ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สายลม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สายลม แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ดอกไม้ป่า



ดอกไม้ป่าดอกหนึ่ง
บานในทุ่งรกร้างแล้วก็โรยไป
ไม่ได้คิดถึงชีวิตน้อยๆ นี้
หันหน้าแย้มยิ้มให้กับดวงตะวัน
ความฉลาดที่พระเจ้ามอบให้กับเขา
เขารู้ตัวเองดี
ความปีติยินดีของเขา
บทกวีของเขา
โยกไหวแผ่วเบาเบื้องหน้าสายลม

ดอกไม้ป่าดอกหนึ่ง
บานในทุ่งรกร้างแล้วก็โรยไป
เขามองเห็นท้องฟ้าสีคราม
มองไม่เห็นความเล็กกระจ้อยร่อยของตัวเอง
ฟังเสียงอันอ่อนโยนของสายลมจนเคยชิน
 ฟังเสียงกราดเกรี้ยวของสายลมจนเคยชิน

แม้กระทั่งความฝันของตัวเองก็ยังลืมไปได้ง่าย

จากบทกวี 'อี้ ตว่อ เหย่ ฮวา'

โดย : เฉิน เมิ่ง เจีย


เรืองรอง รุ่งรัศมี แปล


วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ไผ่


ก้อนหินกลมเกลี้ยง น้ำในลำธารสะอาด แลเห็นตัวปลาแหวกว่ายน้ำใส สายลมพัดเบาๆ ยามนั้นเสียงขลุ่ยก็แว่วดังมา
เธออาจค้นหาที่มาแห่งเพลงพริ้วไหว เธออาจสดับซึ่งความลึกซึ้ง แต่ ณ แดนป่าไผ่ร่มครึ้มที่ริมลำธาร ชายหนึ่งฉงนฉงาย
เสียงขลุ่ยพริ้วไหว ไหลเรื่อยเหมือนดั่งสายน้ำ หากแต่เลาขลุ่ยแข็งตรง ช่างเป็นนฤมิตกรรมพิสดารแห่งมนุษยชาติ สายเบ็ดกระตุก คันเบ็ดสั่นอยู่ถี่ๆ เขาวัดสายเบ็ด หากแต่ไม่มีปลาติดมาสักตัว
คลื่นน้ำเป็นวง จากหนึ่งแล้วแผ่ซ้อนกระจาย
แต่ว่าคันเบ็ดก็คือไม้ไผ่อ่อนช้อย สายเบ็ดคือเส้นเชือกอ่อนที่ทอดตัวตรงแลเสมือนแข็ง น้ำไหลเหมือนนิ่ง คนนิ่งภายในสับสน

โอ... มนุษย์ ชั่วขณะหนึ่งฉลาดปราดเปรื่อง สามารถนฤมิตสิ่งที่ลึกล้ำ อีกชั่วขณะหนึ่งเหมือนว่าจะช่างโง่เขลา
เกี่ยวเหยื่อตัวใหม่ เหวี่ยงเบ็ด วงน้ำกระเพื่อมความคิดของเขา สายตาของเขาทอดนิ่งอยู่ที่ปลายเบ็ด แต่ว่าความคิดมิได้อยู่นิ่ง
ไผ่... ความลับของเจ้า คือความว่างเปล่าในร่างของเจ้าใช่ไหม
วงคลื่นกระเพื่อมผิวน้ำเรียบใส เงาที่ทอดอยู่ในน้ำของเขาพร่าพริ้ว อีกด้านหนึ่งของลำธาร มีคนกำลังวักน้ำล้างหน้าและลูบเนื้อตัว
ปลาที่ในน้ำ เจ้าจะรับรู้ความเย็นใสของน้ำเปลี่ยนไปหรือไม่ ยามเมื่อน้ำที่เจ้าได้อาศัยอยู่นี้ได้สั่นกระเพื่อม
นกที่บนฟ้า เจ้าจะรับรู้ความกว้างใหญ่ของฟ้า ที่ครอบร่างเจ้านี้ได้เพียงใด
มนุษย์เอย เจ้ารู้อันใดกับโลกที่เจ้าได้อาศัยอยู่

