ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เลี่ยจื่อ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เลี่ยจื่อ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

บุญ



ประชาชนที่ดินแดนหานตานมีประเพณีอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ เมื่อถึงวันปีใหม่ พวกเขาจะจับนกเขาเป็นจำนวนมากไปถวายให้กับกษัตริย์ เพื่อให้กษัตริย์นำไปปล่อยเป็นการทำบุญ ผู้ที่นำนกเขามาอบให้กษัตริย์ ต่างก็จะได้รับพระราชทานรางวัลเป็นการตอบแทน
มีคนถามกษัตริย์ว่า
“ท่านต้องการนกเขาพวกนี้มาปล่อยเพื่อเหตุใดหรือ?”
“เมื่อถึงวันอันเป็นมงคล ข้าจะปล่อยนกเป็นการทำบุญ เพื่อเป็นการแสดงความเมตตาธรรมของข้าไงล่ะ!” กษัตริย์ตอบ
ชายคนนั้นจึงกล่าวต่อกษัตริย์ว่า
“ประชาชนพอได้ฟังว่า ท่านต้องการนกเขาเพื่อไปปล่อยทำบุญ ต่างก็แข่งกันไปจับเอามา นกที่จับมาได้ทั้งยังเป็นๆ นั้นมีอยู่ไม่น้อย แต่นกที่ถูกทำให้ตายไปก็มีมากมาย
หากท่านคิดจะ ‘ทำบุญปล่อยนก’ สู้ท่านสั่งห้ามประชาชนไม่ให้จับนกเขามาให้ท่านเสียจะดีกว่า เพราะว่านั่นเท่ากับสามารถช่วยชีวิตนกเขาได้เป็นจำนวนมาก มิฉะนั้นแล้ว ไปจับมันมา แล้วก็ปล่อยมันไป กลับจะเป็นการทำให้นกเป็นจำนวนมากต้องตายไป ผลบุญของท่านคงจะทดแทนบาปที่ทำให้นกต้องตายไปมากมายไม่ได้กระมัง!”
เลี่ยจื่อ

เรืองรอง รุ่งรัศมี
แปลและเรียบเรียง


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มณีปัญญา ปรัชญานิพนธ์จีนโบราณ กรกฎาคม พ.ศ.2530 

วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ที่สุด



เมื่อดวงตาจะถึงกาลบอด
จะสามารถมองเห็นขนอ่อนของนกในฤดูใบไม้ร่วงได้ก่อน
เมื่อหูจะถึงกาลหนวก
จะสามารถได้ยินเสียงบินของยุงและแมลงได้ก่อน
เมื่อโอษฐ์จะถึงกาลบกพร่อง
จะสามารถแยกรสของน้ำจากจือ และน้ำจากหมิ่น ออกจากกันได้ก่อน
เมื่อจมูกจะถึงกาลบกพร่อง
จะสามารถได้กลิ่นไหม้และกลิ่นผุเน่าได้ก่อน
เมื่อร่างกายจะถึงกาลล้ม
จะรีบร้อนแล่นตะบึงไป
เมื่อความคิดจิตใจจะถึงกาลเลอะเลือน
จะสามารถแยกแยะความถูกความผิดได้ก่อน
ดังนั้น
สิ่งทั้งหลายหากมิได้ไปถึงที่สุด
ย่อมจะไม่เกิดผลสะท้อนกลับในด้านตรงข้ามขึ้นได้

          เลี่ยจื่อ

หมายเหตุ : จือและหมิ่น เป็นน้ำสองสายอยู่ในมณฑลชานตง น้ำทั้งสองสายนี้มีรสชาติไม่เหมือนกัน

เรืองรอง รุ่งรัศมี
แปลและเรียบเรียง


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มณีปัญญา ปรัชญานิพนธ์จีนโบราณ กรกฎาคม พ.ศ.2530

วันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

สวยกับขี้เหร่



            หยางจื่อเดินทางผ่านแคว้นซ่งกว๋อ ได้ไปพักอาศัยแรมคืนที่โรงพักแรมทางด้านตะวันออกของเมืองหลวง เจ้าของโรงพักแรมมีภรรยา 2 คน ภรรยาของเขาคนหนึ่งเป็นคนสวย ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นคนขี้เหร่ แต่ภรรยาฝ่ายที่ขี้เหร่นั้นกลับแลดูสง่า น่าคบหา ส่วนคนที่สวยนั้นดูเป็นคนไร้ค่า ไม่น่าคบหาเลย
หยางจื่อจึงถามถึงสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เจ้าของโรงพักแรมจึงตอบว่า
“ภรรยาคนที่สวยนั้น เพราะสำคัญตัวว่าเป็นคนสวย ดังนั้น ข้าจึงไม่ถือว่านางนั้นงาม ส่วนคนที่ขี้เหร่นั้น เพราะรู้ในความขี้เหร่ของตนเอง ดังนั้น ข้าจึงไม่ถือว่านางขี้เหร่”
หยางจื่อจึงกล่าวต่อสานุศิษย์ของเขาว่า
“ศิษย์ทั้งหลายจงจำใส่ใจไว้! การสามารถกระทำความดีโดยที่สามารถละทิ้งความทระนง อันเกิดจากผลที่สามารถกระทำความดีนั้น ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ย่อมจะได้รับความรับ”
เลี่ยจื่อ

 เรืองรอง รุ่งรัศมี
แปลและเรียบเรียง


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มณีปัญญา ปรัชญานิพนธ์จีนโบราณ กรกฎาคม พ.ศ.2530 

วันพุธที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2556

บางบทจากปรัชญานิพนธ์เลี่ยจื่อ



ผู้เฒ่าแห่งหูชิวกล่าวต่อซุนสูอ๋าวว่า
“มนุษย์เรานี้ มีความคับแค้นใจอยู่ 3 ประการ ท่านรู้ถึงเรื่องราวเหล่านี้ไหม?”
ซุนสูอ๋าวกล่าวว่า
“หมายความว่ากระไร?”
ผู้เฒ่าแห่งหูชิวตอบว่า
“ผู้ที่มียศศักดิ์สูง
ผู้คนย่อมจะริษยาเขา
ผู้ที่มีอำนาจในตำแหน่งมาก
ผู้เป็นราชาย่อมเกิดความเกลียดชังรังเกียจเขา
ผู้ที่มีเงินทองสินทรัพย์มาก
คำนินทาว่าร้ายย่อมจะมุ่งไปที่ตัวเขา”
ซุนสูอ๋าวกล่าวว่า
“ยศศักดิ์ของข้ายิ่งสูง
ความทะเยอทะยานของข้าก็ยิ่งต่ำลง
อำนาจในตำแหน่งของข้ายิ่งมาก
ความปรารถนาแห่งใจของข้าก็ยิ่งเล็กลง
เงินทองสินทรัพย์ของข้ายิ่งมาก
การมอบอุทิศของข้าก็ยิ่งกว้างไกล
ดังนั้น
ข้าจึงสามารถละเลี่ยงเสียซึ่งความคับแค้นใจทั้ง 3 ประการนี้
ข้ากระทำไปเช่นนี้ใช้ได้กระมัง?”

เลี่ยจื่อ
ปรัชญานิพนธ์เต๋าสมัยราชวงศ์โจว (1066-256 B.C.)

เลี่ยจื่อ เป็นชื่อปรัชญานิพนธ์โบราณของจีน ถือเป็นคัมภีร์สำคัญ 1 ใน 3 ของลัทธิปรัชญาเต๋า คัมภีร์ปรัชญาเต๋าทั้ง 3 เล่มของจีนคือ
เต๋าเต๋อจิง (เต๋าเต๊กเก็ง) โดย เหลาจื่อ (เล่าจื๊อ)
คัมภีร์จวงจื่อ (จวงจื๊อ) โดย จวงจื่อ
คัมภีร์เลี่ยจื่อ (เลี้ยกจื๊อ) โดย เลี่ยจื่อ
คัมภีร์ทั้ง 3 เล่มนี้ต่างถือเป็นสดมภ์หลักของแนวปรัชญาเต๋าที่สอนถึงเรื่องสุญญะ การปล่อยวาง และการใช้ชีวิตกลมกลืนกับคุณธรรมแห่งจักรวาล
มองด้วยสายตาสมัยใหม่ ปรัชญาเต๋านั้นนอกจากเป็นคัมภีร์เชิงอภิปรัชญาแล้ว ยังเป็นปรัชญาเชิงธรรมชาติด้วย
นอกจากความสำคัญในฐานะคัมภีร์ปรัชญาแล้ว คัมภีร์ทั้ง 3 เล่มนี้ ยังถือเป็นผลงานเชิงวรรณกรรมชั้นเยี่ยมในยุคโบราณของจีน

