ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุรา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุรา แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

อินทรีโดดเดี่ยว กู อิง

อินทรีโดดเดี่ยว
กู อิง

แดดยามเย็นโรยอ่อน เขาเดินไปช้าๆ บนทางสายน้อย โรงเตี๊ยมอยู่ข้างหน้า เขาเดินเข้าไปในบรรยากาศสลัวทึมนั้น
กระบี่ถูกวางลงบนโต๊ะ เขาดูอ่อนล้าโรยแรง เป็นชายวัยกลางคนที่พกพากระบี่
สุราและอาหาร 2 จาน ถูกนำมาวางตั้งไว้บนโต๊ะ เขารินสุราดื่มกินช้าๆ โต๊ะที่เขานั่งอยู่ในมุมที่สุดระเบียง บางครั้งมีใบไม้แห้งปลิวมา

โรงเตี๊ยมซอมซ่อนี้เขาพอคุ้นเคย เป็นโรงเตี๊ยมที่ธรรมดาสามัญอย่างยิ่ง เพราะความธรรมดาสามัญนั่นเองที่เขาชอบ ยามมาดื่มกินเขาเป็นเพียงลูกค้าธรรมดาคนหนึ่ง ดื่มสุราไม่มาก รับประทานอาหารไม่มาก มาและจากไปเงียบๆ
จะว่าไม่มีใครจดจำเขาได้ก็มิใช่ เสี่ยวเอ้อร์จดจำเขาได้ เพียงแต่ปฏิบัติต่อเขาเยี่ยงลูกค้าธรรมดาคนหนึ่ง ลูกค้าเช่นนี้ไม่วุ่นวาย มิได้สุรุ่ยสุร่าย มิได้มากเรื่อง ไม่ก่อความรำคาญ นี่ก็เป็นลูกค้าที่ดีแบบหนึ่ง ลูกค้าที่ดีถึงจะเป็นลูกค้าที่ธรรมดาสามัญเช่นไร ก็ยังคงเป็นคนที่น่าจดจำ เป็นลูกค้าที่มิได้น่ารังเกียจ

คนที่เสี่ยวเอ้อร์มิกล้ารังเกียจมาแล้ว เป็นลูกค้ากลุ่มหนึ่งที่มาสรวลเสรื่นเริงบ่อยๆ พวกเขาเป็นคนมือเติบ ดื่มสุราหนักหน่วง พูดคุยเสียงดัง และมักจะยืดเยื้อยาวนาน เป็นลูกค้าที่ดีอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องจดจำ
ทว่าลูกค้าที่ดีที่ต้องจดจำของโรงเตี๊ยม กลับไม่ใช่คนที่เสี่ยวเอ้อร์จดจำด้วยความชื่นชม
ที่ต้องจดจำเพราะจะได้ไม่ไปตอแยผิดเรื่องผิดเวลา

โต๊ะใหญ่โดดเด่นที่สุดของโรงเตี๊ยมตั้งอยู่กลางร้าน เสี่ยวเอ้อร์รู้ว่าต้องรีบไปคอยรับคำสั่งอย่างอ่อนน้อมโดยเร็ว รู้ว่าสุรา 2 ไห กับแกล้มหลายอย่างจะถูกยกมาในทุกครั้ง
เสี่ยวเอ้อร์เคยรีบยกไหสุราออกมา 2 ไห ก่อนที่ลูกค้าที่ต้องจดจำจะร้องสั่ง เพราะรู้ว่าทุกคนก็จะเป็นเช่นนี้ ทว่า ทันที่ที่พื้นไหสุราสัมผัสกับโต๊ะ พลันก็แตกกระจาย
“ผู้ใดสั่งให้ยกมา!” เสียงตวาดนั้นดังยิ่ง สุรานองไหลไปที่โต๊ะและบนพื้น เสี่ยวเอ้อร์หน้าซีดตัวสั่น
“เอ้อ....” เสี่ยวเอ้อร์เสียงสั่น “... ข้า... ข้าทำไปเอง”
คุณชายที่ตบไหสุราแตกจ้องมองเสี่ยวเอ้อร์ “ยังไม่ได้สั่ง ไม่ต้องยกมา!”
“ขอรับใต้เท้า” เสี่ยวเอ้อร์รับคำเสียงเบาอย่างยิ่ง
“สุรา 2 ไห กับแกล้มหลายอย่าง จัดมาโดยเร็ว!” เสียงนั้นตวาดดังลั่น
เสี่ยวเอ้อร์เซ่อเซอะไปแล้ว
เสียงหัวร่อดังขึ้นกึกก้องทั้งโต๊ะ
เสี่ยวเอ้อร์จดจำลูกค้าที่ต้องจดจำด้วยความอกสั่นขวัญแขวนนับตั้งแต่นั้น

