ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาพถ่ายลายมือ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาพถ่ายลายมือ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เพราะเหตุใด



เพราะเหตุใดคนตาย
หนักกว่าคนเป็น
คนจำนวนมากมายถึงเพียงนั้นหามคนๆ หนึ่ง
ยังต้องเสริมด้วยน้ำตา เสียงแตร
ส่งเขาเดินทางสู่แดนไกล

เพราะเหตุใด คนที่ร่ำไห้
ยิ่งปลอบก็ยิ่งร่ำไห้
มีน้ำตาก็เพียงพอแล้ว
ไยจึงต้องส่งเสริมร้องก้องฟ้าดิน
ถ้อยคำที่สะเทือนใจเหล่านั้น
ยามที่มีชีวิตอยู่ไยจึงไม่กล่าว

ผู้ที่ตายไป
คือตาเฒ่าผอมบางคนหนึ่ง
น้ำหนักตัวไม่เกิน 40 กิโลกรัม
กลับต้องใช้คนทั้งหมู่บ้าน
หามแกไป
จากบทกวี “เว่ย เสอ เมอ”
โดย จาง เจ๋

เรืองรอง  รุ่งรัศมี 
แปล


ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ ภาพของฉัน ฝันของใคร สำนักพิมพ์ไปทำไม พ.ศ.2548

วันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ระหว่างทาง



คนที่พบอุปสรรคมามาก ไม่ท้อถอยง่าย

ในเสียงผีเท้า เสียงหอบหายใจ บางครั้งเจือความอ่อนล้า บางคราวเจือความโดดเดี่ยว หลายครั้งเจือความท้อถอย นี่คือความเป็นจริงในยามเดินทาง
บนเส้นทางที่เรามุ่งไป มิได้มีเพียงด้านที่รื่นรมย์
เดินทางมากครั้งเข้า ประสบการณ์สอนให้รู้ว่า เป็นธรรมดาอย่างยิ่งที่เราอาจพบเห็นสิ่งไม่พึงปรารถนาในระหว่างเดินทาง
เจ็บป่วย ถูกหลอก สัมผัสกับด้านร้ายของมนุษย์ และ... เหล่านี้ล้วนได้พบเจอในชีวิตปกติ หากจะพบเจอยามเดินทางบ้าง จะเป็นไรไป
ก็โลกที่เป็นจริง ยังมิได้เป็นโลกในอุดมคติ
และมนุษย์ที่เป็นจริง ก็ยังมิได้เป็นมนุษย์ที่ดีงามเพียบพร้อม
จะชื่นชมดอกไม้ โดยปฏิเสธหนามไหน่ของมันได้อย่างไรกัน


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “โลกกว้างได้เท่ากับครอบฟ้า” ปาจารยสาร ฉบับที่ 5 ปีที่ 33 พฤศจิกายน ธันวาคม 2552

วันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ความลงตัว



นอกจากเสน่ห์ของวันเวลาแล้ว ชุมชนเก่ายังมีชีวิตจริงๆ ที่ผสมคละเคล้าระหว่างความเก่าและความจำเป็นจริงและชีวิต ผู้คนภายนอกที่เพียงผ่านมาแล้วก็ผ่านไป มักมีความรู้สึกอยากแช่แข็งวันเวลาในอดีตเอาไว้ชื่นชม
แต่ชีวิตจริงๆ มิได้เป็นเพียงตุ๊กตาสำหรับกอดเล่นหรือประดับตู้ ชีวิตมีการดิ้นรนต่อสู้ มีการดำรงชีพที่ต้องปรับเปลี่ยนตนเอง ในการปรับเปลี่ยนตัวเอง ยากอย่างยิ่งที่สิ่งเก่าทุกสิ่งจะสามารถคงไว้

