ค้นหาบทความ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความเรียง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความเรียง แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

พระเมตไตรย

            ลักษณะอย่างหนึ่งในวัฒนธรรมจีนที่น่ารัก คือ การทำให้ตำนานที่ขรึมขลังต่างๆ ลงมาชิดใกล้กับผู้คนธรรมดาสามัญทั่วไป พระ และเทพต่างๆ ที่ชาวจีนนับถือ จึงมีภาพลักษณ์ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียว และดูกลมกลืนกับความเป็นมนุษย์เป็นอย่างมาก
            เจ้าแม่กวนอิม, จี้กง, โป๊ยเซียน, พระสังกัจจาย (พระศรีอารยเมตไตรย) ฯลฯ ล้วนแต่มีความเป็นมนุษย์สูง ยิ่งความเชื่อที่ว่า สิ่งมีชีวิตทั้งหลายล้วนมีจิตแห่งพุทธะอยู่ในตัว ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า เราท่านต่างสามารถบรรลุสู่ความเป็นพุทธะด้วยกันทุกคน

            จีนเชื่อพุทธศาสนาสายปฏิบัติ ทั้งนี้ อาจเป็นผลเนื่องมาจากความเชื่อเดิมในสายเต๋าที่มุ่งเน้นการปฏิบัติเช่นกัน เมื่อความคิดแบบพุทธเข้าไปทำปฏิสัมพันธ์กับความคิดเต๋า ซึ่งมีอยู่เดิมในแผ่นดินจีน จึงเกิดลักษณะผสมผสานกัน ตำนานความเชื่อของฝ่ายหนึ่ง จึงเข้าไปผสมปนเปอยู่ในความเชื่ออีกฝ่ายหนึ่งอย่างยากจะหลีกเลี่ยงได้
            โดยเฉพาะความเชื่อเรื่องโพธิสัตว์
            โพธิสัตว์ คือผู้ที่ยินดีช่วยให้สัตว์โลกพ้นทุกข์จนสิ้น แล้วตนจึงเข้าสู่ภาวะบรรลุอรหันตผลเป็นคนสุดท้าย ด้วยความเชื่อเช่นนี้เอง เทพ หรือเซียนของจีนจึงมักแปลงกายลงมาช่วยมนุษย์โลกในร่างต่างๆ เสมอๆ
            เทพ และเซียนทั้งฝ่ายพุทธ และฝ่ายเต๋า จึงอยู่ในตำนานอันผสมปนเปกันในการช่วยเหลือมนุษย์

            พระสังกัจจาย หรือพระศรีอารยเมตไตรย ตามคติพุทธเชื่อว่า จะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปที่จะมาตรัสรู้ เมื่อสิ้นสุดศาสนาของพระสมณะโคดมแล้ว คติมหายานถือว่าพระเมตไตรยโพธิสัตว์ ดำรงฐานะอยู่ในตำแหน่งสูงสุดองค์หนึ่ง จีนนิยมสร้างพุทธศิลป์เกี่ยวกับท่านมาก
            รูปพระโพธิสัตว์เมตไตรย หรือพระสังกัจจาย มักสร้างเป็นพระพุงพลุ้ย หน้าตายิ้มแย้มเบิกบาน
            เนื่องจากรูปพระเมตไตรยพุงพลุ้ยหน้าตายิ้มแย้มอารมณ์ดี จึงมีบทกลอนอันเป็นเสมือนโศลกธรรมบรรยายถึงตัวท่านว่า
            "พุงพลุ้ยสามารถบรรจุเก็บรับไว้ได้
          บรรจุเก็บรับเรื่องอันยากจะรับได้ในโลก
          เมตตาหัวร่อเบิกบาน
          หัวร่อผู้คนอันน่าหัวร่อในโลก"

            นี่คือจิตใจอันเมตตาและปล่อยวาง เป็นหลักธรรมอันใกล้ชิดกับชีวิตของผู้คนเป็นอย่างยิ่ง
            พระเมตไตรยพุงพลุ้ยหน้าตายิ้มแย้มของจีน มีอิริยาบถต่างๆ กัน มีทั้งที่นอนหนุนถุงผ้าหัวเราะอารมณ์ดี และมีที่เดินแบกถุงผ้าท่องไปอย่างสบายอารมณ์ จุดร่วมคือใบหน้ายิ้มแย้ม ท่าทางผ่อนคลาย เป็นสัญลักษณ์ของการไม่ถูกรัดรึงด้วยพันธนาการต่างๆ นานา
            รูปปั้นจีนที่อยู่ในอิริยาบถผ่อนคลาย ไม่ถูกควบคุมด้วยกฎเกณฑ์ ไม่ได้มีเฉพาะพระเมตไตรย รูปปั้นจี้กง และรูปปั้นหานซาน, เส่อเต๋อ, ก็มีลักษณะนุ่งเสื้อผ้ารุ่ยร่าย กิริยาอาการไม่สำรวมเคร่งครึม นั่นคือสัญลักษณ์ของปรัชญาแห่งการปล่อยวาง