ในภาษาไทยนั้น คัมภีร์เหลาจื่อ มีแปลไว้เป็นฉบับสมบูรณ์หลายสำนวน ที่จำได้และยังหาซื้อได้ง่ายบนแผงหนังสือไทย คือ “วิถีแห่งเต๋า” ที่ พจนา จันทรสันติ แปลผ่านฉบับภาษาอังกฤษ และ “เต๋าเต๊กเก็ง” ที่ โชติช่วง นาดอน แปลผ่านฉบับภาษาจีน
“คัมภีร์จวงจื้อ” ที่ ปกรณ์ ลิมปนุสรณ์ แปลผ่านภาษาจีน ก็เป็นอีกเล่มหนึ่งที่หาได้ไม่ยากบนแผงหนังสือไทย
ทั้ง “วิถีแห่งเต๋า”, “เต๋าเต๊กเก็ง” และ “คัมภีร์จวงจื้อ” เป็นคัมภีร์ปรัชญาเต๋าฉบับภาษาไทยที่เชื่อมั่นได้ในความมุ่งมั่นตั้งใจของผู้แปล และใช้ภาษาไทยได้อย่างผู้มีฝีมือและมีภูมิปัญญา
น่าเสียดายที่ “คัมภีร์เลี่ยจื่อ” ยังไม่มีฉบับภาษาไทยที่สมบูรณ์ให้เห็นในปัจจุบัน ท่านผู้ที่เป็นนัก ‘เล่น’ หนังสือเก่า หากลองค้นคว้าอย่างจริงจัง อาจพบฉบับแปลเก่าๆ ที่น่าสนใจก็เป็นได้ หากว่ามี “คัมภีร์เลี่ยจื่อ” ภาษาไทย ฉบับสำนวนเก่าอยู่จริง ก็น่าที่จะนำมาตีพิมพ์ใหม่ เพื่อความสมบูรณ์ของหนังสืออ้างอิงคัมภีร์ปรัชญาเต๋า

 เรืองรอง รุ่งรัศมี
3 / 2000


ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "สายลมในกิ่งหลิว" เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 406 วันที่ 13-19 มีนาคม 2000

วันอังคารที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ความสุข



            ขงจื่อเดินทางไปยังไท่ซาน ขณะนั้น ที่หมู่บ้าน “เฉิง” สุดปลายเขตแดนของแคว้นหลู่กว๋อ ขงจื่อได้พบ ยร๋ง ฉี่ ฉี ซึ่งแต่งกายโดยนุ่งห่มด้วยอาภรณ์อันตัดเย็บมาจากหนังกวางอย่างหยาบๆ เข็มขัดของชายชรา ยร๋ง ฉี่ ฉี นั้นเล่าก็ใช้เส้นเชือกผูกเอาไว้แทน ขงจื่อพบว่าชายชราอายุ 90 ปีผู้นี้แต่งกายด้วยอาภรณ์หยาบๆ และเรียบง่าย อีกทั้งยังดีดพิณบรรเลงดนตรีขับขานบทเพลงอยู่ด้วยความสำราญ ด้วยความใคร่รู้ ขงจื่อจึงถาม ยร๋ง ฉี่ ฉี ขึ้นว่า
“ท่านผู้เฒ่า ไยท่านจึงทำตัวเสมือนช่างมีความสุขเหลือล้ำอย่างนี้ ?”

