ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เดียวดายใต้เงาจันทร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เดียวดายใต้เงาจันทร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2556

มิใช่คมดาบ

ฉบับพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2532ออกแบบปก : ทองธัช  เทพารักษ์ 


มนุษย์นั้นมากด้วยอารมณ์ความรู้สึก... ผู้อื่นมองเห็นว่าเขามีสง่าราศีแลดูช่างรื่นเริง... มองเห็นสตรีแสนงาม... แต่บางที ที่เขาห่วงใยคิดถึงนักหนานั้น กลับเป็นหญิงสาวธรรมดาๆ อีกคนหนึ่ง

วันหนึ่ง อากาศหนาวเหน็บราวคมมีดกรีด พอบ่าย ก็เริ่มดื่มสุรากับเพื่อน สุราผ่านลงท้องไปได้หลายแก้ว หลายคนมีเรื่องกลุ้มอยู่ในใจ ดังนั้น จึงพูดคุยกันถึงชีวิต หัวข้อสนทนาเช่นนี้มักทำให้คนดื่มสุราเพิ่มอีกหลายแก้ว ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าเกิดอารมณ์กวีขึ้นในพลันนั้น จึงเขียนบทกวี “สง่าราศี” บทหนึ่ง
คุณชายผู้ร่ำรวย
คนรับใช้ตามหลังม้ามาเป็นขบวน
ข้างอานม้ามีสุราชั้นเยี่ยมเหยือกหนึ่ง
ที่อยู่ในเกี้ยวหน้าขบวนคือนงคราญแสนงาม

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “นี่ช่างเปี่ยมด้วยสง่าราศี สง่าราศีนี้งดงามเย้ายวน” ทุกคนต่างเห็นพ้องด้วย
แต่น่าเสียดายที่สง่าราศีกลับมิใช่ความรื่นรมย์เสมอไป
ผู้อื่นมองเห็นว่าเขามีสง่าราศีแลดูช่างรื่นเริง แต่บางทีอาจมีปมที่แก้ไม่ออกอยู่นับพันที่ในใจเขา และเขากลัดกลุ้มจนอยากแขวนคอตาย
ผู้อื่นมองเห็นสตรีแสนงามมากด้วยปัญญาความสามารถในการเกี้ยวของเขา แต่บางที ที่เขาห่วงใยคิดถึงนักหนานั้น กลับเป็นหญิงสาวธรรมดาๆ อีกคนหนึ่ง

นี่ก็คือสายสัมพันธ์
มนุษย์นั้นมากด้วยอารมณ์ความรู้สึก ไม่มีระเบียบหลักการที่แน่นอนตายตัว และไม่มีใครสามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะตัวเองแล้ว ยิ่งเกินความสามารถที่จะควบคุม
ท่านพยายามให้ตนเองไม่คิดเช่นนี้ แต่ “มัน” กลับมักจะคิดอย่างนั้น ท่านต้องการให้ตนเองไม่ไปคิดถึงคนๆ นั้น แต่ในสมองของท่านก็มักปรากฏเงาของคนเช่นนั้นอยู่ทุกเวลานาที
ความรู้สึกเช่นนี้ แม้จะมิใช่คมดาบ แต่กลับทำให้ใจคนเหมือนมีดาบเฉือน

ความเรียงของโกวเล้ง


เรืองรอง รุ่งรัศมี แปล


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกใน เดียวดายใต้เงาจันทร์ โกวเล้ง : รำพัน สำนักพิมพ์ฉับแกระ มกราคม พ.ศ.๒๕๓๒

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

คนในยุทธจักร



คนในยุทธจักรมิอาจเป็นตัวของตัวเองได้... จากบ้านมาตั้งแต่ครั้งเยาว์วัย พเนจรร่อนเร่อยู่ในยุทธจักร... เพียงขอให้เมื่อถามใจตัวเองแล้วไม่รู้สึกละอาย ก็จะไม่โทษเทวดาฟ้าดินหรือผู้ใด

การได้พบกับสตรีผู้เคยนำพาความสุขมาให้กับผู้อื่น และตนเอง ก็สามารถหาวิธีทำให้ตนเองมีความสุขได้นั้น ก็เหมือนได้พบมิตรสหายบางคนของข้าพเจ้า มักกระตุ้นให้ข้าพเจ้ารู้สึกอยากจะดื่มเหล้าคว่ำแก้วสักจอก
ในหมู่มิตรสหายเหล่านั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นเดียวกับข้าพเจ้า จากบ้านมาตั้งแต่ครั้งเยาว์วัย พเนจรร่อนเร่อยู่ในยุทธจักร  ขณะที่เข้าใจธรรมเนียมความเป็นไปอย่างรู้ครึ่งไม่รู้ครึ่งอยู่นั้น อาศัยเพียงความห้าวหาญชั่วขณะ และก็ไม่เคยรู้เลยว่าได้กระทำเรื่องที่เหมือนจะถูกต้อง และคล้ายจะผิดพลาดไปเท่าใดแล้ว เพียงขอให้เมื่อถามใจตัวเองแล้ว ไม่ต้องรู้สึกละอาย ก็จะไม่โทษเทวดาฟ้าดินหรือผู้ใด
ในหมู่คนเหล่านี้ บางคนตายไปในวัยฉกรรจ์ บางคนก็เพราะไม่อาจจบสิ้นบุญคุณความแค้น ก้าวเดินไปในตรอกซอยมืด โลหิตสาดกระเซ็นไปในฝีเท้าห้าก้าว แต่ส่วนมากแล้ว กลับตายไปเพราะสุรา
นี่เพราะพวกเขาส่วนใหญ่มีเจตนามุ่งมั่น ปรารถนาที่จะแสดงความเป็นชายชาตรีหรือ ? หรือเป็นเพราะในใจของพวกเขาต่างก็มีเงื่อนที่แก้ไม่ออกอยู่จำนวนหนึ่ง จำต้องยืมจอกสุราของผู้อื่นมาราดรดกองหินในอกของตนเอง
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เหล่ามิตรสหายที่ได้ตายไปของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าหวังเพียงให้ท่านได้พักผ่อนอย่างสบาย