            การปล่อยวางคือการไปพ้นแบบแผนเคร่งครัดตายตัว เป็นการอยู่เหนือพ้นลัทธิคัมภีร์ เป็นการปฏิบัติแบบ 'ถือแก่นทิ้งกาก' ซึ่งท้าทายความคิดแบบตื้นเขินเคร่งแต่รูปแบบ
            รูปปั้นพระเมตไตรย หรือพระสังกัจจายแบบจีน มีลักษณะเฉพาะ ถือเป็นเทพแห่งความเมตตา รูปปั้นพระเมตไตรยแบกถุงผ้าหรือนอนหนุนถุงผ้า ถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า 'บรรพชิตถุงผ้า' (bu dai he Shang : ปู้ ไต้ เหอ ซ่าง)

          เกี่ยวกับบรรพชิตถุงผ้า หรือพระสงฆ์ถุงผ้านี้ มีตำนานบอกเล่าที่ไม่เหมือนกัน
            ตำนานหนึ่ง เล่าว่า สมัยเหลียงหลังสมัย 5 ราชวงศ์ (ค.ศ.907-960) ที่เมืองเพิ่งฮว่า มณฑลเจ้อเจียง มีพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อ ชี่ฉื่อ ชี่ฉื่อเป็นคนอ้วนเตี้ยพุงพลุ้ย เขามักจะแบกถุงผ้าเดินบิณฑบาตไปทั่วเมือง ลักษณะการพูดจาของเขาแปลกประหลาด สามารถพยากรณ์ดินฟ้าอากาศแม่นยำ และมักมีคำสอนให้คนพ้นจากเรื่องร้ายได้ พระภิกษุชี่จื่อมีนิสัยแปลก คือ ชอบนอนไปตามที่ต่างๆ ทั่วเมือง มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่ว
            ชี่ฉื่อเป็นพระแปลก แม้ยามมรณภาพก็ยังพิเศษกว่าผู้อื่น ท่านมรณภาพในขณะท่องโศลกอยู่บนแผ่นหินว่า
            เมตไตรยเมตไตรยแท้ เปลี่ยนรูปกายหลากหลายนัก
          ปรากฏกายต่อผู้คนอยู่เสมอ หากแต่คนไม่รู้จัก

            ท่องโศลกนี้จบแล้วท่านก็มรณภาพ ผู้คนจึงได้รู้ว่าท่านคือพระเมตไตรยที่แปลงร่างมา

            อีกตำนานหนึ่ง เป็นข้ออ้างของพวกลัทธิบัวขาว (bai lian jiao) ในสมัยซูสีไทเฮา (ci xi tai hou) อ้างพระเมตไตรยเพื่อก่อการปฏิวัติ โดยอ้างว่าชี่ฉื่อ เป็นตัวแทนของพระเมตไตรยที่ลุกขึ้นนำการก่อการพื้นที่บริเวณเจียงหนาน บางครั้งก็เรียกพระเมตไตรยว่า พระโพธิสัตว์ฮาลา (ha la pu sa)


เรืองรอง รุ่งรัศมี


ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "สายลมในกิ่งหลิว" เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 637

วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

กลางคืน


ค่ำคืนที่เดือดพล่าน
เอาผิวหนังที่ร้อนลวกที่สุดของเธอ
แนบที่ตรงแก้มของฉัน

ฉันปวดจนน้ำตาไหล ร้องว่า อย่า
ตรงนี้ไม่ใช่ตำแหน่งที่ฉันต้องการความอบอุ่นอย่างที่สุด
                  
จากบทกวี 'เยว่'
โดย : เฉิน เค่อ ฮว๋า
กวีร่วมสมัยไต้หวัน


            กลางคืนในโลกสมัยใหม่สว่างไสว แทบจะพูดได้ว่าสะดวกสบายเท่ากับยามกลางวัน ชีวิตดำเนินไปในยามกลางวัน และกลางคืนแทบจะไม่แตกต่างกัน
            ไฟฟ้า, โทรทัศน์, โทรศัพท์, การแบ่งเวลาทำงานและการผลิตออกเป็นกะ เป็นช่วงเวลา, อินเทอร์เน็ต ฯลฯ มีส่วนทำให้ชีวิตกลางวันและกลางคืนของคนผกผัน สับสน ต่อเนื่องจนทำให้เลอะเลือนแยกแยะไม่ได้
            ตื่นตัวอยู่ในยามค่ำคืนนานเข้า กลายเป็นการเคยชินที่จะใช้ชีวิตกลางคืน ครั้นนานวันเข้า โรคนอนไม่หลับก็เริ่มถามหา

