ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บันทึก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บันทึก แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ผมเปีย

คนจีนไว้ผมเปียตั้งแต่เมื่อไร ?      
พูดให้ชัดไปกว่านั้น คือ ผู้ชายจีนไว้ผมถักเปียตั้งแต่เมื่อไร ?
ค้นหาข้อมูลย้อนไปในประวัติศาสตร์จีน พบว่าประวัติศาสตร์วัฒนธรรมการแต่งกายโบราณของจีนนั้นไล่ย้อนกลับไปได้ไกลมาก รูปปั้นในสุสานฉิน และรูปวาดโบราณอื่นๆ อีกมากมาย เป็นหลักฐานยืนยันว่าเดิมนั้นคนจีนใส่เสื้อผ้าแบบหลวมๆ ไม่รัดตัว แขนเสื้อกว้าง ทั้งหญิงและชายล้วนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ไม่รัดรูป ผมของคนทั้งสองเพศมีการเกล้าเป็นมุ่นมวย แต่ไม่มีการถักเป็นเปีย แม้แต่เด็กก็ไม่ถักเปีย
มีเอกสารข้อมูลบันทึก  ภาพวาด  รูปปั้น  ยืนยันข้อมูลนี้ได้อย่างชัดเจน

การโกนผมครึ่งหัวและถักผมเปียเป็นวัฒนธรรมของแมนจู  
วันที่ 22 เดือน 4 ปี 1644 กองทัพชิงรุกเข้ายึดเมือง วันที่ 15 เดือน 8 ปี 1644 มีคำสั่งอย่างเป็นทางการจากราชสำนักชิงให้ชายจีน ไม่ว่าจะเป็น ขุนนาง, ทหาร, และประชาชนทั่วไป โกนหัวครึ่งหัวและผูกผมเปียตามอย่างวัฒนธรรมแมนจู คำสั่งให้ปฏิบัติตามใน 10 วัน ผู้ใดขัดขืนคำสั่งนี้ถือเป็นขบถ
อันที่จริงแล้วการถักผมเปียและสวมใส่เสื้อผ้ารัดรูป เป็นวัฒนธรรมร่วมของชนเผ่าร่อนเร่ ที่เลี้ยงชีพด้วยการเลี้ยงสัตว์แบบร่อนเร่ในท้องทุ่งกว้าง ชนเผ่าที่ทำปศุสัตว์ทางเหนือของแผ่นดินชาวฮั่นแต่งตัวคล้ายกัน การสวมใส่เสื้อผ้ารัดรูปสะดวกต่อการใช้ชีวิตบนหลังม้าในทุ่งกว้าง
นอกจากชาวปศุสัตว์ที่ใส่เสื้อผ้ารัดรูปแล้ว พวกมีอาชีพหาปลาก็สวมใส่เสื้อผ้ารัดรูปด้วยเช่นกัน
คนแมนจูในยุคเจงกีสข่าน (1162/1/7 - 1227/8/25) ก็โกนผมครึ่งหัวและถักผมเปีย ญี่ปุ่นก่อนสมัยเมจิก็มีทรงผมคล้ายกัน ในเอเชียอาคเนย์ก็ไว้ทรงผมคล้ายคลึงแบบนี้

ทรงผมโกนครึ่งหัวของแมนจู กำหนดโดยใช้ด้ายพาดจากมุมหน้าผากหนึ่งพาดไปยังอีกด้าน โกนหัวส่วนนั้นไปตามรอยด้ายที่พาด ด้านหลังไว้ผมยาวถักเป็นเปีย ทรงผมนี้เป็นลักษณะเฉพาะในยุคที่แมนจูครองจีน กินเวลาจากปี 1644  - 10 / 10 /1911 ที่คณะก่อการปฏิวัติของหมอซุนยัตเซน ทำการปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาลชิงสำเร็จ และสถาปนาสาธารรัฐจีนขึ้นได้
น่าสนใจว่าในช่วงปี 1644 นั้น ชาวจีน(ชาวฮั่น) มีประชาการราว 3 ร้อย - 4 ร้อยล้านคน แต่คนแมนจูมีประชากรเพียงราว 1 ล้านคน  ทว่า แมนจูเป็นชนเผ่าที่รบเก่ง ผู้นำของแมนจูในเวลานั้นคือ อ้าย ซิน เจวี๋ย ลว๋อ (AISIN  GIORO ) นำทัพบุกยึดเมืองหลวงได้
คำว่า อ้ายซินเจวี๋ยลว๋อ (AISIN GIORO) เป็นภาษาหนวี่เจิน (女贞)
AISIN แปลว่า ทอง GIORO แปลว่า แดนไกล  
ทายาทของอ้ายซินเจวี๋ยลว๋อสืบทอดอำนาจราชชิงต่อเนื่องมา 267 ปี จนถึงสมัยของปูยี ( 溥仪) เป็นกษัตริย์คนสุดท้ายของราชวงค์ชิง. ทว่าว่ากันตามข้อมูลแล้ว ปูยียังไม่ใช่กษัตริย์คนสุดท้ายของจีน เพราะยังมี หยวนซื่อไข่ (袁世凯) สถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์อีกคนเป็นเวลาสั้นๆ