คุณชายเหล่านั้นคงเป็นชาวยุทธ พวกเขาพูดคุยเสียงดังถึงเรื่องดีๆ ที่พวกเขาเพิ่งไปทำมา พวกเขามักมาดื่มกินสำราญ ภายหลังไปกระทำการต่อกรกังฉินขายชาติอย่างใดอย่างหนึ่ง
กังฉินครองแผ่นดิน
และชาวยุทธก็ครองแผ่นดินเช่นกัน
ใต้หล้าถูกครอบครองปล้นชิงผลประโยชน์จากทางการ
ขุนนางกังฉิน ชาวยุทธ พวกโจร และเหล่าผู้พิทักษ์คุณธรรม

เสี่ยวเอ้อร์เป็นแต่เพียงเสี่ยวเอ้อร์ เสี่ยวเอ้อร์จดจำแม่นยำว่า ต้องไม่ยกสุรา 2 ไหออกมาก่อนที่ผู้อื่นจะสั่งให้ยกออกมา เสี่ยวเอ้อร์จดจำแม่นยำว่า พวกเขาเป็นลูกค้าที่ดี เสี่ยวเอ้อร์จดจำแม่นยำว่าตนเองไม่สามารถรังเกียจพวกเขา ดังนั้น เขาจึงมิกล้ารังเกียจพวกเขา เสี่ยวเอ้อร์จดจำแม่นยำว่าพวกเขาตักเตือนเสียงดังให้จดจำว่า ตนคือเสี่ยวเอ้อร์
เสี่ยวเอ้อร์มิได้ตอแยกับคุณชายเหล่านั้น สุรา 2 ไหแรกถูกดื่มจนหมด เสี่ยวเอ้อร์ยืนคอยฟังคำสั่งแล้วจึงยกไหสุรามาใหม่
เสียงพูดคุย เสียงหัวร่อที่โต๊ะคุณชายเหล่านั้นดังต่อไป พวกเขาดื่มกินอย่างหนักหน่วง พูดคุยเสียงดัง เสี่ยวเอ้อร์ยกสุราอาหารจากครัวออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า

ชายวัยกลางคนที่พกพากระบี่ลุกขึ้นแล้ว เขาวางเงินเอาไว้บนโต๊ะเหมือนเช่นทุกครั้ง เขาเดินเลี่ยงโต๊ะใหญ่โดดเด่นลงบันไดไปอย่างเงียบๆ
เสี่ยวเอ้อร์มองตามเงาหลังของเขาเงียบๆ เช่นกัน

คืนนั้นดวงจันทร์กระจ่าง เงาของชายวัยกลางคนที่พกพากระบี่ทอดยาวกับพื้น เขาเดินลับหายไปในทางสายน้อย เขาเดินไปในความโดดเดี่ยวใต้แสงจันทร์อันกระจ่างนั้น
นานมาแล้วที่เขามิได้ไปมาหาสู่กับใคร
นานมาแล้วที่เขามิได้กระทำตัวเยี่ยงชาวยุทธอีก

หากว่ามิได้พกพากระบี่ เขาจะเป็นคนธรรมดาสามัญที่ไม่ชวนเร้าความสนใจผู้คน
กระบี่ทำให้เขาแลดูโดดเดี่ยว เป็นเพราะกระบี่ทำให้เขาแลดูไม่กลมกลืนกับทุกแห่งหนที่เขาไป
คุณชายเหล่านั้นคือชาวยุทธ
ตัวของเขาเล่า?
ยุทธจักรเป็นเช่นใดแล้ว?
ใต้หล้าเป็นเช่นใดแล้ว?
ความเมตตาและการพิทักษ์ธรรมอย่างพวกคุณชายที่ตะคอกเสี่ยวเอ้อร์และบริภาษด่าว่ารุนแรง แล้วโยนเงินรางวัลเอาไว้บนโต๊ะเมื่อดื่มกินเสร็จที่โรงเตี๊ยมนั้นเป็นเรื่องเช่นใด?
ตัวของเขาเป็นเช่นใดแล้ว?
เสี่ยวเอ้อร์คนนั้นเป็นเช่นใดแล้ว?