            คนเป็นโรคนอนไม่หลับมักจะฟุ้งซ่านง่าย เป็นคนคิดมากขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เป็นคนหวั่นไหว เคว้งคว้าง ได้ง่าย
            แม้ว่าโทรทัศน์ วิทยุ อินเทอร์เน็ต จะมีให้ใช้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่บ่อยครั้งที่สิ่งเหล่านี้ไม่อาจถมช่องว่างในจิตใจให้เต็มได้ คนเป็นจำนวนไม่น้อยเปิดวิทยุ โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์เอาไว้เป็นเพื่อน ให้เครื่องจักรเหล่านี้สร้างเสียง สร้างภาพ ให้จิตใจพอได้ไขว่คว้าพึ่งพิง

            ความเปลี่ยวเหงา ไม่ว่าในยุคใดๆ ก็ล้วนแต่คือความเปลี่ยวเหงา มันมีอานุภาพอันทรงพลังของมันคอยเคี่ยวกรำชีวิตผู้คน ในอดีตเนิ่นนาน มันเคี่ยวกรำกระทั่งทำให้หลี่ไป๋ รัตนกวีสมัยราชวงศ์ถาง ต้องลุกขึ้นมาชูจอกชวนจันทร์ มีเงาร่ายรำเป็นเพื่อน ทำให้คนอีกจำนวนหนึ่งต้องไปแขวนตัวเองไว้ตามโรงเตี๊ยมหรือโรงเหล้า ทำให้คนอีกจำนวนหนึ่งชอบอยู่ในที่ทำงานจนค่ำมืดดึกดื่น ทั้งๆ ที่งานก็ไม่มีอะไรจะต้องเร่งรีบทำขนาดนั้น เพราะเป็นทางหนึ่งที่เขาจะได้ไม่ต้องอยู่ในค่ำคืนคนเดียวในห้องของเขา
            อยู่ในค่ำคืนคนเดียวในเวลาที่ไม่อ้างว้างผู้คนจำนวนหนึ่ง ก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสแล้ว อยู่ในค่ำคืนคนเดียวในยามโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา รสชาติย่อมมิใช่ความหอมหวานแน่นอน หากเป็นช่วงระยะเวลาสั้นยังอาจปลอบใจตนว่าฝืนทนกล้ำกลืนไปแล้ว จะสามารถผ่านพ้นไปได้ในวันใดวันหนึ่ง แต่หากเป็นความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงากับวันเวลาที่ไม่อาจรู้กำหนดได้นั้น ค่ำคืนแต่ละคืนเหมือนทอดยาวราวไม่รู้สิ้นสุด

            กลางคืน คือ ความเย็นและความร้อนรุ่ม เย็นและร้อมรุ่มทั้งอากาศและใจ เป็นความขุ่นมัว หรือว่าหม่นคว้าง ล้วนแต่เป็นค่ำคืนที่ไม่น่ารักสำหรับคนที่ถูกมันเคี่ยวกรำอยู่
            ค่ำคืนเสมือนเหวลึกสำหรับบางคน ในแต่ละค่ำคืนราวยืนหมิ่นเหม่อยู่ตรงปากเหว โชคดีก็ได้นอนหลับสักหลายชั่วโมง หากพลาดพลั้งร่วงดิ่งลงในเหวลึกนั้น ก็ราวกับจะกลายเป็นเจ้าของคอกแกะฝูงมหึมา เป็นชาวปศุสัตว์ที่น่าสงสาร นับแกะของเขาอยู่อย่างสับสน ตัวที่ 33, ตัวที่ 34 ... ตัวที่ 75 ... ตัวที่ 737 ... ตัวที่เท่าไรกันแน่ เขาเองก็เริ่มมึนงง ทว่าใจยังคงไม่หลับ...

            ค่ำคืนยื่นฝ่ามือร้อนผ่าวแตะเขาที่แก้ม ที่ขมับ และที่หน้าผาก ร้อนรุมขึ้นมาราวว่าอุณหภูมินี้เกิดจากตัวเขา ปรอทความรู้สึกบอกว่าชีวิตกำลังป่วยไข้
            ความร้อนรุมๆ ผ่าวๆ ที่ตรงแก้ม หน้าผาก และขมับทั้งสอง และอาการหนาวเย็นที่หัวใจนั้น คืออาการป่วยไข้กระมัง
            แกะตัวที่เท่าไรแล้วที่เขากำลังนับ เกิดอาการวูบผวาขึ้นมาอีกแล้ว เอามือกุมที่หน้าอก หลับตานับแกะตัวที่หนึ่งใหม่
            มีแกะตัวหนึ่งสะดุดรั้วล้มลง เขาจะเริ่มต้นนับใหม่หรือนับต่อเนื่องไปดี
            แกะตัวนั้นมุดไปในดงไม้นอกรั้วไปแล้ว สีขนของมันค่อยๆ มอลง
            แกะดำตัวหนึ่งนอนกระสับกระส่ายบนเตียง เสียงเครื่องปรับอากาศกำลังคราง เขาควรลุกขึ้นหรือยัง...
            ร้อนผ่าวที่หัว และที่เบ้าตา ทว่าหนาวเย็นอยู่ที่หัวใจ