ยร๋ง ฉี่ ฉี เมื่อฟังดั้งนั้น จึงได้ตอบว่า
“สำหรับข้าแล้ว เรื่องราวอันจะทำให้เป็นสุขช่างมีมากมาย ท่านลองคิดดูสิว่า ในสรรพสิ่งอันพระเจ้าได้สร้างมานั้น สิ่งที่สูงล้ำค่านั้นคือมนุษย์ใช่ไหม และข้าก็ช่างโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ นี่คือความสุขประการที่ 1 ของข้า
และยิ่งกว่านั้น ในมนุษย์ชายหญิงด้วยกันนั้นเล่า เพศชายมักถูกให้ความสำคัญและถูกยกย่องเสียยิ่งกว่าหญิง และข้าก็ช่างโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์เพศชาย นี่คือความสุขในประการที่ 2 ของข้า
และยิ่งกว่านั้น แม้จะโชคดีที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว แต่ก็มีมนุษย์อยู่จำนวนหนึ่ง ที่ได้ตายไปโดยยังมิได้พบเห็นตะวันและเดือน กระทั่งบางคนยังมิได้ผ่านพ้นช่วงวัยอันได้ละแล้วซึ่งผ้าอ้อม ก็ต้องตายไป ส่วนข้านั้นเล่า กระทั่งบัดนี้ มีชีวิตยืนยาวมาถึง 90 ปีแล้ว และนี่คือความสุขในประการที่ 3 ของข้า
ความยากจนนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาของคน อีกทั้งความตายก็เป็นจุดสุดท้ายแห่งชีวิตมนุษย์ การสามารถมีชีวิตอันปกติอยู่ในเรื่องปกติเช่นนี้ตราบกระทั่งถึงจุดสุดท้ายของชีวิต จะมีเรื่องอันใดให้ต้องกลัดกลุ้มกังวลด้วยเล่า”

เมื่อขงจื่อได้ฟังดังนั้น จึงได้กล่าวด้วยความนับถือว่า
“ช่างไม่ใช่เรื่องอันง่ายดายเสียเลย ที่สามารถพิจารณาชีวิตได้อย่างแจ่มแจ้ง กระทั่งสามารถใช้เป็นเครื่องประโลมชีวิตตนเอง กระทั่งเรื่องกลัดกลุ้มกังวลใดๆ ในโลก ก็อาจละไว้เสียได้ด้วยความเบิกบาน”

          เลี่ยจื่อ

เรืองรอง  รุ่งรัศมี แปล
1987


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มณีปัญญา ปรัชญานิพนธ์จีนโบราณ กรกฎาคม พ.ศ.2530