สายลมเย็นของยามกลางคืนพัดมา
ใบไม้แห้งจากต้นไม้ข้างทางหลุดร่วงปลิวมาตามลม
ชายวัยกลางคนที่พกพากระบี่มองดูใบไม้ แล้วมองกระบี่ในมือ
ดวงจันทร์บนฟ้ากระจ่างอย่างยิ่ง

นั่นยิ่งทำให้ตัวเขาแลดูโดดเดี่ยวยิ่งขึ้นไปอีก


เรืองรอง รุ่งรัศมี แปล
2007


 
พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “สายลมในกิ่งหลิว” เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 16 ฉบับที่ 800 วันที่ 26 ก.ย.- 4 ต.ค. 2550

วันพุธที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2556

แดง ทอง เสียง สี กลิ่น รส มังกรลายกนก ส่องกระจกกรอบลายนาคา


สีแดงและสีทองแต้มแต่งถนนเยาวราชและถนนเจริญกรุงให้คึกคักสดใส บรรยากาศตรุษจีนกำลังมาเยือน ถนนเยาวราชและถนนเจริญกรุงไม่เคยเงียบเหงา ปลายปีตามปฏิทินสุริยคติและปลายปีตามจันทรคติล้วนแต่เป็นช่วงเวลาเดียวกัน คาบเกี่ยวเหลื่อมซ้อน เป็นจุดปลายและรอยเริ่มต่อเชื่อมเกยทับ
ตะวันออกและตะวันตกสัมพันธ์แนบแน่นในชีวิตยุคใหม่ จะลงตัวไม่ลงตัวอย่างไร ขึ้นกับเงื่อนไขหลากหลายของโลกภายในและโลกภายนอกของแต่ละคน
ขนมเค้ก กระดาษกลอนคู่สีแดง (ตุ้ยเหลียน) ปฏิทินเล่มใหญ่แบบฉีกเป็นรายวัน มีวันเดือนปีแบบไทย จีน ฝรั่ง พรั่งพร้อม สุราจีน ทองคำ ซองอั่งเปา ขนมและผลไม้จีน ลานตาพรั่งพร้อมทั้งที่ในร้านและตามแผงลอยริมทาง