เรืองรอง รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ สายลมในกิ่งหลิว เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 616

จากชาจีนถึงพิธีชงชาของญี่ปุ่น

             ดื่มชาแบบจีน กับดื่มชาแบบพิธีชงชาของญี่ปุ่น นอกจากวิธีการจะไม่เหมือนกันแล้ว ลักษณะใบชาที่ใช้ก็ไม่เหมือนกันด้วย
            แม้จะดูเหมือนแตกต่างกันในปัจจุบัน แต่ความจริงแล้วมีหลักฐานอ้างอิงได้ว่า การดื่มชาแบบที่ชาวญี่ปุ่นดื่มในพิธีชงชานั้น ได้เคยเป็นที่ปฏิบัติโดยทั่วไปอยู่ในแผ่นดินจีนยุคโบราณ

            'คัมภีร์ชา' (cha jing) ของ ลู่ อวี่ (Lu yu) มีบันทึกไว้ว่า
            ก่อนสมัยราชวงศ์ถาง (ค.ศ.618-907) ในแผ่นดินจีนมีการดื่มชา 4 ประเภท คือ ชูฉา (cu cha), ซ่านฉา (san cha), ม่อ ฉา (mo cha) และปิ่งฉา (bing cha)
            ชูฉา คือการดื่มชาโดยวิธีต้มในหม้อ ใบชาที่เก็บมาจะมีทั้งใบอ่อนที่เพิ่งแตกจากกิ่ง ใบทั่วไป และก้านใบ นำทั้งหมดนั้นมาหั่นให้ละเอียดเป็นฝอย แล้วนำลงไปต้มในหม้อ ลู่อวี่เรียกการดื่มชาวิธีนี้ว่า จว๋อ (Zhuo)
            ซ่านฉา คือการดื่มชาโดยวิธีต้มหรือเคี่ยว วิธีนี้คล้ายคลึงกับวิธีแรก แตกต่างกันที่พิถีพิถันเลือกใช้แต่ใบชาอ่อน และดื่มเฉพาะน้ำ ลู่อวี่เรียกการดื่มชาวิธีนี้ว่า อ๋าว (ao)
            ในสมัยถางมีกวีชื่อ ลู่ ซิ เซิง (Lu xi sheng) เคยเขียนถึงการดื่มชาวิธีนี้ในกวีบางวรรคของเขาว่า
            “เดือนสองยามฝนตกในป่าเขา
          ที่เนินเขาใบชาอ่อนผลิใบใหม่
          ตื่นยามวสันต์ ดื่มเพื่อฟื้นเมาทั้งยังดับกระหาย
          ถนอมเก็บใบชาอ่อนสดใหม่วนเวียนเด็ดมาดื่มกิน”

            ม่อฉา คือการดื่มชาโดยวิธีนำใบชาที่เด็ดมาได้มาคั่วให้แห้ง จากนั้นบดให้เป็นผงละเอียด แล้วจึงนำไปต้ม ลู่อวี่เรียกการดื่มชาวิธีนี้ว่า หยาง (yang)
            ปิ่งฉา คือการดื่มชาโดยนำใบชาไปนึ่งแล้วอัดให้เป็นแผ่นหรือเป็นแท่ง แล้วทำให้แห้งโดยการย่างไฟ เมื่อจะดื่มจึงนำมาบดให้ละเอียดแล้วจึงนำไปต้ม ลู่อวี่เรียกการดื่มชาวิธีนี้ว่า ชง (chong) ชาแผ่นหรือชาแท่งที่รู้จักกันทั่วไปคือ ชาผูเอ่อร์ (Pu er) และชาควอฉา (tuo cha) ซึ่งมักอัดเป็นก้อนรูปถ้วย ขณะที่ชาผูเอ่อร์มักอัดเป็นแท่งหรือเป็นแผ่นกลมแบน

            ม่อฉา คือชาที่ทำให้เป็นฝุ่นผง ชาชนิดนี้เมื่อแพร่เข้าไปในญี่ปุ่น ชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับขั้นตอนการทำชาให้เป็นผงละเอียด ซึ่งกลายเป็นขั้นตอนสำคัญของพิธีชงชาของญี่ปุ่น ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในวัฒนธรรมชงชา
            การที่ม่อฉาหายไปจากสังคมจีน มีสาเหตุมาจากการให้ความสำคัญต่อเรื่องความละเอียดของชาอย่างเกินเหตุในสมัยราชวงศ์ซ่ง (Song ค.ศ.420-479) เดิมนั้นวิธีทำชาให้เป็นผงนั้นทำด้วยการทุบ หรือตำอย่างง่ายๆ ต่อมากลายเป็นใช้วิธีบดโม่ให้เป็นผงละเอียด และทำให้กลายเป็น 'เอี๋ยนกาวฉา' (yan gao cha) จากนั้นนำไปผสมกับหลงหน่าว (long nao : พืชชนิดหนึ่ง ยางของมันใส่ราวเกล็ดน้ำแข็ง หรือผลึกแก้ว มีคุณสมบัติทางยา) แล้วจึงทำให้กลายเป็น 'ซินหลงหยวนเฉิงเสวี่ย' (xin long yuan cheng xue)