สิ่งเก่าที่ดีหลายอย่างเกินความสามารถจะรักษาไว้ได้ และสิ่งเก่าอีกหลายอย่างไม่เอื้อต่อการใช้ชีวิตในอีกยุคหนึ่ง ในระหว่างการปรับเปลี่ยน ผสมผสาน ย่อมมีทั้งความลงตัวและไม่ลงตัว
สิ่งที่ผู้มาเยือนมองเห็น ทั้งความจริง และความลวง เป็นความลงตัวหนึ่งในระยะปรับเปลี่ยน มันจะปรับเปลี่ยนเป็นรูปลักษณ์หนึ่ง ถ้ามีนักท่องเที่ยวมากันบ่อยๆ และมันจะปรับเปลี่ยนกลายเป็นอีกอย่างหนึ่ง หากว่าชีวิตดำรงอยู่โดยไม่มีนักท่องเที่ยวมาเยือน


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “โลกกว้างได้เท่ากับครอบฟ้า” ปาจารยสาร ฉบับที่ 4 ปีที่ 33 กันยายน ตุลาคม 2552 

วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ระยะห่างที่เหมาะสม



ชีวิตคนโดยทั่วไป เป็นชีวิตภาคพื้นดินมากกว่าภาคพื้นน้ำ หรือภาคอากาศ
บางเวลาเราอาจใช้ชีวิตภาคบนฟ้า หรือภาคพื้นน้ำ แต่นั่นก็เป็นเพียงช่วงเวลาพิเศษช่วงหนึ่ง ที่ไม่ใช่ชีวิตภาคปกติในชีวิตประจำวัน
ชีวิตภาคพื้นดินทำให้คนมักโหยหา ถวิลถึงชีวิตภาคที่ตนไม่มี
อิสรภาพ คือ ความฝันล้ำค่าของคนเสมอ โบยบินเสรีดั่งนกในฟ้ากว้าง ล่องลอยเสรีดั่งไร้พันธนาการ
ปุยนุ่น ก้อนเมฆ จอกแหน และกอสวะ ก็ล่องลอยไปดั่งว่าเสรีเช่นกัน
ล่องลอยไปโดยไม่รู้หน รากไม่เกาะยึดพื้นดิน
คืนอิสรภาพกับการล่องลอย
คืนอิสรภาพกับความไม่มั่นคง
เหลื่อมซ้อน-ทาบทับ-ประสาน
จอกแหนมีรากที่เกาะยึดไม่ถึงพื้นดิน ในยามล่องลอย รากและใบของมันไขว่คว้าหาสิ่งใดหรือไม่ ?
ระยะห่างที่เหมาะสมลงตัวกับภาคพื้นดินอยู่ตรงที่ใด ?


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “โลกกว้างได้เท่ากับครอบฟ้า” ปาจารยสาร ฉบับที่ 6 ปีที่ 33 มกราคม กุมภาพันธ์ 2553

วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ชื่นชมและการครอบครอง


 ออกไปนอกชายคา จะรู้ว่าโลกกว้าง

กลับมาจากการเดินทางแต่ละครั้ง จะมีรูปถ่ายติดไม้ติดมือกลับมาด้วยจำนวนหนึ่ง
เดินทางมากครั้งเข้า คนเดินทางจะซื้อของฝากติดมือกลับมาน้อยลง
การได้เห็นโลกกว้างขึ้น เห็นสิ่งต่างๆ มากขึ้น และบ่อยขึ้น ทำให้รู้จักการชื่นชมโดยไม่ครอบครองเป็นมากขึ้น
รู้ว่าไม่อาจครอบครองทุกสิ่งที่อยากได้ เป็นความจริงที่มิได้สลับซับซ้อนอะไร แต่ว่าความจริงง่ายๆ อย่างนี้ บางทีเราก็ไม่รู้จักเรียนรู้
เดินทางบ่อยครั้งเข้า ช่วยให้ตื่นตระหนกและหวาดกลัวกับโลกกว้างน้อยลง ไม่หวาดกลัวโลกภายนอก จึงกล้าออกเดินทางครั้งใหม่
ออกเดินทาง เรารู้ว่าเราออกไปชื่นชมสิ่งดีงามของโลกข้างนอก
มิได้ออกไปเพราะปรารถนาจะครอบครอง


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “โลกกว้างได้เท่ากับครอบฟ้า” ปาจารยสาร ฉบับที่ 5 ปีที่ 33 พฤศจิกายน ธันวาคม 2552

วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2556

บทเพลงของลำคลอง



บ่ายวันนั้นเรานั่งอยู่ที่ริมท่าน้ำหลายคน เรือของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล่นผ่านมาเป็นระยะ คลื่นจากเครื่องเรือซัดเข้าท่าน้ำเป็นระลอก
ด้วยความที่เราเป็นคนที่ทำงานข้องเกี่ยวกับแวดวงศิลปะ พลันก็มีคนลุกขึ้นมา เอาสีทายางรถยนต์ที่ตอกยึดท่าน้ำไว้กันเรือกระแทก
ทาวงหนึ่งแล้ว ก็หันไปทาอีกวงหนึ่ง แล้วก็เปลี่ยนใช้สีอื่น ท่าน้ำบ้านมีสีสันน่าสนใจขึ้นมาโดยพลัน ทาวงล้อยางเสร็จแล้วนั่งคุยกันต่อ แล้วต่อมาก็คิดถึงราวบันไดท่าน้ำ

ขณะที่เพื่อนกำลังทาสีราวบันไดท่าน้ำ ข้าพเจ้าเกิดจินตนาการถึงลำคลองทั้งสายที่มีสีสันสดใสตลอดทั้งลำคลอง
เงาเมฆ เงาฟ้าในน้ำ และยางวงสีม่วง สีส้ม สีเหลือง สีแดง กับราวบันไดท่าน้ำอีกสารพัดสี คงสร้างให้คลองสายนี้กลายเป็นงานศิลปะที่น่าตื่นตาตื่นใจ เป็นลำคลองที่ร้องเพลงแห่งสี
แม้แต่ปลาตายที่ลอยมาตามน้ำ ยังกลายเป็นองค์ประกอบที่เพิ่มความหมายของภาพ เมื่อมันอยู่ใกล้เส้นเงาแตกพร่าเส้นหนึ่งในน้ำ


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “โลกกว้างได้เท่ากับครอบฟ้า” ปาจารยสาร ฉบับที่ 6 ปีที่ 33 มกราคม กุมภาพันธ์ 2553

วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556

บ้านคนแก่



คนแก่ที่อยู่โดดเดี่ยว บ้านมักจะรก
ในความรก มีความโดดเดี่ยว ความเสียดาย เรื่องราวหนหลัง และความอ่อนล้า
คนแก่มีความทรงจำในอดีตมากกว่าวันเวลาข้างหน้า เรื่องราวหนหลังจำนวนหนึ่งผนึกแนบอยู่ในวัตถุสิ่งของ ดังนั้น สิ่งของจำพวกกะโหลกกะลาเก่าๆ จึงไม่ใช่ขยะรกตาที่ทำใจโยนทิ้งไปเสียได้
ของชิ้นนั้นไปซื้อจากที่แห่งนั้น ของชิ้นนี้ยายแก่กำชับกำชาให้ซื้อ ของชิ้นโน้นตาแก่ได้มาจากเพื่อนคนโน้น มองเห็น หยิบจำ ลูบคลำสิ่งของ ก็เหมือนสัมผัสถึงความอบอุ่นประโลมชีวิตโดดเดี่ยว
ผ่านชีวิตและวันเวลามามาก ผู้ชราเรียนรู้การนิ่ง นิ่งดั่งบึงน้ำที่ผิวน้ำเรียบ
ผ่านชีวิตและวันเวลามามาก ร่างกายผู้ชราอ่อนล้า มองดูสิ่งที่กองซ้อนทับกันอยู่ตรงนั้นตรงนี้ แล้วก็รู้ว่าต้องใช้เรี่ยวแรงไม่น้อย กว่าจะสามารถจัดการบ้านให้มันเป็นระเบียบเรียบร้อย เข้าที่เข้าทางได้


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “โลกกว้างได้เท่ากับครอบฟ้า” ปาจารยสาร ฉบับที่ 4 ปีที่ 33 กันยายน ตุลาคม 2552

วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ครัว



            แดดเช้าส่องผ่านหน้าต่างกระทบกับหม้อ กระทะ กระชอน ที่ในห้องครัว อาหารได้ทำเสร็จแล้ว และคนในบ้านก็กินอิ่มกันเกือบทุกคนแล้ว ห้องครัวเวลานี้อยู่ในบรรยากาศผ่อนคลาย
ถ้าไม่เคยไปใช้ชีวิตที่อื่นนานๆ คนจำนวนไม่น้อยที่มองไม่เห็นความอบอุ่น ความสุขอย่างนี้
กินอาหารนอกบ้านวันแล้ววันเล่า อยู่ห่างไกลบ้านเกิด และครอบครัวปีแล้วปีเล่า เดินทางไปบนหนทางชีวิตยาวไกลจนเหนื่อยล้า ได้เห็นแดดเช้าส่องกระทบภาชนะคุ้นตา ความรู้สึกหลากหลายท่วมท้นขึ้นมาข้างใน แม้ว่าห้องครัวที่เห็นไม่ใช่ห้องครัวที่ตนคุ้นเคย และภาชนะในครัวเหล่านี้ ไม่ใช่ของที่แม่เคยใช้ก็ตาม
เสียงผัดกับข้าว และกลิ่นอาหารของแม่ ลอยมาในความทรงจำ


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “ย่ำเดือนกลับมาหยาดเหงื่อหอม” นิตยสาร หัวใจเดียวกัน ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๖ เดือนตุลาคม ๒๕๕๒

วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2556

อิสระชน


เมื่อกล้าทำในสิ่งที่รักอย่างต่อเนื่องยาวนาน 
ในที่สุดเราก็ได้ใช้ชีวิตอย่างที่เรารัก

คนที่ใช้ชีวิตอย่างอิสระ ผู้คนมักมองด้วยความสนเท่ห์
ชีวิตอิสระใครๆ ก็ปรารถนา เพียงแต่บางคนมิได้มีความมุ่งมั่นเพียงพอ จึงหันเหชีวิตไปในแนวทางที่มีรูปแบบสำเร็จรูปครอบไว้
การใช้ชีวิตแบบอิสระชน คล้ายกับการใช้ชีวิตอย่างคนชายขอบ ? มีแง่มุมที่ต่างและเหมือนกันอย่างไร ? แยกตัวอย่างไม่สัมพันธ์กันโดยสิ้นเชิงกับการใช้ชีวิตตามกฎเกณฑ์แบบแผนจริงหรือ ?
ประเด็นเหล่านี้คนจำนวนหนึ่งครุ่นคิดพิจารณาจริงจัง คนอีกจำนวนหนึ่งละเลย มองข้าม และไม่ให้ความสำคัญ
อิสระชน มีวิธีใช้ชีวิตในวิถีของตน เป็นเส้นทางของผู้ที่ตื่นรู้ในความมีอยู่ของตน แตกต่างจากผู้ที่มิได้มีความตื่นรู้ในตนเพียงพอ ที่ต้องอาศัยพึ่งพิง กฎเกณฑ์ รูปแบบง่ายๆ ของคนหมู่ใหญ่
และศักดิ์ศรีของอิสระชน ก็อยู่ตรงที่เขาสามารถใช้ชีวิตอิสระ โดยสามารถรับผิดชอบทั้งโลกภายใน โลกข้างนอก และผู้คนในแวดวงที่กว้างออกไป


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “โลกกว้างได้เท่ากับครอบฟ้า” ปาจารยสาร ฉบับที่ 5 ปีที่ 33 พฤศจิกายน ธันวาคม 2552

วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ประวัติศาสตร์



ที่จริงแล้วชุมชนเก่าก็แฝงตัวอยู่กับชุมชนใหม่นั่นเอง เพียงแต่ชีวิตที่รีบเร่งของวันเวลาปัจจุบัน ทำให้ผู้คนทั่วไปผ่านมันไปโดยไม่เห็นความสำคัญ กระทั่งมีใครสักคนลุกขึ้นมาทำอะไรเข้า
มีถนน ตรอก ซอย มากมายที่ทอดตัวผ่าน หรือบรรจบกับชุมชนเก่า ซึ่งมีเรื่องราวน่าสนใจ ไม่เฉพาะชุมชนริมน้ำ ชุมชนบนบกจำนวนไม่น้อยก็มีแง่มุมน่าสนใจน่าค้นหาเช่นกัน
เรื่องราวของชุมชน เป็นเรื่องราวของคน เป็นประวัติศาสตร์ ชีวิตของครอบครัว คือประวัติศาสตร์ของสังคม และเป็นประวัติศาสตร์จริงของคนเล็กคนน้อย ที่ประวัติศาสตร์ปลอมของชาติละเลยด้วยความตั้งใจ