สัมผัสบรรยากาศแบบจีนเคล้าไทยให้ได้สีสัน ควรจะเดินไปด้วยเท้า เวลาช่วงบ่ายคล้อยเย็นต่อไปจนถึงมืดค่ำ บรรยากาศคึกคัก ท้องถนนรถมาก แต่ก็เคลื่อนตัวไปได้ ที่จอดรถหายากและค่าจอดแพง เยาวราชวันนี้เสียงมีสีสัน เพลงงิ้วแต้จิ๋วอยู่ในตลับเทปคาสเส็ทและม้วนวิดีโอนิ่งเงียบบนแผงขาย รอคนนำไปเปิดเสียงเจื้อยแจ้วสู่หูของญาติผู้ใหญ่ที่บ้าน ที่ดังลอยมาจากแผงเทปมักเป็นเพลงไทย เพลงฝรั่ง และเพลงภาษาจีนกลาง
โรงภาพยนตร์ถูกทุบทิ้งไปแล้วหลายโรง ตึกใหม่งอกขึ้นมาแทนพร้อมกับธุรกิจแบบใหม่ โรงงิ้วเยาวราชไม่มีงิ้วมาแสดงแล้ว กลายเป็นโรงภาพยนตร์ชั้นสอง ภาพยนตร์จีนเสียงในฟิล์มเลือนหายไปจากถนนเยาวราชและเจริญกรุง ยุคสมัยเปลี่ยนไป เทพนิยายจีนไม่ค่อยคุ้นเคยกับลูกหลานมังกรแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยานัก แต่ไม่เป็นไร ศาลเจ้ายังคงคึกคักในช่วงตรุษจีน เจ้าแม่กวนอิมยังเป็นที่เคารพเลื่อมใส การุณยธรรมยังคงรินไหลอ่อนโยนอยู่ในจิตวิญญาณ
ผ่านจากโรงภาพยนตร์นิวโอเดี้ยน (ปัจจุบันถูกทุบทิ้ง สร้างเป็นตึกสูงไปแล้ว) เดินเลียบไปบนทางเท้า สินค้าจีนยังวางเรียงรายอยู่ในร้านค้า สุราโหงวเกียพ้วยในกระปุกกระเบื้อง สุราเขียวใบไผ่ที่ชื่อคุ้นหูจากวรรณกรรมกำลังภายใน ผู้อยากลิ้มรสควรซื้อกลับไปละเลียดดื่มที่บ้านในคืนที่อากาศหนาว หากว่ามิได้ร่ำดื่มกับญาติมิตรหลายคน ควรหาป้านสุรากระเบื้องตวงแบ่งเท่าปริมาณที่ต้องการ แล้วนำป้านสุราไปนึ่งให้ร้อน สุราจีนหลายประเภทจะให้กลิ่นรสลึกซึ้งหากผ่านความร้อน จอกสุราจีนควรเป็นจอกกระเบื้องเคลือบขาวด้านใน ใบน้อยพอให้ดื่มอย่างคว่ำจอกได้ ละเลียดดื่มอย่างมีสติ ถือกันว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพกาย สนทนากับเพื่อนผู้รู้รสนิยมในยามร่ำดื่มนั้น ก็ให้ความแช่มชื่นต่อจิตใจ

แต่หากไม่มีสุราก็ไม่เป็นไร ปราชญ์โบราณเอื้อนเอ่ยวจีลึกซึ้งไว้ว่า “ยามไร้ดื่มชาทดแทนสุรา” ชาจีนในป้านดินเผาให้กลิ่นรสนุ่มนวลละเมียด จะเป็นป้านขนาดกี่จอก ขึ้นอยู่กับเพื่อนร่วมวงชาว่ามีกี่คน ป้านสองจอก ป้านสามจอก ป้านสี่จอก หรือห้าหกจอก ล้วนแต่ขนาดไม่เกินกำปั้น ต้มน้ำให้เดือด ลดไฟอ่อนหลังจากน้ำเดือนพลุ่งพล่าน หากมีเตาตะเกียงจะยิ่งสะดวกกับการชงชาน้ำถัดๆ ไป น้ำร้อนอุณหภูมิราว 90 องศาเซลเซียส คือน้ำที่เหมาะสำหรับชงชา น้ำแรกนั้นนิยมรินรดเพื่ออุ่นภาชนะ รินน้ำใส่เพียงครู่ก็รินออกรดไปตามถ้วยแต่ละใบ เป็นการล้างฝุ่นผงที่ใบชา และอุ่นกาและถ้วยให้พร้อมขับกลิ่นรสของชา รินชาใส่ถ้วยเวียนทวนเข็มนาฬิกา ให้ชาได้รสเท่ากันทุกถ้วย ไม่ใช่รินไปจนเต็มทีละถ้วย ภาชนะบางชุดมีเหยือกพักชา น้ำชาที่เหลือในป้านให้รินใส่เหยือก แล้วรินดื่มจากเหยือกพักอีกที ไม่นิยมแช่น้ำร้อนในป้านชานานเกินควร เพราะจะเข้มข้นเกินไป และทำให้ใบชาจืดเร็ว
“ยามไร้ดื่มชาทดแทนสุรา” นั้น หมายถึงไม่อาจหาสุรามาร่ำดื่มกับมิตรสหายได้ทันต้องการ ใบชาเลิศรสนั้นหากมิได้ปลูกเอง ราคามิได้ย่อมเยาเลย ชาใบสองหรือชาใบสามที่เก็บก่อนรุ่งอรุณยามวสันต์ฤดูนั้น ว่ากันว่ารสเลิศสมกับราคาชั่งละเรือนหมื่นเรือนแสน ถนนเยาวราชคงหาชาระดับนี้ลิ้มลองได้ยาก นักเลงชาพึงเสาะหาเอาจากแผ่นดินมังกร

