ค้นหาบทความ

วันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2556

กิน


ดูหนังจีนแล้วบางทีก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าสิ่งที่เห็นในจอนั้นใกล้เคียงความจริงอยู่แค่ไหน ?
จีนเป็นชาติช่างบันทึก ร่องรอยหลักฐานจึงมีมาก
อักษรจีนยุคแรกๆอยู่บนกระดองเต่าและกระดูกสัตว์ จีนเรียกว่า "เจี๋ยกู่เหวิน甲骨文(jiaˇguˇwenˊ) พิสูจน์ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์แล้วมีอายุกว่า 4,000 ปี 
ตัวอักษรบนภาชนะสัมฤทธิ์  บนหิน บนภาชนะดินเผา กระเบื้องเคลือบ บันทึกบนซี่ไม้ไผ่ที่ผูกเป็นผืน การแกะสลักแม่พิมพ์ไม้ จนมาถึงการเขียนลงบนกระดาษ ล้วนแต่เป็นร่องรอยหลักฐานที่หนักแน่น
เมื่อจีนคิดประดิษฐ์กระดาษได้ การจดบันทึกลงบนกระดาษได้เป็นโลกของข้อมูลเข้าสู่หน้าใหม่ การจดบันทึกเป็นประเพณีนี้ทำให้เกิดเอกสารหลักฐานที่ใช้อ้างอิงมากมาย จนมาถึงยุคของกระดาษและกล้องถ่ายรูป ทุกอย่างก็ดูชัดเจน แจ่มแจ้ง ไม่ต้องตีความแบบคาดเดามากๆ อีกแล้ว
เรื่อง “กิน” เป็นเรื่องใกล้ตัวของคน มีเรื่องน่ารู้มากมาย น่าสนใจว่าจีนมีการเขียนหนังสือเรื่องสิ่งละอันพันละน้อยมากมาย ช่วงที่ค้นคว้าเรื่องเกี่ยวกับชาทำให้จำชื่อหนังสือ “ชิงเป้ยเล่ยชาว(清稗类钞) ในสมัยชิงอ(เช็ง) ได้ว่ามีข้อมูลเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างชวนฉงน เอกสารลักษณะนี้มีน้อยมากในสังคมของเรา

มนุษย์ นอกจากกินเพราะความหิวแล้วยังกินเพราะความอยาก กินตามความคุ้นเคย กินตามสถานะทางชนชั้น
เรื่องกินอย่างวิจิตรบรรจงของจีนส่วนหนึ่งปรากฏอยู่ในวรรณกรรมเรื่อง “ความฝันในหอแดง” (红楼梦)ของ ฉาวเสว่ฉิน (曹雪芹) วรรณกรรมยิ่งใหญ่เรื่องนี้เขียนถึงชีวิตอันฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อของพวกขุนนางครอบครัว “ไฮโซ” เวลาบรรยายถึงอาหารบนโต๊ะของพวก “ผู้ดีตีนแดง” ละลานตาชวนให้พิศวงว่า คนเรามันจะฟุ้งเฟ้อกันเรื่องกินได้กันขนาดนี้เลยหรือ
แค่อ่านแล้วนึกภาพให้ออกว่าหน้าตาอาหารแต่ละอย่างเป็นอย่างไรก็หูอื้อตาลายแล้ว ยังไม่รวมไปถึงการจินตนาการว่ารสชาติอาหารอันละลานตาที่ไม่เคยกินนั้นจะเป็นอย่างไร ความที่จริตไม่ตรงกับรสนิยมของวรรณกรรมเรื่องนี้ จึงทำให้จนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใจจะหาหนังสือฉบับเต็มมาอ่าน ได้แต่อ่านบทความที่ศึกษาวิเคราะห์ หรือที่ขนาด “ตามไปกิน” แล้วมาเขียนถึง แบบนั้นดูจะน่าสนใจกว่าในความรู้สึกของตน