ทำไมประวัติศาสตร์ชาติจึงเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ
เพราะมันเป็นเรื่องเล่าลอยๆ ของสิ่งสมมุติ ที่แทบจะไม่มีมนุษย์จริงๆ อยู่ในเรื่องราวเหล่านั้น


เรืองรอง  รุ่งรัศมี



พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “โลกกว้างได้เท่ากับครอบฟ้า” ปาจารยสาร ฉบับที่ 4 ปีที่ 33 กันยายน ตุลาคม 2552

วันเสาร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เหลี่ยมของคำ


            “คนเราต้องจ่ายเพื่อบางสิ่งบางอย่าง ไม่จ่ายด้วยเงิน ก็จ่ายด้วยอย่างอื่น

สำหรับบางคน งานเป็นเพียงแหล่งรายได้ บางคนทนทำไปทั้งฝืน บางคนไม่ฝืน แต่ก็ไม่รักในสิ่งที่ทำ
คนที่ชีวิตเป็นทุกข์กับงาน มีมากน้อยเพียงใด คนที่มีความสุขและรื่นรมย์กับการงานมีอยู่เพียงไหนและคนที่ไม่ทุกข์ไม่สุขกับงาน แท้จริงแล้วเขารู้สึกกับชีวิตเช่นไร
งานกับชีวิต เกาะเกี่ยวสัมพันธ์กันอย่างไร
เราหล่อหลอมความคิดทัศนคติมาอย่างไร จึงนำพาชีวิตมาอยู่ตรงจุดที่เราอยู่ในบัดนี้

มีถ้อยคำอยู่ 2 ชุด ชุดหนึ่งเป็นคำในภาษาหนังสือ อีกชุดหนึ่งเป็นคำแบบชาวบ้านธรรมดา คำ 2 ชุดนี้มีเหลี่ยมมุมชวนพินิจพิจารณา
ทัศนคติ  ความรื่นรมย์  อุดมคติ  ความมุ่งมั่น
เห็น  สบายใจ  ตัดสินใจ  อดทน
เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ สู้งาน เหยาะแหยะ ไม่ยอมโต

การเติบโต คือ การรู้จักยิ้มให้กับชีวิต หรือการเติบโต คือการทนได้ในสิ่งที่ชีวิตพึงต้องรู้จักทน


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “โลกกว้างได้เท่ากับครอบฟ้า” ปาจารยสาร ฉบับที่ 6 ปีที่ 33 มกราคม กุมภาพันธ์ 2553

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เรียน “เล่น”