ยุคสมัยของปูยี เป็นวันเวลาช่วงเดียวกับซูสีไทเฮา และเป็นช่วงเวลาเดียวกับการเคลื่อนไหวความคิดปฏิวัติของหมอซุนยัตเซน
ช่วงคาบเกี่ยวจากปลาย 1800 - ต้น 1900 โลกกำลังเคลื่อนไปสู่ความเป็นสมัยใหม่ วิทยาการด้านต่างๆ กำลังเคลื่อนไปข้างหน้า มีเครื่องจักรใหม่ๆถูกผลิตขึ้นมา มีกล้องถ่ายรูป กล้องถ่ายหนัง ระบบการผลิตแบบสายพาน ความคิดเรื่องเสมอภาค ภราดรภาพ โลกไม่อาจปฏิเสธพัฒนาการแห่งความก้าวหน้าได้อีกต่อไป ความเชื่อที่ว่าคนเราล้วนเท่ากันนั้นได้สถาปนาแน่นหนาถาวรในใจของมนุษย์ทั่วโลกแล้ว

วันที่ 10 ตุลาคม 1911 การเคลื่อนไหวปฏิวัติของหมอซุนยัตเซนก็ประสบผลสำเร็จจนสามารถสถาปนาประเทศสาธารณรัฐขึ้นได้
ระบบกษัตริย์ถูกยกเลิก  มีการประกาศให้ใช้ปีคริสตศักราชในการระบุวันเวลาอย่างเป็นทางการ  รัฐบาลประชาธิปไตยมีคำสั่งให้ตัดผมเปีย พลพรรคนักปฏิวัติที่มีความคิดก้าวหน้าส่วนหนึ่งได้ตัดผมเปียของตนออกไปตั้งแต่ในยุคกษัตริย์แล้ว เป็นการแสดงออกถึงการต่อต้านอำนาจกษัตริย์ที่เปิดเผย ชัดเจน แม้ว่าการตัดผมเปียจะมีโทษถึงตัดหัวก็ตาม

วันที่ 2 พฤษภาคม 1922 หนังสือพิมพ์ "เซินเป้า" (申报) ลงข่าวว่า "ปูยีได้ตัดผมเปียแล้วเมื่อวานนี้"
ในที่สุดกษัตริย์จากสกุลที่สั่งให้ชายจีนโกนผมครึ่งหัวและถักเปีย ก็ต้องทำตนเยี่ยงเดียวกับชายจีนทั่วไป  
เปียนามธรรมของความเป็นทาสยังติดอยู่บนหัวของใคร ?

เรืองรอง  รุ่งรัศมี
5/10/2012



พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “Dragon Square” นิตยสาร Mix เดือนพฤศจิกายน 2012

วันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2556

กิน


ดูหนังจีนแล้วบางทีก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าสิ่งที่เห็นในจอนั้นใกล้เคียงความจริงอยู่แค่ไหน ?
จีนเป็นชาติช่างบันทึก ร่องรอยหลักฐานจึงมีมาก
อักษรจีนยุคแรกๆอยู่บนกระดองเต่าและกระดูกสัตว์ จีนเรียกว่า "เจี๋ยกู่เหวิน” 甲骨文(jiaˇguˇwenˊ) พิสูจน์ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์แล้วมีอายุกว่า 4,000 ปี 
ตัวอักษรบนภาชนะสัมฤทธิ์  บนหิน บนภาชนะดินเผา กระเบื้องเคลือบ บันทึกบนซี่ไม้ไผ่ที่ผูกเป็นผืน การแกะสลักแม่พิมพ์ไม้ จนมาถึงการเขียนลงบนกระดาษ ล้วนแต่เป็นร่องรอยหลักฐานที่หนักแน่น
เมื่อจีนคิดประดิษฐ์กระดาษได้ การจดบันทึกลงบนกระดาษได้เป็นโลกของข้อมูลเข้าสู่หน้าใหม่ การจดบันทึกเป็นประเพณีนี้ทำให้เกิดเอกสารหลักฐานที่ใช้อ้างอิงมากมาย จนมาถึงยุคของกระดาษและกล้องถ่ายรูป ทุกอย่างก็ดูชัดเจน แจ่มแจ้ง ไม่ต้องตีความแบบคาดเดามากๆ อีกแล้ว
เรื่อง “กิน” เป็นเรื่องใกล้ตัวของคน มีเรื่องน่ารู้มากมาย น่าสนใจว่าจีนมีการเขียนหนังสือเรื่องสิ่งละอันพันละน้อยมากมาย ช่วงที่ค้นคว้าเรื่องเกี่ยวกับชาทำให้จำชื่อหนังสือ “ชิงเป้ยเล่ยชาว” (清稗类钞) ในสมัยชิงอ(เช็ง) 清 ได้ว่ามีข้อมูลเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างชวนฉงน เอกสารลักษณะนี้มีน้อยมากในสังคมของเรา

มนุษย์ นอกจากกินเพราะความหิวแล้วยังกินเพราะความอยาก กินตามความคุ้นเคย กินตามสถานะทางชนชั้น
เรื่องกินอย่างวิจิตรบรรจงของจีนส่วนหนึ่งปรากฏอยู่ในวรรณกรรมเรื่อง “ความฝันในหอแดง” (红楼梦)ของ ฉาวเสว่ฉิน (曹雪芹) วรรณกรรมยิ่งใหญ่เรื่องนี้เขียนถึงชีวิตอันฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อของพวกขุนนางครอบครัว “ไฮโซ” เวลาบรรยายถึงอาหารบนโต๊ะของพวก “ผู้ดีตีนแดง” ละลานตาชวนให้พิศวงว่า คนเรามันจะฟุ้งเฟ้อกันเรื่องกินได้กันขนาดนี้เลยหรือ
แค่อ่านแล้วนึกภาพให้ออกว่าหน้าตาอาหารแต่ละอย่างเป็นอย่างไรก็หูอื้อตาลายแล้ว ยังไม่รวมไปถึงการจินตนาการว่ารสชาติอาหารอันละลานตาที่ไม่เคยกินนั้นจะเป็นอย่างไร ความที่จริตไม่ตรงกับรสนิยมของวรรณกรรมเรื่องนี้ จึงทำให้จนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใจจะหาหนังสือฉบับเต็มมาอ่าน ได้แต่อ่านบทความที่ศึกษาวิเคราะห์ หรือที่ขนาด “ตามไปกิน” แล้วมาเขียนถึง แบบนั้นดูจะน่าสนใจกว่าในความรู้สึกของตน

แค่ครอบครัวขุนนางชั้นสูงในเรื่อง “ความฝันในหอแดง” ยังกินวิลิศมาหราถึงขนาดนั้น แล้วในรั้วในวังเขาจะกินกันล้ำลึกพิสดารขนาดไหน ?
ใครๆ ก็รู้ว่าจีนมีอาหารที่เรียกว่า “อาหารฮ่องเต้” ภาษาจีนเรียกว่า “หม่านฮั่นฉวนสี” (满汉全席) ถ้าเอาอย่างหรูหราอาหารฮ่องเต้นั้นใน 1 มื้อมีกว่า 100 อย่าง ในจำนวนนั้นมีทั้ง รังนก หูฉลาม เป๋าฮื้อ อุ้งตีนหมี ของป่า ของทะเล เนื้อวัว เนื้อหมู เป็ด ไก่ ห่าน นก กระต่าย เห็ด ผัก ฯลฯ อย่าคิดว่าอาหารแบบนี้เขาไม่ได้กินกันในชีวิตประจำวัน มีเอกสารอ้างอิงว่าบนโต๊ะอาหารของซูสีไทเฮา (禧太后 1835-1908)และจักรพรรดิปูยี (溥仪1906-1967) แต่ละมื้อมีอาหารละลานตาไม่ต่างจากนี้เท่าไหร่
จักรพรรดิปูยีต้องสละอำนาจอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มกราคม 1912 ภายหลัง ดร.ซุนยัตเซนทำการปฏิวัติโค่นล้มระบบราชาธิปไตยได้สำเร็จ และสถาปนาระบบประชาธิปไตยขึ้นในปี 1911