แค่ครอบครัวขุนนางชั้นสูงในเรื่อง “ความฝันในหอแดง” ยังกินวิลิศมาหราถึงขนาดนั้น แล้วในรั้วในวังเขาจะกินกันล้ำลึกพิสดารขนาดไหน ?
ใครๆ ก็รู้ว่าจีนมีอาหารที่เรียกว่า “อาหารฮ่องเต้” ภาษาจีนเรียกว่า “หม่านฮั่นฉวนสี (满汉全席) ถ้าเอาอย่างหรูหราอาหารฮ่องเต้นั้นใน 1 มื้อมีกว่า 100 อย่าง ในจำนวนนั้นมีทั้ง รังนก หูฉลาม เป๋าฮื้อ อุ้งตีนหมี ของป่า ของทะเล เนื้อวัว เนื้อหมู เป็ด ไก่ ห่าน นก กระต่าย เห็ด ผัก ฯลฯ อย่าคิดว่าอาหารแบบนี้เขาไม่ได้กินกันในชีวิตประจำวัน มีเอกสารอ้างอิงว่าบนโต๊ะอาหารของซูสีไทเฮา (禧太后 1835-1908)และจักรพรรดิปูยี (溥仪1906-1967) แต่ละมื้อมีอาหารละลานตาไม่ต่างจากนี้เท่าไหร่
จักรพรรดิปูยีต้องสละอำนาจอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มกราคม 1912 ภายหลัง ดร.ซุนยัตเซนทำการปฏิวัติโค่นล้มระบบราชาธิปไตยได้สำเร็จ และสถาปนาระบบประชาธิปไตยขึ้นในปี 1911

น่าสนใจว่ามีเอกสารหลักฐานยืนยันว่า เดือนเมษายน 1912 รัฐบาลชั่วคราวของ ดร.ซุนยัตเซน ซึ่งใช้เมืองนานกิง (หนานจิง南京) เป็นเมืองหลวงชั่วคราวนั้น ตัวเลขของรัฐบาลติด “ตัวแดง” จนไม่มีเงินเดือนจะจ่ายข้าราชการ แม้แต่ค่าอาหารของท่านประธานาธิบดีก็ยังต้องประหยัด กินข้าวต้มกับปาท่องโก๋เป็นอาหารหลัก ในงานเลี้ยงต่างๆ ก็คิดรายการอาหารที่ประหยัดที่สุด
แต่รายการอาหารเช้าของฮ่องเต้น้อยวัย 6 ขวบในพระราชวังกลับมี เป็ด, ไก่, เนื้อหมู, เนื้อวัว, เนื้อแพะ, ของสดจากทะเล, เต้าหู้, ผัก ไม่น้อยกว่า 28 อย่าง

มีเอกสารชิ้นหนึ่งแสดงรายละเอียดอาหารที่ปูยี ไทเฮา ฮองเฮา และสนม บริโภค ใน 1 วัน เป็นตัวเลขเชิงสถิติที่น่าสนใจดังนี้
ส่วนของจักรพรรดิปูยี
เนื้อหมูสำหรับทำอาหารวันละ 22 ชั่ง         = เดือนละ 660 ชั่ง
เนื้อหมูสำหรับทำน้ำแกง 5 ชั่ง                   = เดือนละ 150 ชั่ง
น้ำมันหมู 1 ชั่ง                                       = เดือนละ 30 ชั่ง   
ไก่ 2 ตัว                                                 = เดือนละ 60 ตัว   
เป็ด 3 ตัว                                               = เดือนละ 90 ตัว
ไก่สำหรับประกอบอาหารอื่น 3 ตัว             = เดือนละ 90 ตัว

ส่วนของไทเฮา ฮองเฮา และสนม รวมเป็นปริมาณใน 1 เดือน มีดังนี้
ไทเฮา  太后               เนื้อ 1860 ชั่ง ไก่ 30 ตัว เป็ด 30 ตัว
            สนมจิ่น  
瑾贵妃       เนื้อ 285 ชั่ง ไก่ 7 ตัว เป็ด 7 ตัว
            สนมอวี๋
 瑜皇贵妃 เนื้อ 360 ชั่ง ไก่ 15 ตัว เป็ด 15 ตัว
            สนมสวิน 
珣皇贵妃 เนื้อ 360 ชั่ง ไก่ 15 ตัว เป็ด 15 ตัว
            สนมจิ้น
 瑨贵妃       เนื้อ 285 ชั่ง ไก่ 7 ตัว เป็ด 7 ตัว