            ซินหลงหยวนเฉิงเสวี่ย ทำโดยการเอาใบชาอ่อนมาลอกเปลือกด้านนอกออก ให้เหลือเพียงไส้ในใสเก็บไว้ในน้ำสะอาด แล้วจึงนำไปผสมกับยางผลึกหลงหน่าว ความฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อเช่นนี้ของราชสำนักทำให้อาณาประชาราษฎร์ต้องพบกับความเดือดร้อนไปทุกหย่อมย่าน ในที่สุดก็ทำให้อาณาจักรซ่งต้องล่มสลายไปอยู่ภายใต้อำนาจของจิน (jin)
            เมื่อ จู หยวน จาง (zhu yuan zhang) ขึ้นเป็นกษัตริย์ ได้สั่งให้ยกเลิกประเพณีอันเหลวไหลต่างๆ หลายเรื่องในปีที่ 24 รัชศก หงอู่ (ค.ศ.1391) จูหยวนจางในฐานะกษัตริย์ ได้สั่งให้ยกเลิกการถวายบรรณาการชาประเภทม่อฉา ซึ่งทำเป็นก้อน แล้วให้ใช้ใบชาในการชงน้ำชาในวัง แทนการใช้สิ่งที่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยจนสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน
            บุคคลที่นำชาจีนเข้าไปเผยแพร่ในญี่ปุ่น คือ พระภิกษุหย่งจง (yong zhong) (ค.ศ.743-816) แต่ผู้ที่ทำให้พิธีการชงชาเจริญรุ่งเรืองจนแพร่หลาย คือ ธนายาจารย์หญงซี่ (rong xi chan shi) (ค.ศ.1141-1215) ชาที่เขานำไปญี่ปุ่น คือ ชาม่อฉา ดังนั้น ชาม่อฉาที่สูญสลายในแผ่นดินจีน จึงค่อยๆ เฟื่องฟู กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในพิธีชงชาของญี่ปุ่น
          เพียงแต่ชาม่อฉาในญี่ปุ่นไม่ได้เป็นชาแบบฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยแบบที่ราชสำนักซ่งเคยใช้


เรืองรอง รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ สายลมในกิ่งหลิว เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 641 

กระจกเงาของผู้ชาย


กระจกเงาของผู้ชาย

จะต้องมีกระจกเงาบานหนึ่งที่รอคอยข้าอย่างเปล่าประโยชน์
กระจกเงาที่รอคอยข้า ช่างว่างเปล่า รอบข้างของมัน
ไม่มีเครื่องเรือน ไม่มีโคมไฟ และหนังสือ
ไม่มีกิ่งใบที่แผ่ออกอย่างยุ่งเหยิงราวผมยาวของผู้หญิง
และผลแอปเปิ้ลที่ไม่เคยถูกคนลิ้มชิม

ภายในกระจกเงายิ่งไม่มีใบหน้าของข้า
ความทุกข์ตรมในดวงตาและรอยย่นเต็มหน้าผาก
มิได้เปล่งร้อง มันจะแตกร้าวจากการเปล่งร้อง
มิได้ครวญคราง มันจะเปลี่ยนรูปในการครวญคราง
บิดเบี้ยว ทำให้ใบหน้าของโลกกลายเป็นชวนขัน