แวะไหว้เจ้าแม่กวนอิมที่มูลนิธิเทียนฟ้า ซึมซับน้ำใจเมตตาและหลักแห่งการุณยธรรมของโพธิสัตว์กวนอิมเข้าไว้ในจิตวิญญาณ รักสัตว์โลกรักชีวิต จึงไม่เบียดเบียนทำร้าย ผู้เลื่อมใสบูชาโพธิสัตว์กวนอิม นอกจากจะงดเว้นการรับประทานเนื้อโค กระบือแล้ว ยังพึงปฏิบัติตนในศีลในธรรม พุทธองค์สอนให้กระทำความดี ละเว้นความชั่ว และรักษาจิตให้สะอาดบริสุทธิ์ โพธิสัตว์กวนอิมก็ปรารถนาให้ผู้คนครองธรรมเช่นนั้น
โน่นแน่ะ สีแดง สีทองลานตา ซองอั่งเปาใส่เงินให้ญาติผู้ใหญ่หรือให้ลูกหลานในวันตรุษจีน ประเพณีที่สอนให้รู้จักการให้แนบเนียนลึกซึ้ง ให้เพื่อแสดงความคารวะ ความขอบคุณ และความเอื้ออาทรต่อผู้อาวุโส ให้เพื่อสอนให้รู้ถึงคุณค่าการเก็บออม ให้รู้จักวางแผนการใช้ชีวิต ให้รู้จักหลักเศรษฐศาสตร์สำหรับผู้เยาว์ ให้เพื่อเกื้อกูลแก่ผู้ขาดแคลน โดยผู้รับไม่ต้องกังวลกับการต้องรีบชดใช้ ซองแดงอั่งเปาบรรจุไว้ มิได้เพียงธนบัตร หากแต่ยังมีปรัชญาลึกซึ้งในการครองเรือน ยังคือหลักสังคมวิทยา เศรษฐศาสตร์ จิตวิทยา มานุษยวิทยา และศิลปะแห่งชีวิตอันรื่นรมย์ร่วมกัน
สายสร้อยทอง กำไลข้อมือ แหวน หรือเครื่องประดับทองที่มอบให้เป็นของกำนัลให้ยามตรุษจีนก็มีนัยเช่นนี้ การคล้องสายสร้อยทองคำให้อาก๋งเพื่อนบ้าน บางครั้งก็เผื่อให้ลูกหลานอาก๋งได้แก้ขัดเมื่อยามขัดสน กำไลข้อมือข้อเท้าที่สวมรับขวัญหนูน้อย อาจเพื่อเป็นทุนเมื่อไอ้หนูคิดจะตั้งตัว หรือเพื่อเป็นสินสอดเมื่ออีหนูจะออกเรือนไป

สนใจตุ๊กตากระเบื้องเหล่านั้นไหม ทั้งฮก ลก ซิ่ว หรือเทพแห่งความดีอื่นๆ กวนอู เทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ จี้กงสอนให้ไปให้เหนือพ้นจากเปลือกของรูปแบบภายนอก ม้านั้นปราดเปรียวย่อมไม่เงื่องหงอยจับเจ่า โผนทะยานไปข้างหน้า นั่นย่อมนำพาชีวิตไปสู่จุดหมายที่ดี
ซื้อผ้าสักชิ้นเพื่อตัดเสื้อผ้าชุดใหม่ในขวบปีใหม่ เอาเครื่องสมุนไพรไปทำอาหารบำรุงร่างกาย ซองแดงสักจำนวนหนึ่ง ทองคำแท้หรือทองอันวาววามจากเครื่องมงคล กลิ่น เสียง สี รส สะท้อนภาพเงาทั้งที่กระจกมีรูป และกระจกไร้รูป กระจกกรอบลายนาคามังกรเลื้อยผ่าน
แว่วดังมาจากหนใดหนอ เสียงกลอง เรือมังกร และคลื่นอันกระฉอกฉานแห่งแม่น้ำเหลือง แม่น้ำฉางเจียง


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มังกรซ่อนลาย แพรวสำนักพิมพ์ พ.ศ.2541

วันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2556

สุราในคืนเปลี่ยว



1.
คืนนั้นไม่มีดวงจันทร์ มีเพียงดวงดาว – ดาวที่เกลื่อนฟ้า
เราถือขวดสุรา นอนทอดกายอยู่บนเขื่อนซีเมนต์อันเย็นเยียบ นอนทอดกายอยู่ภายใต้ดวงดาวที่เปล่งประกายพริบพราว ฟังลมทะเลพัดคลื่นกระฉอกฉาน ฟังคลื่นทะเลกระทบฝั่งแผ่วเบา ท่านส่งขวดสุรา ข้าพเจ้าดื่มคำหนึ่ง
........................
ข้าพเจ้าหยิบยืมข้อความนี้จากความเรียงชิ้นหนึ่งของโกวเล้ง อัจฉริยะปีศาจผู้วายชนม์ บ่อยครั้งในความเปลี่ยวเหงา ข้าพเจ้าคิดถึงเขาด้วยความเห็นใจ ชีวิตรื่นเริงเช่นนี้เราต่างหวนหา ครั้งที่โลหิตในกายยังระอุอุ่นด้วยความห้าวหาญ อุดมการณ์กล้าแกร่ง และไม่กลัวตาย เราต่างได้เคยผ่านวันเวลาเช่นนี้มาบ้าง มากน้อยแตกต่างกันไป
อาจไม่ใช่ขวดสุราที่เราส่งต่อให้กัน บุหรี่มวนหนึ่ง ข้าวจานหนึ่ง ในยามยากที่กินกันหลายคน น้ำเปล่าในยามกระหาย หนังสือที่ส่งต่อกันอ่าน กระทั่งอุดมการณ์ เหล่านี้ล้วนคือน้ำใจ และความห้าวหาญแห่งวัย ที่ผ่านเข้ามาและเร้นหายไปในวันเวลา
เมื่อโลหิตในกายลดความเร่าร้อน ภายหลังการท่องไปในทางชีวิตที่โดดเดี่ยว ข้าพเจ้าพบว่าตัวเองเปลี่ยนไป
สุราในแก้วที่ถือหอมหวนชวนดื่มเฉพาะในบางเวลา
สหายร่วมดื่มมิใช่ทุกผู้คนที่รู้จักและเอ่ยปากชวน
ในบางเวลาที่หิวโซและมีผู้ปรารถนาดีชักชวนให้ร่วมดื่มกินในวงสุราอาหาร ข้าพเจ้าปฏิเสธด้วยความขอบคุณ
เดินทางกลับไปสู่ความโดดเดี่ยวที่บ้านชานเมือง ข้าพเจ้ารินน้ำชาเย็นชืด ดื่มให้ตัวเองที่โต๊ะลานบ้าน
คืนนั้นไม่มีดวงจันทร์ ไม่มีดวงดาว กระทั่งข้าพเจ้ารู้สึกว่าไม่มีท้องฟ้า

