ค้นหาบทความ

วันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ขยายขอบเขตอาหารการกิน


เรารู้มาแล้วว่า : shiˊ : สือ : กิน
ภาษาจีนยังมีคำว่า “กิน” อีกคำหนึ่งที่ออกเสียงคล้ายกันคือคำว่า
chi ชือ : กิน
吃饭 chi fanˋ ชือ ฟ่าน : กินข้าว
早餐 zaoˇcan จ่าว ชัน มื้อเช้า
และยังมีคำที่หมายถึงอาหารมื้อเช้าคำอื่นอย่าง
早点 zaoˇdian จ๋าว เตี่ยนมื้อเช้า
早饭 zaoˇfan จ่าว ฟ่าน มื้อเช้า
จะเห็นว่า มีตัวหนังสือที่จำง่ายมากและเดาความหมายออกอยู่ตัวหนึ่ง คือ
zaoˇจ่าว : เช้า
zaoˇจ่าว : เช้า จำง่ายมาก เป็นช่องสี่เหลี่ยมมีขีดขวางอยู่ตรงกลาง ด้านล่างเป็นเครื่องหมาย บวก หรือ กากบาท ถ้าเราไม่ละเลยที่จะจดจำมันไว้ให้แม่น เวลาที่เห็นอักษรจีนตัวอื่นที่มีส่วนนี้ผสมอยู่ เราก็จะจำได้ง่ายขึ้นมาก เช่น
zaoˇจ่าว : เช้า
: caoˇ : ฉ่าว : หญ้า
: chaoˊ : ฉาว : ราชสำนัก
朝代 : chaoˊdaiˋ : ราชวงศ์
ถ้าเราละเลยกับ คำ zaoˇจ่าว : เช้า เสียตั้งแต่ต้น คำอย่าง : caoˇ : ฉ่าว : หญ้า ยังอาจพอจดจำได้ไม่ยาก
แต่พอเป็น : chaoˊ : ฉาว : ราชสำนัก / 朝代 : chaoˊdaiˋ : ราชวงศ์
จะเริ่มรู้สึกตาลายขึ้นมาบ้างแล้ว แต่หากพิจารณาให้ละเอียด ถอดชิ้นส่วนของคำ
: chaoˊ : ฉาว : ราชสำนัก จะพบว่ามันประกอบด้วยช้ินส่วน ซ้าย 十 日 十 ส่วนด้านขวา คือ

พอเห็นแบบนี้เราจะจำง่ายขึ้น และถ้าเราคัดลายมือ คำว่า : chaoˊ : ฉาว : ราชสำนัก /
朝代 : chaoˊdaiˋ : ราชวงศ์ หลายๆ รอบจนคุ้นมือ
เวลาเราไปเจอตัวหนังสืออย่าง chaoˊ : ฉาว : หัวเราะเย้ยหยัน / เย้ยหยัน / เยาะเย้ย / เยาะ เราแทบจะจำคำใหม่นี้ได้ในทันที

ภาษาจีนไม่ได้เรียนยากอะไรนักหนาหรอก เราเพียงแต่ประมาทไปหน่อย หากไม่ยอมวางรากฐานตอนเริ่มต้นโดยมองว่ามันง่ายอย่างนี้เอง ข้ามๆ ไปก่อนก็ได้ พอเผลอไปแป๊บเดียว อ้าว มันกลายเป็นยากตั้งแต่ตอนไหนเนี่ย
ลองดูตัวหนังสือตัวนี้ดูสิ
chaoˊ : ฉาว : หัวเราะเย้ยหยัน / เย้ยหยัน / เยาะเย้ย / เยาะ
มองมุมยากมันก็ยากนะ แต่มองมุมง่าย ถอดมันเป็นชิ้น 3 ชิ้น ชิ้นกลาง ถอดเป็นชิ้นย่อย บน กลาง ล่าง
十 日 十
อ้าว มันมันยากนี่หว่า.
ลองมองดูตัวอักษรนี้อีกทีสิ
chaoˊ : ฉาว : หัวเราะเย้ยหยัน / เย้ยหยัน / เยาะเย้ย / เยาะ
มันกำลังหัวเราะหยอกล้อเราเล่นอยู่ใช่ไหมเนี่ย !?!