กระจกเงานี้ เพียงแต่กลืนกินฝุ่นธุลีอยู่ทุกวันคืน

จากบทกวี : หนาน เหญิน เตอ จิ้ง จื่อ
โดย : จื่อ เหวิน

            บทกวีทำหน้าที่อะไร?
            บางทีคำถามนี่ไม่น่าจะถามนี้ก็ทำให้เราชะงัก
            บทกวีบอกเล่าอะไรบางอย่างนั้นเป็นของแน่ แต่อะไรบางอย่างนี้บางทีก็ทำให้พร่ามัว งุนงง
            บทกวี คือ การแสดงความในใจส่วนตัว ความในใจส่วนตัวนี้น่าจะเป็นทั้งความรู้สึก และความคิด แต่ความในใจส่วนตัวนี้น่าจะเป็นทั้งความรู้สึก และความคิด แต่ความในใจส่วนตัวเมื่อเป็น 'ส่วนตัว' ทำไมจึงต้องเขียนเพื่อให้ผู้อื่นได้อ่านด้วย
            เพื่อแสดงถึงลักษณะร่วม และลักษณะเฉพาะ ของมนุษย์เพื่อการทำความเข้าใจ มนุษย์ ชีวิต โลก ร่วมกัน นี่น่าจะเป็นเป้าหมายหรืออุดมคติที่สำคัญกว่าการแสดงความเก่งกล้าสามารถของตัวผู้เขียน
            การไปถึงสัจจะสูงสุด น่าจะคือจุดมุ่งหมายของบทกวี เช่นเดียวกับศิลปะวิทยาแขนงอื่นๆ ทั้ง คีตศิลป์ วิจิตรศิลป์ นาฏศิลป์

            การเขียนเพื่อแสดงความเก่ง ความยิ่งใหญ่ บางทีก็เป็นเพียงเป้าหมายตื้นเขิน และการหลงตัวเอง
          แต่หากไม่มีความเก่ง ความสามารถเลยก็ยากที่จะบรรลุถึงซึ่งสัจจะสูงสุดตามที่ตั้งใจไว้
            เว้นแต่ว่ากำลังลวงทั้งตนและผู้อื่นว่าตนนั้นอยู่เหนือระดับมนุษย์สามัญ
            แน่นอนว่า อัจฉริยะ หรือผู้อยู่เหนือระดับมนุษย์สามัญนั้นมี แต่คนเช่นนั้นก็ยังต้องค้นคิด ศึกษา เรียนรู้ ไม่มียกเว้น
           
            สิ่งที่แยกบทกวีที่มีคุณค่า ออกจากบทกวีพื้นๆ ทั่วไป แง่มุมหนึ่งคือ บทกวีที่มีคุณค่าทำให้ความในใจเฉพาะนั้นกลายเป็นข้อร่วมของบุคคลทั่วไปได้ จากนั้นยกระดับอารมณ์ และภูมิปัญญาให้สูง
            ที่เขายกย่องให้จัดหนังสือบทกวีไว้ในชั้นเดียวกับปรัชญาก็อยู่ที่ตรงเงื่อนไขนี้
          คำไพเราะ จินตภาพสวยๆ ภาษาที่ลื่นไหล ความสามารถในเชิงช่าง เป็นแต่เพียงความเก่ง ความสามารถยังมีอีกชั้นหนึ่งที่ต้องมุ่งไปสู่นั้นคือภูมิปัญญาที่นำมาสื่อสารเพื่อให้ชีวิต และโลกดีขึ้น
           
            บทกวี 'กระจกเงาของผู้ชาย' เป็นแต่เพียงบทกวีแสดงความในใจของปัจเจกบุคคล หรือว่าเป็นบทกวีที่ควรให้คะแนนมากกว่านั้น ท่านส่องเห็นสิ่งใดในกระจกเงานั้น และกระจกเงานั้นสะท้อนเงากลับไปกลับมาอย่างไร
            บทกวีสามารถเป็นได้ทั้งสิ่งที่เป็นเฉพาะกาล และนิรันดร์กาล
          ชั่วขณะหนึ่งข้าพเจ้าเห็นภาพผู้ชายคนหนึ่งในฐานะมนุษย์คนหนึ่งมองดูกระจกบานเดียวกับที่ฮุ่ยเหนิง สังฆปรินายก องค์ที่ 6 ของนิกาย ฌาณ (ธยานะ) เคยมอง
          พวกเขากำลังเจรจากันถึงชีวิต สนทนาจากโลกียะ สู่โลกุตระ


เรืองรอง รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ สายลมในกิ่งหลิว เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 629

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ร่องรอยของความทุกข์ตรม



วันวัยนำพาชีวิตผ่านพบประสบการณ์ เรื่องราวบางอย่างคนเราต้องผ่านพ้นวันเวลามาพอจึงจะเข้าใจ ซิน ชี่ จี๋ กวีสมัยราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ.960-ค.ศ.1276) เคยเขียนไว้ในบทกวี 'โฉ่ว หนู เอ๋อร์' ไว้ว่า

"วัยเยาว์ไม่รู้จักรสชาติของความทุกข์ตรม
รักแต่จะปีนไต่หอสูงยิ่งขึ้นอีก
รักแต่จะปีนไต่หอสูงยิ่งขึ้นอีก
เพื่อจะเขียนกวีบทใหม่ เค้นเอ่ยว่าทุกข์ตรม
บัดนี้ได้ลิ้มรสความทุกข์ตรมจนสิ้นแล้ว
คิดจะเอ่ยเอื้อนออกมาก็ยังหยุดชะงักไว้
คิดจะเอื้อนเอ่ยออกมาก็ยังหยุดชะงักไว้
แล้วกลับพูดว่า อากาศเย็นสบาย
ช่างเป็นฤดูใบไม้ร่วงที่งดงาม"