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

คนช่างกังวล

            แคว้นฉีกว๋อมีชายช่างกังวลอยู่คนหนึ่ง เขาเฝ้าแต่กลุ้มกังวลไปเสียทุกเรื่อง ประเดี๋ยวเกรงว่าฟ้าจะถล่มลงมา ประเดี๋ยวเกรงว่าแผ่นดินจะทลายลงไป และเขาเฝ้าแต่กลัดกลุ้มกังวลว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ตนเองก็จะไม่มีที่หลบซ่อนตัวเสียให้พ้นภัย กระทั่งเป็นเหตุให้เขาถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ ตกอยู่ในความคิดฟุ้งซ่านอย่างกลุ้มกังวล
            มีชายอีกผู้หนึ่ง ซึ่งเฝ้ามองพฤติกรรมของชายช่างกังวลนี้อยู่ด้วยความห่วงใย ดังนั้น เขาจึงได้ไปว่ากล่าวตักเตือนด้วยความปรารถนาดี
            “นี่แน่ะท่าน ท่านเป็นอะไรไปหรือ ? ลองแหงนมองดูท้องฟ้านั้นสิ ท้องฟ้าน่ะ เป็นเพียงอากาศธาตุที่รวมตัวกันอยู่ เจ้าสิ่งนี้น่ะ จับเอาที่ไหนก็ได้ มันก็เหมือนกับร่างกายของเรา บัดเดี๋ยวหดตัว บัดเดี๋ยวยืดตัว ประเดี๋ยวสูดลมหายใจเข้า และอีกประเดี๋ยวหนึ่งปล่อยลมหายใจออก อากัปกิริยาอันเรากระทำอยู่ทั้งวันนี้ ทั้งท้องฟ้าและแผ่นดินต่างก็กระทำอยู่ทั้งวันเช่นเดียวกัน ที่ท่านเฝ้าแต่กลุ้มกังวลกับเรื่องจำพวกที่ว่าฟ้าจะถล่มลงมานั้น ไยจะมิใช่เรื่องอันชวนขันหรอกหรือ ?”
            ชายผู้ปรารถนาดีอธิบายยืดยาว หากแต่ชายช่างกังวลก็ยังคงมีเรื่องอันน่ากังวลของเขาอีก
            ถึงท้องฟ้าจะเป็นอากาศธาตุที่รวมตัวกันก็เถอะ แล้วดวงอาทิตย์เอย ดวงจันทร์เอย กระทั่งดวงดาวที่แขวนอยู่บนท้องฟ้าเอย สิ่งอันแขวนลอยอยู่บนท้องฟ้าเหล่านี้ จะไม่รู้จักร่วงหล่นลงมาบ้างเลยเชียวหรือ ?”
            “เอาละ... ไม่ว่าจะเป็นดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว สิ่งเหล่านี้ต่างก็ยังคงเป็นการรวมตัวกันของอากาศธาตุเหมือนกัน มันเพียงแต่สามารถเปล่งแสงสว่างออกมาได้ก็เท่านั้น เอาละ... ถึงว่าสิ่งเหล่านี้จะร่วงหล่นลงมา แต่ก็จะไม่สามารถทำอันตรายต่อเราแม้เพียงปลายขน”
“ถ้างั้น แล้วถ้าแผ่นดินทลายลงไปบ้างล่ะ จะทำยังไง ?” ชายช่างกังวลยังไม่คลายสิ้นซึ่งความกังวล
“แผ่นดินหรือ ? แผ่นดินก็คือการรวมตัวกันของก้อนดินเท่านั้น ก้อนดินเหล่านั้นอุดช่องว่างทุกด้านเสียจนสนิทแน่น ท่านมองดูสิ ทุกหนทุกแห่งมิใช่เต็มไปด้วยก้อนดินหรอกหรือ ? นี่ก็เปรียบได้กับเรา ซึ่งบัดเดี๋ยวหนึ่งก้าวเดิน บัดเดี๋ยวหนึ่งกระโดดตัวลอย เรานั้นทำอากัปกิริยาเช่นนี้อยู่ตลอดทั้งวัน แผ่นดินก็ทำอยู่เช่นเดียวกัน ที่ท่านเฝ้าแต่กลุ้มกังวลกับเรื่องจำพวกที่ว่าแผ่นดินจะทลายลงไปนั้น ไยจะมิใช่เรื่องอันชวนขันหรอกหรือ ?”
ชายช่างกังวลคนนั้น เมื่อได้ฟังคำอธิบายเช่นนี้แล้วก็รู้สึกรื่นเริงขึ้นมา ชายผู้มาชี้ถึงเหตุผลด้วยความปรารถนาดีผู้นั้น เมื่อพบว่าตนสามารถขจัดความกลุ้มกังวลในใจของอีกฝ่ายหนึ่งได้ก็รู้สึกยินดีอยู่ในใจเช่นกัน

เมื่อ “จั่งหลูจื่อ” ได้ฟังเรื่องราวเช่นนี้ จึงได้พูดขึ้นว่า
“สายรุ้ง เมฆหมอก ลม และฝน ต่างก็คือการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล ต่างก็คืออากาศธาตุอันรวมตัวซ้อนทับกันและแสดงตัวออกมาบนท้องฟ้า บรรดาภูเขา แม่น้ำ กระทั่งถึงทะเล โลหะ ก้อนหิน ไฟ และไม้ ต่างคือ “รูปทรง” อันรวมตัวกันและแสดงตัวออกมาบนพื้นดิน ถ้าจะกล่าวว่า ท้องฟ้าและแผ่นดินคือการรวมตัวกันของอากาศธาตุและดินแล้วไซร้ ไยจึงสรุปไปอย่างเด็ดขาดว่า มันจะไม่มีการพินาศสลายด้วยเล่า แน่นอนว่าท้องฟ้าและแผ่นดินเป็นเพียงธุลีอันน้อยนิด ซึ่งดำรงอยู่ในอวกาศอันมิรู้สิ้น ในบรรดาสิ่งอันมีรูปทรงนั้น น่าจะเป็นสิ่งที่ใหญ่ที่สุด ดังนั้น มันจึงยากที่จะสิ้นสุด และยากที่จะหยั่งรู้ และมันจำเป็นที่จกต้องเป็นไปเช่นนี้ การที่มัวแต่กลัดกลุ้มกังวลว่ามันจะพินาศสลายหรือไม่เสียแต่บัดนี้ น่าจะเป็นการกังวลที่มากเกินไป ทว่า... การจะสรุปลงไปเด็ดขาดว่า มันจะไม่รู้จักพินาศสลายนั้น ก็น่าจะไม่ถูกต้องนัก ในเมื่อท้องฟ้าและแผ่นดินอาจพินาศสลายได้ ก็ย่อมจะมีสักวันหนึ่งที่มันจะเสื่อมสลายลงไป เมื่อมีจุดเริ่มย่อมมีจุดจบ เมื่อมีรูปทรงก็ย่อมมีการเสื่อมสลาย เมื่อคิดว่าย่อมจะมีวันเช่นนั้น ไยจะไม่ยอมให้มีความกลัดกลุ้มกังวลบ้างเล่า ?”

