังข่าวคราวที่พวกเขาไม่รู้ว่าจะคือข่าวคราวใด
คำเล่าลือเกี่ยวกับเหญินเต๋อและความตายของเขา คุณธรรมความเมตตาของเหญินเต๋อและความเมตตาของเขา ภาพใบหูที่กำแพงหมู่ตึกมังกรคุณธรรมและภาพใบหูที่สุสานของเขา เหญินเต๋อมิได้ดีกระไรกระมัง?
ผู้คนล้างหูคอยฟังเรื่องราวและเล่าต่อไป เรื่องจริง เรื่องเท็จของเหญินเต๋อ ทำให้ภาพของผู้ที่เจรจาพาทีไพเราะน่าฟัง ร่างกายซูบผอม และบริจาคทานบ่อยๆ ถูกโยงเข้ามาผูกเป็นเงื่อนปมในเรื่องที่ฟังและเล่า กลายเป็นเรื่องจริงที่เป็นเท็จ กลายเป็นเรื่องเท็จที่เป็นจริง

จันทร์กระจ่างฉายอาบธาร
บ้านของข้า บ้านของข้า
ยามใดกลับคืน

ฉงเอ๋อร์ได้ยินนายของนางเอื้อนเอ่ยกวีบทนี้อีกแล้ว เป็นคืนดวงจันทร์เด็มดวงอีกแล้ว เรือลอยช้าๆ อยู่ในแม่น้ำ ฉงเอ๋อร์ตระเตรียมสุราอาหาร คนเรือดูแลเรืออยู่ท้ายเรือ
“นายท่าน สุราอาหารตระเตรียมเสร็จแล้ว” ฉงเอ๋อร์เข้าไปรายงานต่อนายของนางในประทุนเรือ
“ฉงเอ๋อร์ เจ้ารู้สึกอ้างว้างหรือไม่” นายของนางถาม
“ไม่มีบ้าน ฉงเอ๋อร์อ้างว้างยิ่ง แต่เรือลำนี้ได้เป็นบ้านของฉงเอ๋อร์แล้วบัดนี้” ดรุณีน้อยตอบ
“เรือลำนี้...” คนร่างเล็กถอนใจยาวๆ

โมงยามสลายกี่ลมฝน
วสันตฤดูเร่งรีบคืนกลับไปอีกแล้ว
เสียดายวสันต์ยาว เกรงบุบผาเบ่งบานเร็ว
แดงร่วงยิ่งเหลือคณานับ
วสันต์โปรดหยุดก่อน
โปรดบอกหญ้าหอมที่ขอบฟ้า ไร้หนทางคืนกลับ
เคืองวสันต์มิเอ่ยคำ
มีเพียงน้ำใจไมตรี
แมงมุมชักไยชายคาบ้าน วันดั่งปุยนุ่นลอย



เรืองรอง รุ่งรัศมี แปล

พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มือสังหาร สำนักพิมพ์ openbooks ตุลาคม 2551