น่าสนใจว่ามีเอกสารหลักฐานยืนยันว่า เดือนเมษายน 1912 รัฐบาลชั่วคราวของ ดร.ซุนยัตเซน ซึ่งใช้เมืองนานกิง (หนานจิง南京) เป็นเมืองหลวงชั่วคราวนั้น ตัวเลขของรัฐบาลติด “ตัวแดง” จนไม่มีเงินเดือนจะจ่ายข้าราชการ แม้แต่ค่าอาหารของท่านประธานาธิบดีก็ยังต้องประหยัด กินข้าวต้มกับปาท่องโก๋เป็นอาหารหลัก ในงานเลี้ยงต่างๆ ก็คิดรายการอาหารที่ประหยัดที่สุด
แต่รายการอาหารเช้าของฮ่องเต้น้อยวัย 6 ขวบในพระราชวังกลับมี เป็ด, ไก่, เนื้อหมู, เนื้อวัว, เนื้อแพะ, ของสดจากทะเล, เต้าหู้, ผัก ไม่น้อยกว่า 28 อย่าง

มีเอกสารชิ้นหนึ่งแสดงรายละเอียดอาหารที่ปูยี ไทเฮา ฮองเฮา และสนม บริโภค ใน 1 วัน เป็นตัวเลขเชิงสถิติที่น่าสนใจดังนี้
ส่วนของจักรพรรดิปูยี
เนื้อหมูสำหรับทำอาหารวันละ 22 ชั่ง         = เดือนละ 660 ชั่ง
เนื้อหมูสำหรับทำน้ำแกง 5 ชั่ง                   = เดือนละ 150 ชั่ง
น้ำมันหมู 1 ชั่ง                                       = เดือนละ 30 ชั่ง   
ไก่ 2 ตัว                                                 = เดือนละ 60 ตัว   
เป็ด 3 ตัว                                               = เดือนละ 90 ตัว
ไก่สำหรับประกอบอาหารอื่น 3 ตัว             = เดือนละ 90 ตัว

ส่วนของไทเฮา ฮองเฮา และสนม รวมเป็นปริมาณใน 1 เดือน มีดังนี้
ไทเฮา  太后               เนื้อ 1860 ชั่ง ไก่ 30 ตัว เป็ด 30 ตัว
            สนมจิ่น  
瑾贵妃       เนื้อ 285 ชั่ง ไก่ 7 ตัว เป็ด 7 ตัว
            สนมอวี๋
 瑜皇贵妃 เนื้อ 360 ชั่ง ไก่ 15 ตัว เป็ด 15 ตัว
            สนมสวิน 
珣皇贵妃 เนื้อ 360 ชั่ง ไก่ 15 ตัว เป็ด 15 ตัว
            สนมจิ้น
 瑨贵妃       เนื้อ 285 ชั่ง ไก่ 7 ตัว เป็ด 7 ตัว

รวมแล้วทั้ง 6 คน คือ จักรพรรดิน้อย ฮองไทเฮา สนมจิ่น สนมอวี๋ สนมสวิน สนมจิ้น ในแต่ละเดือนจะบริโภค เนื้อ 3960 ชั่ง ไก่และเป็ด 388 ตัว ในจำนวนนี้ยังไม่รวมที่ใช้ในครัวของขันทีและข้าราชบริพาร
ถ้ารวมขุนนางใกล้ชิด,ขันที,มหาดเล็ก ในแต่ละเดือนในวังจะใช้เนื้อ 31844 ชั่ง, น้ำมันหมู 840 ชั่ง , เป็ดไก่ 4786 ตัว, ปลา, กุ้ง, ไข่ น้ำหนัก 14,794 ตำลึง ยังไม่รวมขนมผลไม้อื่นๆ

อ่านข้อมูลเหล่านี้แล้วเราอาจเผลอคิดว่ามันห่างไกลตัวมาก แต่พอมองดูที่วันเวลา นี่มันเป็นยุคที่โลกมีกล้องถ่ายหนัง มีดนตรีแจ๊ส มีรถยนต์ กันแล้วนี่
การใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยอยู่ในเวลาเดียวกับการต่อสู้รบพุ่งกันทั้งกับต่างชาติและรบกันเอง กบฏนักมวย กบฏชาวนาอี้เหอถวน สงครามฝิ่น    
ในเวลานั้น อาวุธแบบใหม่ ความรู้แบบวิทยาศาสตร์ การเคลื่อนสู่ความเป็นสมัยใหม่ ความคิดเรื่องเสรีภาพ ความคิดเรื่องประชาธิปไตยกำลังเคลื่อนเข้าไปในทุกพื้นที่ของโลก