รวมแล้วทั้ง 6 คน คือ จักรพรรดิน้อย ฮองไทเฮา สนมจิ่น สนมอวี๋ สนมสวิน สนมจิ้น ในแต่ละเดือนจะบริโภค เนื้อ 3960 ชั่ง ไก่และเป็ด 388 ตัว ในจำนวนนี้ยังไม่รวมที่ใช้ในครัวของขันทีและข้าราชบริพาร
ถ้ารวมขุนนางใกล้ชิด,ขันที,มหาดเล็ก ในแต่ละเดือนในวังจะใช้เนื้อ 31844 ชั่ง, น้ำมันหมู 840 ชั่ง , เป็ดไก่ 4786 ตัว, ปลา, กุ้ง, ไข่ น้ำหนัก 14,794 ตำลึง ยังไม่รวมขนมผลไม้อื่นๆ

อ่านข้อมูลเหล่านี้แล้วเราอาจเผลอคิดว่ามันห่างไกลตัวมาก แต่พอมองดูที่วันเวลา นี่มันเป็นยุคที่โลกมีกล้องถ่ายหนัง มีดนตรีแจ๊ส มีรถยนต์ กันแล้วนี่
การใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยอยู่ในเวลาเดียวกับการต่อสู้รบพุ่งกันทั้งกับต่างชาติและรบกันเอง กบฏนักมวย กบฏชาวนาอี้เหอถวน สงครามฝิ่น    
ในเวลานั้น อาวุธแบบใหม่ ความรู้แบบวิทยาศาสตร์ การเคลื่อนสู่ความเป็นสมัยใหม่ ความคิดเรื่องเสรีภาพ ความคิดเรื่องประชาธิปไตยกำลังเคลื่อนเข้าไปในทุกพื้นที่ของโลก

ดร.ซุนยัตเซนศึกษาวิชาการแพทย์แผนตะวันตก แต่งตัวแบบเสื้อผ้าฝรั่ง  ขบถด้วยการตัดผมเปียที่เป็นขนบแมนจู แล้วรวบรวมกำลังคนเพื่อก่อการปฏิวัติ เรื่องราวเหล่านี้ปรากฏอยู่ในเอกสารมากมาย และถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่องแล้วเรื่องเล่าตลอดระยะเวลาร่วม 100 ปีที่ผ่านมา
การก่อการของ ดร.ซุนยัตเซนประสบความล้มเหลวหลายครั้ง ขบวนการปฏิวัติประชาธิปไตยสูญเสียทั้งกำลังคน กำลังทรัพย์เป็นจำนวนไม่น้อย แต่ในที่สุดสิ่งที่ก้าวหน้ากว่า และเป็นผลดีต่อคนหมู่มาก ก็ได้รับชัยชนะในที่สุด
แม้เมื่อได้รับชัยชนะแล้วทุกสิ่งก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปอย่างราบรื่น การขาดความคล่องตัวทางการเงินของรัฐบาลนานกิง จนไม่มีเงินคงคลังสำหรับจ่ายเงินเดือนเป็นตัวอย่างหนึ่ง

แต่ด้วยแนวความคิดเรื่อง “ไตรราษฎร์”  (三民主义) ระบอบประชาธิปไตยในจีนก็ค่อยๆคลี่คลายตัว
จากช่วงเวลาที่ไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนข้ารัฐการ จนการสร้างเครื่องบินที่แม้แต่น็อตทุกตัวก็ผลิตด้วยตัวเองนั้น รัฐบาลประชาธิปไตยของ ดร.ซุนยัตเซนใช้เวลาไม่นานเลย น่าเสียดายที่ท่านอายุสั้น สิ้นชีวิตหลังจากอยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดีไม่นาน ทำให้เกิดการแย่งชิงอำนาจเพื่อหวังครองความเป็นใหญ่ในหมู่ขุนศึกต่างๆ และโชคไม่ดีซ้ำเข้าไปอีกที่ต้องรบกับฝรั่งและญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลก แล้วต่อด้วยการรบกันภายในกับกองทัพแดงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในเวลาต่อมา
วันนี้จีนมีเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงของตัวเอง และสามารถส่งยานอวกาศขึ้นไปโคจรสำรวจอวกาศแล้วหลายครั้ง ส่วนไทยที่เคลื่อนตัวสู่โลกสมัยใหม่ในเวลาไร่เรี่ยกัน ยังคิดหาวิธีกำจัดหมัดบนรถไฟด้วยความภาคภูมิอยู่เลย