            ความเหงา ความเศร้า ความทุกข์ ความเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย แม้ว่าจะเรียกขานด้วยคำเดียวกัน แต่รสชาตินั้นซับซ้อนแตกต่างกันไปตามวันเวลาของชีวิตแต่ละช่วงวัย
            วันเวลานำพาทั้งความเหนื่อยล้า และการเติบโตมาให้กับชีวิตในวัยเยาว์ที่ร่างกายยังดี จิตใจยังแกร่งนั้น ชีวิตมักขาดประสบการณ์ และความจัดเจน พบพานปัญหาอุปสรรค มักจะร่ำไห้เสียงดัง แต่ก็ด้วยวัยอันเยาว์นั้นเองที่ช่วยให้ฟื้นคืนสภาพได้เร็ว ผิดกับยามเมื่อชีวิตเดินทางมายาวนาน ผ่านพบประสบการณ์หลากหลายมาจนชุ่มโชก ยามพบกับทุกข์สุขใดๆ มักจะฟูมฟายน้อยกว่า
            ในความนิ่งเงียบเรียบเฉย มีริ้วรอยของวันเวลากระเพื่อมเป็นระลอกอยู่อย่างที่บางครั้งผู้อื่นก็มองไม่เห็น


เรืองรอง  รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ สายลมในกิ่งหลิว เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 583

50

 อายุน้อยๆ ข้าพเจ้าเคยคิดว่าคนอายุเกิน 40 นั้นเป็นผู้ใหญ่ แล้วพออายุเข้า 50 ก็แก่ แล้วคนแก่นั้นก็ต้องใช้ชีวิตไปตามประสาแก่
ไม่เคยคิดเลยว่า ประเดี๋ยวเดียวข้าพเจ้าก็อายุ 50 ยังไม่ทันรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้ใหญ่พอ ยิ่งไม่ยอมรับว่าอารมณ์ความรู้สึกของตนจะ "แก่"
ก็ข้าพเจ้ายังเป็นผู้ชายที่ชอบใส่กำไลเงินที่ข้อมือ และออกจะสนับสนุนให้เด็กหนุ่มไว้ผมยาว เด็กสาวซอยผมสั้น หากว่าเขาและเธอรู้สึกว่าการทำเช่นนั้นทำให้ดูดี และเป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของชีวิต
ข้าพเจ้ารู้สึกว่านั่นก็ไม่ต่างกับการที่เด็กเล็กชอบไอศครีม ผู้ใหญ่ชอบดื่มเหล้า เบียร์ บางคนชอบนั่งสมาธิ บางคนชอบเข้าวัด ทั้งหมดนั้นล้วนแต่คือความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของชีวิตทั้งนั้น. หากไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าตนเป็นผู้มีทัศนะที่ถูกต้องที่สุดในโลก

แต่โลกก็มักไม่ใช่โลกที่สมบูรณ์แบบเช่นนั้นเสมอ
ในวัยห้าสิบ ข้าพเจ้าพูดคุยกับมิตรสหายบางคน และพบว่าเราต่างยังมีอารมณ์ความรู้สึกของเด็กหนุ่มเด็กสาวอยู่ในตัว. เรากลับมาค้นพบความจริงว่าคนในวัยอย่างเรา หรือคนในวัยที่แก่กว่าเรามากๆ ก็ยัง "ตกหลุมรัก" คนได้
เวลาที่เห็นผู้ชายผู้หญิงอายุต่างกันมากๆ อยู่ด้วยกัน ข้าพเจ้าไม่รีบคิดว่าเป็นเรื่องของ "โคแก่หญ้าอ่อน" หรือ "ไก่แก่แม่ปลาช่อน" อีกต่อไป.
สารภาพด้วยความจริงใจว่าข้าพเจ้าออกจะคารวะหัวใจของพวกเขา และรู้สึกขอบคุณโลกที่ได้นำชีวิตด้านที่อ่อนโยน และเอื้ออาทรมาให้กับชีวิตของคนที่เดินทางระหกระเหิน ไม่ให้ต้องโดดเดี่ยว และหนาวเย็นเกินไป

แต่โลกก็มิได้สมบูรณ์แบบ
ไม่ใช่คนทุกคนที่ยอมมองดูและค้นให้พบด้านที่อ่อนโยนงดงามของชีวิต แม้กระทั่งผู้ชายและผู้หญิงที่อยู่ด้วยกัน ก็มิได้มีแต่ด้านดีงามทุกคู่
การเสแสร้งหลอกลวงนั้น ก็เป็นความจริงของชีวิต
หรือแม้จะจริงใจกันก็เถิด เมื่อถึงยามที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดต้องจากไป ทั้งจากเป็นหรือจากตาย โลกภายหลังจากนั้นก็ไม่ใช่โลกอันสมบูรณ์แบบอยู่ดี
แต่จะทำอย่างไรได้อีกล่ะ
ชีวิตก็เป็นเช่นนี้เอง


เรืองรอง รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “สายลมในกิ่งหลิว” เนชั่นสุดสัปดาห์

วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ถ้าหากชีวิตเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง



ถ้าหากชีวิตเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
เพื่อนร่วมเดินทางของฉัน มิตรสหายของฉัน
ยังคงหันหาตะวันยามเช้า และออกเดินทาง
ให้เงาที่ทอดยาวเหลือไว้ด้านหลัง
            หันกลับไปโบกมือด้วยอาการรื่นเริง!