2.
จอกเปล่าชูค้าง คว้างเปลี่ยว
ข้าพเจ้าคิดถึงหลี่ไป๋ อัจฉริยะกวีจีนแห่งสมัยราชวงศ์ถาง ผู้มีหัวใจยิ่งใหญ่และมีวิญญาณเปลี่ยวเหงา  
จากคนผู้มีหยาดโลหิตระอุอุ่น เชื่อมั่นในความถูกต้อง เขาท่องทะยานไปกับอาชาปราดเปรียวและกระบี่คม หลังม่านฝุ่นจางลงที่โรงพักแรมยามค่ำ สตรีงามผู้รู้ในคีตศิลป์ เมรัยรส และมิตรสหายแปลกหน้า ราตรีทุกๆ ราตรีล้วนน่ารัก
ผ่านการเรียนรู้เพลงยุทธ์ สัมผัสคลุกเคล้าโลกีย์โลก การแสวงหาของคนหนุ่มที่มีหัวใจยิ่งใหญ่ นำพาชีวิตของเขาสู่ขุนเขาลึก เพื่อบำเพ็ญเพียร
ละชีวิตสันโดษอันสงบเงียบ ทั้งที่มิได้ถึงซึ่งปลายทาง จังหวะชีวิตนำพาเข้าสู่กระแสการเมือง สู่พระราชวัง หัวใจกวีอิสระแสดงออกมาในถ้อยวาจาสามหาว อ่อนโยน เสรี และพฤติกรรมอันนอกกฎเกณฑ์สังคมผู้ดี
ไม่แปลกที่วันหนึ่งเขาต้องใช้ชีวิตเยี่ยงคนจร ระหกระเหินไปกับหัวใจเปลี่ยวเหงา
จะมีใครกี่คนที่เข้าถึงความโดดเดี่ยวลึกซึ้ง กระทั่งสามารถบอกตัวเองให้เชื่อจนสนิทใจว่า ตนมิได้อยู่คนเดียว ขณะดื่มเหล้าอยู่ใต้ดวงจันทร์กระจ่างคนเดียว ความรู้สึกในขณะนั้นของเขาเป็นเช่นไรกัน
ดวงจันทร์กระจ่างที่บนฟ้าสูงและเงาว้าเหว่บนพื้น เป็นเพื่อน เป็นความอบอุ่น เป็นความอึกทึก เป็นความคุ้นเคย
จอกสุราเชิญชวนจันทร์ จอกแล้วจอกเล่า ๆ ๆ
โลหิตในกายค่อยๆ ระอุอุ่นขึ้นทีละน้อยๆ และในที่สุดที่ความรู้สึกเอ่อล้น จึงลุกขึ้นมาร่ายรำ – กับเงา
ช่างเป็นความอึกทึกวุ่นวายที่น่าเปลี่ยวเหงา
คืนนั้นดวงจันทร์กระจ่างลอยดวงอยู่เหนือฟ้าสูง สาดส่องแสงเย็นนวลตามาที่พื้นดิน ซึ่งครั้งหนึ่งผู้มีอุดมการณ์เมื่ออดีตกาลล่วงแล้ว เคยย่ำเท้าผ่าน
อย่าทอดถอนใจไปเลย เงายังคงอยู่เคียงกาย เว้นเสียแต่ในคืนจันทร์เจ้าเร้นหาย
จอกเปล่าชูค้าง คว้างเปลี่ยว
ข้าพเจ้าบอกตัวเองไม่สำเร็จว่า มิได้ดื่มอยู่คนเดียว

3.
ข้าพเจ้าคิดถึงมดตัวเล็กๆ ที่เดินประทับรอยเท้าไปบนแผ่นดินกระดาษสีขาวด้วยความว้าเหว่
อากาศกำลังหนาวเย็น ผู้เฒ่าคงถูกลูกหลานขอร้องให้อยู่กับบ้าน กองไฟตรงร่มหลิวที่ริมธารจึงไร้ป้านชา ข้าพเจ้าก่อไฟอาศัยไออุ่นยามหนาว พยายามเรียบเรียงรอยเท้าของมดตัวน้อยบนแผ่นดินกระดาษ ข้าพเจ้าเห็นหัวใจเปลี่ยวเหงาของคนเขียนหนังสือต่างยุคสมัยสามคน
กิ่งหลิวโยกไกวในสายลมหนาว ใบหลิวอ่อนช้อยเศร้าสร้อย กวีโบราณของจีนเปรียบเทียบว่า เหมือนมือที่โบกอำลา
ข้าพเจ้าคิดถึงหมาป่าที่รอคอยเด็กน้อยผู้ที่ทำให้มันเชื่อง คิดถึงคนคุ้นเคย และคิดถึงวันเวลา
ข้าพเจ้าราไฟให้มอด ตัดสินใจเดินทางไปตามหาผู้เฒ่าและเด็กน้อย ผู้เป็นเสมือนสหายสนิทบนแผ่นดินกระดาษของข้าพเจ้า


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรก  จากข้างหน้าต่างบ้านชานเมือง  สำนักพิมพ์ทางทอง พ.ศ.2536

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

คนในยุทธจักร



“คนในยุทธจักรมิอาจเป็นตัวของตัวเองได้... จากบ้านมาตั้งแต่ครั้งเยาว์วัย พเนจรร่อนเร่อยู่ในยุทธจักร... เพียงขอให้เมื่อถามใจตัวเองแล้วไม่รู้สึกละอาย ก็จะไม่โทษเทวดาฟ้าดินหรือผู้ใด”