ดร.ซุนยัตเซนศึกษาวิชาการแพทย์แผนตะวันตก แต่งตัวแบบเสื้อผ้าฝรั่ง  ขบถด้วยการตัดผมเปียที่เป็นขนบแมนจู แล้วรวบรวมกำลังคนเพื่อก่อการปฏิวัติ เรื่องราวเหล่านี้ปรากฏอยู่ในเอกสารมากมาย และถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่องแล้วเรื่องเล่าตลอดระยะเวลาร่วม 100 ปีที่ผ่านมา
การก่อการของ ดร.ซุนยัตเซนประสบความล้มเหลวหลายครั้ง ขบวนการปฏิวัติประชาธิปไตยสูญเสียทั้งกำลังคน กำลังทรัพย์เป็นจำนวนไม่น้อย แต่ในที่สุดสิ่งที่ก้าวหน้ากว่า และเป็นผลดีต่อคนหมู่มาก ก็ได้รับชัยชนะในที่สุด
แม้เมื่อได้รับชัยชนะแล้วทุกสิ่งก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปอย่างราบรื่น การขาดความคล่องตัวทางการเงินของรัฐบาลนานกิง จนไม่มีเงินคงคลังสำหรับจ่ายเงินเดือนเป็นตัวอย่างหนึ่ง

แต่ด้วยแนวความคิดเรื่อง “ไตรราษฎร์”  (三民主义) ระบอบประชาธิปไตยในจีนก็ค่อยๆคลี่คลายตัว
จากช่วงเวลาที่ไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนข้ารัฐการ จนการสร้างเครื่องบินที่แม้แต่น็อตทุกตัวก็ผลิตด้วยตัวเองนั้น รัฐบาลประชาธิปไตยของ ดร.ซุนยัตเซนใช้เวลาไม่นานเลย น่าเสียดายที่ท่านอายุสั้น สิ้นชีวิตหลังจากอยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดีไม่นาน ทำให้เกิดการแย่งชิงอำนาจเพื่อหวังครองความเป็นใหญ่ในหมู่ขุนศึกต่างๆ และโชคไม่ดีซ้ำเข้าไปอีกที่ต้องรบกับฝรั่งและญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลก แล้วต่อด้วยการรบกันภายในกับกองทัพแดงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในเวลาต่อมา
วันนี้จีนมีเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงของตัวเอง และสามารถส่งยานอวกาศขึ้นไปโคจรสำรวจอวกาศแล้วหลายครั้ง ส่วนไทยที่เคลื่อนตัวสู่โลกสมัยใหม่ในเวลาไร่เรี่ยกัน ยังคิดหาวิธีกำจัดหมัดบนรถไฟด้วยความภาคภูมิอยู่เลย

เรืองรอง  รุ่งรัศมี
5/2012


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “Dragon Square” นิตยสาร Mix เดือนมิถุนายน 2012

วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2556

5 ตุลาคม ในและนอกโรงภาพยนตร์ กับมิติกาลเวลา



5 ตุลาคม ในและนอกโรงภาพยนตร์ กับมิติกาลเวลา


5 ตุลาคม 2539
ในโรงภาพยนตร์
ภาพบนจอเป็นเรื่องราวช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เด็กโก๊ะ เด็กชายอายุราว 13-14 ปี วิ่งออกไปกับอังศุมาลิน ผู้หญิงวัยกลางคนที่ยังคงเค้าของความงามไว้อย่างสมบูรณ์ด้วยสีหน้าหวั่นวิตก
ผู้คนวิ่งวุ่นกันอย่างพลุกพล่าน ควันไฟพวยพุ่งขึ้นเป็นกลุ่ม มีเสียงระเบิด เสียงปืนดังอยู่เป็นระยะ ๆ
ผู้คนที่วิ่งอย่างสับสนอลหม่านอยู่บนจอภาพยนตร์นั้นเหมือนจะคุ้นเคย แต่ก็แลดูห่างเหิน สีหน้าท่าทางของพวกเขาดูเหมือนคนที่ขาดความจริงจังกับชีวิต เครื่องแบบนักศึกษาของพวกเขาดูใหม่และสะอาด ตัวตนภายในของเขาไม่เหมือนกับผู้คนที่วิ่งหลบกระสุนด้วยความกลัวผสมความกล้าและคลั่งแค้นบนท้องถนนเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน
กาลเวลาทำให้เกิดช่องว่างขึ้นกับตัวตนภายในของคนได้มากกระไร
ทั้งภาพบนจอและผู้ทำให้ภาพเหล่านี้ปรากฏบนจอ พวกเขามีช่องว่างกับตัวตนภายในและความเป็นจริงเพียงใด