เรืองรอง  รุ่งรัศมี
5/2012


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “Dragon Square” นิตยสาร Mix เดือนมิถุนายน 2012

ยุคสมัย


วันเวลา
เพิ่มรอยประสบการณ์แก่ชีวิต
พร้อมๆ กันก็ทำให้ผู้คนเลอะเลือน
ตัวตนที่แท้
สะท้อนออกมาทั้งโดยตั้งใจและมิตั้งใจ
กระบี่ที่บิน
ควรค่าแก่การชื่นชมคารวะหากใช้ถูกทาง
น่าสมเพชเวทนาหากกวัดแกว่งฟาดฟันโดยไร้กติกา
ผู้พกพากระบี่
เป็นได้ทั้งจอมยุทธ์และอันธพาลเกเร
ขึ้นอยู่กับตัวตนของเขา
วันเวลา
สามารถสร้างและฆ่าผู้ถือกระบี่
เพราะด้วยตัวตนของเขา



ยุคสมัยที่ผู้คนพกพาดาบ กระบี่ หรือปืนโดยเปิดเผยคลี่คลายตัว อาวุธวันนี้มิได้มองเห็นโดยง่าย
แม้ว่ามีดและปืนจะยังคงเป็นอาวุธที่น่ากลัว แต่อาวุธหลายชนิดของคนยุคนี้ กลับน่ากลัวอย่างเหลือเชื่อ
รอยยิ้ม คำพูด ปากกา กล้องถ่ายรูป กล้องโทรทัศน์ หน้ากระดาษ งานสื่อสารมวลชน พรรคการเมือง นักเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษา โมฆะบุรุษ เหล่านี้ล้วนทำร้ายผู้อื่นและสังคมได้
มืออาชีพหรือนักวิชาชีพก็ทำร้ายผู้อื่นและสังคมได้ เขาพกพาอาวุธหรือกลายเป็นอาวุธ ทำอันตรายหรือทำประโยชน์ขึ้นอยู่กับตัวตนของเขา แสดงออกทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ
การพร่ามัวต่อกฎกติกาเพียงเล็กน้อย ผลกระทบตามมาอาจคือการเปลี่ยนแปลงเส้นทางชีวิตของคุณ เรื่องเล็กๆ บางเรื่องส่งผลให้สงครามความคิดที่รอวันก่อตัว ไม่อาจเกิดขึ้น
บางทีหน่วยเชื้อของการปฏิวัติก็ตายลงง่ายๆ เพียงเพราะมืออันโง่เขลาแตะต้อง
กว่าที่จะหยัดร่างท้าทายแดดลม ต้องผ่านเวลาและอุปสรรคมากมาย
กว่าที่ลำต้นความคิดจะชูยอดสูง เตรียมกิ่งเตรียมก้านเพื่อให้ดอกใบอวดตัวเด่นชัด ประกาศเผ่าพันธุ์ที่แท้ ต้องผ่านการอำพรางต่อศัตรู รอคอยเวลาเหมาะสม
กว่าจะตระเตรียมกระบี่คมได้พร้อม ต้องทุ่มเท อดทนเพียงใด
แต่แล้ว... บางมือเป่าปากชี้บอกทิศทาง ประดุจมือสังหารที่ตระเตรียมการ ถูกบีบคั้นให้ออกจากที่ซ่อนตัว ที่เขามารอกระทำการอยู่ ณ ที่โล่งแจ้งนั้น เขาเดินโดดเดี่ยวกลับไปด้วยอาการปกติ ในความเงียบงันของเขา ยากจะมีใครเข้าใจว่า การสังหารศัตรูที่ยิ่งใหญ่ ยากจะเป็นจริงได้แล้ว