            เรารู้โลกและชีวิต ได้อย่างแทงทะลุตั้งแต่เมื่อใดหรือ ? ไยชีวิตของเราจึงห่างเหินจากการ “เรียน” เมื่อก้าวพ้นห้องเรียนออกมา
“เรียนจบ” แล้ว “จบการเรียนรู้” เป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้จากชีวิตจำนวนมาก
ก็เรียนมาตั้งเยอะแล้ว จะเรียนอะไรกันอีกนักหนา...
เรียนอะไรหรือ ?
เรียนการเล่น ! เรียนการใช้ชีวิต ! เรียนที่จะ “อยู่เย็นเป็นสุข”
เหมือนพูดเล่น แต่การ “เล่น” นั้นต้องเรียนจริงๆ เป็นการเรียนที่แปลกออกไปจากในวัยเรียนที่ยังมีครูสอนเป็นรายวิชาในห้องเรียน
มองเห็นคนที่เลิก “เล่น” แล้วจำนวนเท่าใด ? มองเห็นคนที่ “เล่น” ไม่เป็น เป็นจำนวนเท่าใด ? มองเห็นคนที่ “อยู่ไม่เป็น” เป็นจำนวนเท่าใด ? มองเห็นคนที่ “ว่าง” ไม่เป็น เป็นจำนวนเท่าใด ? ฯลฯ
นอกจากการงาน และภาระความรับผิดชอบ “ชีวิต” มีเหลี่ยมมุมและมิติอื่นๆ อีก
เล่นไม่เป็น แล้วจะใช้ชีวิตอย่างไร ?
ไปทำงาน กลับบ้าน ไปเฮฮา เปิดโทรทัศน์ ไปซื้อของ นอน... แล้วมีอะไรอีก ? ชีวิตอย่างนี้ดีอยู่หรือ ? ดีอยู่จริงหรือ ?
เล่นไม่เป็นแล้ว จะเล่นกับชีวิตเป็นหรือ ?
ไม่เล่นกับชีวิตบ้าง แล้วจะจริงกับชีวิตได้ไหวหรือ ? จะ “จริง” กับชีวิตได้จริงหรือ ?
“ทีเล่นทีจริง” นั้น เป็นศิลปะการใช้ชีวิตที่ใครกี่คนจะใช้เป็นโดย “ไม่เรียน”
“เล่น” เพื่อให้ปล่อยวางความจริงจังลงบ้าง “เล่น” เพื่อให้อยู่ว่างได้ “เล่น” เพื่อให้ใจมันสบาย อารมณ์มันโปร่ง “เล่น” เพื่อให้ความยึดมั่นถือมั่นมันจางลงบ้าง
ก็ “เล่น” อยู่นี่ จะจริงจังอะไรนักหนา
แล้วแน่ใจตัวเองหรือว่า “เล่น” เป็น โดยธรรมชาติ โดยไม่ต้องเรียน
ตอนอายุ 40, 50, 60, 70, 80, 90,… เราปลูกต้นไม้เป็นหรือ ถ้าไม่เคยเรียนรู้มาก่อน ในวัยเท่านั้นเราไปซื้อหนังสือมาอ่านเป็นหรือ ถ้าหากก่อนหน้านั้นเราไม่รู้จักร้านหนังสือ แล้วแน่ใจหรือว่าซื้อหนังสือมาแล้วจะอ่านมันได้อย่างไม่ทุกข์ทรมาน
แน่ใจหรือว่าคุณจะฟังเพลงได้อย่างดื่มด่ำและผ่อนคลายในยามอายุมากเข้า หากว่าคุณไม่เคยลองเรียนรู้การฟังเพลง แล้วแน่ใจหรือว่ารายการเพลงในวิทยุหรือโทรทัศน์ จะเป็นรายการที่คุณฟังแล้วปลอดโปร่งใจ ผ่อนคลายอารมณ์
คุณก็ปิดวิทยุ ปิดโทรทัศน์เสีย แล้วกลายเป็นคนแก่ขี้บ่น หรือกลายเป็นคนน่ารำคาญ คนไม่น่าเข้าใกล้ ที่อยู่ไปอย่างเฉาๆ เพราะชีวิตของคุณแห้งแล้งและว่างเปล่าเหลือเกิน
คุณเริ่มเรียนรู้ที่จะไม่ให้ชีวิตมันแห้งแล้ง และว่างเปล่าบ้างหรือไม่ ? คุณแน่ใจหรือว่าคุณไม่ต้องเรียนรู้ การเล่นใดๆ แล้วสามารถบ่มเพาะ “นิสัย” ที่จะทำให้ตนเองอยู่เย็นเป็นสุขได้ และผู้อื่นไม่ร้อนรุ่มรำคาญ ยามอยู่ใกล้คุณ
“เรียนจบแล้ว” คุณเรียนรู้การใช้ชีวิตอีกหลายสิบปีของคุณหรือเปล่า ?
“เล่น” เป็นศิลปะ ต้องเรียนและฝึกฝน ไม่ใช่เรื่องที่ใครๆ ก็ทำได้หรอกคุณ


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ ภาพของฉัน ฝันของใคร สำนักพิมพ์ไปทำไม พ.ศ.2548