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


รุ่นของผู้กำกับ ภาพยนตร์จีนแดงแผ่นดินใหญ่


การแบ่งผู้กำกับการแสดงภาพยนตร์ของจีนแผ่นดินใหญ่เป็นรุ่นต่างๆ แพร่หลายจนกลายเป็นประเพณีขึ้นมาในปัจจุบัน มาจากการเรียกกลุ่มผู้กำกับ “รุ่นที่ 5” เป็นรุ่นแรก
แล้วผู้กำกับรุ่นอื่นๆ คือใคร และเป็นอย่างไร
ข้อมูลจากนิตยสารด้านภาพยนตร์จีน ตามลักษณะเฉพาะทางสุนทรียศาสตร์ที่พวกเขานำมาใช้กับภาพยนตร์ที่เขาสร้าง สามารถแบ่งได้ดังนี้
รุ่นที่ 1 คือ กลุ่มที่บุกเบิกให้มีการสร้างภาพยนตร์จีนขึ้น โดยยึดหลักสุนทรียศาสตร์ของภาพยนตร์ กลุ่มนี้ประกอบด้วย เจิ้งเจิ้งชิว, จางเสอชวน, โหวย่าว เป็นอาทิ
รุ่นที่ 2 มีสมาชิกเป็นผู้กำกับที่อยู่ในช่วงทศวรรษ 1930-1940 อันประกอบด้วย เซี่ยเอี่ยน, ไช่ฉู่เซิง, อู๋หย่งกัง, เฟ่ยมู่, เสิ่นซีหลิง เป็นต้น
รุ่นที่ 3 หมายถึง กลุ่มผู้กำกับช่วงทศวรรษ 1950 อันเป็นภายหลังจากที่ได้มีการสถาปนาประเทศจีนขึ้นใหม่แล้ว ผู้กำกับรุ่นนี้มี สุ่ยฮว๋า, เฉิงอิ่น, ชุยเหวย, เจิ้งจวิ้นหลี่, เซ่จิ้น เป็นต้น
หนังของคนทำหนังกลุ่มนี้ ถือเป็นภาพยนตร์ของฝ่ายซ้ายได้โดยแท้ เพราะยึดถือคติทางศิลปะแบบสังคมนิยมและอัตถนิยม มักเป็นภาพยนตร์ที่มุ่งสะท้อนเรื่องราวชนชั้นกรรมาชีพ คือ กรรมกร ชาวนา และนักปฏิวัติ
รุ่นที่ 4 ผู้กำกับรุ่นนี้คือ นักศึกษาด้านภาพยนตร์ที่สำเร็จการศึกษาช่วงทศวรรษ 1960 แต่เริ่มเข้าสู่แวดวงภาพยนตร์ในช่วงต้นทศวรรษ 1980
ผู้กำกับกลุ่มนี้ประกอบด้วย อู๋อี๋กง, จางหน่วนซิน, เถิงเหวินจี้, เซ่เฟย เป็นต้น พวกเขามักทำหนังที่มีลักษณะของงานบันทึกความเป็นจริง โดยมีความคิดแบบนักมนุษยนิยม
รุ่นที่ 5 คือ ผู้กำกับภาพยนตร์จีนที่กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังในระดับนานาชาติในช่วงปัจจุบัน พวกเขาเข้าสู่แวดวงภาพยนตร์ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ.1982 เป็นต้นมา เป็นคนสร้างหนังที่เติบโตมากับการปฏิวัติวัฒนธรรม และเริ่มก่อรูปก่อร่างในวงการภาพยนตร์ภายหลังจากนั้น ผลงานของผู้กำกับกลุ่มนี้มักจะได้รับการกล่าวขวัญถึง หรือได้รับรางวัลต่างๆ ในงานเทศกาลภาพยนตร์หรือการประกวดภาพยนตร์ภายนอกประเทศจีน ถือได้ว่าเป็นกลุ่มผู้กำกับที่ชื่อและผลงานกำลังขายได้ดีในตลาดภาพยนตร์ปัจจุบัน