ยุคสมัยที่พกพาดาบ กระบี่ และปืน โดยเปิดเผยผ่านไปแล้ว หัวใจและปณิธานยิ่งใหญ่ของผู้คนก็ผ่านไปกับยุคสมัยด้วย ผู้คนทำงานเพียงเพื่อเลี้ยงชีพ มีชื่อเสียงเพื่ออวดโอ่ มีตัวตนเพียงแค่ตัวกูของกู
วันเวลา ได้ฆ่าผู้กล้า ผู้มีปณิธานยิ่งใหญ่ไปเท่าใดแล้ว
ยุคสมัยหรือตัวของเขากันแน่ ที่ไร้สาระแก่นสาร
ประสบการณ์ชีวิตเป็นแต่เพียงริ้วรอยสกปรกเปรอะเปื้อน หัวใจและความคิดเลอะเทอะยิ่งกว่า เป็นเพียงตรอกแคบโสมม ถือเศษเหล็กสนิทกินเนื้อใน ทว่าอวดอ้างว่าคือเหล็กไหลเนื้อดี
แสงแดดส่องฉายเพียงใด ตรอกแคบสกปรกก็ยังทอดตัวสู่ความเสื่อมทราม
คนเล็กๆ ที่เดินจากไปอย่างปกติธรรมดา ในความเงียบงันของเขา ยากนักที่จะมีใครเข้าใจว่า เขาได้เดินจากความมุ่งมั่นและปณิธานของเขาแล้ว ด้วยความจำใจ
เป็นตัวตนของเขาหรือยุคสมัยกันแน่ ที่ทำให้เป็นเช่นนี้

วันเวลา
เพิ่มรอยประสบการณ์แก่ชีวิต
นำพาเอาสติ ความแจ่มใสไปจากผู้คน
เพิ่มความเลอะเทอะเปรอะเปื้อน
ประกอบกันเป็นยุคสมัยอันอับทึบนี้


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ หมาป่าบนทุ่งกระดาษ สำนักพิมพ์วลี สิงหาคม พ.ศ.2549

ความจริง



บางเวลา
ศิลปะและสุนทรีย์ก็กลายเป็นสัมภาระที่หนักเกิน
เพื่อนของฉัน
วันที่ต้องหาค่าข้าวและค่าเช่าบ้าน
ฉันเตะกระถางมะลิที่เคยเด็ดบูชาพระล้มแตก
โลกและชีวิตไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

โครงการเฟื่องฝัน  คุยกันกว่า 30 ปี
ยังมิได้ลงมือกระทำ
วันนี้ฉันมีศิลปะสำคัญที่ต้องทำ
คือการใช้ชีวิต

คนรักของฉันชื่อสุนทรีย์
เพื่อนห่างๆ ของฉันชื่ออุดมคติ
คนที่คุ้นหน้าคนหนึ่งชื่อคุณธรรม
แต่เจ้าหนี้ของฉันชื่อความเป็นจริง

เธอไปฝันเฟื่องของเธอเถิด
ฉันต้องรีบไปทำงาน

คนรัก เพื่อนห่าง คนคุ้นหน้า และเจ้าหนี้
ล้วนคือคนที่แวดล้อมชีวิตของฉัน
ฉันจะคบหาพวกเขาต่อไป
เพียงแต่
บางเวลาฉันคิดอยากเอาใจออกห่างพวกเขาบ้าง



เรืองรอง  รุ่งรัศมี
2003


พิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในหนังสือ โอบกอดจันทรา แพรวสำนักพิมพ์ พ.ศ.2548

ล่าสุดได้นำมาจัดทำเป็นฉบับ e-book โดย Book Soho ตามลิงก์
http://booksoho.com/#book?id=9

วันพุธที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2556

รวมภาพยนตร์ที่หลินไต้ 林黛 แสดง


หลินไต้ เป็นนักแสดงที่มีความเป็น "ดารา" สูงมาก แต่ก็เป็นดาราที่มีฝีมือด้วย  เธออยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านจากหนังเสียงขาวดำสู่หนังสี เมื่อเธอเข้าไปร่วมงานกับ ชอว์ บราเธอส์ 邵氏 เครื่องหมาย SB ในโลโก้พร้อมเสียงเพลงนำมา ผู้ชมก็ปล่อยใจไปกับภาพเรื่องราวบนจอ
ภาพยนตร์ของหลินไต้น่าจะได้ฉายในโรงหนังในเมืองไทยทุกเรื่อง ใครอยากดูหนังของหลินไต้ ตามหาแผ่นลิขสิทธิ์คมชัดของชอว์ บราเธอส์ได้ไม่ยาก ถ้าเป็นหนังร้องเพลงแนะนำให้ดูฉบับเสียงในฟิล์มจะดีกว่าฉบับพากย์
หนังที่หลินไต้แสดง มีทั้งหนังสมัยใหม่และหนังโบราณ เธอดูสวยทั้งในชุดเครื่องแต่งกายทันสมัย บ้านๆ และ ชุดโบราณ ความงามมีเสน่ห์ของหลินไต้ทำให้ผู้คนมากมายหลงรักเธอ แต่ว่าสาวงามมักจะอาภัพเรื่องรัก หลินไต้เจ็บช้ำกับปัญหาชีวิตของเธอจนวันหนึ่งได้ตัดสินใจฆ่าตัวตาย