5 ตุลาคม 2519
ในที่ทำงาน
ข่าวการชุมนุมของนักศึกษาและประชาชน เพื่อขับไล่สามเณรถนอมที่บวชมาจากสิงคโปร์ปรากฏอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ วิทยุยานเกราะออกอากาศปลุกระดมลูกเสือชาวบ้านอยู่ตลอดเวลา  สถานการณ์ที่ธรรมศาสตร์และทั่วทั้งกรุงเทพฯ อยู่ในภาวะตึงเครียด
ข้าพเจ้าค้างคืนอยู่ในสำนักงานของนิตยสารดาราฉบับเล็กๆ ฉบับหนึ่ง เป็นคืนที่เท่าไหร่ก็จำไม่ได้แล้ว เสียงจากวิทยุดังอยู่ตลอดเวลา ช่วงปีนั้นข้าพเจ้ายังเป็นนักศึกษาที่ทำงานหารายได้พิเศษด้วยการรับหน้าที่จัดหน้าหนังสือนิตยสารและพ็อคเกตบุ๊ค งานที่อยู่ตรงหน้าวางอยู่อย่างไม่มีกะจิตกะใจจะทำให้สำเร็จลุล่วง จิตใจความรู้สึกของข้าพเจ้าโลดแล่นไปอยู่ที่สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขณะที่ตัวของข้าพเจ้าตื่นเต้นละล้าละลังอยู่กับที่ทำงาน
เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ไม่ได้มาทำงาน สำนักงานนิตยสารดาราฉบับนั้นมีคนทำงานทั้งหมดเพียง 5 คน ข้าพเจ้าในเวลานั้นยังไม่พ้นระยะเวลาของคนทำหนังสือหัดใหม่ งานจัดหน้านิตยสารดาราไม่ใช่เรื่องต้องเคร่งเครียดกับมันนัก การทำนิตยสารยังไม่ใช่ธุรกิจวงเงินมหาศาลอย่างเช่นทุกวันนี้ นายจ้างและเจ้าของทุนของนิตยสารฉบับนี้ไม่ได้เข้ามาที่สำนักงานบ่อยนัก และเขาก็ไม่ค่อยได้สนใจในตัวของข้าพเจ้าและเพื่อนๆ บางคนที่แอบมาพบปะเสวนากันในที่ทำงาน เราใช้สำนักงานนั้นเป็นที่อาบน้ำ ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า กระทั่งเป็นที่พักนอนในบางคืน
ช่วงบ่ายคล้อยเย็นของวันที่ 5 ตุลาคม 2519 เพื่อนๆ ทยอยกันเข้ามาใช้ห้องน้ำในที่ทำงานของข้าพเจ้า สีหน้าของพวกเขาจริงจัง เจือด้วยความหวั่นวิตก แต่ละคนต่างก็เหนื่อยล้ากับการอยู่ท่ามกลางฝูงมหาชนมาหลายเดือน หากแต่ทุกคนต่างก็ยังมีความกระตือรือร้นและท่าทีเอาจริงเอาจังอย่างเต็มเปี่ยม
ช่วงเวลาค่ำคืนหลายคืนมานี้ นักศึกษาที่ทำงานเคลื่อนไหวต่างก็มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบตามความถนัดและความสมัครใจ บางคนอยู่ฝ่ายเสบียง บางคนอยู่ฝ่ายรักษาความปลอดภัย บางคนคอยรวบรวมข่าวส่งต่อให้หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์ และอีกจำนวนหนึ่งต้องทำหน้าที่เป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็วเพื่อปิดโปสเตอร์กระจายให้ทั่วเมือง
งานปิดโปสเตอร์ในยามค่ำคืนดึกดื่นภายใต้สถานการณ์ตึงเครียดเป็นงานเสี่ยงอันตรายที่ต้องการความรวดเร็วฉับไว ทุกคนต้องทำงานแข่งกับเวลาก่อนรุ่งสาง หน่วยโปสเตอร์กระจายกันไปกับรถกระบะ  และพาหนะอื่นๆ เท่าที่สะดวกจะใช้ คนหนึ่งหิ้วกระป๋องแป้งเปียกทาไปที่เสาไฟฟ้าหรือผนังกำแพงอย่างรวดเร็ว อีกคนหนึ่งรีบเอาโปสเตอร์ที่เตรียมไว้ปิดทับลงไปจากนั้นเคลื่อนที่ออกไปให้เร็วที่สุด ความชักช้าอืดอาดอาจก่ออันตรายให้กับตนและเพื่อนร่วมหน่วยถึงชีวิต การเมืองที่แบ่งขั้วความคิดออกเป็นซ้ายขวาอย่างชัดเจนไม่เพียงจะทำให้นักศึกษาประชาชนฝ่ายก้าวหน้าต้องคอยหลบหลีกคนของทางการ แต่ยังต้องเอาตัวให้รอดพ้นจากอันตรายโดยหน่วยล่าสังหารพลเรือนฝ่ายขวาอีกด้วย