ผู้กำกับที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มรุ่นที่ 5 มี เฉินข่ายเกอ, จางอี้โหมว, เถียนจวงจวง, อู๋จื่อหนิว, หลี่ซ่าวหง เป็นต้น
ภาพยนตร์ของผู้กำกับในรุ่นที่ 5 ได้เข้ามาฉายในโรงหนังบ้านเราหลายเรื่อง และดูเหมือนจะเป็นที่รับได้ของคนดูหนังในเมืองไทยด้วย เช่น เรื่อง “จวี๋โต้ว” (JU DOU), “ลาก่อน แม่นางสนมข้า” (FAREWELL TO MY CONCUBINE) (ขออนุญาตไม่ใช้ชื่อไทยตามโรงหนัง เพราะรับไม่ได้โดยสิ้นเชิงกับการตั้งชื่อหนังจีนในยุคปัจจุบัน อีกประการหนึ่ง การแปลชื่อหนังตามชื่อเรื่องภาษาจีนหรือภาษาอังกฤษ น่าจะมีประโยชน์กว่าในการศึกษาและอ้างอิงเมื่อวันเวลาผ่านไป)
ภาพยนตร์อย่างเรื่อง “โคมแดงแขวนเอาไว้สูงๆ” (RAISE THE RED LANTERN) หรือ “แจวเอย แจว! แจวถึงสะพานที่บ้านยาย” (SHANGHAI TRIAD) และสองเรื่องที่เอ่ยถึงข้างต้น ล้วนแต่เคยเห็นมีเป็นวิดีโอวางขายอยู่ทั่วไป เพียงแต่บางเรื่องคำบรรยายไทยอาจจะคลาดเคลื่อนไปจากความหมายเดิม ให้รู้สึกรำคาญใจเวลาชมอยู่บ้าง
ดูเหมือนว่าหนังของผู้กำกับรุ่นที่ 5 เรื่องอื่นๆ ก็พอจะหาได้จากแหล่งที่พวกหลงใหลงานภาพยนตร์เขาไปเสาะหากัน แล้วก็อย่าตะขิดตะขวงใจกับการซื้อเทปผีกันเลย เพราะถ้ารอหาที่มีลิขสิทธิ์ก็อาจจะรอเก้อ หรือเทปลิขสิทธิ์บางเรื่องก็แปลคำบรรยายไทยผิดพลาด ดังกรณีเรื่อง “ลาก่อน แม่นางสนมข้า” ที่ข้าพเจ้าเพิ่งดูผ่านตามาเมื่อไม่กี่วันนี้เอง
รุ่นที่ 6 เป็นกลุ่มรุ่นน้องของผู้กำกับรุ่นที่ 5 พวกเขาสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยการภาพยนตร์ปักกิ่ง ช่วงปลายทศวรรษ 1980 เริ่มเสนอผลงานสู่สาธารณะในช่วงทศวรรษ 1990 ปัจจุบันแม้ว่าผู้กำกับรุ่นนี้จะยังมิได้มีชื่อเสียงโด่งดังนัก แต่ก็เป็นที่จับตามองของวงการภาพยนตร์โลกแล้ว
ผู้กำกับในกลุ่มรุ่นที่ 6 ประกอบด้วย หวางเสี่ยวซ่วย, หลี่จวิ้น, เหอเจี้ยนจวิน, หูเสวี่ยหยาง, จางหยวน, ก่วนหู, โหลวเย่, หวางญุ่ย, ลู่เสวียฉาง, หม่าเสียวหย่ง, อูตี๋ เป็นต้น
อาจคาดการณ์ได้ว่าในช่วงระยะเวลาข้างหน้านับจากนี้ไป กลุ่มผู้กำกับรุ่นที่ 6 คงจะค่อยๆ แสดงสถานะของตนให้ประจักษ์ชัดต่อสายตาชาวโลกและวงการภาพยนตร์ บางทีชื่อของผู้กำกับรุ่นที่ 6 อาจเป็นรุ่นต่อไปที่จะได้ร่วมงานกับกลุ่มทุนนอกประเทศ ดังเช่นที่รุ่นพี่เคยถากถางหนทางเอาไว้
ทั้งภาพยนตร์จีนของกลุ่มผู้กำกับรุ่นที่ 5 และผู้กำกับรุ่นที่ 6 น่าจะหาได้ไม่ยากที่ฮ่องกง ในรูปของแผ่นเลเซอร์ดิสก์ วิดีโอ วิดีโอซีดี