๑
การได้พบกับสตรีผู้เคยนำพาความสุขมาให้กับผู้อื่น และตนเอง ก็สามารถหาวิธีทำให้ตนเองมีความสุขได้นั้น ก็เหมือนได้พบมิตรสหายบางคนของข้าพเจ้า มักกระตุ้นให้ข้าพเจ้ารู้สึกอยากจะดื่มเหล้าคว่ำแก้วสักจอก
ในหมู่มิตรสหายเหล่านั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นเดียวกับข้าพเจ้า จากบ้านมาตั้งแต่ครั้งเยาว์วัย พเนจรร่อนเร่อยู่ในยุทธจักร  ขณะที่เข้าใจธรรมเนียมความเป็นไปอย่างรู้ครึ่งไม่รู้ครึ่งอยู่นั้น อาศัยเพียงความห้าวหาญชั่วขณะ และก็ไม่เคยรู้เลยว่าได้กระทำเรื่องที่เหมือนจะถูกต้อง และคล้ายจะผิดพลาดไปเท่าใดแล้ว เพียงขอให้เมื่อถามใจตัวเองแล้ว ไม่ต้องรู้สึกละอาย ก็จะไม่โทษเทวดาฟ้าดินหรือผู้ใด
ในหมู่คนเหล่านี้ บางคนตายไปในวัยฉกรรจ์ บางคนก็เพราะไม่อาจจบสิ้นบุญคุณความแค้น ก้าวเดินไปในตรอกซอยมืด โลหิตสาดกระเซ็นไปในฝีเท้าห้าก้าว แต่ส่วนมากแล้ว กลับตายไปเพราะสุรา
นี่เพราะพวกเขาส่วนใหญ่มีเจตนามุ่งมั่น ปรารถนาที่จะแสดงความเป็นชายชาตรีหรือ ? หรือเป็นเพราะในใจของพวกเขาต่างก็มีเงื่อนที่แก้ไม่ออกอยู่จำนวนหนึ่ง จำต้องยืมจอกสุราของผู้อื่นมาราดรดกองหินในอกของตนเอง
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เหล่ามิตรสหายที่ได้ตายไปของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าหวังเพียงให้ท่านได้พักผ่อนอย่างสบาย

๒
“คนในยุทธจักร มิอาจเป็นตัวของตัวเองได้”
ข้าพเจ้าเชื่อว่า แต่ครั้งโบราณมาก็มีคนเป็นจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกเช่นนี้ เพียงแต่ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่ได้เปลี่ยนมันจากความคิดเป็นหยาดหมึก ตีพิมพ์ไว้บนหน้ากระดาษก่อนเท่านั้น
คนที่อยู่ในยุทธจักร ยากที่จะเป็นตัวของตัวเองได้จริงๆ ที่จริงแล้วคนที่มิได้อยู่ในยุทธจักร เคยเมื่อไรที่เขาสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ หากว่ารู้สึกอึดอัดกลัดกลุ้ม ก็เปล่งเสียงร้องเพลงกึกก้อง ร่ำดื่มเสียจนเมามาย เขาทำได้ก็เพียงแต่ทำให้คนใกล้ชิดเป็นทุกข์ ทำให้ผู้ที่แค้นเคืองมีความสุข
ข้าพเจ้าก็เคยเป็นนักเลงสุรา ข้าพเจ้าก็เคยผ่านไปมาอยู่ระหว่างความเป็นและความตาย เคยเมื่อไรที่จะไม่มีหนามแห่งความรู้สึก จนทิ่มตำอยู่ในใจข้าพเจ้า แม้ว่าบัดนี้ ข้าพเจ้าจะยินดีรับเอาความเปลี่ยวเหงาเอาไว้ หลีกลี้ไปอาศัยอยู่บนภูเขาห่างไกล แต่ยังคงต้องรู้สึกรันทดที่ไม่อาจเป็นตัวของตัวเองอยู่บ่อยๆ ดังเดิม
แต่เมื่อเร็วๆ นี้ ข้าพเจ้าได้เข้าใจแล้ว มนุษย์... ที่จริงแล้วก็เป็นเช่นนี้เอง

ความเรียงของโกวเล้ง


เรืองรอง รุ่งรัศมี แปล


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกใน เดียวดายใต้เงาจันทร์ โกวเล้ง : รำพัน สำนักพิมพ์ฉับแกระ มกราคม พ.ศ.2532