คนในยุทธจักร มิอาจเป็นตัวของตัวเองได้
ข้าพเจ้าเชื่อว่า แต่ครั้งโบราณมาก็มีคนเป็นจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกเช่นนี้ เพียงแต่ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่ได้เปลี่ยนมันจากความคิดเป็นหยาดหมึก ตีพิมพ์ไว้บนหน้ากระดาษก่อนเท่านั้น
คนที่อยู่ในยุทธจักร ยากที่จะเป็นตัวของตัวเองได้จริงๆ ที่จริงแล้วคนที่มิได้อยู่ในยุทธจักร เคยเมื่อไรที่เขาสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ หากว่ารู้สึกอึดอัดกลัดกลุ้ม ก็เปล่งเสียงร้องเพลงกึกก้อง ร่ำดื่มเสียจนเมามาย เขาทำได้ก็เพียงแต่ทำให้คนใกล้ชิดเป็นทุกข์ ทำให้ผู้ที่แค้นเคืองมีความสุข
ข้าพเจ้าก็เคยเป็นนักเลงสุรา ข้าพเจ้าก็เคยผ่านไปมาอยู่ระหว่างความเป็นและความตาย เคยเมื่อไรที่จะไม่มีหนามแห่งความรู้สึก จนทิ่มตำอยู่ในใจข้าพเจ้า แม้ว่าบัดนี้ ข้าพเจ้าจะยินดีรับเอาความเปลี่ยวเหงาเอาไว้ หลีกลี้ไปอาศัยอยู่บนภูเขาห่างไกล แต่ยังคงต้องรู้สึกรันทดที่ไม่อาจเป็นตัวของตัวเองอยู่บ่อยๆ ดังเดิม
แต่เมื่อเร็วๆ นี้ ข้าพเจ้าได้เข้าใจแล้ว มนุษย์... ที่จริงแล้วก็เป็นเช่นนี้เอง

ความเรียงของโกวเล้ง


เรืองรอง รุ่งรัศมี แปล


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกใน เดียวดายใต้เงาจันทร์ โกวเล้ง : รำพัน สำนักพิมพ์ฉับแกระ มกราคม พ.ศ.2532

วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2556

มิใช่การจากลา



ความจริงพวกท่านไม่ต้องการลาจากกันเลย แต่แล้วพลันก็ต้องจากพราก... จากพรากก็เพื่ออยู่ร่วม? ใช่เพื่อจะได้อยู่ร่วมกับผู้อื่นหรือไม่?...


ครั้งที่เขียนเรื่อง “ตะขอจำพราก” ข้าพเจ้าเคยเขียนไว้ประโยคหนึ่งว่า
“จากพรากก็เพื่ออยู่ร่วม”
            ...เพื่อการอยู่ร่วมอย่างยาวนาน ไม่เสียดายการจากพรากชั่วคราว กระทั่งว่ามิได้เสียดายกับการไปตัดสินชะตาตายกับผู้อื่น - - - ช่างชวนฝันปานนั้น ช่างมากด้วยน้ำใจปานนั้น
            น่าเสียดายที่ความรู้สึกเช่นนี้กลับมิใช่จะประสบได้บ่อยๆ มีบางคนกระทั่งคิดก็ยังมิอาจคิดไปถึง ดังนั้นจึงมีคนจำนวนไม่น้อยที่หัวเราะเยาะข้าพเจ้า “จากพรากก็เพื่ออยู่ร่วม? ใช่เพื่อจะได้อยู่ร่วมกับผู้อื่นหรือไม่?
            ข้าพเจ้าหัวเราะไม่ออก เพราะว่าข้าพเจ้ารู้ถึงความจริงที่ไม่น่าหัวเราะอย่างยิ่งเรื่องหนึ่ง
            ...การจากพราก บ่อยครั้งมักเพื่อจะได้อยู่ร่วมกับผู้อื่นจริงๆ

             มีบางครั้งที่ท่านพลันต้องแยกจากคนผู้หนึ่ง ความจริงพวกท่านไม่ต้องการลาจากกันเลย แต่แล้วพลันก็ต้องจากพราก เหมือนว่าที่จริงแล้วมิได้มีสิ่งใดเกิดขึ้น แต่ต่างก็รู้อยู่ในอกอย่างแจ่มชัด ว่าเวลาแห่งการจากพรากได้มาถึงแล้ว
            ท่านมิได้เต็มใจที่จะลาจากกันใช่หรือไม่ บางครั้งกระทั่งโอกาสที่จะกล่าวคำ “ลาก่อน” ให้อีกฝ่ายหนึ่งก็ยังไม่มี
            ... ไยเป็นเช่นนั้นเล่า ไยต้องเอ่ยคำลา?
            การจากพรากเช่นนี้มิใช่การลาจาก หากแต่เป็น “ความตาย” แบบหนึ่ง

ความเรียงของโกวเล้ง


เรืองรอง รุ่งรัศมี แปล


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกใน เดียวดายใต้เงาจันทร์ โกวเล้ง : รำพัน สำนักพิมพ์ฉับแกระ มกราคม พ.ศ.๒๕๓๒