ภาพยนตร์จีนมีประวัติยาวนานมาถึง 90 ปี เริ่มมีการสร้างหนังในเมืองจีน ภายหลังจากหนังเรื่องแรกของโลกราวๆ 10 ปี และแม้ว่าเอกสารข้อมูล ตลอดจนถึงฟิล์มภาพยนตร์เก่าๆ ของจีน จะมิได้มีอยู่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ แต่การมีสถาบันการศึกษาด้านภาพยนตร์โดยตรงอย่างเป็นทางการ ก็ช่วยให้ข้อมูลต่างๆ ถูกรวบรวมไว้ใช้เพื่อการศึกษา อันเป็นผลให้ภาพยนตร์ (จำนวนหนึ่ง) ของจีนแผ่นดินใหญ่ เป็นผลงานที่มี “ราก” มีที่มาที่ไปอย่างชัดเจน ความไม่ใช่ “มวยวัด” เช่นนี้เองที่เอื้อให้เกิดการเติบโตที่มั่นคงแข็งแรงต่อภาพยนตร์จีนในปัจจุบันและอนาคต
ผู้รู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ภาพยนตร์จีนกล่าวว่า ยุคทศวรรษ 1930-1940 และทศวรรษ 1980 เป็นช่วงเวลาอันสำคัญยิ่งของวงการภาพยนตร์จีนในแผ่นดินใหญ่
ยุคทศวรรษ 1930-1940 นั้น เป็นช่วงเวลาที่สามารถสถาปนาอาณาจักรแห่งภาพยนตร์ในประเทศจีนได้อย่างมั่นคง มีตำแหน่งแห่งที่ในฐานะหนึ่งของศิลปะที่ผู้คนยอมรับทั่วไป
ช่วงทศวรรษ 1980 เป็นช่วงเวลาที่สามารถสถาปนาที่ทางของภาพยนตร์จีนต่อโลกภายนอก เป็นช่วงเวลาที่คนทำหนังจีนในแผ่นดินใหญ่สามารถยืนยันถึงตัวตนและความมีอยู่ของภาพยนตร์จีนต่อชาวโลกได้
ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา ภาพยนตร์โดยกลุ่มผู้กำกับรุ่นที่ 5 ของจีนแผ่นดินใหญ่ก็ไปคว้ารางวัลจากประเทศต่างๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า
เมืองไทยนั้นคุ้นเคยกับภาพยนตร์จีนมานานหลายสิบปี ก่อนที่ภาพยนตร์ของบริษัท ชอว์ บราเธอส์ แห่งฮ่องกง จะเฟื่องฟูเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในเมืองไทย ช่วงราวทศวรรษ 1960 ภาพยนตร์โดยบริษัท ภาพยนตร์ฉางเฉิง ก็เคยเป็นที่ชื่นชมของคนดูหนังจีนยุคเก่าในเมืองไทย นอกจากนี้ ภาพยนตร์จีนจากแผ่นดินใหญ่เรื่องอื่นๆ ก็เคยฉากแพร่หลายตามโรงหนังทั่วไปในเมืองไทย ก่อนที่จะค่อยๆ ถูกรุกคืบหนังบู๊กวางตุ้ง (ซึ่งสร้างในฮ่องกงยุคก่อน ชอว์ บราเธอส์เฟื่อง) หนังรักจากไต้หวันก็เคยครองใจนักดูหนังจีนที่เป็นแฟนประจำของโรงภาพยนตร์กรุงเกษม (ปัจจุบันถูกทุบทิ้งไปแล้ว) ช่วงหลัง 14 ตุลาคม 2516 ภาพยนตร์ฝ่ายซ้ายอย่างเรื่อง “ลูกชาวนา” ก็เคยเข้ามาฉายแถบเยาวราช แล้วยังมีภาพยนตร์งิ้วแต้จิ๋วที่ครองใจคนดูหนังรุ่นจีนอพยพอีก