เมื่อ “เลี่ยจื่อ” ได้ฟังคำกล่าวนี้ จึงได้กล่าวว่า
“การกล่าวว่า ท้องฟ้าและแผ่นดินนั้นพินาศสลายลงได้ เป็นสิ่งที่ผิด การกล่าวว่าท้องฟ้าและแผ่นดินนั้นจะไม่พินาศสลาย ก็เป็นสิ่งที่ผิด หากกล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว การที่มันจะพินาศสลายหรือไม่นั้น เป็นสิ่งซึ่งเราไม่อาจรู้ได้ การอยากรู้ว่ามันจะพินาศสลายก็ดี หรือไม่พินาศสลายก็ดี เกี่ยวอะไรกับเราด้วยเล่า เรื่องพวกนี้ต่างก็เป็นเรื่องที่ค่อยมาว่ากันเมื่อเหตุการณ์มาถึงทั้งนั้น หากมันไม่พินาศสลาย มันก็จะอยู่ร่วมกับมนุษย์ต่อไปโดยสมบูรณ์ และหากว่ามันจะพินาศสลาย มนุษย์ก็จะพินาศสลายไปพร้อมกับมัน เมื่อมีชีวิตอยู่นั้น ก็ไม่ควรที่จะไปกลุ้มกังวลถึงยามตายไป และเมื่อตายไปก็ไม่ควรจะมัวอาลัยอยู่กับยามที่ชีวิตยังมีอยู่ เมื่อเกิดมาในโลกนี้แล้วก็ให้มันเกิดเถิด เมื่อจากโลกนี้ไปแล้วก็ให้มันจากไปเสียเถิด กลุ้มกังวลอันใดกับการที่ท้องฟ้าและแผ่นดินจะพินาศสลายหรือไม่ไยเล่า...”


เลี่ยจื่อ


เรืองรอง  รุ่งรัศมี  แปล
1987

พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มณีปัญญา ปรัชญานิพนธ์จีนโบราณ กรกฎาคม พ.ศ.2530

วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2556

นกนางนวล


























            ชายคนหนึ่งอาศัยอยู่ที่ริมทะเล เขาเป็นคนที่รักนกนางนวลเป็นอย่างมาก ทุกๆ เช้า เขาจะไปเล่นกับนกนางนวลที่ริมทะเล มีนกนางนวลบินโฉบมาเล่นสนุกกับเขานับร้อยๆ ตัว
            วันหนึ่ง บิดาของเขากล่าวกับเขาว่า
            “ได้ข่าวมาว่า นกนางนวลชอบบินมาเล่นสนุกกับเจ้า เจ้าจงคิดวิธีจับมันมาให้ข้าสักตัวหนึ่ง ข้าอยากได้ไว้เป็นของเล่นยามเหงา”
            ช่างน่าประหลาด เมื่อเขาไปถึงชายหาดในวันรุ่งขึ้น เขาพบเพียงฝูงนกนางนวลที่บินฉวัดเฉวียนอยู่บนท้องฟ้า ไม่มีนกตัวใดลงมาเล่นสนุกกับเขาดังเคย

            มีคนกล่าวว่า
“วาจาที่แท้จริงมิได้ปรากฏอยู่ในคำพูด พฤติกรรมอันแท้จริงมิได้ปรากฏอยู่ในการกระทำ”

            ความคิดของคนโดยทั่วๆ ไป มิอาจเข้าถึงหลักธรรมแห่งเหตุผลนี้
            ช่างตื้นเขินเสียนี่กระไร !

          เลี่ยจื่อ


 เรืองรอง  รุ่งรัศมี แปล
1987


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ มณีปัญญา ปรัชญานิพนธ์จีนโบราณ กรกฎาคม พ.ศ.2530