เขาปลดเอากระบอกไม้ไผ่ที่สะพายกับบ่า บรรจุน้ำในลำธารเข้าไป
โอ... สิ่งว่างเปล่า บรรจุสารัตถะเอาไว้มากล้นเพียงใด
หรือว่าข้าควรละทิ้งซึ่งสรรพสิ่งเพื่อความว่างเปล่าแห่งตน ความคิดของชายที่ถือคันเบ็ดเคลื่อนไปอีกแล้ว ว่างเปล่าเพื่อบรรจุไว้ซึ่งสารัตถะ เหมือนกระบอกไม้ไผ่บรรจุน้ำใสเพื่อการเดินทาง แต่ว่า เท่านี้พอหรือ สิ่งอื่นที่ต้องบรรจุมีอีกมากหลาย เสบียงกรัง ความกล้าหาญ ความมุ่งมั่น ล้วนคือสิ่งจำเป็นอันชีวิตพึงมีในการเดินทาง คุณธรรม ความดีงาม ล้วนคือนามธรรมอันมิอาจละทิ้ง ฉะนี้ ชีวิตไยมิใช่พะรุงพะรังไปด้วยสัมภาระ กระทั่งถ่วงให้มิอาจย่างเท้าก้าวเดินหรอกหรือ
ร่างกายเพียงหนึ่ง เสมือนกระบอกไม้ไผ่อันมีเพียงปล้องเดียว หากจะบรรจุทั้งถั่ว งา ข้าว เนื้อ น้ำ ฯลฯ ผสมปนเป ประโยชน์อันพึงจะมีก็จะกลายเป็นหาประโยชน์มิได้ไปเสีย
มิใช่ความว่างเปล่าเสียละกระมัง ตัวตนน่าจะต้องมีอยู่ เสมือนกระบอกไม้ไผ่มีเนื้อไม้ของมัน ต้องมิกลวงว่างเสียแล้วละหนอ จึงจะทำให้บรรจุสิ่งต่างๆ ได้ โดยมิให้สัมปชัญญะต้องถึงเสื่อมทราม
แต่ว่าอัตตาก็มักเป็นสิ่งที่สร้างความบิดเพี้ยนผันแปรต่อสิ่งที่ตัวตนรับมันเข้าไป หรือว่าในที่สุดแล้ว ไม้ไผ่ก็ต้องถูกผ่าออกเป็นสองซีก เพื่อจะได้แยกแยะพิจารณาเลือกใช้สารัตถะที่บรรจุเอาไว้ภายใน
เขาเฝ้าแต่ครุ่นคิดฉงน

พลันนั้น ปรากฏนกตัวหนึ่งบินมาโฉบเหยื่อในน้ำ วงน้ำสั่นไหวความคิดของเขาอีกครั้ง เหยื่อมีอยู่มากมาย ในน้ำ บนบก บนต้นไม้ หรือในอากาศ
คลื่นน้ำแผ่พริ้วกระจาย เงาที่ในน้ำสั่นไหว
นกบินกลับรังของมัน
นกที่ทำรังอยู่ในป่าลึก ที่มันต้องการคือกิ่งไม้กิ่งหนึ่งเพื่อจะยึดรังของมันเอาไว้ใช่ไหม
สัตว์ที่ในป่า ยามเมื่อกระหายและไปดื่มน้ำที่ตามโตรกธาร ที่มันต้องการก็เพียงน้ำเต็มกระเพาะ พอดับซึ่งความกระหาย
กิ่งไม้อันมีอยู่มากมาย และน้ำอันเย็นฉ่ำอยู่ทั้งโตรกธาร บางขณะก็เป็นเพียงสิ่งที่มีอยู่ และก็เป็นเพียงเท่านั้น

เขาเก็บเบ็ดแล้ว
ผิวน้ำเหมือนเรียบ แต่ก็ยังคงปรากฏวงคลื่นน้อยๆ
ประกายแดดสะท้อนคลื่นน้ำส่องประกายแพรวพราย สีแสงวูบไหวแปรเปลี่ยนมิหยุด ช่างงดงาม หากแต่ความเปลี่ยนแปลงนั้นรวดเร็วและพิสดาร ยากที่จะพรรณนา เสมือนที่เราไม่อาจบอกถึงความงามของมวลดอกไม้แก่ผู้ที่ไม่เคยรับรู้ความงามของดอกไม้ และไม่อาจบอกถึงความไพเราะแห่งมวลสรรพเสียงแด่ผู้อันมีโสตประสาทบกพร่อง
“คุณค่า” รับรู้ไม่ง่ายเหมือนกัน “ราคา” สำหรับผู้ที่มืดบอด
ดั่งนี้ เพียงชั่วไม่นาน นับแต่ชายผู้นั้นมาสู่ลำธารที่ริมป่าไผ่ หลายสิ่งเสมือนเคลื่อนอยู่มิหยุดในความเป็นไป
และเมื่อเดินทางกลับมาจากริมลำธาร เขาก็รู้สึกว่าตนเองเปลี่ยนไป ทั้งที่ยังคงเป็นเขาเช่นเดิม