ปัจจุบัน กิจการภาพยนตร์จีนทั้งจากจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และไต้หวัน ต่างก็กำลังเป็นที่จับตามองของวงการภาพยนตร์โลก ภาพยนตร์ฮ่องกงครองตลาดไปทั่วโลก จนมีคำกล่าวยกย่องว่า ฮ่องกง คือ ฮอลลีวู้ด แห่งตะวันออก
หลังจากประสบความสำเร็จอย่างมากกับภาพยนตร์แนวตลาด คนทำหนังฮ่องกงจำนวนหนึ่ง กำลังรู้สึกท้าทายกับการทำหนัง ซึ่งเป็นที่ยอมรับในแง่ศิลปะ
ทางด้านไต้หวัน หลังจากการทำหนังตลาดอย่างสุกเอาเผากินช่วงระยะเวลาหนึ่ง จนแทบทำลายธุรกิจภาพยนตร์ในประเทศเสียย่อยยับ ผู้คนก็เริ่มได้สติคืนมา ประกอบกับรัฐบาลของเขาเห็นคุณค่าของศิลปะแขนงนี้ และให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ปัจจุบัน ภาพยนตร์ไต้หวันจำนวนหนึ่งก็ยกระดับคุณภาพขึ้นอย่างน่าพอใจ
ด้านจีนแผ่นดินใหญ่นั้น นอกจากผู้กำกับรุ่นที่ 4 และรุ่นที่ 5 ที่ยังคงสร้างงานออกมาอย่างต่อเนื่อง ผู้กำกับรุ่นที่ 6 ก็กำลังเติบโตและทยอยสร้างผลงานออกมาพิสูจน์ตัวเอง
อีกดินแดนหนึ่งที่อาจก้าวเข้ามามีบทบาทในวงการภาพยนตร์จีน คือ สิงคโปร์ ปัจจุบัน วงการภาพยนตร์โลกยังคงค่อนข้างมองข้ามสิงคโปร์ไป อาจเพราะเนื่องจากวิธีคิดแบบเด็กดีหรือคนเรียบร้อยของชาวสิงคโปร์ ที่เป็นข้อจำกัดต่อการสร้างสรรค์งานทางศิลปะให้แหลมคมและมีพลังเข้มข้น แต่สิงคโปร์วันนี้ก็เริ่มก้าวออกจากแผ่นดินผืนเล็กๆ ของตน เพื่อแสวงหาความร่วมมือกับการทำหนังร่วมกับฮ่องกงบ้างแล้ว บางทีสิงคโปร์อาจก้าวข้ามข้อจำกัดของตนก็ได้ในวันข้างหน้า


เรืองรอง รุ่งรัศมี


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกใน “เดือน... ดาว... ในเงาฟิล์ม” แพรวเอนเตอร์เทน พ.ศ.2542

วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

จีนสยามและใต้บรรทัด


ชาวจีนที่อพยพเข้ามาสู่ประเทศไทยตั้งแต่ดั้งเดิม มีทั้งคนที่พูดภาษาแต้จิ๋ว, แคะ (ฮากกา), กวางตุ้ง, ไหหลำ, ฮกเกี้ยน ภาษาจีนหลักๆ ที่ใช้แพร่หลายในสยามและอุษาคเนย์แต่เดิม คือ ภาษาจีนเหล่านี้ ในเมืองไทยกลุ่มคนจีนที่ใช้ภาษาแต้จิ๋วมีมากที่สุด ในมาเลเซีย และสิงคโปร์ก็มีจีนแต้จิ๋วอยู่ไม่น้อย ความจริงแล้วคนจีนครั้งอดีตยังเข้าไปตั้งรกรากอยู่ในอินโดนีเซีย, บูรไน และ ฟิลิปปินส์ และก็มีจำนวนคนไม่น้อย แต่เรามักละเลยข้อมูลเหล่านั้น
สิ่งหนึ่งที่ต่างกันระหว่างในกรุงเทพกับในมาเลเซียและสิงคโปร์ หรือกระทั่งในอินโดนีเซีย บรูไน และฟิลิปปินส์ คือ ในพื้นที่เหล่านั้น ครอบครัวจีนยังสื่อสารกันเองด้วยภาษาจีนของตนอยู่ แต่กรุงเทพ และประเทศไทย ภายในเวลาไม่ถึง 100 ปี การสื่อสารกันเองภายในชุมชนจีนด้วยภาษาจีนได้ถดถอยลงอย่างรวดเร็ว จนปัจจุบันมีน้อยอย่างยิ่งที่ครอบครัวจีนจะสื่อสารกันเองในชุมชนด้วยภาษาจีน
อะไรเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้น นี่เป็นเรื่องน่าพิจารณา

อ้างอิงกันต่อๆ กันมาว่า ชาวจีนที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยส่วนใหญ่ มาอย่างเสื่อผืน หมอนใบ และเป็นคนใช้แรงงานมากกว่าคนมีวิชาความรู้ แต่เมื่อพิจารณาหนังสือเก่าๆ จำพวกพงศาวดารจีน. และไล่เลียงรายชื่อ ความเป็นมาของขุนนางเก่าๆ จะเห็น "ร่องรอย" ข้อมูลอีกด้านอย่างชัดเจน
หนังสือพงศาวดารจีนที่แปลเป็นภาษาไทยอย่างเรื่องประเภท สามก๊ก, ไคเภ็ก, ไซฮั่น ฯลฯ ในยุคเก่านั้น ไม่ใช่ภาษาจีนระดับพื้นๆ ที่คนเรียน ป.3 ป.4 ก็อ่านได้. แม้ว่าจะแปลโดยมีอารักษ์คอยจด มีผู้อื่นคอยเรียบเรียงสำนวนไทย ก็ยังไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ง่ายๆ. จำนวนพงศาวดารมากมายเหล่านั้นคือร่องรอยว่า คนจีนยุคแรกๆ ที่มาสู่แผ่นดินสยาม มีเป็นจำนวนไม่น้อยที่เป็นคนมีวิชาความรู้สูง ยิ่งเมื่อพิจารณาที่ขุนนางที่ทำงานให้ทางการในหน้าที่ต่างๆ ที่ต่อมาได้เป็นขุน เป็นพระ เป็นพระยา ก็จะเห็นได้ว่า หน้าที่การงาน ความรับผิดชอบเหล่านั้นต้องใช้ "องค์ความรู้" และ "วิชาหนังสือ"อยู่มาก

หากพิจารณาจากข้อมูลประวัติศาสตร์ชาวจีนโพ้นทะเลในเอเชียอาคเนย์  จะพบว่าครั้งอดีตนั้น ชาวจีนในพื้นที่เหล่านี้อพยพมาจากท้องถิ่นแผ่นดินจีนเดียวกัน  แต่เมื่อไปสู่แผ่นดินใหม่แล้วจึงได้รกรากปักฐานในระยะยาวตามเหตุปัจจัยของแต่ละคน
ถ้าสืบค้นไปที่ความสัมพันธ์ของครอบครัวจีนในเอเชียอาคเนย์ พบว่ามีลักษณะเครือญาติข้ามแผ่นดินใหม่ที่ตั้งรกรากในภายหลัง. เช่น ครอบครัวจีนที่นครสวรรค์ บางครอบครัวมีญาติใกล้ชิดตั้งรกรากอยู่ในมาเลเซียหรือสิงคโปร์. บางครอบครัวมีญาติอยู่ที่บรูไน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ หรือฮ่องกง. เพียงแต่ต่อมาขาดการติดต่อสัมพันธ์กัน
เรื่องชาวจีนในแผ่นดินไทยดูเสมือนจะเป็นเรื่องใกล้ตัว. แต่ในเชิงข้อมูลเชิงลึกและเชิงสถิติแล้วดูจะมิได้มีเป็นระบบเป็นแก่นเป็นสารมากนัก ผิดกับในสิงคโปร์ และมาเลเซียที่มีหลักฐานข้อมูลแน่นหนาและเป็นเรื่องเป็นราวมากกว่า