การชุมนุมใหญ่ที่สนามหญ้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็เกี่ยวเนื่องมาจากการแสดงเจตนารมณ์ไม่ให้สามเณรถนอมอยู่พำนักในประเทศไทย และเพื่อแสดงพลังคัดค้านที่หน่วยโปสเตอร์ของฝ่ายประชาชนถูกจับแขวนคอที่นครปฐม
เพื่อนๆ ที่เข้ามาอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งกายหน้าตาเคร่งเครียด ข้าพเจ้าถามพวกเขาถึงเหตุการณ์ในธรรมศาสตร์ ทุกคนต่างพูดกันว่าคืนนี้เหตุการณ์น่าจะตึงเครียด อาจมีอะไรรุนแรงที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นก็ได้ เพื่อนๆ สั่งอาหารข้างสำนักงานมารับประทาน พอให้ร่างกายมีเรี่ยวแรงสำหรับภาระหน้าที่ของดึกคืนนี้ ข้าพเจ้าเก็บงานที่ค้างขอติดตามเพื่อนไปที่ธรรมศาสตร์ด้วย แต่ทุกคนไม่อนุญาตให้ข้าพเจ้าซึ่งร่างกายไม่แข็งแรงติดตามไปเลย ทุกคนห่วงกังวลว่าหากเกิดอะไรขึ้นข้าพเจ้าคงไม่อาจดูแลตัวเองได้
ดูเหมือนว่าในใจลึกๆ ของเพื่อนแต่ละคน ต่างก็รู้อยู่ว่าคืนวันที่ 5 ตุลาคม 2519 เป็นคืนอันตราย  พวกเขาขอให้ข้าพเจ้าอยู่แต่ในที่ทำงาน ดึกๆ ให้ปิดประตูให้แน่นหนา ทุกคนบอกว่าถ้าเขาจะกลับมาก่อนรุ่งสางจะเคาะประตูตามรหัสที่เรานัดแนะกันไว้ เวลาโทรศัพท์ก็บอกให้ข้าพเจ้าปล่อยให้โทรศัพท์ดังไปก่อน  เขาจะวางหูทิ้ง 2 ครั้ง ครั้งที่ 3 จึงให้ข้าพเจ้ารับสาย ในเวลานั้นเราต่างเป็นเด็กหนุ่มสาวที่ยังอ่อนต่อโลกและชีวิต เราคิดไปตามประสาซื่อว่าเรารู้จักระมัดระวังตัวรอบคอบ เราคิดไปตามประสาคนไร้เดียงสาว่าความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นนั้นคงเป็นเพียงแค่ใครถูกรุมกระทืบหรือใครถูกจับกุม น้อยคนที่จะเตรียมใจรับเหตุการณ์รุนแรงขนาดสงครามกลางเมือง
ดึกของคืนวันที่ 5 ตุลาคม 2519 ข้าพเจ้านั่งฟังวิทยุยานเกราะด้วยหัวใจร้อนรนอยู่ตลอดทั้งคืน ความรู้สึกและสมองสับสนมึนงงทำอะไรไม่ถูก ความรุนแรงเกิดขึ้นจริงๆ และมันรุนแรงยิ่งกว่าที่ราจะคาดคิดไปถึงมาก ตลอดทั้งคืนไม่มีโทรศัพท์จากเพื่อนแม้แต่ครั้งเดียว รหัสสัญญาณเคาะประตูที่ข้าพเจ้าตั้งใจเงี่ยหูฟังอยู่ก็ไม่มีเลย ข้าพเจ้านั่งอยู่ในความมืดตลอดค่ำคืนอันน่าหวาดหวั่นนั้นคนเดียวจนรุ่งเช้า การกระจายเสียงของวิทยุยานเกราะทำให้ข้าพเจ้านั่งลุกไม่เป็นปกติ
เช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ข้าพเจ้าหรี่เสียงวิทยุในที่ทำงานให้เบาที่สุด ไม่กล้าเปิดไฟ ไม่กล้าเปิดประตูที่ทำงาน พยายามทำให้ผู้คนแถบนั้นเข้าใจว่าเช้าวันนี้ไม่มีใครมาทำงาน ข้าพเจ้าแอบมองลอดช่องเล็กๆ ของประตูออกไปข้างนอกอยู่ตลอดเวลา ความรู้สึกเป็นห่วงเพื่อน ความหวาดวิตกในความปลอดภัยของชีวิตคละเคล้าวุ่นวาย
ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่าในช่วงวันที่ 5 ตุลาคม 2519 และ 6 ตุลาคม 2519 หูของข้าพเจ้าแว่วได้ยินเสียงของนักเขียนสตรีชื่อดังคนหนึ่งดังอยู่ทางวิทยุยานเกราะ วันเวลา 20 ปีทำให้ข้าพเจ้าจดจำถ้อยคำเนื้อหาที่เธอพูดในวันนั้นไม่ได้ แต่ข้าพเจ้าจำอารมณ์ความรู้สึกในน้ำเสียงของเธอได้พอสมควร มันไม่ใช่น้ำเสียงสงบเย็นหรือให้สติข้อคิดอันใดแก่ผู้ได้ยินเสียงนั้นเลย
ข้าพเจ้ายิ้มขื่นๆ ให้กับตนเองและผู้คนที่หนังเรื่องนี้พูดถึง