เรืองรอง  รุ่งรัศมี



พิมพ์ครั้งแรก  จากข้างหน้าต่างบ้านชานเมือง  สำนักพิมพ์ทางทอง พ.ศ.2536

วันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ครั้งแรกที่ลิ้มรสความเปลี่ยวเหงา 初次嘗到寂寞

เพลงของ เติ้งลี่จวิน 鄧麗君 ถูกนำมาร้องใหม่เสมอ เพลงของเธอแพร่หลายในวงกว้าง ผ่านกาลเวลายาวนานตั้งแต่เธอยังอยู่ในวัยเด็กจนแม้เมื่อหลังจากเธอเสียชีวิตไปแล้ว และความนิยมในเพลงของเติ้งลี่จวินน่าจะกลายเป็นเพลงอมตะคู่กับเพลงของโจวเสวียน 周璇 นักร้องหญิงยุคเซี่ยงไฮ้
เพลง "ครั้งแรกที่ลิ้มรสความเปลี่ยวเหงา"初次嘗到家寂寞 นี้คำร้องพูดถึงสาวน้อยวัยแรกรัก เป็นคำกวีที่งดงาม ฉบับที่นำมาให้ฟังนี้การอัดเสียงยอดเยี่ยม (แผ่นเสียงของบริษัท HUGO พิถีพิถันในการเลือกเพลงและการอัดเสียงทุกแผ่น) เรียบเรียงดนตรีได้งดงามมาก อีกทั้งเสียงร้องก็ไพเราะมากด้วย

初次嘗到寂寞
ครั้งแรกที่ลิ้มรสความเปลี่ยวเหงา
作詞:莊奴, 作曲:譚健常
คำร้อง : ถาน เจี้ยน ฉาง / ทำนอง : จวง หนู

風兒走來問我
สายลมเดินมาถามฉัน
什麼叫做寂寞
อะไรที่เรียกว่าความเปลี่ยวเหงา
我的年紀還小
ฉันยังอายุน้อย
哪裡懂得寂寞
ไหนเลยจะเข้าใจถึงความเปลี่ยวเหงา

雲兒也來問我
ก้อนเมฆก็มาถามฉัน
戀愛是否快樂การมีความรักนั้นเป็นเรื่องปีติสุขใช่ไหม ?
我還不解風情
ฉันยังไร้เดียงสาไม่รู้ถึงอารมณ์รักของหนุ่มสาว
怎知是否快樂
ไหนเลยจะรู้ว่าปีติสุขหรือไม่

風兒走遠
สายลมจากไปไกล
雲兒飄過
ก้อนเมฆลอยผ่าน
只剩下孤獨的一個我
เหลือเพียงฉันผู้โดดเดี่ยวอยู่คนเดียว
心兒裡彷彿
ภายในใจราวกับว่า
失落了一些什麼
มีอะไรบางอย่างสูญหายไป
只剩下孤獨的我
เหลือเพียงฉันผู้โดดเดี่ยวเปลี่ยวดาย

雲兒也來問我
ก้อนเมฆก็มาถามฉัน
戀愛是否快樂
การมีความรักนั้นเป็นเรื่องปีติสุขใช่ไหม ?
我還不解風情
ฉันยังไร้เดียวสาไม่รู้ถึงอารมณ์รักของหนุ่มสาว
怎知是否快樂
ไหนเลยจะรู้ว่าคือความปีติสุขหรือไม่

風兒走遠
สายลมจากไปไกล
雲兒飄過
ก้อนเมฆลอยผ่าน
只剩下孤獨的一個我
เหลือเพียงฉันผู้โดดเดี่ยวอยู่คนเดียว
心兒裡彷彿
ภายในใจราวกับว่า
失落了一些什麼
มีอะไรบางอย่างสูญหายไป
只剩下孤獨的我
เหลือเพียงฉันผู้โดดเดี่ยวเดียวดาย

風兒若再走來
สายลมเอยหากว่ากลับมาอีกครั้ง
雲兒若再飄過
ปุยเมฆเอยหากว่าลอยผ่านมาใหม่
我要告訴它們
ฉันจะบอกกล่าวต่อพวกมัน
初次嘗到寂寞

ว่าเป็นครั้งแรกที่ลิ้มรู้รสของความเปลี่ยวเหงา

จากเพลง "ชูชื่อฉางเต้าจี๋ม่อ" 
เรืองรอง รุ่งรัศมี : แปล


Check out this video on YouTube:
http://www.youtube.com/watch?v=JuVurM-d-V0&feature=youtube_gdata_player