เรื่องราวเกี่ยวกับชาวจีนในแผ่นดินสยามมีความเป็นตำนานบอกเล่าสูง ขณะที่มีลักษณะบันทึกอย่างเป็นทางการน้อย. ข้อมูลทั้งภาษาไทยและภาษาจีนมีลักษณะขาดเป็นห้วงๆ ไม่เป็นระบบ และต่อไม่ค่อยติด. ปรากฏการณ์นี้ไม่น่าจะเป็นไปโดยธรรมชาติ. หากแต่มีการ "จัดการ" ให้เป็นไปเช่นนี้ทั้งโดยทางตรงและโดยอ้อมตั้งแต่อดีตจนแม้กระทั่งในปัจจุบัน
ข้อมูลพื้นฐานบางอย่างสูญหายไปกับวันเวลา  ประวัติศาสตร์สิ่งพิมพ์ภาษาจีนในแผ่นดินสยามยาวนานกว่า 100 ปีไปมาก. และสิ่งพิมพ์ภาษาจีนในสยามยุคเริ่มแรกก็ไม่ใช่เรื่องสายลมแสงแดด หากแต่มีเนื้อสารอันเข้มข้น. สิ่งนี้ปรากฏร่องรายในงานศึกษาวิจัยของต่างชาติ ทว่าเอกสารสำคัญที่เป็นเอกสารภาษาจีนเหล่านี้หาได้น้อยมากในสมุดในแผ่นดินสยาม. นี่ก็เป็นข้อบ่งชี้หนึ่งว่า "เรื่องเล่า" เกี่ยวกับจีนในสยามนี้มีเรื่อง "ใต้บรรทัด" ที่ต้องพิจารณา

เรืองรอง  รุ่งรัศมี
26/6/2012


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “Dragon Square” นิตยสาร Mix เดือนกรกฎาคม 2012

The Moments


ฉันนั่งอยู่บน
ก้อนหินอายุ 180 ล้านปี
เหม่อลอยตลอดบ่ายวันหนึ่ง

จิมมี่ เลียว
นักเขียนวรรณกรรมภาพไต้หวัน


1.
วันเวลา
วงปีของต้นไม้
อายุของก้อนหิน
ชีวิตของคน
สายน้ำไหล ใบไม้ร่วง ใบไม้ผลิ ดอกไม้บาน ดอกไม้ร่วง
เงาที่เคยสะท้อนในน้ำ
ชั่วขณะของเอกภพ
นิรันดร์กาลของความทรงจำ