5 ตุลาคม 2539
นอกโรงภาพยนตร์
เสียงปืนเสียงระเบิดจางหายไปกับภาพสุดท้ายบนจอภาพยนตร์ ข้าพเจ้าเดินไปเข้าห้องน้ำนอกโรงภาพยนตร์ด้วยจิตใจว่างเปล่า และสงบอย่างไม่น่าเชื่อตัวเอง
ภาพที่เหมือนคุ้นเคยนั้นเหมือนกับห่างเหินยิ่งนัก คนบ่อน้ำตาตื้นเช่นข้าพเจ้าแปลกใจตัวเองไม่น้อยที่ตนเองเพียงน้ำตาซึมนิดเดียวในช่วงหนึ่งของภาพยนตร์
เสียงของนักเขียนสตรีชื่อดังคนนั้นพูดข้อความเช่นใดหนอในช่วงวันที่ 5-6 ตุลาคม เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ข้าพเจ้าอยากรู้ถึงความรู้สึกที่แท้จริงของคนๆ หนึ่งในช่วงเวลาเดียวกันที่อยู่ต่างกันกว่ายี่สิบปี
จากวันที่ 5 ตุลาคม 2519 ย้อนกลับไปช่วงเวลาใกล้กันของปี 2516 แล้วต่อมาเป็นวันที่ 5 ตุลา 2539 ขณะที่ภาพยนตร์จากนวนิยายของเธอปรากฏเป็นภาพบนจอ ข้าพเจ้าไม่อาจรู้เลยว่าระหว่างข้อมูล-จินตนาการ-และจิตสำนึกของคนๆ หนึ่ง ได้มีสิ่งใดเกิดขึ้น
นักเขียนคนที่เขียนเล่าเรื่องเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จนกลายเป็นภาพบนแผ่นฟิล์ม จะคิดถึงช่วงเวลาวันที่ 5-6 ตุลาคม 2519 ด้วยความรู้สึกเช่นใดบ้างไหมข้าพเจ้าก็ไม่รู้ แต่หนังเรื่องนั้นมีคนซื้อตั๋วเข้าดูไม่น้อย

6 ตุลาคม 2519 
ในที่ทำงาน
ข้าพเจ้าแอบซ่อนตัวอยู่ในที่ทำงานอย่างเงียบที่สุด เสียงปืนดังแว่วมาจากวิทยุยานเกราะตลอดเวลา ข้าพเจ้าหวาดหวั่นขวัญเสีย และไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่กล้าเปิดประตูออกไปข้างนอก ไม่กล้ากลับบ้าน 
โลกวันนั้นมืดและโหดร้ายสิ้นดี


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรก นสพ.ผู้จัดการ ฉบับวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 12-13 ตุลาคม 2539