วันพฤหัสบดีที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2556

กิ่งไผ่และดวงโคม




ปราศจากเนื้อรับประทานชีวิตก็อยู่ได้
เรือนอาศัยปราศจากไผ่ ไม่บังควร
ไร้เนื้อรับประทานทำให้ผอมผ่าย
ปราศจากไผ่ ไร้บุคลิก ความหมายใด
ผู้ผอมผ่ายยังบำรุงให้อ้วนท้วนสมบูรณ์ได้
ผู้ดาษดื่น ไร้ความหมาย ไม่อาจเยียวยารักษา
............
ซู ตง ปวอ กวีจีนสมัยราชวงศ์ซ่ง เคยสรรเสริญความสูงส่งทระนงของไผ่เอาไว้ในบทกวีบทหนึ่งเช่นนี้

ไผ่จึงมีความหมายพิเศษในจินตภาพแบบจีน
ไผ่คือความสงบ สง่า ทระนง และแฝงนัยของความสันโดษ บริสุทธิ์ในคุณธรรม
ในครรลองชีวิตตามขนบจารีตโบราณ เรียวไผ่ของมารดาใช้โบยตีทำโทษเด็กน้อยให้รู้คิด รู้จำ และรู้ปฏิบัติตามครรลองครองธรรมชีวิต เรียวไผ่ได้สร้างบัณฑิตที่แท้ให้เติบใหญ่ เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยวในคุณธรรมมาแล้วมากมาย และวิญญูชนที่แท้ ย่อมแกร่งทระนง สง่างามข้ามยุคข้ามสมัย
ไผ่สูง ลำต้นแทงยอดสู่ฟ้า สง่า แต่ไม่เย่อหยิ่ง แม้ว่าไหวเอนเมื่อยามต้องลม แต่ว่าลำไผ่ย่อมตรง ไม่เคยคดงอ สง่า สันโดษ และทระนงในความเป็นไผ่ธรรมดาสามัญ มิเคยเปลี่ยนแปลง

ดวงโคม ส่องแสงสว่างยามมืด เป็นเครื่องส่องนำทางในยามเดินทาง แสงสว่างเรื่อเรืองจากดวงโคม เยือกเย็น มิได้ร้อนเร่ารุนแรง เป็นเพื่อนชีวิตอันสนิทชิดเชื้อ แฝงความอบอุ่น แม้ว่าจะดูสันโดษ เปลี่ยวเหงา
ดวงโคม เป็นเพื่อนของผู้ที่ต้องตรากตรำเหนื่อยยากในยามค่ำคืน เป็นเพื่อนในการศึกษาอ่านเขียน เพ่งพินิจ ครุ่นคิด ไตร่ตรอง ของบัณฑิตผู้ใฝ่รู้ในภูมิปัญญา คือมืออ่อนโยนลูบปลอบประโลมผู้ซึ่งคงความฝันใฝ่ คือความหวังเรื่อเรืองของผู้บากบั่นหมั่นเพียรในการกระทำ
ดวงโคม ส่องแสงแต่เพียงเรื่อเรือง แลดูริบหรี่แต่มิดับง่าย แม้เมื่อสายลมกรรโชกรุนแรง เรืองรองอยู่ในความมืด ให้เห็นหนทาง ให้เห็นขวากหนาม ให้เห็นฝีเท้าที่ก้าวมุ่งไป มิได้ร้อนแรง หากแต่อบอุ่นอ่อนโยน


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกเป็น “คำนำ” หนังสือ กิ่งไผ่และดวงโคม ฉบับรวมเล่ม สำนักพิมพ์ ผู้จัดการ พ.ศ. 2537

วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2556

หอมเจ็ดลี้

七里香
หอมเจ็ดลี้

(บทกวีของสีมู่หรง)

溪水急著要流向海洋
ลำธารรีบร้อนจะไหลสู่ท้องทะเล
浪潮却渴望重回土地
ลูกคลื่นกลับโหยกระหายคืนกลับสู่แผ่นดินอีก

在绿树白花的篱前
เบื้องหน้าแนวไม้เขียวขจีดอกไม้สีขาว
曾那样轻易地挥手道别
เคยโบกมือกล่าวลาง่ายดายอย่างนั้น

而沧桑了二十年後
ทว่าหลังผ่านชีวิตผกผันมา 20 ปี
我们的魂魄却夜夜归来
วิญญาณของเราย้อนคืนกลับมาทุกๆ ค่ำคืน
微风拂过时
ยามที่สายลมแผ่วเบาโชยผ่าน
便化作满园的郁香
ก็แปรเปลี่ยนเป็นกลิ่นหอมกำจายไปทั่วทั้งสวน

席慕容(1943- )
สีมู่หรง ( 1943 - )
เรืองรอง. รุ่งรัศมี : แปล