2.
น่าแปลกที่สมุดเซนต์ friendship เมื่อครั้งเยาว์วัยหายไปจนหมดสิ้น. ไม่ใช่เพราะว่าย้ายบ้านหลายครั้ง. ทว่าเป็นเพราะความเยาว์วัยและมองชีวิตออกไปแสนไกลและแสนสั้น ไม่สัมพันธ์ลงตัวกับภาวะเฉพาะหน้าในยามนั้นๆ ความรู้ความเข้าใจเหล่านี้ ถึงจะมีครูบางคนพยายามพูดถึง แต่ก็ไม่อาจตรวจสอบให้คะแนนได้ทันกาล เราต่างต้องออกจากโรงเรียนกันก่อนทั้งนั้น
เพิ่งไม่กี่สัปดาห์นี้เองที่เพื่อนในวัยเรียนนัดพบปะกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
คุณเคยกลับไปพบเพื่อนนักเรียนเก่าๆ สมัยนุ่งกางเกงขาสั้น , ใส่เสื้อคอซองไหม น่าแปลกที่บางทีเราก็ไม่ทันรู้สึกอะไรกับเรื่องพวกนี้
กี่ปีมาแล้ว
ห้าปี สิบกว่าปี ยี่สามสิบปี........
หรือไม่เคยกลับไปอีกเลย
ไม่ถึงกับเป็นเรื่องคอขาดบาดตายหรอก. ชีวิตมีเงื่อนไขเฉพาะบุคคล สมเหตุผลบ้าง ไม่สมเหตุผลบ้าง. ก็นั่นละคือชีวิต ไม่ลงตัวอยู่ในกฎเกณฑ์ตายตัวเหมือนสมการทางคณิตศาสตร์อะไรหรอก
มีเพื่อนในวัยเรียนตายไปกี่คนแล้ว ?
น่าแปลกที่พวกเขาหายไปเหมือนอยู่คนละเอกภพกับเรา

3.
เราคนที่เห็นในกระจกเดินทางผ่านอุโมงค์มหัศจรรย์แบบไหน. เราที่ยามเป็นเด็กเป็นคนแบบนั้นทำไมมาชอบฟังเพลงแบบนี้ในวันปัจจุบัน. เราในวัยเด็กเป็นเด็กอย่างนั้น มามีชีวิตแบบที่เป็นอยู่ในวันปัจจุบันได้จริงอย่างนี้
อารมณ์ความรู้สึก ความคิด และสายตา ยามเรามองดูชีวิตกลายเป็นภาวะปัจจุบันได้จริงอย่างนี้
น่าพิศวงและมหัศจรรย์
รอยยิ้มของโมนาลิซา และการร้อง "ยูเรก้า"ของอาคิมิดิส
ชั่วขณะหนึ่งเราอาจเข้าใจก้อนหินอายุ 180 ล้านปี และเอกภพอาจฉงนฉงายต่อเรา
เรายังไม่ได้ปล่อยวาง หรือหลุดพ้น บรรลุ. ปุถุชนในโลกแห่งโลกียะน่าจะมีชั่วขณะบางขณะเป็นเช่นเดียวกับก้อนหินอายุ 180 ล้านปี

4.
การให้อภัย และการรัก ไม่ยาก ไม่ง่ายทั้งในความหมายลึกและตื้น
พูดออกมาบ่อยนักบางทีก็กลายเป็นพูดพล่อยได้
เข้าใจแน่หรือ
ให้อภัยตัวเอง รักตัวเอง พูดออกมาง่าย ทำได้อย่างปล่อยวางไม่ง่ายนัก. ในขณะเดียวกันก็ไม่ยากจนหนักหนาสาหัสเกินคนปกติธรรมดาทำได้
หลายปีมาแล้ว ได้พบฝรั่งคนหนึ่งดื่มเบียร์คนเดียวยามดึก รอคอยเวลาเดินทางไปสนามบินตอนค่อนรุ่งด้วยภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่นพอจะรับรู้ได้ว่า เขาเที่ยวกางอ้อมกอดกอดโลกแต่ก็ยังทุกข์
อย่าลืมกอดตัวเองและรักคุณในฐานะมนุษย์คนหนึ่งในโลกที่คุณโอบกอดด้วย

ถ้าภาษาอังกฤษดีพอ คำพูดที่สื่อสารอาจไม่ได้ออกมาอย่างนี้
โมนาลิซายิ้ม
อาคิมิดิสร้องยูเรก้า
เราดื่มเบียร์ และจากกัน
ชั่วขณะนั้นลูกไก่ก็ไปเกิดเป็นดาว
ท้องฟ้าคืนนั้นดาวสวยหรือไม่ เราไม่ทันมอง

เรืองรอง รุ่งรัศมี
2004


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ สายลมในกิ่งหลิว เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 631 วันที่ 28 มิถุนายน 2004