ถ้าหากชีวิตเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
เพื่อนร่วมเดินทางของฉัน มิตรสหายของฉัน
ยังคงคือหนทางยาวไกลที่มากไปด้วยลมฝน
ยังคงวิ่งตะบึงไปอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย
            ขอให้เราจูงมือกันกระชับมั่น!

ถ้าหากชีวิตเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
เพื่อนร่วมเดินทางของฉัน มิตรสหายของฉัน
เรายังคงต้องชูจอกร่วมกัน
ไม่ว่าจะเป็นสุรารสหอมหวาน หรือสุรารสขม
ความสัตย์ซื่อสุจริตและการเชื่อถือได้ คือรสชาติแท้ที่เข้มข้น!


ถ้าหากชีวิตเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
เพื่อนร่วมเดินทางของฉัน มิตรสหายของฉัน
ยังคงจะขับขานบทเพลงที่ไม่มีวันขับขานได้จบ
ในยามที่หลอดคอยังไม่ถูกตัดให้ขาดออก
            ที่ควรโห่ร้องยินดีก็โห่ร้องยินดี ที่ควรสาปแช่งก็จงสาปแช่ง

ถ้าหากชีวิตเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
เพื่อนร่วมเดินทางของฉัน มิตรสหายของฉัน
พวกเขาที่ไม่ยอมช่วยจิตวิญญาณของตนให้รอดพ้น
ก็ปล่อยให้พระเจ้าช่วยเหลือ...
            ใต้แสงตะวันถึงอย่างไรก็เป็นกลางวัน!

เวลาเอย เวลาไม่ไหลย้อนคืน
แต่ชีวิตกลับสามารถเริ่มต้นใหม่ได้
อย่าได้พูดว่าสิ่งที่สูญเสียไปนั้นมีมากแสนมาก
เพื่อนร่วมเดินทางของฉัน มิตรสหายของฉัน
            วันพรุ่งยาวนานเสียยิ่งกว่าวันวาน!

จากบทกวี 'เจี่ย หญู เซิง ฮว๋อ ฉง ซิน ไค โถว'
โดย : ซ่าว เย่น เสียง

วันเวลาไม่อาจย้อนคืน เปลี่ยนปฏิทินใหม่ เรื่องราวในวันคืนที่ผ่านมาเป็นไปได้เพียงบทเรียน และความทรงจำ
ไม่ว่าจะคิดจะรู้สึกอย่างไร ชีวิตก็ยังคงดำเนินต่อไป วันเวลาก็ยังคงไหลรุดต่อไป
เราอาจทำผิด เราอาจทำถูก เราอาจพอใจ เราอาจจำใจ เราอาจผ่อนคลาย เราอาจตึงเครียด ถึงอย่างไรที่ผ่านมาแล้วล้วนแต่ได้ทิ้งร่องรอยเอาไว้ในวันเวลาที่ผ่านไปนั้น
วันเวลายังคงเคลื่อนตัวต่อไป
เราจะคิดอ่านกำหนดการก้าวเดินไปของชีวิตบ้างไหม หรือว่าปล่อยให้วันเวลาไหลผ่านชีวิตเราไปในความจำยอมของเรา
            เราทุกคนต่างต้องสูญเสียเวลาไปกับเรื่องที่ทั้งเต็มใจกระทำและจำใจกระทำ
          แต่เราต่างก็มีสิ่งที่ควรต้องกระทำ น่าจะกระทำ และอยากจะกระทำ

            ที่สำคัญคือ เราได้เริ่มต้นบ้างหรือยัง
            ชีวิตจะเดินทางไปได้ยาวไกลแค่ไหน ยากนักที่จะมีผู้ใดหยั่งรู้ล่วงหน้า
            วันวานนั้นมีรอยเท้าชีวิตเราอยู่
            วันพรุ่งอยู่ตรงหน้าเรา
            และเท้าของเรา ร่างกายของเรา ชีวิตของเรา และวันพรุ่งของเรา จะมากจะน้อยเราควรจะต้องรู้จักรับผิดชอบบ้าง
          วันพรุ่งอยู่ตรงหน้าเรา


เรืองรอง รุ่งรัศมี


พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “สายลมในกิ่งหลิว” เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 605