รายชื่อภาพยนตร์ที่หลินไต้แสดง รวบรวมเรียงตามลำดับปีมาไว้ด้วยกัน ดังนี้
1953 翠翠 "ชุยชุ่ย" นำเอาชื่อตัวละครมาตั้งเป็นชื่อหนัง หนังเรื่องแรกที่หลินไต้แสดงเป็นนางเอกของเรื่อง เป็นหนังขาวดำยุคหนังเสียง สร้างจากวรรณกรรมเรื่อง "เมืองชายแดน" (邊城)
1954 春天不是讀書天 "ฤดูใบไม้ผลิไม่ใช่วันสำหรับอ่านหนังสือ" หนังขาวดำในยุคแรก วิธีการเขียนบทและเทคนิคการถ่ายทำยังเป็นไปอย่างซื่อๆ
1955 金鳳 "จินเฟิ่ง"
1955 梅姑 "เหมยกู"
1956  菊子姑娘 "จวี๋จื่อกูเหนียง"
1956  亂世妖姬
1956 杏花溪之戀
1956 漁歌
1957 窈窕淑女 หนังสมัยใหม่
1957 金蓮花
1957 亡魂谷 หนังผี
1957 香港東京蜜月旅行
1957 情場如戰場
1957 春光無限好
1957 黃花閨女
1958 貂蟬 "เตียวเสี้ยน" หนังอิงตำนานประวัติศาสตร์
1958 笑聲淚痕
1958 笑聲淚影
1958 紅娃
1959 慾網
1959 嬉春圖
1959 雲裳艶後
1959 樑上佳人
1959 千金小姐
1959 江山美人 "จอมใจจักรพรรดิ" หนังร้องเพลงที่เพลงทุกเพลงในหนังฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมือง
1960 溫柔鄉
1961 千嬌百媚
1961 猿女孟麗絲
1961 燕子盜
1961 不了情 "ปู้เหลี่ยวฉิง" เพลงในหนังเรื่องนี้กลายเป็นเพลงอมตะที่ร้องกันแพร่หลายแม้จนทุกวันนี้
1962 有口難言
1962 白蛇傳 "นางพญางูขาว"
1963 花團錦簇
1964 王昭君 "หวางเจาจวิน" หนังแต่งชุดโบราณ
1965 妲己 หนังแต่งชุดโบราณ อิงตำนานประวัติศาสตร์จีน
1965 寶蓮燈 "โคมวิเศษ" หลินไต้ถ่ายหนังเรื่องนี้ไม่จบ แต่ฆ่าตัวตายอำลาโลกไปเสียก่อน จึงต้องหาตัวแสดงแทนที่รูปร่างหน้าตาละม้ายหลินไต้อย่างมากมาถ่ายทำต่อมาในบางฉากที่ค้างไว้จนจบ เมื่อหนังออกฉาย แฟนหนังของหลินไต้พากันไปดูหนังด้วยอารมณ์รำลึกถึงดารายอดนิยม และวิพากษ์วิจารณ์กันเกรียวกราวว่าฉากไหนเป็นหลินไต้ตัวจริง ฉากไหนเป็นตัวปลอม
1966 藍與黑上集 หนังสงคราม "สีน้ำเงินกับสีดำ" ภาค 1
1966 藍與黑下集 หนังสงคราม "สีน้ำเงินกับสีดำ" ภาค 2
1967 血痕鏡

นับจากปี 1953 ที่หนังเรื่องแรกของหลินไต้ออกฉาย เธอก็ครองใจผู้ชมตลอดมา แฟนคลับของหลินไต้มีทุกเพศ ทุกวัย ข่าวการตายของหลินไต้ช็อคแฟนหนังของเธอมาก แม้เธอจะถึงแก่กรรมไปนานแล้ว แต่ทุกวันนี้เมื่อพูดถึงหนังจีน ชื่อของหลินไต้ก็ยังเป็นชื่อที่ไม่อาจละเลย


เรืองรอง รุ่งรัศมี