จีนเล่าเรื่องราวการค้นพบ
หรือประดิษฐ์สิ่งต่างๆ เอาไว้ในข้อมูลประวัติศาสตร์ นิทานปรัมปรา ตำนาน และเรื่องเล่าต่างๆ
มากมาย บางเรื่องเล่าฟังดูเหลือเชื่อ แต่พอสืบค้นลงไป ในตำนานเรื่องเล่าราวเทพนิยายนั้นกลับสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่เป็นหลักฐานทางโบราณคดี
กระทั่งหลายเรื่องมีวัตถุโบราณยืนยัน
เริ่มแรกอย่างเรื่อง “ไคเภ็ก”
การก่อกำเนิดของโลกและมนุษย์นั้นดูเหลือเชื่อ เป็นเพียงจินตนาการเชิงนิทาน แต่พอเล่ามาถึงเรื่องต้าอวี่ทดน้ำ
(大禹治水) เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัย เริ่มเห็นโครงสร้างความคิดที่ไม่ใช่จินตนาการอีกแล้ว
ในเอกสารบันทึกนับย้อนเวลาไปที่ 2550 ปีก่อนคริสตกาล
เป็นเวลาเริ่มต้นของประวัติศาสตร์จีน ต้าอวี่อยู่ในยุค 2140 ปีก่อนคริสตศักราช
ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อเกือบ 5000 ปีที่แล้ว สมองของมนุษย์แถบที่เราอยู่นี้จะคิดอะไรได้อย่างเป็นระบบ
รู้จักวางระบบชลประทาน แก้ปัญหาน้ำท่วม
ย้อนเวลาไปก่อนต้าอวี่ มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเสินหนงทดลองกินสมุนไพร
(神农尝百草) นั่นคือตำนานวิทยาการด้านการแพทย์สมุนไพร
นอกจากแพทย์แผนจีนจะใช้สมุนไพร
ยังใช้วิธีฝังเข็มรักษาโรคด้วย มีหลักฐานเข็มที่ทำจากกระดูกเก่าแก่มากถูกค้นพบ ตำราการแพทย์จีนสืบย้อนไปได้ไกลมาก
เรื่องการฝังเข็มเป็นที่ยอมรับในด้านผลการรักษาแต่ยังหาวิธีอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์สมัยปัจจุบันให้กระจ่างชัดยังไม่ได้ทั้งหมด
วิทยาการด้านการแพทย์ของจีนกว้างใหญ่มาก
หลักการแพทย์จีนเริ่มต้นทฤษฎีคนละอย่างกับการแพทย์ตะวันตก มีบางเรื่องอธิบายได้อย่างพ้องกัน
แต่บางเรื่องก็ไม่สามารถอธิบายแบบการแพทย์แผนตะวันตกได้ บางเรื่องของความคิดการแพทย์แผนจีนใกล้กับความคิดของอินเดียโบราณ
อย่างเช่นเรื่อง ชี่ (气) กับเรื่อง ปราณ
เวลาเอาแนวคิดข้ามทฤษฎีกันมาอธิบายอีกอย่างหนึ่งที่รากทฤษฎีต่างกันอย่างสุดขั้ว
หลายครั้งก็ชวนเวทนา เหมือนที่ใช้ทัศนะการแพทย์แผนตะวันตกวิเคราะห์สารอาหารของตัวยาสมุนไพรจีนบางอย่าง
วิทยาการโบราณของจีนมีกว้างมาก
และความที่จีนมีระบบจดบันทึกสิ่งต่างๆ สืบค้นไปได้ไกล ความรู้มากมายจึงสามารถสืบเนื่องมา
ตัวอักษรจีนนั้นเก่าแก่มาก
อ้างกันว่าตัวอักษรจีนยุคแรก คืออักษรบนกระดูกและกระดอง (甲骨文) จากการพิสูจน์ชิ้นกระดูกและกระดองที่มีตัวอักษรจารึกไว้
พบว่ามีอายุถึง 2,000 ปี
ตำนานเล่าว่า ชางเจี๋ย 仓颉 เป็นผู้คิดตัวอักษรขึ้นมา
อักษรบนกระดองและกระดูกสัตว์จะคลี่คลายตัวมาจากตัวหนังสืออย่างไร เรื่องนี้มีคนสนใจศึกษาวิจัยอย่างจริงจัง
ความที่จีนมีระบบการจดบันทึก
มีภาษาที่จะใช้จดบันทึก ร่องรอยหลักฐานจึงมีมากมาย และการจดบันทึกมากๆ นี้เองก็ทำให้จีนมีตำแหน่งไท่สื่อ
(太史)ทำหน้าที่เขียนเรื่องราวด้านประวัติศาสตร์
ซือ หม่า เชียน (司马迁) ผู้เขียนบันทึกประวัติศาสตร์
“สื่อจี้” (史记) ทำหน้าที่ในตำแหน่งนั้น
ซือหม่าเชียนมีชีวิตอยู่ในช่วง145 b.c. - 86 b.c. ผลงานของซือหม่าเชียนตกทอดจนมาถึงวันนี้ คิดคำนวณเวลาแล้วจะพบว่า เมื่อกว่า
2,200 ปีมาแล้ว ที่จีนให้ความสำคัญกับการจดบันทึกอย่างเป็นทางการ การมีเอกสารโบราณตกทอดมาเช่นนี้เป็นข้อมูลสำคัญ
นอกจากเรื่องเนื้อหาสาระที่บันทึกไว้แล้ว ยังทำให้มองเห็นถึงโครงสร้างทางภาษา
รูปแบบตัวอักษรจีน และทำให้รู้ว่าระบบการจัดเก็บข้อมูลของจีนนั้นพัฒนาไปไกลมาก ชนิดที่เป็นโครงสร้างห้องสมุดที่มีการจัดเก็บเอกสารเป็นหมวดหมู่
อารยธรรมมนุษย์มิได้เกิดขึ้นลอยๆ
ทุกสิ่งมีที่มาที่ไป การมีร่องรอยหลักฐานให้สืบค้น ช่วยให้มนุษย์มองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างเป็นเหตุเป็นผลขึ้น
และแน่นอนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นก่อตัวมาจากสมาชิกของสังคมทุกระดับ การมีบันทึกที่กว้างขวาง
หลากหลาย ทำให้มองเห็นรายละเอียดที่ซับซ้อนของสิ่งที่เกิดขึ้น
การที่จีนสืบทอดตัวอักษรของตนเองและคลี่คลายตัวมาอย่างต่อเนื่อง
ทำให้สิ่งที่จดบันทึกไว้ไม่ได้กลายเป็นสิ่งลึกลับที่คนยุคต่อๆ มาจะทำความเข้าใจไม่ได้
และทำให้เรามองเห็นได้ว่า ประวัติศาสตร์ก็คือบันทึกการเคลื่อนไปของอารยธรรมที่หลากหลายซับซ้อน
มิใช่เป็นแต่เพียงเรื่องราวของนักรบหรือวีรบุรุษเพียงเท่านั้น
เรืองรอง รุ่งรัศมี
30/7/2012
พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “Dragon Square” นิตยสาร Mix เดือนสิงหาคม 2012
